บทที่ 1 เด็กชายข้าวฟ่าง
1. เด็กชายข้าวฟ่าง
ข้าวฟ่างร้องไห้จ้าเมื่อแม่ส่งข้าวฟ่างให้หญิงแปลกหน้าผิวคล้ำและบอกให้ข้าวฟ่างเรียกนางเป็นแม่
"แม่ไงล่ะ ข้าวฟ่าง แม่ของข้าวฟ่างนะ" คนเลี้ยงปลอบเมื่อเห็นข้าวฟ่างสะอื้นไม่ยอมหยุดแม้เมื่อนางอุ้มเขาไว้ตามเดิมและกอดข้าวฟ่างแน่นขึ้น
"ไอ้ลูกคนนี้มันไม่เอาแม่เลยนะ" หญิงผิวคล้ำบ่น กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในบ้านหลังน้อยโกโรโกโส
"ลูกระยํา"
"โธ่ เด็กมันเคยเห็นหน้าแม่กี่ครั้งเล่า มันเรียกแม่จิตเป็นแม่ เธอก็เป็นคนแปลกหน้าเท่านั้นเอง" นายถมตะเบ็งมาจากระเบียงบ้าน เขาเป็นสามีแม่จิต "ไปว่ามันระยําได้"
"มันไม่มีเลือดฉันมั่งเรอะ พ่อถม" นางเถียงแต่สุ้มเสียงอ่อนลง
"มีแต่ในยี่เกว่ะ ผูกพันทางสายเลือดจริงๆ ไอ้ฟ่างมันก็นึกว่าฉันกะแม่จิตเป็นพ่อแม่มันน่ะซี กลางวันก็อยู่กะฉันซะมาก กลางคืนก็นอนกะแม่จิต"
นายถมทํางานเป็นยามเฝ้าโกดังสินค้า อยู่บ้านในตอนกลางวันเสมอจึงช่วยแม่จิตเมียรักเลี้ยงข้าวฟ่างได้เกือบทุกวัน แม่จิตจึงมีเวลาทําขนมขายหน้าบ้านพอมีรายได้พิเศษเล็กๆ น้อยๆ
"บอกว่าให้มาหาลูกบ่อยๆ ก็ไม่มา" แม่จิตต่อว่า
"มาได้เมื่อไรเล่า เถ้าแก่มันได้ไล่ออกปะไร ขืนลาบ่อยๆ" นางพิศเบะปาก "วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยได้หยุด ไม่ต้องกลัวหรอกน่ะ ค่าเลี้ยงค่านมเจ้าฟ่างน่ะ รับรองไม่มีขาด"
"พูดเสียอย่างนี้ แม่พิศจะได้โกรธกันสักวัน" นางจิตกัดริมฝีปากก่อน พูดเคืองจนรู้สึกแน่นหน้าอก "จะว่าไปไอ้เดือนละห้าร้อยที่แม่พิศให้ฉันน่ะมันพอแต่ค่านมค่าข้าวเท่านั้น ค่าเลี้ยงอดหลับอดนอนน่ะฉันคิดเมื่อไร รู้หรือเปล่าว่านมผงกระป๋องใหญ่เกือบสามร้อยเข้าไปแล้ว ฟ่างกินเดือนละกระป๋อง แล้วกับข้าว กับปลา ไข่ ผักอีกเล่า ฉันเลี้ยงฟ่างน่ะเพราะเห็นแก่เด็กหรอกนะ อีกข้อก็เห็นกะพ่อเขาเคยช่วยเหลือหางานให้พ่อถมทําตอนตกงาน แม่พิศมาพูดเหมือนเรากลัวแม่พิศจะไม่จ่าย ฉันเตือนให้มาหาลูกบ่อยๆ ก็เพราะกลัวว่าเด็กมันจะจําหน้าแม่ไม่ได้ พอโตจะรับไปเลี้ยงเองแกจะไม่ยอมไป ดูซิแค่อุ้มยังไม่ยอมเลย"
