"นายธาดา นายช่างใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยคุณงามความดีที่ช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ทั้งหลายให้มีชีวิตที่ดีขึ้น อายุหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าปีสิ้นอายุขัยด้วยอาการใหลตาย ถือว่ามีบุญมากเพราะไม่ต้องตายอย่างทรมาน ยินดีด้วยวิญญาณของท่านได้ขึ้นสวรรค์"
ทุกอย่างฟังดูดียกเว้นอายุขัย ผมว่าหูผมไม่มีทางได้ยินผิดอย่างแน่นอน ผมได้ยินยมทูตบอกว่าอายุขัยของผมคือหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าปีแน่ๆ แบบนี้ไม่ใช่สวรรค์เบื้องบนทำงานผิดพลาดหรืออย่างไร
"ท่านยมทูต ผมอายุแค่เก้าสิบเก้าปีนะครับ แถมวันพรุ่งนี้ก็จะครบหนึ่งร้อยปีด้วย แล้วทำไมท่านถึงบอกว่าอายุขัยของผมคือหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าปีกันล่ะครับ??"
"เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าอายุเพียงเก้าสิบเก้าปีเช่นนั้นรึ??"
ยมทูตจ้องมองผมแล้วก้มลงมองสิ่งที่น่าจะเป็นสมุดอายุขัยของวิญญาณทั้งหลายเอ่ยออกมาเสียงเครียด ก่อนจะติดต่อกับใครสักคนผ่านอุปกรณ์ที่ดูคล้ายหูฟังขนาดเล็กที่สวมใส่ไว้ที่หูข้างซ้าย ดูเหมือนว่าคงมีปัญหาเกิดขึ้นเพราะยมทูตเล่นปิดกั้นไม่ให้ผมได้ยินเสียงที่กำลังสนทนากับปลายสาย แต่ถ้าผมอ่านปากได้ไม่ผิดน่าจะมีคำว่ายังไม่ถึงเวลาตายหลุดมาด้วย
"เฮ้อ!! ข้าต้องขอโทษด้วยวิญญาณนายธาดา วิญญาณของเจ้ายังไม่ถึงเวลาสิ้นอายุขัย เจ้ายังมีเวลาใช้ชีวิตได้อีกหนึ่งร้อยปี"
"ถึงผมจะยังไม่อยากตายแต่ร่างของผมถูกเผาไปแล้วนะครับ"
ผมได้แต่เอ่ยออกมาอย่างปลงตกเพราะสมัยนี้ตายปุ๊บก็เผาเลย หนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้กลายร่างเป็นซอมบี้ สองเพื่อการจัดเก็บอัฐิที่ประหยัดเนื้อที่มากขึ้นนั่นเอง สุสานในยุคหลังวันสิ้นโลกทุกคนล้วนถูกเผาและบีบอัดเถ้ากระดูกจนกลายเป็นอัญมณี ก่อนจะจับเก็บเข้าสุสานที่เหมือนรังผึ้งในตึกที่ถูกสร้างให้เป็นสุสาน ดังนั้นทุกคนจึงได้ตายอย่างสวยงามไร้สภาพไม่น่ามอง
"หากข้าจะชดใช้ให้เจ้าด้วยการส่งเจ้าไปเกิดใหม่ในร่างที่เข้ากันได้กับวิญญาณของเจ้าเล่า เจ้าจะยินดีหรือไม่"
"ถ้าไปเกิดใหม่ผมไม่คิดมากหรอก แต่ผมขอพลังที่มีในชาตินี้ติดตัวไปด้วยได้ไหม ทั้งพลังมิติพิเศษและพลังงานแห่งการสร้างสรรค์"
"ขอข้ายื่นคำร้องต่อสวรรค์สักครู่"
ในเมื่อสวรรค์ทำงานผิดพลาดแล้วเรื่องอะไรผมจะยอมตายฟรี ให้ไปเกิดใหม่ก็ได้ไม่ว่ากันแต่ไปเกิดในที่แบบไหนผมจะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจงมอบพลังที่มีในชาตินี้ให้ผมในชาติหน้าเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือร้องเรียนแล้วยื่นคำร้องให้สวรรค์ชดใช้อย่างสาสม ถึงผมจะไม่รู้ว่าต้องไปยื่นเรื่องที่ไหนก็ตามแต่ขอยื่นไว้ก่อน
"ตอนนี้เราหาร่างที่เข้ากันได้กับดวงวิญญาณของเจ้าแล้ว เพียงแต่โลกที่ร่างนั้นอยู่เป็นโลกที่ต่างจากที่นี่ แม้จะมีความคล้ายคลึงกันแต่ก็คล้ายกับยุคสมัยโบราณของพวกเจ้ามากกว่า"
"เป็นโลกแบบไหนหรือครับ?"
