email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chan's Children เด็กของชาน ตอนที่ 3

ชื่อตอน : Chan's Children เด็กของชาน ตอนที่ 3

คำค้น : เด็กของชาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2564 14:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chan's Children เด็กของชาน ตอนที่ 3
แบบอักษร

 

 

 

 

 

AuThor : นามิ 

 

 

 

 

ตอนที่ 3 

 

 

 

 

“มองหน้าทำไม” ชานถามขึ้นเมื่อส่งยาคุมให้แล้วเด็กป่วยดันมองหน้าเหมือนจะหาเรื่องเขา  

ชานเป็นคนสั่งให้ออกไปซื้อให้นี่แหละ เฉินมองหน้าชานทันทีเพราะรู้ว่าปกติเจ้านายจะป้องกันตลอด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ชานก็เลยโล่งใจที่ไม่ต้องปั้นหน้านิ่งตอบคำถาม 

“มันคือยาอะไรครับ” น้ำถามกลับไปอย่างซื่อๆ ชานกุมขมับ ดูท่าแล้วเขาคงหิ้วลูกกลับมาเลี้ยงที่บ้านนั่นแหละ  

“ยาคุม” ชานบอกแค่นั้นแล้ววางยาลงใกล้ๆ ส่วนเขาก็เดินไปเปิดประตูและนำกับข้าวที่แม่บ้านยกมาให้เข้ามาในห้อง  

น้ำท้องร้องประท้วงจนนึกอายเพราะชานแอบเหล่มองด้วยเด็กน้อยน้ำลายสอเมื่อกลิ่นโจ๊กโชยเข้าที่จมูกเต็มๆ โจ๊กถูกวางลงตรงหน้าน้ำก็ตักทานด้วยความหิวโหย หมดหนึ่งชามก็ขอเพิ่มอีก 

ชานเหมือนคนรับใช้ที่ต้องเดินลงไปบอกแม่บ้านให้เอาโจ๊กขึ้นมาให้ แล้วก็ยกมาตั้งตรงหน้าเด็กหนุ่ม  

น้ำทานไปทั้งหมดสามชามและก็ถูกบังคับให้ทานยาทุกอย่างที่ซื้อมารวมไปถึงยาคุมด้วย  

หลังจากนั้นก็ถูกบังคับให้นอน น้ำไม่ยอมและขอให้พาไปส่งบ้านเพราะพรุ่งนี้ต้องทำงานและป้ากับลุงคงด่าน้ำกันยกใหญ่แล้ว 

“หลับตาลงสิมองตาแป๋วอยู่นั่นแหละ” ชานพูดดุเพราะไม่ว่าจะมองไปกี่ครั้งไอ้เด็กตาใสก็มองเขาอยู่นั่นแหละ ชานไม่เขินหรอกแต่รำคาญมากกว่า เปลือกตาปรือจนใกล้จะปิดแล้วเนี่ย 

“ผมกลัวว่าถ้าผมหลับพี่จะยิงผมทิ้ง” ชานกุมขมับรอบที่สองกับความคิดที่โคตรจะแปลกของเด็กคนนี้ น้ำลุกขึ้นนั่งมองหน้าชาน 

“ปัญญาอ่อน” ชานว่ากลับไป  

ตอนนี้เวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว ตอนตีสามต้องไปออกคุยงานอีก ธุรกิจของชานนั้นค่อนไปทางสีเทาเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่อยากทำในที่มันโจ่งแจ้งหรือในช่วงกลางวันสักเท่าไหร่ 

“ผมพูดจริงนะครับ พวกมาเฟียน่ากลัวจะตาย ตอนแรกผมก็กลัวเพราะผมเคยถามคุณบอลว่ามาเฟียถ้าเบื่อหรือหมดประโยชน์ก็จะฆ่าทิ้งใช่ไหม คุณบอลก็ตอบว่าใช่ แต่พอพี่ดูแลผมดีแบบนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คิดเอาไว้ แต่ก็แอบกลัวนิดๆ” น้ำพูดเสียงปร๋อจนชานฟังไม่ทัน ปกติเขาฟังลูกน้องพูดแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น พอมาเจอคนพูดมากแบบนี้ทำให้เขาฟังไม่ทันและเริ่มรำคาญขึ้นมา 

“พูดมากจริง นอนได้แล้ว” ชานพูดตัดบท เขาเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้วถ้าไม่ใช่เรื่องงาน  