"โตแล้วให้กินนมข้นชงกะโอวัลตินไม่ได้เรอะ จะได้ไม่เปลือง เห็นข้างบ้านเขาเลี้ยงลูกด้วยนมผสมน้ำข้าว เด็กอ้วนยังกับอะไร เดินก็เร็ว แปดเดือนจะเดินได้อยู่แล้ว เจ้าฟ่างนี่เก้าเดือนไม่มีฟันสักซี่ ได้แต่คลานๆ คืบๆ ไม่เห็นอ้วน"
"นมข้นหวานน่ะเขาห้ามเลี้ยงเด็ก ที่ฉลากข้างกระป๋องก็มีบอก นังแต๋วลูกฉันก็บอกว่าใช้ไม่ได้ แต๋วเป็นครูเขารู้ดี ฟ่างไม่อ้วนก็จริงแต่แข็งแรงดีนะ ไม่เจ็บไม่ป่วย"
"เขาเลี้ยงกันทั้งนั้น ไม่เห็นเป็นอะไร เจ้าสองคนโตฉันก็เลี้ยงด้วยนมข้นหวาน มันก็โตจนอยู่ปอสามปอห้ากันแล้ว" นางพิศเถียง
"งั้นก็เปลี่ยนตอนข้าวฟ่างครบขวบก่อน เปลี่ยนตอนนี้เดี๋ยวท้องไส้แย่ ดูแต่คราวก่อนซิ แม่พิศเอาไปเลี้ยงแค่ห้าวันท้องเสียจนตาโหล ไปเปลี่ยนนมเข้านี่ย่ำแย่ โดนฉีดน้ำเกลือเข้ากระหม่อมน่าสงสารจริงๆ "
"ก็ไอ้นมยี่ห้อบ้านั่นกระป๋องแค่กํามือสี่สิบแปดบาท ฉันก็ซื้ออย่างใส่ถุงพลาสติกแค่ยี่สิบสองมาชงให้กิน ใครจะนึกว่าเจ้าฟ่างมันสนิมสร้อยขนาดนั้นล่ะ เสียค่าหมอค่าน้ำเกลือซะตั้งห้าร้อย"
"จะบ้าตาย คุ้มกันไหม" นางจิตแกว่งข้าวฟ่างช้าๆ ข้าวฟ่างชักเพลินเลยหลับคาตักคนเลี้ยง
ถึงจะรักจะสงสาร แต่ข้าวฟ่างก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของนายถมและนางจิต ปราศจากความผูกพันในสายเลือด ฐานะก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ดีที่ลูกสาวสองคนโตๆ กันแล้ว แต๋วหรือสโรชาเป็นครูโรงเรียนอนุบาล มีคู่หมั้นแล้ว อีกไม่กี่เดือนแต๋วก็จะแต่งงาน คู่หมั้นเป็นครูโรงเรียนเดียวกันและทํางานพิเศษเป็นพนักงานขับรถรับส่งนักเรียนของโรงเรียนด้วย ครูวินจึงมีรายได้พอจะคิดแต่งงานมีครอบครัวได้
ลูกสาวคนรองของแม่จิตชื่อติ๋มหรืออโนชา ติ๋มเรียนจบพณิชยการ ทํางานขายของหน้าร้านอยู่ในสหกรณ์แห่งหนึ่ง แต่ติ๋มมักจะบ่นว่าเงินเดือนไม่พอใช้และออดอ้อนขอแม่อยู่ทุกวันที่ยี่สิบห้าของเดือน
เมื่อแม่จิตรับข้าวฟ่างมาเลี้ยง แต๋วกับติ๋มสองสาววัยยี่สิบจึงเห็นข้าวฟ่างเสมือนตุ๊กตาแต่หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ เอาไว้อุ้มเล่นแหย่เล่นฟัดเล่น ข้าวฟ่างจึงเป็นน้องคนเล็กของบ้านไป นางพิศเห็นแล้วก็วางใจ มาเยี่ยมลูกเพียงเดือนละครั้ง นางพิศรับลูกไปเลี้ยงเองอยู่ห้าวันเมื่อโรงงานปิดตรุษจีนเจ็ดวัน แต่นางพิศก็เลี้ยงข้าวฟ่างจนท้องเสียต้องไปนอนโรงพยาบาลเสียหลายวัน