"โลกที่ร่างนั้นอาศัยอยู่เป็นโลกในยุคโบราณ ยังไม่มีไฟฟ้าน้ำประปาหรืออินเตอร์เน็ตไม่มีรถยนต์ให้ใช้ และแม้แต่การรักษาโรคก็ยังใช้สมุนไพรและการฝังเข็ม"
ไอ้ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยไม่ใช่ว่าเป็นโลกยุคจีนโบราณหรือไงกัน ถึงในยุคของผมจะมีทุกอย่างที่ทันสมัยและเปลี่ยนไปมาก แต่เรื่องของนวนิยายหรือภาพยนตร์ก็ยังมีผลิตออกมาบ้างแล้ว ที่สำคัญคือเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเซียนโบราณหรือยอดมนุษย์ล้วนได้รับความนิยม เพราะนักแสดงล้วนมีพลังวิเศษทำให้การแสดงสมจริง ทำเอาผู้คนติดใจจนตามดูข้ามวันข้ามคืนจนนักแสดงในยุควันสิ้นโลกโด่งดังกว่าในยุคก่อนมาก
แต่ข้ามเรื่องนี้ไปก่อนเพราะมันไม่สำคัญแล้ว มีแค่ต่อจากนี้ต่างหากที่สำคัญเพราะผมจะได้ใช้ชีวิตเหมือนในซีรีส์ที่เคยดูเลยนะ แบบนี้จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงกัน ยิ่งผมมีพลังมิติที่โลกยุคโบราณเรียกว่ามิติสวรรค์นั่นอีก บอกได้คำเดียวว่ารู้สึกคุ้มค่าที่ตายก่อนเวลาอันควรขึ้นมาทันที
"ผมมีพลังมิติแล้วก็พลังแห่งการสร้างสรรค์เหมือนเดิมใช่ไหมครับ?"
"เฮ้อ! ถึงจะเป็นพลังเดิมของเจ้าในโลกนี้ แต่มันได้รับการปรับปรุงเป็นมิติสวรรค์ที่เจ้าสามารถเข้าออกได้ รวมถึงสามารถพาคนที่เจ้าไว้ใจเข้าไปได้ด้วยแต่อย่าลืมว่าเข้าไปได้แค่คนที่เจ้าไว้ใจเท่านั้น"
"แล้วผมยังเรียกสิ่งของออกมาเพื่อทำการประดิษฐ์ได้เหมือนเดิมไหมครับ?"
ผมยังติดนิสัยของนายช่างใหญ่อยู่นะ ถ้าให้อยู่เฉยโดยไม่ได้สร้างหรือประดิษฐ์อะไรเลยมีหวังได้ขาดใจก่อน อย่างน้อยก็ขอเครื่องมือทำมาหากินไว้ใช้งานได้ก้ยังดี บอกตามตรงว่ายุคที่คนยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย หากผมจะไปเกิดใหม่แล้วสร้างเนื้อสร้างตัวจากการสร้างสิ่งของที่ในยุคนั้นยังไม่มีแล้วละก็ รับรองได้ว่าร่ำรวยจนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้เลยนะ
