“อื้อ... เบาหน่อยสิ เดี๋ยวผิวฉันก็เป็นรอยหมดหรอก” พอร์ชครางแผ่ว ปล่อยให้ไทม์ซุกไซ้ซอกคอขาวระหง แต่ดวงตาเรียวกลับจ้องมองมาที่คิมห์ด้วยสายตาท้าทาย
พอร์ชรู้ดีว่าคิมห์กำลังโกรธ... เขาเห็นกรามหนาของบอดี้การ์ดร่างยักษ์ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เห็นเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่พอร์ชต้องการ เขาอยากจะปั่นประสาท อยากจะขุดคุ้ยความรู้สึกที่คิมห์พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากน้ำแข็งนั่นออกมาให้หมด
“คิมห์... นายว่าคนนี้มือเบาพอไหม? หรือนายอยากจะมาช่วยเขาสอนฉันหน่อยว่า ‘ความเจ็บ’ มันเป็นยังไง?” พอร์ชเอ่ยถามน้ำเสียงระรื่น
คิมห์ไม่ตอบ มีเพียงเสียงถุงมือหนังสีดำที่กำเข้าหากันจนแน่นดัง 'เอี๊ยด' บ่งบอกถึงความอดทนที่ใกล้จะขาดผึง
“คุณหนูครับ... ผมว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว ให้ผมส่งแขกของคุณกลับไปเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของคิมห์ในตอนนี้ไม่ได้ราบเรียบเหมือนเดิม แต่มันแหบพร่าและสั่นพร่าด้วยแรงกดดันที่มหาศาล
“ทำไมล่ะ? นายรำคาญเหรอ... หรือว่านาย ‘ทนดูไม่ได้’ กันแน่คิมห์?” พอร์ชผลักไทม์ออกเบาๆ ก่อนจะเดินนุ่งผ้าเชอะขาวตัวเดียวเข้าไปหาบอดี้การ์ดร่างยักษ์ เขาใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแผงอกแกร่งผ่านเนื้อผ้าสูท “สายตานายมันฟ้องนะ... ว่านายอยากจะกระชากไอ้เด็กนี่ออกไป แล้วลงมือ ‘ทำ’ แทนมันใจจะขาด”
พอร์ชยังคงรุกไล่อย่างไม่เกรงกลัว เขาเชื่อมั่นเสมอว่าคิมห์ไม่มีทางจะกล้าทำอะไรเขา เพราะพันธะของคำว่า 'บอดี้การ์ด' และ 'ความจงรักภักดี' ที่ค้ำคออยู่ พอร์ชสนุกกับการเห็นคิมห์ต้องทรมานจากการกดข่มสัญชาตญาณตัวเอง
“นายมันขี้ขลาดคิมห์! นายแอบดมเสื้อผ้าฉัน นายแอบมองฉันอาบน้ำ นายอยากจะขย้ำฉันใจจะขาดแต่ก็ยังทำตัวเป็นไอ้ใบ้!” พอร์ชหัวเราะสมเพช พลางใช้มือบีบเค้นที่เป้ากางเกงของคิมห์จนสัมผัสได้ถึงท่อนเอ็นยักษ์ที่แข็งขึงปูดโปน “นายมันก็แค่อีแอบที่หลงรักเจ้าของตัวเองจนสั่นไปทั้งตัว แต่ไม่มีปัญญาจะทำอะไร!”
พอร์ชจงใจหันกลับไปหาไทม์ “ไทม์... มานี่สิ มาเอาฉันตรงหน้ามันเนี่ยแหละ ฉันอยากเห็นว่า ‘หมา’ ตัวนี้มันจะทนดูเจ้าของโดนคนอื่นป่นปี้ได้นานแค่ไหน!”
กึก!
วินาทีนั้น... เส้นด้ายแห่งความอดทนสุดท้ายของคิมห์ขาดสะบั้นลงอย่างรุนแรง
มือหนาปานคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ลำคอขาวระหงของพอร์ช ออกแรงบีบจนคนตัวเล็กหน้าแดงก่ำและต้องเขย่งเท้าขึ้นตามแรงยก ดวงตาของพอร์ชเบิกกว้างด้วยความตกใจ... เขาไม่เคยคิดเลยว่าคิมห์จะ 'กล้า' ทำจริงๆ
