ม่านหมอกลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะขยับถดตัวไปจนติดหัวเตียง “เราควรคุยกันก่อน พวกคุณจะรังแกหมอกแบบนี้ไม่ได้ ครอบครัวเราไม่ได้ตกลงกันว่าหมอกจะต้องใช้หนี้ด้วยร่างกาย” เธอรีบหาทางออกให้ตัวเอง เพราะสถานการณ์ตรงหน้ามันเสี่ยงเกินไป ถูกเอาทีละคนยังพอว่า นี่สองพี่น้องกลับคิดจะรุมเธออีก
“คุยเหรอ เมื่อกี้เธอไม่เห็นอยากจะคุยเลยนะ เห็นแต่อยากเอาเอ็นฉันเข้ารู” ฉืออี้พูดพร้อมกับไล้สายตาของเขามองสำรวจร่างกายขาวโพลน ที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยจ้ำสีกุหลาบและคราบเหนียวข้น เขาขยับขึ้นมานั่งบนเตียงพลางรั้งร่างเล็กเข้ามาใกล้
ม่านหมอกได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับใบหน้าแดงก่ำอย่างกระดากอาย มันจริงอย่างที่เขาว่า เธอตั้งใจยั่วฟางฉืออี้
เพราะคิดว่ายังไงเขาก็คงไม่ต่อ คนบ้างานอย่างเขาเหรอจะมามัวเสียเวลากับการเอาผู้หญิงที่ไม่ตรงสเปกความชอบ
ทว่าทั้งหมดทั้งมวล เป็นเธอเองที่คิดผิด เสือร้ายตัวนี้ กลับหลงมัวเมาในเหยื่อ ถึงขั้นยกเลิกการประชุมเอาดื้อ ๆ
“ถะ… ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องคุยกัน ไม่งั้นฉันจะบอกคุณป้าว่าคุณสองคนทำอะไรกับฉัน” คราวนี้เธอยื่นคำขู่
ซึ่งมันก็ทำให้สองพี่น้องชะงักไปทันที
“เธอต้องการอะไร” เฉิงอี้ที่ขยับลงนั่งฝั่งขวาจ้องมองเธอ
“ฉันยอมให้พวกคุณหาความสุข แต่แค่ครึ่งปีเท่านั้น เพราะนั่นมันก็มากเกินไปแล้ว จากนั้นพวกคุณต้องปล่อยฉันไป”
“ฮ่าฮ่า ครึ่งปีงั้นเหรอ นานไปไหมเด็กน้อย แค่เดือนเดียวหรืออาจจะสิบวันด้วยซ้ำพวกเราก็เบื่อเธอแล้วล่ะ” เฉิงอี้พูดหยัน
“ดี! งั้นครึ่งเดือนนับจากนี้ พวกคุณห้ามยุ่งวุ่นวายกับฉันอีก และ… และต้องลดหนี้สินลงให้ด้วย” ม่านหมอกพยายามต่อรอง ไม่งั้นต้องเสียเปรียบพวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวแน่
“ได้ ฉันจะลดหนี้ให้ครอบครัวเธอครึ่งหนึ่ง แล้วถ้าเธอดูแลเราได้ถึงใจ อาจจะลดเพิ่มอีกก็ได้” ฉืออี้พูดขึ้นบ้าง
“ดีลค่ะ” ม่านหมอกรีบตอบ “งั้นเราก็มาสนุกกันเลย”