นางพิศโทษว่าลูก 'สนิมสร้อย' นางจิตโทษว่าเพราะนางพิศเปลี่ยนนมผงให้ข้าวฟ่างกิน มีแต๋วคนเดียวว่าเพราะขวดนมสกปรก
อยู่กับนางจิตแม้นางจิตจะไม่ได้ต้มขวดนมให้ข้าวฟ่างตามหลักสุขอนามัย แต่นางจิตก็ยังลวกขวดนมด้วยน้ำร้อน ใช้น้ำในลังถึงนึ่งข้าวที่ทุกคนกินกัน น้ำเดือดๆ ก็พอจะฆ่าเชื้อโรคได้บ้าง
"เราใช้น้ำคลอง น้ำประปาไม่มี ลวกน้ำเดือดเสียหน่อยค่อยวางใจ" นางจิตบอกนางพิศเมื่อได้รับคําถามว่าแช่ขวดนมในลังถึงไว้ทําไม
บ้านนางพิศก็อาศัยน้ำคลองเหมือนกัน แต่นางพิศล้างขวดนมด้วยน้ำคลอง แล้วก็วางทิ้งไว้ที่ชั้นวางชาม ตากแดดตากแมลงวันอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน
"ฉันหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า รีบจะเป็นจะตาย งานเข้าแปดโมง ไปสายเป็นถูกตัดค่าแรง จะมามัวลวกขวดต้มขวดได้ไง ขนาดต้มไข่ให้เจ้าสองคนโตเอาไปกินกลางวันที่โรงเรียนยังต้องใส่ลงไปในหม้อข้าวด้วยเลย"
คําอธิบายของนางพิศทําเอาครูแต๋วถอนใจ ส่วนติ๋มเบะปากบอกพี่สาวว่า
"สรุปแล้วก็คือไม่รู้ให้ลูกเกิดมาทําไม แค่สองคนโตก็พอแล้ว พี่แต๋วน่ะแต่งแล้วจะรีบมีลูกหรือเปล่า ขืนรีบมีติ๋มว่าแย่แน่ๆ ต้องเอามาให้แม่เราเลี้ยงตามบุญตามกรรม แม่ก็แบกภาระหลังแอ่น พี่แต๋วบางวันเข้าเวรติดรถรับส่งเด็กตั้งแต่หกโมงเช้า ออกจากบ้านตีห้ากว่ากลับถึงบ้านทุ่มครึ่ง พี่วินก็เหมือนกันเข้าเวรอาทิตย์ละสองสามวัน เอือก"
"แม่พี่วินเขาอาสาจะเลี้ยงหลานให้ แต่พี่จะยังไม่มีหรอก แต่งซักสองปีสามปีค่อยมี" แต๋ววาดแผนการณ์
"ดี เดี๋ยวมีปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้อีกแรกๆ ก็เห่อหลานหรอก นานๆ เข้าชักเหนื่อยจะว่าเราไม่เอาไหน ดูเจ้าฟ่างซิกลางคืนตื่นกินนมสองหน ฉี่สิบหน กลางวันก็ยุ่งจะตาย พอคลานเก่งเดินได้จะยิ่งวุ่น มิต้องผูกขากันรึ"
แต๋วหัวเราะ เห็นด้วยกับน้องสาว
"แต่พ่อแกรักนะ แกเลี้ยงให้"