“แล้วพรุ่งนี้พี่จะปล่อยผมไปหรือเปล่าครับ ผมต้องไปทำงาน ลุงกับป้าก็เป็นห่วงด้วย” น้ำถามกลับไป  

ป่านนี้จ๋ากับฟอนต์คงเป็นห่วงแล้วแน่ ส่วนลุงกับป้าคงหมายหัวน้ำเอาไว้แล้วแน่นอน 

“ไม่” ชานตอบกลับมาสั้นๆ  

“อะไรของพี่อีกล่ะครับ พี่ก็ได้ผมไปแล้วนี่ พี่ก็ปล่อยผมไปสิ” น้ำพูดออกมาอย่างลืมตัว ชานยิ้มแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ โน้มใบหน้าลงไปหาจนน้ำต้องหันหน้าหนีพร้อมกับดันช่วงไหล่ของชานเอาไว้ด้วย 

“รอยเต็มคอขนาดนี้กล้ากลับไปทำงานหรือไง ไม่กลัวคนอื่นสงสัยว่างั้น” ชานถามกลับไปพร้อมกับเป่าลมไปที่ใบหูจนน้ำขนลุก 

“นั่นสิ ถ้าผมกลับวันนี้แล้วลุงกับป้าเห็นรอยที่คอมีหวังฆ่าผมตายแน่ ปกติก็โดนหมายหัวทุกวันอยู่แล้ว” น้ำพูดด้วยความลืมตัว  

แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่น้ำก็เข้มแข็งพอที่จะไม่ร้องไห้ทุกครั้งที่เจอปัญหาหรือแสดงความอ่อนแอออกมา 

“ตกลงลุงกับป้าเป็นห่วงหรือจะฆ่ากันแน่” ชานถามกลับไปอย่างจับผิดทำให้น้ำชะงักไปนิด 

“ทำงานแบบนี้แสดงว่าไม่ได้เรียนต่อใช่ไหม” ชานถามต่อ  

“ผมจบแค่มอสามแล้วก็ไม่ได้เรียนต่อครับ” น้ำตอบกลับไป สีหน้าและท่าทีของน้ำเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  

ความจริงป้าพิณกับลุงแสงให้เรียนจบแค่ประถมหกด้วยซ้ำเพราะไม่มีเงินส่งเรียน แล้วอีกอย่างช่วงนั้นลุงแสงติดเหล้าหนักมากด้วยน้ำจึงหารับจ้างทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบชั้นมัธยมสาม  

แต่เพราะโตขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายต้องแบ่งไปให้ลุงกับป้าด้วย  

ซึ่งไม่พอจ่ายค่าเทอม น้ำเลยไม่ได้เรียนต่อและเรียนจบแค่ชั้นมัธยมสามเท่านั้น ชานนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินแบบนั้น ชีวิตของน้ำต่างจากชานมากเพราะชานเกิดมาก็มีพร้อมทุกอย่างแล้ว  

ชานเรียนจบแค่ปริญญาตรีเท่านั้นเพราะถึงแม้จะเรียนสูงไปก็ไม่ช่วยอะไร ยังไงจบมาก็ต้องมารับช่วงต่อจากพ่ออยู่ดี 

“แล้วพ่อกับแม่ไปไหน” ชานถามต่อ 

“ผมไม่ใช่คนร้ายนะครับที่ต้องมานั่งให้พี่สอบปากคำแบบนี้” น้ำพูดออกไปอย่างขำๆ แต่ชานมองออกว่าแววตาไม่ได้ขำด้วยเลย ชานไม่ค่อยชินกับแววตาที่สิ้นหวังแบบนี้  

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าให้คุณเฉินไปส่ง” ชานพูดออกมาแค่นั้นแล้วน้ำก็ถูกสั่งให้นอนพักผ่อน ส่วนชานก็ไปนอนอีกห้อง ขืนอยู่ห้องเดียวกันมีหวังเขาได้จับกดอีกรอบแน่  

น้ำถูกพาไปส่งที่บ้านในช่วงสาย อาการไข้ดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังมีปวดตามร่างกายอยู่บ้างและส่วนล่างก็ยังบอบช้ำอยู่ 

เฉินชะงักไปเมื่อเห็นสภาพบ้านของน้ำ เฉินไม่คิดว่ามันจะโทรมขนาดนี้ น้ำยกมือไหว้ขอบคุณที่มาส่งและลงจากรถไป 

