email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[คู่รอง] Chen's Children เด็กของเฉิน ตอนที่ 1

ชื่อตอน : [คู่รอง] Chen's Children เด็กของเฉิน ตอนที่ 1

คำค้น : เด็กของเฉิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2564 16:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[คู่รอง] Chen's Children เด็กของเฉิน ตอนที่ 1
แบบอักษร

 

 

 

 

 

AuThor : นามิ 

 

 

 

 

ตอนที่ 1 

 

 

 

 

“น้องยีนมาดูนี่” 

“อะไรเหรอคะพี่ฟอนต์”  

“เดินมาดูตรงนี้สิ” ฟอนต์กวักมือเรียกให้เดินเข้ามาใกล้อีกเพราะยีนยืนอยู่ตรงเสาไฟ ซึ่งมันบังตรงบริเวณที่ฟอนต์จะให้ดู 

“ดูนั่นสิ” เจ้าของชื่อมองตามชี้นิ้วไปยังหน้าห้องพักที่มีหมาสองตัวกำลัง.... 

“หมาติดเป้ง เรามาทายกันว่าอีกกี่นาทีมันถึงจะหลุด” ฟอนต์กลั้นขำเมื่อหญิงสาวที่เรียกมาดูนั้นหน้าแดงก่ำก่อนจะฟาดมือลงที่ไหล่ของฟอนต์ไม่แรงมากนัก 

“พี่ฟอนต์ทะลึ่ง ยีนไม่คุยด้วยแล้ว!” หญิงสาววัยสิบหกปีพูดเสียงงอนหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมอีก 

“พี่ล้อเล่นครับ” ฟอนต์พูดง้อทำให้ยีนยิ้มออกมา  

ฟอนต์ออกกะเช้าจากเซเว่นแล้วเดินผ่านร้านอาหารตามสั่งก็เห็นหมาสองตัวกำลังติดเป้งเลยแกล้งเรียกให้ยีนมาดู 

“พี่ฟอนต์วันนี้ทานอะไรดีคะ จะได้บอกให้แม่ทำให้” ยีนถามขึ้นเพราะทุกเช้าฟอนต์จะสั่งข้าวร้านของยีนเป็นประจำ  

เหตุเพราะราคาถูกและได้เยอะ 

“เอาน้องยีนหนึ่งจานครับ” ฟอนต์พูดหยอดตามเคย  

“เมื่อไหร่จะเลิกหยอดยีนสักทีเนี่ยพี่ฟอนต์ ยีนบอกแล้วไงว่าหน้าตาอย่างพี่เหมาะจะมีผัวมากกว่าที่จะให้ยีนไปเป็นเมียพี่อีกนะ” น้องยีนพูดออกมา ฟอนต์ถึงกับทำหน้าหมดอารมณ์ 

“เลิกคุยเรื่องนี้เลยครับน้องยีน” ฟอนต์ทำหน้าเบื่อโลกแล้วเดินเข้าไปนั่งรอในร้าน 

“ฟอนต์เลิกงานแล้วเหรอ” แยมแม่ของยีนพูดทักทายเมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินมานั่งในร้าน 

“ใช่ครับ ผมเอาข้าวกะเพราหมูกรอบเหมือนเดิมขอหมูกรอบเยอะๆ” ฟอนต์สั่งเมนูโปรดกับเจ้าของร้าน  

“น้าแยมครับถ้าน้องยีนอายุสิบแปดปีแล้วน้าแยมจะให้ผมจีบน้องยีนใช่ไหมครับ” ฟอนต์ถามออกไปยิ้มๆ  

“ถามยีนก่อนดีกว่าไหมว่าอยากให้พี่ฟอนต์จีบหรือเปล่า” ยีนพูดติดขำทำเอาน้าแยมหัวเราะตามไปด้วย 

“อะไรกันพี่หยอดมาจะเกือบปีแล้วนะ ไม่มีใจให้พี่บ้างเหรอ” ฟอนต์แกล้งพูดเสียงอ้อนแล้วซบลงที่ไหล่ของยีนพร้อมทำตาปริบๆ 

