เนื่องจากเป็นเรื่องที่เคยเขียนไว้แล้ว แต่กลับมารีไรท์ใหม่อีกรอบเพื่อเพิ่มเนื้อหาให้มันสมจริงและสมบูรณ์มากขึ้น ยังไงก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ ^^

ชื่อตอน : Curse 34 | Smell A Rat...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 56

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2564 16:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Curse 34 | Smell A Rat...
แบบอักษร

คำสาปที่สามสิบสี่ : ไม่ชอบมาพากล... 

  

(เอามาโรยไว้แบบนี้มันจะโง่มาโดนหรอวะ!?) 

  

[Mina’s POV] 

“…” ฉันหันไปมองกลุ่มคนพวกนั้นที่กำลังเอา ‘หมุด’ มาโรยใส่เก้าอี้ของดาฮยอน ก่อนจะมีคนหนึ่งหันมาและสบตากับฉันเข้า “…” แต่มันก็แค่แปบเดียวเพราะเธอคนนั้นรีบก้มหน้าหลบและหันไปซุบซิบกับเพื่อนที่อยู่ข้างๆ แทน 

(อีนั่นมันคงไม่มายุ่งหรอกมั้ง…) ชิน มินจี อีกหนึ่งหัวโจกนอกเหนือจากอายอนหันไปกระซิบถามเพื่อนในกลุ่ม

(ก็พวกมันทะเลาะกันอยู่ไม่ใช่รึไงละ… จะไปกลัวมันทำไม?) อายอนตอบกลับ

(อาอีกู… พูดแบบนี้แกไม่กลัวจะโดนแบบ ‘อีพวกนั้น’ รึไงวะ!?) 

(เราไม่ได้ไปยุ่งกับมันนี่หว่า! จะไปกลัวมันทำไมวะ!??)

(นั่นดิ…) เพื่อนในกลุ่มอีกคนหนึ่งตอบขณะรับเอาปากกาเมจิกมาจากมือเพื่อนอีกคนและค่อยๆ เขียนอะไรลงบนโต๊ะ

“…”

(หวังว่ามันคงจะไม่ปากมากไปบอกครูหรอกนะว่าใครทำอะ…) พูดจบทั้งสี่คนนั้นก็หันมามองฉันเป็นทางเดียว

“…”

ซึ่งมันต่างจากครั้งแรกตรงที่ครั้งนี้ฝ่ายที่หันหน้าหลบกลับกลายเป็นฉันเสียเอง

(เห็นมะ! มันคงไม่กล้าหรอก…)

(แต่ชั้นว่ารีบๆ กลับที่นั่งเหอะว่ะ เดี๋ยวคาบต่อไปจะเริ่มซะก่อน!)

พูดจบสี่คนนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปนั่งที่ตัวเองและเริ่มคุยกับคนอื่นๆ ในห้องพร้อมทั้งหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“…”

ฉันค่อยๆ หันกลับไปมองที่โต๊ะของดาฮยอนอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปมองวิวทางนอกหน้าต่างพยายามจะไม่สนใจเพราะถึงยังไงตอนนี้ยัยนั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยอยู่แล้ว มันคงไม่โง่มานั่งทับหมุดทั้งๆ ที่เห็นอยู่คาตาแบบนั้นหรอกมั้ง…

“…”

‘ไม่มีทาง’ หรอกที่มันจะไม่เห็น เพราะอีกอย่างพวกนั้นมันก็เล่นเขียนโต๊ะไว้ด้วยหนิ… ฉันคิดในใจขณะหันกลับไปมองโต๊ะของยัยนั่นเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูหน้าห้องถูกเปิดขึ้นพอดี 

“เลิกคุยแล้วกลับไปนั่งที่กันได้แล้ว! วันนี้ครูจะมาติวให้สำหรับเนื้อหาที่จะออกสอบในอาทิตย์หน้า…”อาจารย์ควอนประจำวิชาประวัติศาสตร์ชาติเกาหลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะเดินมาหยุดอยู่กลางห้อง ก่อนจะสังเกตเห็นโต๊ะที่ว่างอยู่ตัวหนึ่ง

“…”

“แล้วนี่คุณคิมดาฮยอนยังไม่มาอีกรึไง?” อาจารย์ควอนถามขึ้นอีกรอบเมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ

“ยังนะคะอาจารย์…” ชิน มินจี หัวหน้าห้องตอบกลับ “เห็นเมื่อเช้ามีประกาศเรียกจากฝ่ายปกครองอยู่… ไม่รู้ป่านนี้จะโดนอะไรบ้าง?” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ทำเอาฉันที่กำลังหยิบหนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะต้องชะงักและเงยหน้าขึ้นมอง

“…”

ซึ่งอีกฝ่ายก็เหมือนจะรู้ตัวว่าฉันกำลังมองอยู่ จึงหันหน้ากลับมาจ้องกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปหน้าห้องเหมือนเก่าจนได้ยินเสียงประตูหน้าห้องถูกเลื่อนเปิดขึ้นอีกรอบ

 

*ครืดดดด…*

 

“ข… ขออนุญาตค่ะ…”

ฉันหันมองไปตามเสียงจนเผลอไป ‘สบตา’ กับยัยนั่นเข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ “…” ฉันจึงรีบหันหน้ากลับและก้มลงมองหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าแทน 

“มาแล้วก็รีบๆ กลับไปนั่งที่ซะครูจะได้อธิบายเนื้อหาที่จะสอบวันจันทร์หน้า” อาจารย์ท่านนั้นพูดต่อขณะหยิบหนังสือที่เตรียมไว้ออกมาเปิด “แล้วก็เปิดไปบทที่ 2”

“…”

ฉันเงยหน้ามองดาฮยอนและสบตากับมันอยู่สักพักก่อนจะหันมองไปยังโต๊ะของมันเป็นเชิงบอกว่ามีอะไรที่โต๊ะด้วยสายตา ซึ่งคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับมินจีที่กำลังหันคอมองตามจนมาสบตากับฉันเข้าก็แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาทางสีหน้าให้เห็นกันอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้แคร์หรือสนใจอะไร

“…”

แต่เพราะดาฮยอนที่ยังยืนนิ่งไม่ยอมนั่งลงกับที่สักทีทำให้อาจารย์ที่กำลังรอสอนอยู่หน้าห้องต้องพูดขึ้นมาอีกรอบ

“เมื่อไรจะนั่งซะทีล่ะคุณคิม?”

“นั่งไม่ได้ค่ะอาจารย์…” ดาฮยอนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วเริ่มจะเดือดขึ้นนิดๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือ มือที่เริ่มจะ ‘กำหมัด’ จนแน่นของอีกฝ่าย 

“ทำไมถึงนั่งไม่ได้?”

“อาจารย์ก็มาดูเองสิคะ…” ดาฮยอนตอบกลับก่อนที่อาจารย์ท่านนั้นจะเดินเข้ามา

“…”

“อาอีกู…” อาจารย์ท่านนั้นอุทานออกมาเบาๆ ขณะมองข้อความที่ถูกสลักลงบนโต๊ะและหมุดแหลมจำนวนไม่น้อยที่ถูกโรยไว้บนเก้าอี้ “ใครเป็นคนแกล้งเพื่อนแบบนี้!?” อาจารย์ท่านนั้นถามขึ้นขณะหันมองไปรอบๆ ที่ต่างก็ไม่มีใครกล้าหันมาสบตากับอาจารย์เลยสักคน “ครูถามว่าใคร!?”

“…”

แต่ก็ยังเงียบไม่มีใครตอบจนอาจารย์หันมาถามฉันที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

“เธอนั่งอยู่ข้างๆ เธอเห็นมั้ยว่าใครเป็นคนทำ?”

“…” ฉันยังไม่ตอบและเลือกหลบสายตาอาจารย์มองไปทางมินจีหัวหน้าห้องที่กำลังจ้องกลับอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์ท่านนั้นอีกรอบ

“มินจีกับเพื่อนๆ ค่ะ…” ฉันตอบกลับอย่างไม่แคร์ เพราะถึงพวกนั้นมันจะบูลลี่รุมแกล้งหรือบอยคอตกันยังไง มันก็คงไม่ต่างอะไรกับที่ฉันโดนมาแทบจะทั้งเทอมนี่อยู่แล้ว

“ย… ย่าห์!! เธอจะมาใส่ร้ายเพื่อนแบบนี้ไม่ได้นะ เมียวอิ!”

จากสีหน้าไม่พอใจที่เห็นในตอนแรกเปลี่ยนกลับเป็นปกติแทบจะในทันทีที่อาจารย์และดาฮยอนหันไปมอง ก่อนที่มินจีจะหันไปถามอายอนที่อยู่เยื้องออกไปแถวหนึ่ง “พวกเราก็เห็นกันอยู่ว่าเธอนั่นแหล่ะเป็นคนทำ ใช่มั้ยอายอน?”