"พ่อแกก็ต้องนอนกลางวัน เดี๋ยวไปหลับยามเขาได้ไล่ออกปะไร"
การเลี้ยงดูข้าวฟ่างจึงขาดๆ เกินๆ อยู่อย่างนี้เป็นปีๆ แม่พิศมาครั้งไร ข้าวฟ่างก็ร้องไห้หลบหน้า จะรับไปบ้านหาพ่อหาพี่ก็ไม่สําเร็จ ข้าวฟ่างลงนอนดิ้นพราดๆ ไม่ยอมไปด้วย นอกเสียจากนางจิตจะเป็นคนพาไป พอค่ำข้าวฟ่างก็ร่ำร้องจะกลับบ้าน
"กลับบ้านเราเหอะ แม่ กลับบ้าน กลับบ้าน" แล้วข้าวฟ่างก็คร่ำครวญเป็นชั่วโมงๆ จนทุกคนจะเป็นโรคประสาท
"เอามันไปเหอะแม่จิต ไม่ไหว เด็กผีเปรต ร้องไห้ได้ทีละสามชั่วโมง ไม่เคยพบเห็น" นางพิศไล่ส่ง "มันไม่แสบคอหอยมันมั่ง หรือไง ต่อมน้ำตารั่วหรือวะไอ้ลูกเวร"
ต่อมน้ำตาของเจ้าฟ่างเหมือนจะรั่วได้จริงๆ เขาร้องไห้ 'มาราธอน' ยิ่งกว่าเด็กคนไหนๆ ที่แต๋วเคยเห็น
"ขนาดแต๋วเป็นครูอนุบาลนะ ยังไม่เคยพบใครร้องไห้ได้ทั้งวันอย่างเจ้าฟ่าง ขี้แยเท่าเจ้าฟ่างเลย"
ข้าวฟ่างจึงไม่ใช่ตุ๊กตาน่าเอ็นดูสําหรับแต๋วกับติ๋มอีกต่อไป
"แต๋วพอรู้หรอกว่ามันขี้แยเพราะสุขภาพจิตไม่ดี ไม่แน่ใจตัวเอง ไม่แน่ใจพ่อแม่ ไม่รู้ใครเป็นพ่อเป็นแม่แน่ นี่ก็พ่อแม่ โน่นก็พ่อแม่ บ้านโน้นบ้านนี้ ไม่รู้ใครเป็นใคร แต่เราก็รําคาญเป็นนะ มันเล่นร้องไห้อีแบบนี้ไม่ไหว กลางคืนก็นอนละเมอตื่นบ่อยๆ ไม่ต้องหลับต้องนอนกันทั้งบ้าน เวรกรรมจริงจริ๊ง"
"ดูดหัวแม่มือจนมือจะเน่าอยู่แล้ว ไอ้ผ้าห่มเก่าๆ นั่นก็เหมือนกัน เหม็นจะตายทั้งดําทั้งสกปรกดูดอมอยู่ได้" ติ๋มบ่น "เอาไปซักให้ มันร้องเสียค่อนวันจนผ้าแห้ง พอได้คืนยังร้องต่ออีกแน่ะ บอกว่าไม่เหมือนเดิม เด็กเวร"
แม่จิตคิดหาวิธีให้ข้าวฟ่างเลิกดูดนิ้วดูดผ้าห่ม แต๋วซื้อหัวนมหลอกมาให้ดูดแทน ข้าวฟ่างดูดสองวันก็ปาทิ้ง
"เหม็น" เด็กชายว่า
แม่จิตค้นพบวิธีใหม่ ปิดปากข้าวฟ่างไม่ให้ร้องมาราธอนได้ด้วย นั่นคืออมยิ้มกับท็อฟฟี่ แต่ไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ อมยิ้มท็อฟฟี่ปิดปากข้าวฟ่างเวลาร้องไห้ไม่หยุดได้ดี เขาจะลงนอนเขลงบนพื้นบ้านดูดดังจั๊บๆ หยุดร้องไห้
แต่ข้าวฟ่างยังดูดนิ้วดูดผ้าห่มอยู่
"ยังดีวะ ไม่หนวกหู" นางจิตพอใจในความคิดของตน "เสียวันละบาทสองบาทเท่านั้นเอง"