“หายไปไหนมาทั้งคืนไอ้เด็กเวร!” พอเดินเข้ามาในบ้านเสียงป้าพิณก็ถามขึ้น น้ำใจหล่นวูบเพราะสีหน้าป้าพิณนั้นน่ากลัวมาก  

“แล้วนี่รอยอะไร มึงไปทำอะไรมาฮะ!” ป้าพิณเดินมาเปิดคอเสื้ออย่างวิสาสะและพบว่ารอยนั้นลามลงไปถึงช่วงหน้าอก ป้าพิณทุบตีหลานชายอย่างแรงจนน้ำร้องไห้ออกมา 

“มึงไปเอากับใครมา มึงมันแรดเหมือนแม่มึงจริงๆ มึงออกไปจากบ้านกูเลย กูไม่อยากมีอีพวกโสเภณีอยู่ในบ้าน!!” คนเป็นป้าผลักหลานชายแท้ๆ ล้มลงไปกับพื้น น้ำสะอื้นออกมาเมื่อป้าพูดถึงมารดาในทางที่ไม่ดี  

“ย-อย่ามาว่า...ฮึก!...แม่ของผม” น้ำพูดออกทั้งที่สะอื้น  

“มึงเถียงกูเหรอไอ้หลานเฮงซวย ตั้งแต่มึงเกิดมาเนี่ยชีวิตกูมีแต่ซวยๆๆๆ ผัวกูก็จ้องจะเอามึง มึงไปอ่อยผัวกูอีท่าไหนทำไมมันถึงจะเอามึงฮะ!” ป้าพิณดึงคอน้ำเสื้อขึ้นมาแล้วตบหน้าน้ำอย่างแรง น้ำมองน้ำตาที่หยดลงพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาตรงมุมปาก  

“น้ำไม่เคย...ฮึก!...ทำแบบนั้นเลยนะครับ ทำไมป้าถึงไม่ถามลุงแสงบ้างว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลุงแสงไม่ได้มองผมเป็นแค่หลานชาย” น้ำเช็ดเลือดออกแล้วหันมาพูดกับป้าพิณอย่างเหลืออด  

น้ำรู้มาตลอดว่าลุงแสงเริ่มคิดไม่ดีกับตัวเองมาได้สักพักแล้ว แต่เพราะเป็นสามีป้า น้ำจึงทำเป็นไม่รับรู้และเว้นระยะห่างแทน 

“มึงจะบอกว่าผัวกูชอบมึงเองงั้นเหรอวะ มึงกับแม่ก็แรดร่านอ่อยผู้ชายไปทั่วเหมือนกันนั่นแหละ ที่พ่อมึงไม่รับผิดชอบก็เพราะแม่มึงชอบจับคนรวยไง เป็นไงล่ะท้องไม่มีพ่อ มึงก็เป็นเด็กกำพร้า สะใจกูนัก!!” น้ำอึ้งไปในทันทีเมื่อได้ยินคำพูดที่แสนร้ายกาจออกมาจากปากของป้าแท้ๆ  

ที่ผ่านมาน้ำยังทำใจไม่ได้เลยที่ถูกต่อว่าแบบนี้ แล้วนี่ยิ่งมาต่อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ มันยิ่งจี้ปมน้ำเข้าไปอีก น้ำหลับตาลงช้าๆ 

“น้ำคงไร้ค่าเหมือนที่ป้าบอกนั่นแหละ ถ้าน้ำเป็นภาระเดี๋ยวน้ำออกไปจากที่นี่เอง” น้ำเองก็อายุสิบแปดปีแล้ว โตพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้แล้ว ถึงแม้ทุนจะมีไม่มากแต่ก็พอที่จะออกไปตั้งตัวได้  

“มึงไสหัวออกไปตั้งแต่วันนี้เลย คงไปอยู่กับไอ้คนเมื่อคืนสินะ อย่ากลับมาตายที่บ้านตอนมันทิ้งไปล่ะ อย่าให้เหมือนแม่ของมึงก็แล้วกัน!” น้ำเม้มปากเอาไว้เมื่อได้ยินแบบนั้น ร่างเล็กไม่ได้พูดอะไรต่อจึงพยุงตัวลุกขึ้นและเดินไปที่ห้อง  

น้ำหยิบโทรศัพท์ออกมากดเปิดเครื่องและพบว่าทั้งจ๋าและฟอนต์โทรหาอยู่หลายสายและไลน์หาด้วย  