“ไม่เคยมีใจสักครั้งเลยค่ะ” ยีนตอบอย่างไร้เยื่อใยจนฟอนต์น้ำตาตกใน ยีนปฏิเสธทุกครั้งที่ฟอนต์ทำท่าจะจีบ  

ป้าแยมหัวเราะออกมาก่อนจะลงมือทำกับข้าวให้ หลังจากที่ทานข้าวเสร็จฟอนต์ก็กลับขึ้นไปนอนบนห้อง จนหลับยาวไปจนถึงช่วงเย็น  

ฟอนต์ตื่นมาด้วยอาการเบลอและปวดหัวมากเพราะหลับยาว ร่างโปร่งลุกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปข้างล่างก็เห็นร้านยีนปิดแล้วและไม่รู้ว่าสองแม่ลูกไปไหน ฟอนต์เลยออกไปหาอะไรทานที่ตลาดแถวห้องพัก  

ระหว่างที่เดินไปตามฟุตบาทนั้นก็พิมพ์ไลน์คุยกับน้ำไปด้วย น้ำคือเพื่อนสนิทที่ทำงานเป็นคนตัวเล็กและใสซื่อ ซึ่งต่างจากฟอนต์ที่แก่นห้าวและกระด้างสุดๆ  

พ่อแม่ของฟอนต์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ฟอนต์ยังเด็ก แต่ก็โชคดีที่ญาติอาสารับเลี้ยงฟอนต์ไว้ ซึ่งก็คือญาติทางพ่อนั่นเองพอฟอนต์เรียนจบชั้นมัธยมหกก็ย้ายออกมาอยู่คนเดียว 

ฟอนต์เข้าทำงานที่เซเว่นก็ได้เจอกับน้ำที่ทำงานอยู่ก่อนแล้วจึงได้รู้ว่าน้ำเรียนจบแค่ชั้นมัธยมสามเท่านั้นและเพราะน้ำกับฟอนต์นั้นกำพร้าพ่อแม่เหมือนกันทั้งคู่จึงสนิทกันอย่างรวดเร็ว แถมฟอนต์ยังคอยตามแยกเขี้ยวใส่เวลามีพวกขี้เมามาจีบน้ำด้วย  

ฟอนต์เดินผ่านร้านไอศกรีมขนาดใหญ่ที่ทำได้แค่มองเท่านั้นเพราะราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับมนุษย์เงินเดือน เด็กหนุ่มได้แต่มองตาละห้อยเพราะเดือนนี้ตั้งใจว่าเงินเดือนออกแล้วจะชวนน้ำมาทานไอศกรีมร้านนี้สักครั้ง 

แต่ค่าใช้จ่ายเดือนนี้เยอะกว่าทุกเดือน เรื่องทานไอศกรีมต้องงดไปยาวๆ แต่จ๋าผู้จัดการที่เซเว่นก็เคยพามาทานอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งมันอร่อยและถูกปากของฟอนต์มาก 

“ร้านสวยไหม”  

“สวยมากค่ะ” 

ฟอนต์มองตามเมื่อเห็นพ่อลูกคู่หนึ่งคุยกันอยู่ใกล้ๆ รู้สึกอิจฉาสาวน้อยที่มีพ่อตามใจและพาไปทานของที่อยากจะทาน ไม่เหมือนฟอนต์ที่อยากจะทานอะไรก็ต้องเก็บเงินซื้อทานเอง 

ฟอนต์เลิกสนใจแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาตอบไลน์ที่น้ำส่งมา แต่จังหวะที่หยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง แบงก์ร้อยก็หล่นลงพื้นแล้วเป็นจังหวะที่ลมพัดมาพอดี ทำให้แบงก์ร้อยปลิวออกไปกลางถนน  

ฟอนต์ห่วงเงินยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก จึงรีบวิ่งออกไปยังกลางถนนโดยที่ไม่ได้มองรถบนถนนเลยสักนิด เสียงบีบแตรดังลั่นทำให้ฟอนต์รู้ตัวว่าจะถูกรถชน หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อแสงไฟจากรถเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ฟอนต์หลับตาและคิดว่าคงไม่รอดแน่.... 