“อื้อใช่!!” อายอนตอบกลับ “สองคนนั้นเค้ามีเรื่องทะเลาะกันอยู่ค่ะครู ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกหนูเลย! เธอเองก็เห็นตอนที่ยัยนั่นมันแอบเอาหมุดพวกนั้นมาโรยไม่ใช่เหรอ ยองแอ? ก็บอกอาจารย์เค้าไปสิว่าเธอเห็นกับตาอะ!”

“…”

“จริงค่ะอาจารย์!!”

“หนูเองก็เห็นค่ะ!” จนเพื่อนอีกหลายต่อหลายคนพูดเสริมขึ้น

“…”

“สรุปเรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ คุณเมียวอิ?” อาจารย์ยูถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ดุขึ้น แต่ฉันไม่ได้มองอาจารย์ที่กำลังยืนค้ำหัวเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ฉันมองอยู่ก็คือ ‘ปฏิกิริยา’ ของดาฮยอนมันต่างหาก เพราะก่อนที่มันจะเดินมาฉันก็พยายามจะเตือนมันแล้วด้วยสายตา ซึ่งถ้าฉันเป็นคนทำจริงๆ ฉันจะไปเตือนมันทำไม… 

“จะสอบวันจันทร์หน้าอยู่แล้วนะ นี่เธออยากจะถูกตัดสิทธิ์ในการสอบรึยังไง?” อาจารย์ยูพูดต่อ “มีเรื่องกันก็ไม่เห็นจะต้องเขียนสาปแช่งหรือทำอะไรแบบนี้เลยนี่ เราโตๆ กันแล้วนะ ถ้าเกิดเพื่อนไม่เห็นแล้วนั่งลงไปจะเป็นยังไงคิดซะบ้างสิคุณเมียวอิ!”

“…”

“ถ้างั้นหนูขอโทษค่ะอาจารย์…” ฉันตอบกลับพยายามจะคุมให้น้ำเสียงตัวเองปกติที่สุด ขณะเหลือบไปมองสายตาของคนอื่นๆ ที่กำลังมองราวกับพวกตนเป็นผู้ชนะ

“ขอโทษเพื่อนเค้าซะสิ แล้วถ้าครูรู้ว่าพวกเธอยังมีเรื่องอะไรกันอีก ครูจะแจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วก็ฝ่ายปกครอง หวังว่าพวกเธอคงจะเข้าใจกันนะ!?”

“…”

“คงไม่อยากถูกไล่ออกเพราะมีเรื่องกันอีกใช่มั้ย?”

“แบบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกันนะคะ…” ฉันที่ได้แต่อดทนมาโดยตลอดตัดสินใจตอบกลับไปเบาๆ

“เธอว่าไงนะ คุณเมียวอิ?”

“ก็บอกว่าแบบนั้นก็คงดีเหมือนกันไงคะอาจารย์…” ฉันตอบย้ำกลับไปอีกรอบก่อนจะลุกขึ้นและเริ่มพับหนังสือปิด ก่อนจะมองผ่านอาจารย์ไปยังมินจีซึ่งกำลังยืนอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง “จะเอาแบบนี้กันใช่มั้ย?” ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ถ้าจะเอาแบบนี้งั้นก็ได้!” พูดจบฉันก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าและคว้าขึ้นสะพายพาดบ่าและเดินแหวกอาจารย์กับดาฮยอนที่มันยืนอยู่ข้างๆ ออกมาจนมาถึงกลางห้อง

“ย… ย่าห์!!! นั่นคุณจะไปไหนน่ะคุณเมียวอิ!?”

“ก็ไปลาออกไงคะ…” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่สีหน้าคงจะบึ้งตึงแบบสุดๆ ก่อนจะเดินต่อจนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องเรียนและหันมองไปทางมินจี, อายอน, ยองแอ ไล่ไปทีละคนๆ รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่เริ่มจะพากันหลบสายตาจนกลับมาที่มินจีหัวหน้าห้องอีกครั้ง “คงจำได้นะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสองพี่น้องนั่นแล้วก็เยจี…”

“…”

สิ้นเสียงของฉัน… บรรยากาศในห้องก็มาคุขึ้นมาทันที

“จะเอาแบบที่โรงเรียนซองอึนนั่นใช่มั้ย!? เอาแบบที่อนนี่ของชั้นทำเลยดีมั้ยล่ะ??” ฉันตวาดลั่นและมองไปที่มินจีที่ตอนนี้กำลังปากสั่นสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว “ตายแม่_ให้หมดทั้งห้องไปเลยแล้วกัน!!!!”

