เสียงเพลงสากลจังหวะเศร้าสร้อยดังก้องอยู่ในรถสปอร์ตคันหรูที่จอดสนิทอยู่ริมขอบทางด่วน แสงไฟจากตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ พร่าเลือนเพราะม่านน้ำตาที่เอ่อล้นดวงตาคู่สวยของ ‘ข้าวเจ้า’ ทายาทเพียงคนเดียวของอาณาจักรพฤกษาโฮลดิ้ง
“ฮึก...ทำไม...ทำไมโลกนี้มันช่างโหดร้ายกับคนสวยอย่างฉันนัก”
ข้าวเจ้าปาดน้ำตาเบาๆ ด้วยทิชชู่อัดเม็ดนำเข้าจากฝรั่งเศส ในมือถือสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่หน้าจอค้างอยู่ที่แอปฯ เขียว...ข้อความสุดท้ายที่เขาส่งไปหา ‘พี่โชน’ เดือนคณะสุดฮอตที่เขาตามจีบมาสามปี
‘พี่โชนครับ ข้าวเจ้าทำคุกกี้รูปหน้าพี่มาฝาก’
แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือ...เครื่องหมายตกใจสีแดง พร้อมข้อความ ‘คุณไม่ได้เป็นเพื่อนกับผู้ใช้รายนี้แล้ว’
“บล็อกกันเลยเหรอ! แค่ส่งไปวันละร้อยข้อความเองนะ! นี่มันคือโศกนาฏกรรมความรักชัดๆ!”
ร่างบางฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ มโนไปไกลว่าตัวเองคือนางเอกซีรีส์เกาหลีที่กำลังเดินตากฝนกระหน่ำ ทั้งที่ความจริงแอร์ในรถเย็นฉ่ำยิ่บสององศาและข้างนอกนั่นแดดเมืองไทยร้อนจนตับจะแลบ
“ไม่ได้การแล้วหัวใจของข้าวเจ้ามันแตกสลายเกินกว่าจะเยียวยาด้วยการช้อปปิ้งที่สยามพารากอนได้อีกต่อไป” มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาเบอร์ที่คุ้นเคยที่สุด... ‘คุณป๋า’
“ฮัลโหลคุณป๋าขา...ฮึก... ข้าวเจ้าไม่อยู่แล้วนะ ข้าวเจ้าจะไปรักษาแผลใจที่ดอยเชียงใหม่คนเดียว อย่าตามหาข้าวเจ้านะคะ ข้าวเจ้าจะไปใช้ชีวิตแบบโลว์ไลฟ์ ปลูกผัก กินน้ำค้าง อยู่กับฝูงนกพเนจร...”
พูดจบก็กดวางสายทันทีด้วยท่าทางสุดเฟียซ ที่เจ้าตัวซ้อมอยู่กระจกทุกวันก่อนจะเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าสู่ขึ้นเหนือด้วยความเร็ว... 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพราะกลัวรถเป็นรอย
โดยที่ข้าวเจ้าหารู้ไม่ว่า...ปลายสายอย่างคุณป๋านั้นไม่ได้ตกใจเลยสักนิด ท่านประธานใหญ่นั่งจิบกาแฟพลางกดโทรหาเบอร์ส่วนตัวของใครบางคนแทน
“ฮัลโหล...เหม ลูกชายฉันมันหนีไปเชียงใหม่แล้ว ฝากจัดการ ดูแลให้เรียบร้อยด้วยนะ อย่าให้คลาดสายตาเชียวล่ะ”