น้ำกดโทรหาฟอนต์เล่าเฉพาะเรื่องที่ถูกไล่ออกจากบ้านให้ฟังและขอไปอยู่กับฟอนต์ก่อน ฟอนต์ไม่ได้ถามอะไรอีกจึงรีบออกไปรับน้ำอย่างรวดเร็ว  

น้ำเก็บของเสร็จก็ออกไปรอเพื่อนหน้าบ้าน ลุงแสงทำท่าจะเข้ามาคุยด้วยแต่ป้าพิณห้ามเอาไว้ น้ำเช็ดน้ำตาแล้วนั่งรอเพื่อนอยู่หน้าบ้าน  

สักพักใหญ่ๆ ฟอนต์ก็มาถึงและตรงปรี่มาหาน้ำอย่างรวดเร็ว  

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ล่ะ” ฟอนต์ถามกลับไปด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นรอยเต็มคอเพื่อนตัวเล็ก ไหนจะรอยตบบนใบหน้าอีก  

ฟอนต์รู้เลยว่ารอยไหนเกิดจากใครบ้างเพราะถ้ารอยที่คอก็คงเป็นคนเมื่อคืน ส่วนรอยตบก็คงเป็นป้าพิณนี่แหละ 

“แล้วทำไมรอยเต็มคอเลย อย่าบอกนะว่าเมื่อคืน....” ฟอนต์ยังพูดไม่ทันจบน้ำก็พยักหน้ารับก่อนจะร้องไห้ออกมา ฟอนต์จึงดึงเพื่อนตัวเล็กมากอดและลูบหัว ฟอนต์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ 

“เราไม่ได้เสียใจเรื่องเมื่อคืนหรอก ฟอนต์อย่าโกรธพี่เขาเลย เราไปยุ่งกับพี่เขาเอง แต่ที่เราร้องไห้เพราะมันเจอหลายเรื่องรวมกันเลยกลั้นไว้ไม่อยู่” น้ำเงยหน้าบอกเพื่อนร่วมงานทั้งน้ำตา 

“งั้นไปห้องของเราก่อนดีกว่านะ” ฟอนต์เองก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักเพราะป้าพิณก็เคยพูดจาไม่ดีกับฟอนต์ด้วย  

น้ำขึ้นซ้อนท้ายรถแล้วฟอนต์ก็ขับพาไปที่ห้องพัก ฟอนต์เองก็แยกออกมาอยู่คนเดียวเหมือนกันเพราะพ่อแม่เสียไปตั้งแต่เด็กแล้ว  

“ตามสบายนะ” ฟอนต์พูดขึ้นเมื่อถึงห้องพักของฟอนต์แล้ว น้ำเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บแล้วฟอนต์ก็หยิบกล่องยามาทำแผลให้ 

“ทะเลาะอะไรกับป้าพิณเหรอน้ำ ทำไมถึงลงไม้ลงมือแบบนี้” ฟอนต์ถามอย่างเป็นห่วง เพื่อนร่วมงานก็ตัวแค่นี้ ทำไมถึงไม่สงสารกันบ้าง อีกอย่างน้ำก็เป็นหลานแท้ๆ ทำไมถึงได้ใจดำแบบนี้ 

“เรื่องที่เราไม่กลับบ้านนี่ เมื่อคืนเราอยู่ห้องพี่ชานทั้งคืนเลย ป้าเห็นรอยที่คอเลยพาลหาว่าเราเหมือนแม่ จึงไล่เราออกจากบ้าน” น้ำบอกออกไปแล้วเม้มปากเอาไว้เพราะกำลังร้องไห้ 

“น้ำอยู่กับพี่ชานทั้งคืนเลยงั้นเหรอ” ฟอนต์สงสารน้ำมาก เพราะจำได้ว่าชานตัวใหญ่พอสมควร อีกอย่างชานดูเป็นพวกรุนแรงเรื่องบนเตียงด้วย น้ำพยักหน้ารับกับคำถามของเพื่อนไป 

“แล้วน้ำลุกไหวได้ยังไง” ฟอนต์ถามกลับไปด้วยความสงสาร น้ำเป็นคนไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นด้วย ฟอนต์เลยคิดว่าน้ำน่าจะเจ็บอยู่พอสมควร 