--:-- 

  

[Sana’s POV] 

“ซอนเบเค้าก็ดูเป็นคนดีไม่ใช่เหรอวะ? ถึงขนาดมาช่วยยัยสองคนนั่น…” ฉันเดินพึมพำกับตัวเองมาเรื่อยๆ ด้วยความสงสัยขณะผ่านทิวซากุระที่ตอนนี้เหลือแต่กิ่งไม้แห้งๆ ปราศจากใบ… แล้วทำไมวันนั้นอีผีนั่นมันถึงได้มาพูดอะไรแบบนั้นวะ?? ก่อนที่สายลมหนาวจะพัดผ่านเข้ามาวูบหนึ่ง 

มันจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับยัยนั่นได้นอกจากตัวมันเอง(โมโมะ)อีกหรอวะ? 

“…” 

ฉันพยายามเดินนึกมาเรื่อยๆ ขณะมุ่งหน้ากลับห้องพักของตัวเอง ซึ่งระหว่างทางก่อนที่จะถึงฉันก็ต้องผ่านหอพักของเหล่าฮูแบก่อน และมันก็ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องปกครองก่อนหน้านี้เข้า “…” ป้าคนนั้นบอกว่าลูกสาวตัวเองฆ่าตัวตายเพราะอกหักจากจองยอนซอนเบนิมใช่ปะวะ? พอคิดแบบนั้นฉันจึงหันมองไปยังทางเดินด้านขวาที่ขนานไปกับหอพักดังกล่าว 

“…” 

จนรู้สึกว่ามันมีบางอย่าง ‘แปลกๆ’ 

เดี๋ยวนะ… เค้าบอกว่าน้องคนนั้นโดดลงมาที่ ‘หน้าตึก’ ไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไม… ฉันเลี้ยวขวาเดินตรงไปที่หน้าตึกดังกล่าวทันที จนมาหยุดอยู่ที่หน้าทางขึ้นตึก “…” ฉันพยายามหันซ้ายมองขวาและเดินดูบริเวณรอบๆ เพื่อหาสิ่งที่มันควรจะ ‘มี’ แต่ฉันกลับหาสิ่งๆ นั้นไม่พบ 

ทำไมมันถึงไม่มีวะ? ฉันนึกสงสัยพร้อมกับเดินตรวจดูบริเวณรอบๆ อีกครั้ง ปกติแล้ววิญญาณที่ฆ่าตัวตายจะต้องถูกตรึงอยู่กับที่ไม่ใช่หรอ? หรือต่อให้มีการทำพิธีสวดส่ง… แต่วิญญาณมันก็ไปไหนไม่ได้นี่? เพราะเมื่อก่อนตอนที่คุณอาแถวบ้านนั่นผูกคอตาย คุณป้าบ้านนั้นก็ยังมาขอให้คุณแม่ไปช่วยทำพิธีให้ แต่ฉันก็ยังเห็นคุณอาคนนั้นอยู่ทุกวันตอนเดินผ่านอยู่เลย…

ฉันนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่ฉันได้มีโอกาสเห็นผีเป็นครั้งแรกเมื่อครั้นยังเป็นเด็ก

“…”

แถมคุณแม่ที่เป็นมิโกะก็ยังบอกเองว่า สาเหตุที่วิญญาณเหล่านั้นไม่สามารถไปไหนได้เพราะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ก็เหมือนกับตอนที่ยังมีชีวิตแล้วมองว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ… และจะต้องทนอยู่แบบนั้นจนกว่าท่านเอ็นมะจะให้อภัยนี่?

หรือที่เกาหลีนี่มันไม่เหมือนกันวะ?

 

*RRRRRRR… RRRRRRRRRR…*

 

กระทั่งเสียงโทรศัพท์ของฉันมันดังขึ้น ฉันจึงค่อยๆ ล้วงไปหยิบมันขึ้นมาและกดรับ

/อีซานะ!!!/ แต่เสียงของแชยองก็ลั่นเข้าหูฉันมาซะก่อนจนต้องรีบเอาออกให้ห่างจากหู

“ย่าาาห์!! จะตะโกนทำบ้าอะไรวะ แก้วหูชั้นแตกกันพอดี!!” ฉันสวนกลับขณะเอาโทรศัพท์กลับมาแนบหู “แล้วมีไรวะ โทรมาแบบนี้อาจารย์เค้าจะไม่ยึดเอาเรอะ??”