นางจิตไม่ได้สังเกตว่าสิ่งที่เสียไปพร้อมกับเงินวันละบาทสองบาทคือฟันของข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างดูดนมข้นหวานใส่โอวัลตินคืนละสองสามขวด กลางวันดูดอมยิ้มทั้งวัน ฟันน้ำนมที่ยังขึ้นไม่เต็มปากดีก็ผุเสียจนแทบไม่มีเหลือ ฟันของข้าวฟ่างงอกเมื่อข้าวฟ่างอายุได้สิบเอ็ดเดือนเศษ พออายุขวบครึ่งฟันของข้าวฟ่างก็ดําและผุจนเหลือแต่ตอ เวลายิ้มเห็นแต่ฟันล่างไม่กี่ซี่ ฟันบนเหลือแต่กรามในที่เพิ่งงอกแพลมๆ ออกมา พอสองขวบก็หมดปาก
"ฟันน้ำนมจะเป็นไรไป อีกหน่อยก็หลุดแล้วงอกใหม่" ทั้งนางจิตนางพิศเห็นพ้องต้องกัน " เสียอย่างเดียวเคี้ยวอะไรไม่ถนัด"
ข้าวฟ่างจึงกินแต่ข้าวเละๆ คลุกน้ำแกงจืดหรือไข่ตุ๋น กินไก่กินหมูกับคนอื่นในครอบครัวไม่ได้ แต่ละมื้อข้าวฟ่างกินข้าวไม่ถึงสิบคํา นมข้นหวานกับอมยิ้มและท็อฟฟี่ทําให้เขาอิ่ม
ข้าวฟ่างจึงผอมเหมือน 'กุ้งแห้งเยอรมัน'
ครูวินมาหาครูแต๋วคู่หมั้น เห็นฟันของข้าวฟ่างผุทั้งปากก็ทนดูอยู่ไม่ได้จึงซื้อแปรงสีฟันยาสีฟันสําหรับเด็กมาให้ ข้าวฟ่างลองสีอยู่ครั้งหนึ่งก็แอบเอาไปทิ้งลงคลองเสีย
"ไม่อร่อย สีแล้วเจ็บ"
จึงไม่มีใครสนใจสอนให้ข้าวฟ่างทําความสะอาดฟันอีก แม่จิตมัวทําขนมขาย นายถมนอนหลับกลางวัน แต๋วไปทํางานแต่มืด และพอมีเวลาว่างก็มัวเตรียมตัวเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในการแต่งงาน ติ๋มไปทํางานแล้วก็เที่ยวตามประสาวัยรุ่น บางคืนก็ไปเต้นดิสโก้เสียด้วย พ่อแม่พี่สาวห้ามหล่อนไม่สําเร็จ แม่พิศแม่แท้ๆ ยิ่งไม่สนใจข้าวฟ่าง เพราะที่บ้านก็มีข้าวตอกกับข้าวเม่าแล้วสองคน
"มีตะตัวผู้ เจ้าพ่อเขาอยากได้ลูกสาว ว่าจะมีอีกสักคนให้ชื่อข้าวโพด" นางพิศเล่าให้นางจิตและนายถมฟัง
"ยังไม่พออีกเรอะ แล้วใครจะเป็นคนเลี้ยงมัน" นายถมถามตรงๆ "ตัวเองก็ทํางาน มีเวลาที่ไหน เจ้าฟ่างก็ยังอยู่นี่"
"ข้าวตอกจะจบประถมปีนี้แล้ว ไม่ต้องเรียนต่อหรอกเปลืองเงินเปลืองเวลา สอบได้แค่ห้าสิบหกสิบ ตกมิตกแหล่ ให้มันออกมาเลี้ยงน้อง" นางพิศตอบ "พอซักสองขวบ ไอ้เม่าก็จบประถม ฉันจะเอาข้าวตอกเข้าทํางานที่โรงงาน ให้ไอ้เม่าเลี้ยงต่อ พอเข้าโรงเรียนได้ก็เอาไอ้เม่าไปทํางานอีกคน"