 แต่แล้วฟอนต์ก็ถูกอุ้มขึ้นอย่างรวดเร็วจนรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงฟุตบาทที่เดิมแล้ว  

เด็กหนุ่มใจเต้นระรัวเมื่อรู้ว่ารอดจากการถูกรถชน เงยหน้ามองคนที่อุ้มตัวเองอยู่นั้นก็ถึงกับใจสั่นเนื่องจากเป็นคนเดียวกับที่เห็นจูงมือลูกสาวไปร้านไอศกรีม 

พอมองใกล้ๆ คนตรงหน้านั้นดูหล่อเหล่ามากจนแทบไม่อยากละสายตาไปไหน ใบหน้าที่แสนนิ่งมีไรหนวดจนฟอนต์มองตาค้าง 

“จะจ้องอีกนานไหม ห่วงเงินจนลืมห่วงชีวิตเลยหรือไง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแล้ววางฟอนต์ลง ฟอนต์ขยับตัวออกห่างและรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของคนตรงหน้า 

“ขอบคุณที่ช่วยครับ” ฟอนต์ยกมือไหว้ตามมารยาท อีกฝ่ายจึงยกมือรับไหว้ คนตัวใหญ่ส่งเงินที่หยิบติดมือมาคืนให้ ฟอนต์จึงขอบคุณอีกครั้งแล้วรับเงินคืนแต่อีกฝ่ายยกมือหนีจนฟอนต์คิ้วขมวด 

“เอาเงินผมมาสิ” ฟอนต์พูดออกมาแล้วมองชายตรงหน้าอย่างไม่พอใจ อีกฝ่ายพอเห็นฟอนต์ทำหน้าไม่พอใจก็ยิ้มออกมา 

“ชื่ออะไร” อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้าตาเฉยทำเอาฟอนต์คิ้วขมวด 

“ฟอนต์ครับ” ฟอนต์ตอบกลับไปทั้งที่ยังสงสัย 

“เรียนที่ไหน บ้านอยู่แถวนี้เหรอ” อีกฝ่ายยังถามต่อ 

“ไม่ได้เรียนแล้วครับทำงานอยู่เซเว่น พักอยู่ห้องเช่าศุภาลัย” ฟอนต์เริ่มขี้เกียจจะตอบแล้วนะ 

“ไว้เจอกันนะเด็กน้อย” ร่างสูงยิ้มออกมาด้วยความพอใจจนฟอนต์รู้สึกสยองกับรอยยิ้มแบบนี้ อีกฝ่ายส่งเงินให้แล้วลูบแก้มของฟอนต์ด้วย แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในร้าน 

“อะไรของพี่มันวะ” ฟอนต์เอียงคออย่างสงสัยมองร่างสูงเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง  

ฟอนต์นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ตอบไลน์น้ำเลย จึงหยิบมาเปิดอ่าน ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดิมๆ น้ำติดต่อพอร์ชไม่ได้อีกตามเคย ฟอนต์ถอนหายใจแรง น้ำคบกับคนชื่อพอร์ชมาได้สามเดือนแล้ว ซึ่งไม่รู้คบกันยังไงถึงไม่ค่อยได้นัดเจอกันเลย 

ฟอนต์ไม่ชอบพอร์ชเพราะลับหลังน้ำชอบมาวุ่นวายกับฟอนต์และนิสัยก็เจ้าเล่ห์มาก ไม่กี่วันก่อนยังเห็นเดินควงผู้หญิงอยู่ที่ห้างอยู่เลย  

ฟอนต์บอกน้ำไปหลายรอบแล้ว น้ำก็บอกเลิกพอร์ชทุกครั้งเวลารู้ว่าพอร์ชนอกใจแต่น้ำนั้นรักพอร์ชมาก พอเขามาง้อนิดหน่อยก็กลับไปคืนดีด้วยแล้ว 

ฟอนต์คิดว่าต้องคุยให้เด็ดขาดแล้วไม่งั้นก็จะวนอยู่แบบนี้ซ้ำๆ จนเป็นฟอนต์เองที่จะเบื่อและเอือมระอาไปเสียก่อน 

.. 

.. 