/ก็อีมินะอะ!/

“…”

/มันดันแช่งจะฆ่าเพื่อนมันยกห้อง แถมตอนนี้มันก็ไปทำเรื่องลาออกแล้วด้วย!!/

“ม… มว๊อออ(อะไรนะ)!?”

.

.

.

“สรุปมันเกิดอะไรขึ้นวะ?” ฉันถามดาฮยอนที่นั่งอยู่ด้วยกันทันทีเมื่อถึงช่วงพักเที่ยง เพราะหลังจากที่รับสายจากแชยองในตอนแรก ฉันก็รีบกลับไปที่หอพักเพื่อจะไปคุยกับมินะให้มันรู้เรื่อง แต่อีกฝ่ายก็ดันไม่อยู่แถมโทรหาก็ไม่รับสายอีกต่างหาก

“แกก็เล่าให้มันฟังแบบที่เล่าให้ชั้นฟังไปดิ!” จนแชยองที่นั่งอยู่ข้างๆ มันเอาศอกกระทุ้ง

“…”

“ก็เมื่อเช้า…” ดาฮยอนพูดขึ้น “หลังจากที่กลับมาจากห้องปกครองชั้นก็กลับห้องเรียนเลยใช่ปะละ แล้วทีนี้…” ดาฮยอนเว้นช่วงกลืนน้ำลายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ “แล้วพอไปถึงห้อง ชั้นก็เห็นมันมามองชั้นแล้วก็หันไปมองโต๊ะ ชั้นเลยเดินเข้าไปดูแล้วก็เห็นว่ามันมีพวกคำด่า คำสาปแช่งไรแบบที่มันเคยโดนอะ”

“แล้วไงต่อ?”

“แล้วจารย์แกก็บอกให้ชั้นนั่ง แต่ตรงเก้าอี้มันมีคนเอาหมุดมาโรยไว้แล้วใครมันจะไปนั่งได้วะ ชั้นก็เลยบอกจารย์แกไปว่านั่งไม่ได้ จารย์แกก็เลยเดินเข้ามาดูละก็หันไปถามยัยนั่น” ดาฮยอนเล่าต่อ “แล้วทีนี้… ยัยนั่นมันก็บอกจารย์ว่าอีหัวหน้าห้องนั่นอะเป็นคนทำ”

“…”

“ละอีพวกนั้นมันก็บอกว่ายัยมินะนั่นแหละเป็นคนทำละใส่ร้ายพวกมัน”

“แล้วแกเชื่อใคร?” ฉันถามแทรก เพราะจากที่พอจะรู้นิสัยของยัยนั่นมา มันไม่เคยทำอะไรแบบนี้

“ต่อให้เหม็นขี้หน้ามันชั้นก็ไม่คิดว่ามันจะใช้วิธีการแบบนั้นหรอก…” ดาฮยอนตอบกลับและเริ่มเล่าต่อ “ละทีนี้ พอคนในห้องไปรุมใส่ร้ายมัน จารย์แกก็เลยบอกให้มันขอโทษ สุดท้ายมันก็เลยฟิวส์ขาดละก็แช่งจะฆ่าให้ตายยกห้องนั่นแหล่ะ!”

“ละพอมันพูดเสร็จมันก็กระแทกประตูออกจากห้องไปเลยจนอีพวกนั้นมันพากันวิ่งไปขอโทษมันแล้วมาสารภาพกับจารย์เค้านั่นแหล่ะว่าพวกมันอะเป็นคนทำ!”

“ต… แต่มันไม่มีอะไรแล้วใช่ปะวะ?” ดาฮยอนเงยหน้าขึ้นมาถามฉันด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “แบบชั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันทำนะ แล้วแบบนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นชั้นจะซวยไปด้วยปะวะ??”

“ก็ไม่น่าจะมีอะไรแล้วมั้ง… เพราะพวกแกก็เอาต่างหูไรนั่นไปให้ซอนเบนิมเค้า ‘จัดการ’ แล้วใช่ปะละ?” 