“ทำไมพี่เขารุนแรงกับน้ำจัง” ฟอนต์ลูบลำคอของเพื่อนเบาๆ  

“น้ำบอกเราได้ไหมว่าเขาทำอะไรกับน้ำบ้าง แล้วได้พูดอะไรกับน้ำหรือเปล่า” ฟอนต์ถามเพื่อนตัวเล็กกลับไป  

“พี่ชานทำกับเรา...หลายรอบเลย เลือดออกด้วย แล้วพี่ชานยังบอกอีกว่าพี่เขาเป็นมาเฟีย” น้ำบอกไปตรงๆ เหมือนที่ฟอนต์คิดไว้เลยเพราะตอนที่เห็นบ๋อยอุ้มน้ำออกไปจากร้าน ฟอนต์กระชากคอเสื้อและถามเฉินอย่างเอาเรื่อง ซึ่งตรงตามที่เฉินบอกเอาไว้เลย 

แสดงว่าเฉินนั้นเป็นลูกน้องของมาเฟียจริงๆ ด้วย 

“แล้วขู่ถูกฆ่าหรือเปล่าน้ำ มันได้ทำร้ายร่างกายน้ำด้วยไหม” ฟอนต์สำรวจร่างกายน้ำอีกครั้ง  

น้ำหัวเราะออกมาแล้วจับมือของฟอนต์ที่เตรียมจะแก้ผ้าน้ำเพื่อสำรวจร่างกายเอาไว้ 

“ไม่ได้ขู่อะไรเลยฟอนต์ อีกอย่างเราว่าพี่ชานไม่ใช่คนโหดร้ายอย่างที่คิดหรอก แต่พี่เขาจะพูดจาขวานผ่าซากสักหน่อย เมื่อคืนเราไม่สบายไข้ขึ้นก็ตามเช็ดตัวให้เราด้วย” น้ำพูดออกมายิ้มๆ  

“น้ำชอบพี่ชานงั้นเหรอ” ฟอนต์ถามออกไป ปฏิกิริยาของน้ำออกชัดเจนมาก จากแก้มใสก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ท่านั่งที่แสนสบายก็เปลี่ยนเป็นนั่งบิดไปมาเหมือนคนกำลังเขินอาย 

“เปล่านะ เราไม่ได้ชอบ พวกมาเฟียน่ากลัวจะตายฟอนต์ก็รู้” น้ำปฏิเสธทันทีเลยถูกฟอนต์เคาะหัวเบาๆ  

“งื้อ! ตีหัวเราทำไม” น้ำจับหัวแล้วถามกลับไปเลยถูกฟอนต์เคาะหัวอีกรอบ 

“ปากบอกไม่ชอบแต่หน้าแดงเชียวนะน้ำ” ฟอนต์พูดออกมายิ้มๆ น้ำทำหน้าไม่ถูกเลยทีนี้ 

“เราไม่ได้ว่าอะไรหรอกถ้าน้ำจะชอบ เราเชื่อว่าพี่เขาไม่ใช่คนใจร้ายเพราะปกติน้ำจะไม่เข้าใกล้คนประเภทนี้อยู่แล้วเราถึงเชื่อไง” ฟอนต์พูดออกมายิ้มๆ เมื่อเห็นเพื่อนรักทำหน้าไม่สบายใจ 

“แต่น้ำก็รู้ใช่ไหมว่ามาเฟียนั้นเป็นยังไง” ฟอนต์ถามกลับไป 

“เราคงไม่ไปยุ่งด้วยแล้วแหละ คนพวกนี้ยังมีเรื่องให้น่ากลัวอีกเยอะ” น้ำบอกออกไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าถึงแม้น้ำจะไม่ไปยุ่งด้วยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะไม่มายุ่งด้วยเสียหน่อย.... 

.. 

.. 

“ถ้าอยากจะถามอะไรก็ถามเลยครับคุณเฉิน” ชานพูดขึ้นเมื่อเฉินนำเอกสารที่ให้ตามสืบค้นมาให้ พออ่านจบมือขวาที่ยืนอยู่ใกล้ก็ยังไม่ไปไหนเลย  

แถมยังทำท่าเหมือนอยากถามอะไรเขาด้วย 

“เปล่าครับคุณชาน” เฉินตอบกลับไปเรื่องที่เฉินอยากจะถามมันค่อนข้างไร้สาระมาก ถ้าชานรู้คงถูกหักเงินเดือนแน่  

“ถ้าคุณเฉินไม่ถาม ผมก็คงต้องหักเงินเดือนสินะ” ชานพูดขึ้น เฉินคิ้วขมวดทันทีเพราะจะถามหรือไม่ถามผลลัพธ์ก็คือเขาถูกหักเงินเดือนอยู่ดี 

“ผมแค่อยากรู้ว่ากับเด็กคนเมื่อคืน...คุณชานรู้สึกยังไงครับ” เฉินเว้นวรรคเอาไว้ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป เฉินแปลกใจในท่าทีของเจ้านายมากเพราะตั้งแต่เมื่อคืนแล้วที่ออกไปคุยงานตั้งแต่ตีสาม เจ้านายยิ้มไม่หุบเลย 

“หมายความว่ายังไงครับ” ชานถามจุดประสงค์ที่เฉินอยากรู้ 

“หมายถึงรู้สึกดีหรือว่าชอบหรือเปล่าครับ” เฉินขยายความให้กระจ่าง ทำให้ชานชะงักไปนิดก่อนจะมองหน้ามือขวา 

“นี่ผมแสดงสีหน้าหรือทำอะไรให้คุณเฉินสงสัยหรือเปล่าครับถึงได้ถามแบบนี้” ชานถามกลับไปอย่างสงสัย  

“ก็มีหลายอย่างเลยครับ เช่น เวลาหลับนอนกับหญิงคนไหนคุณชานจะป้องกันทุกครั้ง เมื่อคืนคุณชานไม่ได้ป้องกันใช่ไหมครับ” เฉินทำหน้าเจ้าเล่ห์ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้านายไม่ได้ป้องกันแต่พอชานใช้ให้เขาไปซื้อยาคุมนี่แหละถึงได้รู้ 

“งั้นเหรอครับ” ชานพูดออกมายิ้มๆ แล้วยกกาแฟขึ้นมาจิบ  

“ไหนลองยกตัวอย่างให้ฟังอีกสักข้อหน่อยครับ” ชานบอกให้เฉินพูดต่อ  

“อีกตัวอย่างก็คือตั้งแต่ตีสามที่ออกมาคุยงานนั้น คุณชานยังไม่หยุดยิ้มเลย” เฉินยกตัวอย่างสุดท้ายให้ฟัง  

“ผมอาจจะแค่หลงใหลชั่วครั้งชั่วคราวก็ได้ครับ อีกไม่นานคงเบื่อแล้วก็เขี่ยทิ้ง” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาจนเฉินคิดว่าถ้าเด็กคนเมื่อคืนมาได้ยินคงสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย 

“ผมว่าไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ” เฉินพูดสวนกลับไป 

“ยังไงครับ” ชานเองก็ถามกลับไปเช่นกัน 

“ถ้าคุณชานคิดว่าแค่หลงใหลหรือแค่ชั่วคราวแล้วทำไมถึงได้ให้ผมตามสืบเรื่องเด็กคนนั้นล่ะครับ” เฉินถามกลับไปพร้อมกับเหล่มองเอกสารที่เกี่ยวกับน้ำทั้งหมดที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา 

“ผมคิดว่าแค่น่าค้นหา ไม่ได้แปลว่าจะชอบนี่ครับ” ชานตอบกลับด้วยท่าทีสบายแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้  

เมื่อคืนชานได้นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองเพราะต้องคอยเช็ดตัวให้น้ำทั้งคืน 

“นั่นแหละที่ผมคิดว่าคุณชานชอบเด็กคนนั้น ปกติถ้าคุณชานสนใจในสิ่งของหรือแม้แต่ผู้หญิง คุณชานจะเลือกใช้คำว่าน่าสนใจ นั่นก็เหมือนตามที่ผมพูดเลยคือแค่สนใจแต่ไม่ได้น่าค้นหาเหมือนเด็กคนนั้นครับ” เฉินพูดออกมาอีก ชานยิ้มมุมปากยกมือยอมแพ้ 

“ผมยอมแพ้ครับ คุณเฉินนี่ช่างสังเกตจริง” เฉินน้อมรับเบาๆ 

“แล้วที่ให้ไปส่งน้องที่บ้าน คุณเฉินได้ตามสืบเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ” ชานถามถึงเรื่องเมื่อเช้าที่ให้เฉินไปส่งน้ำที่บ้าน  

“ตามสืบเพิ่มเติมอยู่ครับ” เฉินรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังเพราะยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบเลย 