“รบกวนฝากน้องบิวด้วยนะครับคุณเฉิน ผมมีงานด่วนจริงๆ” บอลพูดขึ้นในช่วงเย็นเพราะมีสินค้ามาส่งที่คลัง เนื่องจากสื่อสารกันผิดพลาดจากที่กำหนดให้สินค้ามาส่งพรุ่งนี้แต่ดันมาส่งวันนี้แทน บอลถึงต้องรีบออกเคลียร์ไปเดี๋ยวนี้เลย 

“ผมไม่เคยดูแลน้องบิวเลย อีกอย่างน้องบิวกลัวผมจะตาย” เฉินพูดออกมาพร้อมกับมองสาวน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่บนที่นอน เขาเองก็รับมือกับเด็กไม่เก่งด้วย ยิ่งน้องกลัวเขาแบบนี้ยิ่งหมดสิทธิ์ 

“แค่คุณเฉินไม่ทำหน้าดุ น้องบิวก็ไม่กลัวแล้วครับ” บอลพูดออกมายิ้มๆ บอลมีลูกแล้วและภรรยาก็เสียชีวิตตอนคลอดลูกสาวด้วยบอลเลยต้องให้น้องบิวไปอยู่กับปู่ย่า  

ช่วงนี้อยู่ในช่วงปิดเทอมอยู่ บอลเลยไปรับน้องบิวมาอยู่ด้วยและสัปดาห์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว พ่อแม่ของบอลจะมารับวันมะรืนนี้  

“ถ้างานเสร็จแล้วคุณบอลรีบกลับเลยนะครับ” เฉินจำใจตอบรับไป เฉินไม่อยากเลี้ยงเลยเพราะไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน 

“ขอบคุณครับคุณเฉิน” บอลหอมแก้มลูกสาวที่หลับปุ๋ยบนเตียงแล้วรีบออกไปจากห้อง เฉินได้แต่กุมขมับเพราะถ้าน้องบิวตื่นขึ้นมาคงงอแงหาบอลแน่นอน อีกอย่างตอนนี้สี่โมงกว่าแล้ว เด็กตื่นเวลานี้งอแงมากกว่าเดิมด้วยสิ 

เฉินตัดสินใจปลุกน้องบิวก่อนเพราะถ้าตื่นช้ากว่านี้เดี๋ยวจะไปนอนช่วงดึก บอลที่เพิ่งเลิกงานมาจะไม่ได้นอนด้วย  

พอถูกเขย่าแรงขึ้นน้องบิวก็ลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นคือบุคคลที่กลัวมากในตอนที่เจอครั้งแรกจ้องมองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ น้องบิวน้ำตาคลอแต่อึ๊บไว้เพราะกลัวว่าถ้าร้องไห้จะถูกจับกินตับ 

“น้องบิวไม่ได้ร้องนะคะอย่ากินตับน้องบิวนะ” น้องบิวรีบพูดขึ้นก่อนจะถูกจับกินตับจริงๆ เฉินกุมขมับรอบที่สอง หน้าตาของเขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง 

“หยุดร้องไห้ก่อน” เฉินพูดออกไปเสียงนุ่ม แต่สาวน้อยยังมีท่าทีหวาดกลัวจนเฉินเริ่มคิดหนักว่าจะทำยังไงต่อดี  

น้องบิวเริ่มจะอึ๊บไม่อยู่แล้ว เฉินจึงนั่งลงแล้วอุ้มสาวน้อยมานั่งตัก คราวนี้น้องบิวปล่อยโฮร้องลั่นห้องเลย เสียงต้องดังออกไปถึงด้านนอกแน่นอนเพราะเฉินที่อยู่ใกล้นั้นแก้วหูแทบแตก 

“เงียบก่อนสิ ไม่งั้นโดนจับกินตับแน่” เฉินแกล้งพูดขู่ แทนที่น้องบิวจะกลัวที่ถูกจับกินตับ ดันร้องไห้ออกมามากกว่าเดิมเสียอีก 

“ถ้าหยุดร้องไห้พี่จะพาไปทานไอศกรีม” เฉินคิดว่าเด็กๆ ต้องชอบทานอยู่แล้วเพราะตอนเด็กเขาก็ชอบ น้องบิวได้ยินว่าไอศกรีมก็หยุดร้องไห้ทันทีแต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นปนมาอยู่บ้าง 