“…”

“มีไรวะ?” แชยองที่ันั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้นเพราะเห็นฉันที่จู่ๆ ก็นิ่งไป

“ก่อนหน้านี้ชั้นเดินผ่านหน้าตึก 3 ของพวกรุ่นน้องมาแต่ชั้นไม่เห็นเด็กที่ชื่อยอนจองอะไรนั่นก็เลยสงสัย”

“ย… ย่าาาาห์!!! นี่จะบอกว่าแกเห็นผี แต่แกโกหกชั้นมาตลอดงั้นหรอ?” แชยองโวยวายขึ้น

“แกก็น่าจะรู้ได้ตั้งกะเห็นมันโดนยกลอยจากพื้นวันนั้นละนะ!” ดาฮยอนหันไปบ่น “แต่ก็น่าโกรธจริงๆ นั่นแหล่ะ ตัวเองเห็นแต่เล่นโกหกพวกชั้นมาตลอดละบอกว่าพวกชั้นกลัวอะไรไร้สาระเนี่ย!”

“ก็ถ้าขืนชั้นบอกแกไปตรงๆ ตั้งแต่แรก แกจะกล้าไปนอนห้องเดียวกับมันมั้ยล่ะ!?”

ฉันเถียงมันกลับ “ละเมื่อกี้พูดถึงไหนละวะ ลืมไปละเนี่ย?”

“ก็ที่แกบอกว่าไม่เห็นเด็กที่ชื่อยอนจองนั่น…” ดาฮยอนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคืองๆ นิดๆ

“เออนั่นแหล่ะ!”

“ซอนเบเค้าบอกว่าเค้าให้คนทรงที่รู้จักมาทำพิธีอะไรไปแล้วนะ… ทำไมวะ?”

“ก็ชั้นลองคิดเล่นๆ ว่าจะลองไปถามน้องมันน่ะสิว่าเรื่องมันเป็นไง ละมันก็ทำให้ชั้นลังสงสัยด้วยว่า ซอนเบเค้ารู้ได้ไงวะว่าพวกแกถูกเรียกไปที่ห้องปกครองด้วยเรื่องอะไร… แกไม่คิดว่ามันบังเอิญมั่งหรอวะ?” ฉันถามกลับ “พวกแกอาจจะถูกเรียกไปเพราะเรื่องที่ชอบโดดกำแพงออกไปหาอะไรกินข้างนอกนั่นก็ได้ จริงปะล่ะ!?”

“ย่าาห์!! แต่หลังๆ พวกชั้นก็ไม่ได้ออกไปกันแล้วนะ!” ดาฮยอนแย้งขึ้น

“ก็ขืนแกยังออกไปละโดนจับได้อีกทีแกได้โดนไล่ออกพอดีน่ะสิอีดุ้บ!” ฉันหันกลับไปแขวะ

“…”

“เออ! แต่ชั้นว่าที่อีซานะมันพูดมามันก็จริงนะ…” แชยองพูดเสริมขึ้น “ซอนเบเค้ารู้ได้ไงวะ แถมยังมาถูกจังหวะอีกยังกะมารอดักฟังงั้นอะ!” ก่อนจะนึกอะไรได้ละพูดขึ้นมาอีกรอบ “เออใช่! แต่ที่ซอนเบเค้าบอกว่าเค้าคิดกับน้องเขาแค่พี่น้อง ชั้นว่ามันแบบ… ไม่รู้ดิ”

“ไมวะ?”

“ก็วันนั้นที่ชั้นไปหาซอนเบเค้า ชั้นเห็นสองคนนั้นอะอยู่ด้วยกัน” แชยองเริ่มอธิบาย “แถมนะ… ตรงซอกคอของน้องเขายังมีรอยแดงๆ ด้วย ชั้นยังนึกแซวอยู่เลยว่าแอบไปดูดคอกันมาเลยรึไงวะเลย!”

“แกว่าไงนะ?” ฉันถามขึ้นทันทีหลังจากที่มันเพิ่งพูดจบ

“ก็ชั้นบอกว่าชั้นเห็นรอยแดงๆ ตรงซอกคอน้องมันไง! ดูยังไงมันก็รอยดูดแน่ๆ แบบที่คนอื่นมันชอบเอามาอวดๆ กันนั่นอะ” ยัยนั่นพูดต่อ

“ชองมัล(จริงเหรอวะ)?” ดาฮยอนถามขึ้นบ้าง

“ก็เออสิ! ชั้นอยู่ชมรมเดียวกับซอนเบเค้า ชั้นเห็นซอนเบเค้าเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยจะตาย!!”