นายถมถอนใจ
"ข้าวตอกข้าวเม่ามันอายุแค่นั้น แล้วก็เป็นผู้ชาย จะให้มันชงนมเลี้ยงลูกอ่อนได้ยังไง"
"ทําไมจะไม่ได้ข้าวตอกปีนี้สิบสามกว่าแล้ว อีกสองปีก็มีเมียได้แล้ว มันสูงยังกะหนุ่มๆ" นางพิศหัวเราชอบใจในความคิดของตน "ดีนะที่มีลูกห่างๆ ถ้ามีถี่ๆ ละลําบาก"
"สมัยนี้จะมีถี่มีห่างหรือไม่มีเลยก็ทําได้ทั้งนั้นแหละ จะเอาผู้หญิงหรือผู้ชายเขายังเลือกกันได้เลย ใครเขาปล่อยตามบุญตามกรรมกันบ้างเล่า" นายถมว่า
"ว่าแต่จะเอาข้าวฟ่างไปเลี้ยงเองเมื่อไร" นางจิตถามขึ้น
"ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แม่พิศ แต่เด็กมันจะไม่รักพ่อแม่เอา ฉันก็พร่ำบอกมันทุกวันว่าแม่พิศน่ะเป็นแม่แท้ๆ ฉันน่ะเป็นคนอื่น มันก็ไม่รับรู้ คนนี้ยังแก้ไม่ตกจะมีอีกคนเสียแล้ว"
"หรือไม่ก็ยกให้ฉันเสียเลย" นายถมเสนอ "ฉันก็ไม่มีลูกชาย"
"ฉันไม่ให้แน่ๆ เสียชื่อ มีลูกแล้วเที่ยวยกให้คนอื่นเหมือนไม่มีปัญญาเลี้ยง นี่เราฝากเลี้ยงเท่านั้นนะ" แม่พิศชักสีหน้า
"มันไม่ใช่เรื่องมีปัญญาเลี้ยงหรือไม่มีปัญญา ฉันเลี้ยงเขามาตั้งแต่แบเบาะก็รักมัน สงสารมัน อยากรับไว้เป็นลูกชายสักคน" นายถมอธิบายแต่แม่จิตขมวดคิ้ว
"อีกหน่อยพ่อถมก็จะมีหลานตา เจ้าฟ่างก็แย่ซิ" นางพิศพูดเหมือนเป็นห่วงลูกชายเสียนักหนา
"อีกนานหรอก ถึงแต๋วจะแต่งงานเขาก็จะยังไม่มีลูก"
"ว่าได้เรอะ ที่ว่าคุมๆ น่ะ พอเผลอป่องทุกที"
"พี่ถม ช่างเขาเหอะ เขาไม่ให้ลูกของเขาทั้งคน แม่พิศจะมารับมันกลับไปเมื่อไหร่ก็ว่ามา" นางจิตตัดบทเมื่อเห็นสามีทําท่าจะพูดขอข้าวฟ่างอีก เดี๋ยวนี้ข้าวฟ่างไม่ใช่เด็กชายตัวอ้วนน่าฟัด แต่เป็นเด็กตัวผอมร้องไห้เก่งน่ารําคาญ นางจิตชักเบื่อข้าวฟ่างเต็มที่ ตอนกลางวันเมื่อนายถมนอน นางจิตขายขนม ข้าวฟ่างจะไปเที่ยวซนที่ไหนก็ไม่มีใครว่า ตอนกลางคืนข้าวฟ่างนอนละเมอ ฉี่รดที่นอน ตื่นกลางดึกทวงขวดนมคืนละหลายๆ หน นางจิตชักจะหมดความอดทน ค่าเลี้ยงดูข้าวฟ่างที่นางพิศจ่ายเดือนละห้าร้อยบาทนั้นไม่คุ้มเลยจริงๆ
"อยู่นี่พอเผลอก็ไปเล่นริมคลอง จะตกคลองตายเอา" นางจิตบ่น "แม่พิศได้มาหักคอฉันเอาแน่ๆ "