อาการแบบนี้ทำให้เฉินยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู น้องบิวเช็ดน้ำตาออกพร้อมใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกด้วย เฉินจึงหยิบทิชชูมาเช็ดออกให้แทน น้องบิวชะงักทันทีและไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว 

“อยากทานไอศกรีมหรือเปล่า” เฉินถามขึ้น น้องบิวผวานิดๆ เพราะเฉินทั้งหน้านิ่งและใช้โทนเสียงที่ไม่เป็นมิตรเลย 

“อยากทานค่ะ อยากทานรสสตรอว์เบอร์รี” สาวน้อยรีบตอบกลับมา เฉินยิ้มออกมากับความน่ารักของเด็กสาว 

“พี่ชายยิ้มแล้วหล่อเหมือนปะป๋าเลย น้องบิวอยากให้พี่ชายยิ้มบ่อยๆ” น้องบิวพูดขึ้นทำเอาเฉินชะงักไป ความจริงมีคนพูดแบบนี้กับเฉินอยู่เหมือนกัน แต่เขาไม่ชอบยิ้มเพราะรู้สึกเขินอายยังไงก็ไม่รู้  

“งั้นแลกกันสิ ถ้าพี่ยิ้มแล้วน้องบิวต้องเลิกกลัวพี่ตกลงไหม” เฉินถามขึ้นและปรับน้ำเสียงเป็นโทนนุ่ม น้องบิวพยักหน้ารับ 

“ปะป๋าบอกว่าพี่ชายใจดีมาก เหมือนที่ปะป๋าบอกเอาไว้เลย” น้องบิวเอ่ยขึ้นอีก บอลคงบอกน้องบิวว่าเขาเป็นคนที่ใจดีสินะ 

“งั้นไปล้างหน้าได้แล้ว จะได้ไปทานไอศกรีมครับ” น้องบิวพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปห้องน้ำ เฉินยิ้มออกมาก่อนจะนั่งรอสาวน้อย  

วันนี้เฉินไม่ว่างหรอกเพราะต้องไปดูคลังสินค้าเพราะสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศมาส่งที่คลังแล้ว เฉินต้องไปเช็กสต๊อกที่คลังเองเพื่อกันพลาด แต่บอลดันไปจัดการให้เสร็จหมดแล้วเพราะอยากให้เฉินอยู่ดูแลลูกสาวให้นี่แหละ เลยชิ่งทำงานให้เฉินเองเสียเลย 

สักพักน้องบิวก็ออกมาจากห้องน้ำ สภาพเกือบเปียกไปทั้งตัว ไม่รู้เข้าไปล้างหน้าหรือเข้าไปอาบน้ำกันแน่ เฉินเลยต้องหาเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เปลี่ยน น้องบิวชี้ไปชุดโปรดเฉินจึงหยิบมาให้  

พ่อแม่ของบอลนั้นสอนหลานสาวได้ดีมาก เพราะน้องบิวอยู่แค่อนุบาลเท่านั้นแต่แต่งตัวทำอะไรให้ตัวเองได้หลายอย่างมากจนเฉินนึกเอ็นดู พอแต่งตัวเสร็จก็ขับรถพาน้องบิวไปร้านไอศกรีมที่เขาได้แต่ขับผ่านแต่ครั้งนี้เขาต้องแวะเพราะสัญญากับสาวน้อยเอาไว้  

เฉินจอดรถเสร็จก็จูงมือพาน้องบิวเดินเข้าไปในร้าน น้องบิวเป็นเด็กที่น่ารักและสนิทกับเฉินไวมากทั้งที่ตอนอยู่ในห้องนั้นกลัวเขาอย่างกับอะไรดี  

เฉินต้องข้ามไปอีกฝั่งเพราะที่จอดรถหลังร้านเต็มแล้วเลยต้องมาจอดอีกฝั่งที่ตรงข้ามกับหน้าร้านแทน น้องบิวตาเปล่งประกายเมื่อมองเห็นหน้าร้านที่ตกแต่งไปด้วยตัวการ์ตูนน่ารักเต็มไปหมด  

“ร้านสวยไหม” เฉินถามขึ้นเมื่อเห็นน้องบิวจ้องตาไม่กะพริบ ระหว่างนั้นเขาเหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายร่างโปร่งเดินผ่านด้านหลังไป  เฉินเหล่มองก็เห็นเด็กคนดังกล่าวมองร้านไอศกรีมตาละห้อย  

 “สวยมากค่ะ” น้องบิวตอบกลับมายิ้มๆ เฉินจึงอุ้มข้ามถนนเดินเข้าไปในร้าน น้องบิวตาลุกวาวเมื่อเห็นบรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยตัวการ์ตูนมากมายจนเฉินตาลาย  

น้องบิวเลือกนั่งโต๊ะที่มีสแตนดี้ยูนิคอร์นตัวใหญ่ผายมือให้เข้าไปนั่งด้านใน ซึ่งตั้งอยู่ข้างโต๊ะที่กำลังนั่งอยู่  

เฉินตามใจและให้น้องบิวเลือกเองว่าจะทานไอศกรีมรสไหน ซึ่งรสชาติแรกที่น้องบิวเลือกคือรสสตรอว์เบอร์รี 

ในขณะที่น้องบิวกำลังเลือกอีกรสชาติอยู่นั้นสายตาของเฉินก็เหลือบออกไปมองบรรยากาศข้างนอกเข้าพอดี เฉินเห็นเด็กผู้ชายคนเมื่อสักครู่หยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า เฉินเห็นแบงก์ร้อยปลิวออกมาพร้อมกับโทรศัพท์แล้วลมก็พัดออกไปกลางถนนพอดี  

ด้วยสัญชาตญาณของมาเฟีย เฉินรู้เลยว่าเด็กหนุ่มไม่ได้ดูรถแน่นอน เฉินรีบวิ่งออกไปนอกร้านอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดเด็กหนุ่มวิ่งไปกลางถนนซึ่งเป็นจังหวะที่รถวิ่งมาพอดี  

เฉินใจเต้นแรงเพราะไม่มั่นใจว่าจะวิ่งไปทันหรือเปล่า 

เสียงแตรดังลั่นจนต้องเร่งฝีเท้าก้าวไปถึงร่างโปร่งได้ทันพอดีแล้วอุ้มขึ้นแต่ก็ไม่ลืมหยิบแบงก์ร้อยติดมือมาด้วย เฉินช่วยชีวิตเด็กหนุ่มให้รอดจากการถูกรถชนได้อย่างทันเฉียดฉิว 

รถคันที่บีบแตรก็ขับต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉินไม่ตามไปเอาเรื่องเพราะเด็กในอ้อมกอดเป็นคนผิด พอมองเด็กในอ้อมกอดก็พบว่าเด็กคนนั้นจ้องหน้าเขาอยู่ 

“จะจ้องอีกนานไหม ห่วงเงินจนลืมห่วงชีวิตเลยหรือไง” เฉินพูดเสียงดุแล้ววางเด็กหนุ่มลง  

เด็กหนุ่มขยับถอยห่างแล้วแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาชัดเจนทำไมเฉินต้องชอบเวลาที่เด็กคนนี้ทำหน้าไม่พอใจใส่ด้วยก็ไม่รู้ 

“ขอบคุณที่ช่วยครับ” เด็กหนุ่มยกมือไหว้ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง เฉินจึงรับไหว้กลับไป เฉินส่งเงินที่หยิบติดมือมาด้วยให้  

เด็กหนุ่มยกมือไหว้อีกครั้งแล้วยื่นมือมาเพื่อหยิบเงินในมือคืน แต่เฉินขยับมือออกห่างทำให้เด็กหนุ่มคิ้วขมวด 

“เอาเงินผมมาสิ” เสียงติดหงุดหงิดพูดออกมาและมองหน้าเฉินอย่างไม่พอใจ  

เฉินยิ้มออกมาเมื่อเห็นสีหน้าแบบนั้น ไม่รู้ทำไมถึงอยากแกล้งด้วยก็ไม่รู้ เขาพอมองออกว่าเด็กคนนี้ดื้อรั้นและแสบเอาเรื่องแน่จนเฉินอยากจะรู้จักและกำราบเสียจริงๆ  

“ชื่ออะไร” เฉินถามขึ้นทำให้คนถูกถามคิ้วขมวดอีกครั้ง 

“ฟอนต์ครับ” ฟอนต์ตอบกลับไปทั้งที่ยังสงสัย 

“เรียนที่ไหน บ้านอยู่แถวนี้เหรอ” เฉินไม่ตอบและถามต่อ  

ขอแค่รู้จักชื่อหรือที่อยู่ก็ตามสืบได้แล้วเพราะสายสืบของเฉินมีทั่วจังหวัด โดยเฉพาะในโซนกรุงเทพฯ 

“ไม่ได้เรียนแล้วครับทำงานอยู่เซเว่น พักอยู่ห้องเช่าศุภาลัย” ฟอนต์ตอบกลับ เฉินยิ้มออกมา บอกแม้กระทั่งที่อยู่แบบนี้ก็ไม่ต้องตามสืบให้เสียเวลาเลย แบบนี้เหมือนฟ้าเป็นใจชัดๆ  

“ไว้เจอกันเด็กน้อย” เฉินยิ้มมุมปากแล้วส่งเงินคืนให้และลูบแก้มของฟอนต์ด้วย จากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปในร้าน 

เฉินเดินข้ามถนนกลับไปที่ร้าน พอนั่งลงก็เลยมองไปนอกร้านเห็นฟอนต์เดินไปพิมพ์โทรศัพท์ไปจนเฉินกลัวเหลือเกินว่าจะเดินเซออกไปกลางถนนโดยไม่รู้ตัว 

“พี่ชายเก่งจังเลยช่วยพี่คนนั้นทันด้วยเหมือนฮีโร่ในหนังเลย” น้องบิวนับถือเฉินเป็นฮีโร่ในดวงใจเสียแล้ว  

เฉินบอกให้น้องบิวทานไอศกรีมได้แล้วเพราะเขาเริ่มเวียนหัวกับตัวการ์ตูนหลายตัวที่ประดับอยู่ในร้านแล้ว 

พอกลับมาถึงบ้านบอลก็โทรมาบอกว่าจะกลับดึกเนื่องจากงานยังไม่เสร็จและวานให้เฉินพาน้องบิวเข้านอนด้วย  

แต่ดีที่น้องบิวสนิทกับเขาแล้ว ไม่งั้นเขาไม่ทำให้แน่นอน  

หลังจากพาน้องบิวเข้านอนแล้ว เฉินจึงออกไปตรวจดูความเรียบร้อยรอบบ้าน เหมราชและชานไม่อยู่บ้านทั้งคู่เพราะไปดูงานที่ต่างประเทศ  

ตอนแรกเฉินและบอลจะตามไปด้วยแต่ดันมีสินค้าที่กำลังมาส่งที่คลังสินค้าของเฉินพอดี เฉินต้องอยู่เช็กสต๊อกสินค้าของตัวเอง ส่วนบอลก็ไม่ได้ตามไปเช่นกันเพราะคลังสินค้าที่ดูแลอยู่เพิ่งสร้างเสร็จไม่ได้ไม่นาน การนับเช็กสต๊อกสินค้าต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเลยห่างไปไม่ได้  

ชานโทรบอกจะกลับไทยพรุ่งนี้และจะถึงไทยในช่วงประมาณตีห้า เป็นหน้าที่ของเฉินที่ต้องไปรับเพราะเขาเป็นมือขวาของชานแถมยังพ่วงตำแหน่งคนขับรถด้วย เฉินรับคำแล้วกดวางสายไป 

ใบหน้าคมเข้มยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงสีหน้าไม่พอใจของเด็กเมื่อช่วงหัวค่ำ ปกติเฉินไม่ชอบเด็กที่แสดงอาการแบบนี้ใส่เลย  

แต่กับเด็กคนนี้เขาอยากแกล้งให้ไม่พอใจแล้วแสดงสีหน้าแบบนี้ใส่เขาจริง เฉินหัวเราะออกมากับความคิดเพี้ยนๆ ของตัวเอง เฉินสะบัดหัวแล้วไปอาบนอนตามปกติ 

 

 

 

 

-----------++++++++++------------- 

ความคิดเห็น