“คุณเฉินก็สนใจเพื่อนของน้ำใช่ไหมครับ” ชานถามกลับไปเป็นเฉินที่ชะงักไปบ้าง ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพยักหน้ารับไปตรงๆ  

“ส่วนเหตุผลที่ผมรู้นั้นคงไม่ต้องบอกดีกว่ามั้งเพราะคล้ายกับเรื่องของผม” ชานพูดออกมาอีก เฉินโค้งตัวรับคำ 

“แล้วคุณชานจะจัดการเรื่องนี้ยังไงต่อครับ” เฉินถามเจ้านายเพราะทำงานกับชานมาหลายปีไม่เคยสนใจใครสักคนจนมาถึงน้ำ 

“ขอดูไปก่อนครับ” ชานตอบกลับแค่นั้นก่อนจะนั่งทำงานต่อ  

“คุณชานครับสีหน้าของเด็กคนนั้นซีดมาก ผมคิดว่าพรุ่งนี้ไข้ขึ้นสูงแน่นอน” เฉินพูดออกมาอีกเพราะเป็นคนชอบสังเกตอยู่แล้วจึงรู้ว่าอาการของน้ำนั้นเป็นยังไง 

.. 

.. 

“ตัวร้อนจี๋เลย เดี๋ยวเราลางานกับพี่จ๋าให้นะน้ำ” เช้าวันต่อมาน้ำตัวร้อนมาก ที่จริงตัวร้อนตั้งแต่เมื่อคืนจนฟอนต์ต้องคอยเช็ดตัวให้ทั้งคืนไข้ก็ลดลง แต่พอตอนเช้าไข้ก็แรงขึ้นอีกจนฟอนต์ไม่มีกะจิตกะใจไปทำงานเลย 

“เราขอโทษนะที่มาเป็นภาระ” น้ำปวดเมื่อยตามตัวมากและเริ่มเจ็บคอด้วย คงเพราะเมื่อวานน้ำฝืนร่างกายเดินเพราะอยากจะกลับบ้าน พอมาวันนี้พิษไข้ก็เลยรุมเร้าจนลุกไม่ขึ้น 

“อย่าคิดแบบนั้นสิ เราไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ” ฟอนต์พูดออกมา สายตาก็มองนาฬิกาไปด้วยเพราะใกล้ได้เวลาทำงานแล้ว 

จะโทรไปลาหยุดก็เกรงใจเพราะวันนี้มีแต่จ๋าเข้ากะคนเดียว 

“ฟอนต์ไปทำงานเถอะไม่ต้องเป็นห่วงเราหรอกแต่เราวานไปซื้อโจ๊กหรือข้าวต้มให้เราหน่อยได้ไหมเดี๋ยวเราลุกไปกินเอง” น้ำฝืนพูดให้เพื่อนสบายใจทั้งที่ปวดหัวเจียนจะตายอยู่แล้ว 

“ได้ๆ งั้นเดี๋ยวเรามานะ” ฟอนต์ตอบรับแล้วรีบลงไปซื้อโจ๊ก พอฟอนต์ออกไปจากห้องแล้วน้ำก็ร้องไห้ออกมา  

น้ำปวดหัวมากและพอร้องไห้ก็ยิ่งปวดมากกว่าเดิม ตอนนี้น้ำรู้สึกท้อไปทุกเรื่องเลย ความหวังที่อยากจะเรียนต่อก็ริบหรี่ลงเมื่อต้องออกมาอยู่ข้างนอกแบบนี้ เด็กหนุ่มพลิกตัวนอนตะแคงแล้วพ่นลมหายใจร้อนออกมา  

เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น น้ำรีบเช็ดน้ำตาออกแล้วแกล้งทำเป็นว่าหลับไปแล้ว ฟอนต์จะได้เลิกเป็นห่วงแล้วรีบไปทำงาน  

เตียงยุบลงข้างๆ ผ้าห่มที่คลุมตัวน้ำถูกดึงออก ริมฝีปากจูบลงที่แก้มของน้ำเบาๆ จนน้ำต้องลืมตาขึ้นมา 

“พ-พี่!” น้ำตกใจเพราะตอนแรกคิดว่าเป็นฟอนต์และจะถามว่าจูบทำไม แต่พอเห็นว่าเป็นชาน น้ำก็ตัวสั่นและขยับถอยหนี 

 

 

 

 

-------------+++++++++++------------ 

ความคิดเห็น