ข้าวฟ่างไม่ได้เพียงแต่ไปเล่นริมคลอง บางครั้งเขาลงไปในคลองเลย ดีว่าริมคลองมีคนพลุกพล่าน บ้านโน้นล้างชาม บ้านนี้ซักผ้า อีกบ้านอาบน้ำ แต่ละบ้านก็อยู่ติดๆ กัน คุยกันเสียงดังหน่อย ได้ยินกันทั่วทุกบ้าน ถ้าข้าวฟ่างลงไปที่หัวบันไดเพื่อตักปลาเข็มก็จะมีคนไล่เขาขึ้นไป
นอกจากถือขันตักปลา ข้าวฟ่างยังอาศัยคลองเป็นสถานที่ปล่อยทุกข์ทั้งหนักทั้งเบา มันสะดวกดี ปล่อยเสร็จก็ล้างก้นตรงนั้น ผิดกับส้วม ไหนจะต้องราดส้วม ตักน้ำในโอ่งล้างก้น ต้องปีนขึ้นปีนลง ข้าวฟ่างเบื่อ ไม่มีใครว่าที่ข้าวฟ่างทั้งอึทั้งฉี่ลงไปในคลอง
"เด็กๆ จะเอาอะไรกับมันหนักหนา แล้วมันก็ลอยไปจมในเลน" นางจิตสรุปง่ายๆ ไม่ได้นึกว่าทุกบ้านอาศัยน้ำในคลอง น้ำประปามีเสียที่ไหนนอกจากจะซื้อเป็นคันรถ มีไม่กี่บ้านที่ลงทุนซื้อน้ำ แม้จะซื้อก็ยังอาศัยน้ำคลองซักผ้า น้ำประปาไว้หุงข้าวลูบตัวต้มดื่มเมื่อนํ้าฝนหมด
"ฉันจะรับข้าวฟ่างกลับไปเลี้ยงเอง ตอนปิดเทอมใหญ่ให้พี่มันเลี้ยง ตอนนี้ยังไปไม่ได้หรอก ไม่มีคนดู กลางวันก็ปิดบ้านใส่กุญแจไว้"
"ก็ตามใจ แต่คอยดูเหอะ มันได้ร้องบ้านแตกทั้งวัน" ยังไม่ทันกลับ ข้าวฟ่างก็ร้องไห้คร่ำครวญเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องกลับไปอยู่กับแม่
"เกลียดมัน ฟ่างไม่กลับ จาอยู่นี่ อยู่นี่ เกลียดอีพิศ"
ข้าวฟ่างไม่ได้พูดชัดเจนเท่านี้ แต่ทุกคนก็ฟังออก นางพิศเต้นผาง
"ลูกระยํา เรียกแม่อี เดี๋ยวเหอะมึง ขอซัดสักป้าบเหอะ"
แต่นางพิศคว้าข้าวฟ่างไม่ทัน ข้าวฟ่างวิ่งหนีหายไปทางสวนรกอีกด้านหนึ่งของซอย วิ่งข้ามสะพานหายไป นางพิศวิ่งตามหอบแฮ่กๆ
"ลูกอัปรีย์" นางพิศไม่หยุดด่าแม้เมื่อกลับเข้าบ้านนางจิตแล้ว "มันด่าแม่มัน เสียแรงเบ่งมันออกมา รู้งี้กูเอาขี้เถ้ายัดปากซะตั้งตะเกิด แล้ว ใครสั่งใครสอนให้ด่าเก่งยังงี้"
นายถมถอนใจ นางจิตเม้มปาก ไม่ต้องมีใครสอนข้าวฟ่างหรอก ข้าวฟ่างได้ยินอยู่ทุกวันเต็มสองหู ไม่ว่าจะอยู่บ้านนางพิศหรือนางจิต บ้านเช่าสามสี่หลังปลูกในที่ไม่ถึงร้อยตารางวา บางบ้านอยู่กันสองสามครอบครัว แม้จะไม่ใช่สลัมเพราะบ้านแถบนั้นส่วนใหญ่เนื้อที่ประมาณหกสิบเจ็ดสิบตารางวา มีรั้วรอบขอบชิด แต่ติดๆ บ้านของนางจิตแต่ละครอบครัวด่ากันไฟแล่บ นางจิตเองก็ด่าเก่งไม่ใช่น้อย ยิ่งนางพิศแม่แท้ๆ ของข้าวฟ่างด่าได้ครึ่งวัน โดยไม่ซ้ำกันสักประโยค
"ใครสอนให้ข้าวฟ่างด่าเก่ง" ติ๋มกลับมาได้ยินเข้าพอดี
"ก็แม่ของมันเองแหละ มาทีไรก็ด่ามันไม่หยุดปาก ข้าวฟ่างไปบ้านพ่อแม่มาทีไร กลับมาได้คําด่าใหม่ๆ มาทุกที"
นางพิศรัวคําด่าติ๋มอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าด่าออกมาเพราะกลัวนางจิตจะไม่เลี้ยงข้าวฟ่างต่อ นางพิศไม่รู้จะเอาข้าวฟ่างไปไว้ไหน อยู่กับนางจิตเดือนไหนไม่มีค่าเลี้ยงข้าวฟ่างก็ยังผัดผ่อนได้
"ฉันกลับละ" นางพิศสะบัดหน้า พอพ้นประตูรั้วคําด่าออกมาเป็นชุดๆ ส่วนใหญ่ก็แช่งชักให้ติ๋ม "ท้องโตคาบ้าน"
ส่วนติ๋มก็บ่นอุบกับพ่อแม่
"เขาว่าลูกเขาก็เหมือนว่าเราเลี้ยงไม่ดี ทําไมไม่เอาไปเลี้ยงเองล่ะ ดีแต่ทําลูก ไม่เลี้ยงลูก เงินก็ให้มั่งไม่ให้มั่ง"
"ติ๋มพูดมากน่า" นายถมปรามลูกสาว "เห็นกะพ่อมันเถอะ อย่าลืมว่าพ่อมันฝากงานให้พ่อ"
"กะบุญคุณแค่นั้นไม่รู้จักหมด แล้วพ่อรู้เรอะเปล่าว่าพ่อเจ้าฟ่างน่ะเขาไม่รับเจ้าฟ่างเป็นลูก เขาว่านั่งพิศท้องโตกะคนงานในโรงงานเดียวกัน ทํางานเข้ากะดึกแล้วไม่กลับ ไปนอนกับคนงานผู้ชายไม่เลือกหน้า"
"ติ๋มรู้ได้ไง" นางจิตตาโต
"เขาลือกันยังกะอะไร ติ๋มมีเพื่อนเป็นเสมียนอยู่ที่โรงงานนั่น ไอ้ทิพย์ไง มันยังถามเลยว่ารู้ไหมพ่อข้าวฟ่างคนไหน ตั้งหลายคน พ่อตามกฎหมายไม่ให้ข้าวฟ่างอยู่บ้านเรอะ"
นายถมปรามลูกสาว
"อย่าพูดเลยติ๋ม เสนียดปากเราเองเป็นสาวเป็นนางลูกผัวยังไม่มี พูดเรื่องพรรค์ยังงี้"
"ไม่ได้อยากพูดหรอก ติ๋มรู้ตั้งนานแล้วไม่ได้เคยเล่าให้พ่อแม่ฟังเลย พ่ออยากว่าเห็นแก่พ่อมันเคยฝากงานให้ โธ่เอ๊ยพ่อเพ่ออะไร ลูกใครก็ไม่รู้ เลือดไม่ดีหรอกเด็กคนนี้น่ะ โตขึ้นจะเป็นโจรหรือขอทานก็ไม่รู้"
เจ้าตัวคนถูกนินทาวิ่งกลับบ้านกระโดดตึงๆ เข้าไปในห้องชั้นบน คว้าปืนฉีดน้ำบนหลังตู้เตี้ยๆ แล้ววิ่งกลับออกไปเล่นกับเพื่อนเด็กๆ ด้วยกัน
ไม่สนใจว่าใครจะเห็นตนเป็นเด็กเช่นไร มีอนาคตแบบไหน