“…”

“แล้วก่อนหน้าน้องเค้า ซอนเบเค้าคบกับใครมาก่อนวะ?”

 

[Dahyun’s POV] 

ฉันหันไปถามแชยองที่นั่งอยู่ข้างกัน เพราะตอนนี้ฉันเองก็เริ่มจะรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่มันไม่ชอบมาพากลราวกับสัญชาตญาณนักข่าวมันกำลังทำงาน 

“รู้สึกจะชื่ออออ… ชื่ออะไรวะ?” แชยองพยายามนึกอยู่สักพัก “ไอเด็กที่มันอยู่ชมรมศิลปะที่มันเคยส่งภาพวาดประกวดนั่นอะ! มันชื่ออะไรนะ?” 

“…” 

ประโยคดังกล่าวทำเอาฉันถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเด็กคนที่แชยองมันกำลังพูดถึง ก็คือเด็กที่ถูกกระถางหล่นใส่หัวที่บริเวณหน้าตึกเรียนนั่น 

“…ที่มันโดนกระถางวันนั้นอะ!” 

“ชานมี…” ฉันตอบกลับด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักเพราะภาพเหตุการณ์ในวันนั้นมันยังชัดเจนอยู่ในหัว ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เห็นภาพตอนที่กระถางตกลงไป แต่มันก็คงไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อแรวอน… 

“…” 

“…” 

เราสามคนต่างก็หันหน้าสบตากันเงียบๆ สักพัก จนซานะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้นอีกรอบ 

“แล้วก่อนหน้านั้นละ?” 

“รู้สึกจะฮวีอินมั้ง… ที่อยู่เกรด 11 ห้อง A นั่นอ…” 

พอมันพูดถึงคนที่ชื่อฮวีอิน ฉันก็นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องๆ นึงขึ้นมา… “คนที่สองที่ตกบันได…” ฉันพูดแทรก ใช่… ฮวีอินเป็นคนที่สองที่ตกบันไดตรงชั้นสี่นั่น… และก็เป็นคนที่ทำให้มีข่าวลือเรื่อง ‘คำสาป’ ตรงบันไดนั่นขึ้นมา… 

“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ?”

ซานะถามขึ้นอีกรอบ ซึ่งมันก็ทำให้ฉันพลอยอยากรู้ไปด้วยเพราะตอนนี้ฉันเองก็เริ่มได้กลิ่นตุๆ ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน

ถ้าจะบอกว่ามัน ‘บังเอิญ’ มันก็ดูจะ ‘เกินไป’ เพราะทั้งสามคนต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับจองยอนซอนเบนิมทั้งนั้น แถมยังประสบอุบัติเหตุจนถึงขั้นเสียชีวิตไปแล้วถึงสองคนด้วยกัน จะเป็นไปได้ปะวะ… ว่าซอนเบเค้านึกสนใจยัยนั่น แต่เพราะมันมีอนนี่มันคอยกัน… 

“…”

 

อนนี่เค้าไม่ได้เป็นคนทำซะหน่อย! มันต้องม่ใช่เค้าแน่ๆ! 

  

จู่ๆ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นมันก็ผุดขึ้นมาในหัว 

  

เธอไม่รู้จักอนนี่เค้าซะหน่อย! แล้วเธอจะรู้ด้งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือของเค้า!!? 

ถ้าเค้าจะเอาชีวิตชั้นจริงๆ เค้าจะมาช่วยชั้นไว้ทำไมตอนที่ชั้นหนังสือล้มทับ… 

อย่าทะลึ่งเอาอนนี่ของชั้นไปรวมนะ!!! เธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับอนนี่เค้าซะหน่อย… 

ถ้ากลัวตายนัก เธอก็ไสหัวไปให้พ้นๆ จากหน้าชั้นสิ คิมดาฮยอน!!! 

  

คำพูดต่างๆ มันสะท้อนก้องไปมาราวกับอีกฝ่ายกำลังตะโกนด่าอยู่ข้างๆ จนฉันเริ่มจะรู้สึกผิดขึ้นมา เพราะถ้าสิ่งที่ฉันกำลังนึกกลัวอยู่ตอนนี้มันเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมา… 

. 

. 

. 

ก็เท่ากับว่า… 

  

======================= 

:: [โปรดติดตามตอนต่อไป...] :: 

======================= 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว