“อีแม่” (แม่)
“ผู้ได๋มาส่ง” (ใครมาส่ง)
“เถ้าแก่จ้ะ”
“เพิ้นมาส่งฮอดเฮียนเลยเบาะ….บ่แมนเพิ้นมักเจ้าบ้อ” (เค้ามาส่งถึงบ้านเลยเหรอ….ไม่ใช่เค้าชอบแกเหรอ)
“ต่อให้เพิ้นสิเป็นเถ้าแก่ พ่อกะบ่ยอมยกลูกสาวให้ไผง่าย ๆ ดอกเด้อ” (ต่อให้เค้าจะเป็นเถ้าแก่ พ่อก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ใครง่าย ๆ หรอกนะ)
“ยกให้ไปโลด เจ้าสิให้ลูกอยู่ผู้เดียวจนเฒ่าเบาะ เพียงมันสิสี่สิบอยู่แล้ว” (ยกให้ไปเถอะ คุณจะให้ลูกอยู่คนเดียวไปจนแก่เหรอ เพียงมันจะสี่สิบอยู่แล้ว)
“สี่สิบข่อยกะสิเลี้ยงเอาดอกลูกสาวข่อย” (สี่สิบฉันก็จะเลี้ยงเองลูกสาวฉัน)
“หึ ๆ ๆ อีพ่อ อีแม่ กะถามข่อยแน่ว่าข่อยมักเพิ้นบ่” (หึ ๆ ๆ พ่อ แม่ ก็ถามฉันหน่อยว่าฉันชอบเค้าไหม)
“แล้วเจ้ามักเพิ้นบ่” (แล้วแกชอบเค้าไหม)
“มักอยู่….ข่อยไปอาบน้ำก่อนเด้อ” (ชอบ….ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ)
“อีนาง บ่ได้เด้ พ่อบ่ยกเจ้าให้ไผ” (เพียงลูก ไม่ได้นะ พ่อไม่ยกแกให้ใคร)
ลูกสาวรีบเดินเข้าไปภายในห้องหลังจากตอบคำถามพ่อที่อยากรู้มากกว่าผู้เป็นแม่ที่เหมือนจะดูออกตั้งแต่แรกว่าลูกสาวรู้สึกยังไง
“ลูกเฮากะเลี้ยงได้แค่โตเท่านั้นล่ะ เจ้าต้องดีใจตัวที่มีคนฮักลูกเฮา” (ลูกเราก็เลี้ยงได้แค่ตัวเท่านั้นแหละ คุณต้องดีใจสิที่มีคนรักลูกเรา)
“แต่ข่อยได้ยินว่าเถ้าแก่เคยแต่งงานแล้ว ขั่นให้ลูกเฮาแต่งงานไปเพิ้นสิเว้าพื้น” (แต่ฉันได้ยินว่าเถ้าแก่เคยแต่งงานแล้ว ถ้าให้ลูกเราแต่งงานไปเค้าก็จะนินทา)
“เจ้าสิสนใจผู้อื่นหลายกว่าลูกสาวจะของติ….ขั่นเจ้าคิดจั่งซั่นข่อยสิให้อีนางไปอยู่นำเขาเลยบ่ต้องจัดงานตงงานแต่งดอก” (คุณจะสนใจคนอื่นมากกว่าลูกสาวตัวเองเหรอ….ถ้าคุณคิดแบบนั้นฉันจะให้ลูกไปอยู่กับเขาเลยไม่ต้องจัดงานตงงานแต่งหรอก)
“เออ ให้เถ้าแก่มาขอข่อยก่อนแล้วข่อยสิตัดสินใจว่าสิยกให้บ่” (เออ ให้เถ้าแก่มาขอฉันก่อนแล้วฉันจะตัดสินใจว่าจะยกให้ไหม)
เพียงเพลินที่กำลังแอบฟังก็ยิ้มดีใจที่พ่อยอมเปิดโอกาสให้เกื้อบุญ
