ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
“นี่พวกเจ้าได้ยินข่าวลือนั่นหรือไม่” ใต้เท้าผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางวงสนทนาที่มีผู้ร่วมวงด้วยกันอีกสองคน
“ข่าวลืออะไร” ใต้เท้าอีกคนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ก็ที่ว่าแคว้นเป่ยเหลียงกับแคว้นหนานของพวกเรากำลังจะมีงานมงคลน่ะสิ ข้าได้ยินมาจากลูกพี่ลูกน้องว่าจะมีงานมงคลสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีของสองแคว้น” เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ของสองแคว้นขุนนางปลายแถวเช่นพวกเขาไม่สมควรที่จะล่วงรู้ด้วยซ้ำทว่ามันกลับแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงอย่างเงียบ ๆ
“จะเป็นไปได้อย่างไรพระโอรสเพิ่งจะอายุย่างสามชันษาเองมิใช่หรือ”
“หากไม่ใช่ระหว่างเชื้อพระวงศ์ข้าก็คิดว่าอาจจะเลือกคุณหนูหรือคุณชายจากตระกูลชนชั้นสูงมาสักคนนั่นแหละ ว่าแต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าทางฝั่งนั้นเป็นผู้ใด” ใต้เท้าอีกคนเอ่ยถามคนต้นเรื่อง
“อืม... เห็นว่าเป็นอ๋ององค์หนึ่งแต่ข้าก็ไม่แน่ใจเท่าใดนัก”
“อ๋องหรือ คงไม่ใช่เหล่ยอ๋องหรอกนะ” ขณะพูดก็ทำท่าทางตกใจราวกับบุคคลที่พูดถึงอยู่นั้นเป็นพญามัจจุราชก็ไม่ปาน
“เหตุใดเจ้าจึงทำหน้าเช่นนั้นมีอะไรงั้นรึ”
“เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องของเหล่ยอ๋องหรือไง ข่าวลือว่าเขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมที่สุดในแคว้นเป่ยเหลียงเลยนะ บางคนเพียงแค่ถูกปรายตามองก็ถึงกับเป็นลมล้มพับ ว่ากันว่าคนที่ถูกฆ่ามีจำนวนมากกว่าข้าวที่เขากินเสียอีก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นฮ่องเต้แคว้นเป่ยเหลียงก็โปรดปรานพระอนุชาพระองค์นี้ที่สุดไม่เคยสั่งลงโทษเลยสักครั้ง” เพียงพูดถึงก็ทำให้ขนลุกทั้งตัวได้แล้วไม่อยากจะคิดว่าหากตัวเป็น ๆ เขาจะไม่ตกใจกลัวจนตายใช่หรือไม่
“ใช่ ๆ พี่ชายข้าที่เป็นทหารเฝ้าอยู่ชายแดนก็เคยเล่าให้ฟังกระทั่งผู้ติดตามยังดูน่ากลัวข้าว่านะคงไม่มีคุณหนูคนไหนกล้าแต่งงานด้วยแน่หากเป็นท่านอ๋องผู้นั้น”
“ราชโองการของฝ่าบาทจะปฏิเสธได้หรือ ได้ตายกันหมดตระกูลพอดี”
“ก็ข้าสงสารคุณหนูโชคร้ายผู้นั้นนี่ ต้องเดินทางไกลจากบ้านเกิดทั้งยังต้องแต่งให้กับอ๋องเหี้ยมเช่นนั้นอีกนี่จะไม่เรียกว่าตายทั้งเป็นได้หรือ”
“เอาน่า ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าจะต้องมานั่งเถียงกันเสียหน่อยปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเขาเถอะ” ใต้เท้าอีกคนเอ่ยขึ้น อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของพวกเขาอยู่แล้วบุตรสาวของขุนนางชั้นผู้น้อยจะไปมีสิทธิ์เช่นชนชั้นสูงพวกนั้นได้อย่างไร คนจนก็มีปัญหาของคนจนคนรวยก็มีปัญหาของคนรวยใครบ้างเกิดมาแล้วไม่พบเจอปัญหา