email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่5:ดินแดนต้าหลง

ชื่อตอน : ตอนที่5:ดินแดนต้าหลง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2563 10:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่5:ดินแดนต้าหลง
แบบอักษร

ดินแดนต้าหลง

 

ทั้งภัทราและหนิงลี่เมื่อทำใจเตรียมรับกับความท้าทายใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว ทั้งสองสาวจึงตัดสินใจที่จะออกไปเผชิญหน้ายังด้านนอกประตูที่กำลังยืนอยู่นี้ พวกเธอไม่รู้หรอกว่าจะเปิดมันออกได้หรือไม่ แล้วถ้าเกิดออกไปได้แล้ว สิ่งแรกที่จะเจอคืออะไร

“เธอพร้อมหรือยังอันฉี ตอนนี้ฉันพร้อมแล้ว”

“เธอพร้อมฉันก็พร้อมหนิงลี่ ไปกัน”

ทั้งสองลองผลักประตูเบาๆ เพื่อจะดูว่ามันสามารถเปิดออกได้หรือไม่

“กึก กึก เอี๊ยดๆๆๆ”

“เปิดได้แล้ว” สิ่งที่อยู่ด้านนอกประตูค่อยๆ เปิดเผยออก ภาพที่เห็นอยู่ในสายตาของทั้งสองสาวเป็นอย่างแรกคือสะพานหินทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ด้านล่างคือหุบเหวและแม่น้ำขนาดใหญ่ ด้านหน้าที่เป็นหน้าผาสูงชั้นนั้น มีน้ำตกหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำด้านล่าง บริเวณริมหน้าผาโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ที่อยู่ในช่วงฤดูกาลผลิดอกเต็มต้น เมื่อกระแสลมพลัดพา ลมเหล่านั้นก็พัดหอบเอากลีบของดอกไม้ที่อยู่บนต้นปลิวไปตามลม เกิดเป็นเส้นสายสีชมพูงดงามจับตา เสียงของน้ำตกยังดังซู่ซ่าให้ได้ยินจากระยะไกล มองลงไปข้างลงหุบเหวแทบจะไม่เห็นแม่น้ำหรือพื้นดิน เพราะมีไอหมอกปกคลุมปิดบังพื้นด้านล่างเอาไว้ ดูภาพรวมแล้วสถานที่แห่งนี้ราวกับสวรรค์สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างแท้จริง

“เราต้องเดินข้ามสะพานนี้ไปหรอเนี่ย มันไกลมากเลยนะ แล้วไอ้บันไดหินที่ทอดลงไปยังขอบเหวด้านล่าง อย่าบอกนะว่าเราทั้งสองจะต้องเดินลงไปอีก ตาย! ...ฉันต้องตายแน่ๆ ที่นี่ไม่มีกระเช้าให้นั่งเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวหรือไง ไม่ก็ตัวช่วยอะไรก็ได้ ไม่งั้นฉันแย่แน่ๆ เลย”

“ฉันว่าเราคงต้องเดินไปจริงๆ แล้วล่ะ หนิงลี่ ที่นี่น่าจะไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์จำพวกเครื่องใช้เหมือนในโลกของเราหรอกนะ ลองเดินไปก่อนดีกว่า เผื่อเราจะพอหาลู่ทางที่จะลงไปด้านล่างได้ง่ายกว่านี้”

ทั้งสองตัดสินใจ เดินไปตามสะพานหินที่ทอดยาวนี้ อย่างน้อยอากาศก็ไม่ได้ร้อน แถมทิวทัศทั้งสองฝากฝั่งของสะพานหินก็แสนจะสวยงาม เหมาะที่จะเดินชมไปได้เรื่อยๆ ลมพัดมาทีไร กลิ่นของดอกไม้ก็โชยมาทำให้สดชื่นอยู่เป็นระยะ คิดซะว่ามาเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามราวกลับสรวงสวรรค์นี้ก็แล้วกัน

“ฟิ้วๆๆๆ”

“เสียงอะไรนะ อะ...ระวัง!! หนิงลี่หมอบลงเร็วเข้า”

ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่ตรงกลางสะพานหินนั้น ก็เกิดกระแสลมวูบใหญ่พัดโถมเข้ามายังตำแหน่งที่ทั้งสองยืนอยู่ ร่างสีขาวของนกอินทรีย์ขนาดใหญ่ จู่ๆ ก็บินโฉบลงมายังบริเวณกลางสะพานหิน ครั้งแรกมันเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่บินมาจากทิศทางหนึ่ง โดยที่ไม่มีใครได้สังเกต แต่การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของมันนั้น ทำให้ทั้งสองแทบจะไม่รู้ตัวว่ามันเคลื่อนมาถึงสถานที่พวกเราอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งมันได้บินมาถึงและโฉบลงที่พื้นของสะพานหิน ทั้งสองสาวที่กำลังหมอบตัวก้มต่ำนึกว่าจะต้องเกิดอันตรายกับพวกเธอเสียแล้ว นึกว่านกอินทรีย์ขาวตัวนี้จะมาทำอันตรายพวกเธอเสียอีก แต่รอแล้วรอเล่าร่างของนกอินทรีย์ตัวดังกล่าวก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรอีก มันหมอบตัวใช้จะงอยปากและส่วนคางของมัน เกยแนบไปกับพื้นของสะพานหิน

“ทำไมมันไม่ทำอะไรเราเลยละอันฉี ฉันว่ามันแปลกๆ นะ”

ทั้งสองเงยหน้าดูนกอินทรีขาวตัวดังกล่าว ที่มันเพียงกระพริบเปลือกตาบ้างบางเวลาแล้วมองมายังร่างเล็กของมนุษย์สาวทั้งสอง หนิงลี่เป็นคนที่ค่อยๆ ชะโงกศีรษะขึ้นมาดูว่ามีความเคลื่อนไหวของนกอินทรีย์ตัวดังกล่าวหรือไม่ เมื่อเธอมองไปก็เห็นเพียงสายตาที่จ้องมองเธอกลับ เท่านั้น

“อันฉี ฉันคิดว่ามันไม่ได้คิดจะทำอะไรเรานะ ดูนั้นสิ มันมองมาที่เราด้วยคล้ายอยากจะสื่อสารกับเรามากกว่า”

ภัทรเงยหน้าขึ้นมามองตามที่หนิงลี่พูด เป็นอย่างที่เพื่อนของเธอพูดจริงๆ นกอินทรีย์ตัวนี้ไม่ได้มาเพื่อทำร้ายพวกเธอแต่อย่างใด

“อืม จริงเหมือนที่เธอพูด มันไม่ได้มีท่าทีจะทำอันตรายอะไรเรา แล้วมันมาทำอะไร? ...”

ทั้งลองเดินเข้าไปใกล้ๆ ร่างขนาดยักษ์ของนกอินทรีย์ขาว ร่างกายของมันยังคงไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด หนิงลี่ใจกล้าลองยื่นมือไปลูบที่ส่วนหัวของมัน นกอินทรีย์ที่ถูกหนิงลี่ลูบหัวก็ครางเสียงออกมาเล็กน้อยเพื่อตอบรับ และเพื่อให้มนุษย์ทั้งสองรู้ว่ามันเป็นมิตรสำหรับพวกเธอ

“จริงๆ ด้วย... มันไม่ได้คิดจะทำอะไรเรา แล้วยังเชื่องด้วยนะ อย่างนี้ถ้าเกิดพวกเราไปนั่งบนหลังของมันก็คงจะได้เหมือนกันสินะ ฮ่าๆๆ”

“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะหนิงลี่ นั่งบนหลังของมันอย่างนั้นหรอ”

ภัทรมองไปที่หน้าของหนิงลี่ มองไปที่หลังของนกอินทรีย์ จากนั้นเธอก็มองไปยังเบื้องล่าง ภัทรากำลังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

“ถ้าเกิดเราสามารถนั่งบนหลังของนกอินทรีได้จริงๆ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเดินลงบันใดหินที่มีจำนวนหลายพันขั้นที่เห็นอยู่ไกลๆ นั่น ถ้าเราสามารถนั่งบนหลังของนกอินทรีย์ได้ เราก็จะสามารถลงไปข้างล่างได้อย่างรวดเร็ว”

“จริงด้วย! ...เธอพูดถูกอันฉี ถ้าเราสามารถนั่งบนหลังของนกอินทรีย์ตัวนี้ได้ เราก็จะลงไปข้างล่างโดยไม่ต้องเดินลงบันใดให้เหนื่อย แถมยังไม่รู้ต้องใช้เวลานานกี่วันถึงจะสามารถเดินลงข้างล่างได้ถึง ไม่คิดว่าความคิดสนุกของฉันมันจะเกิดไอเดียที่ดีแบบนี้ได้ อย่างนั้นก่อนอื่นเราต้องลองสื่อสารกับนกอินทรีย์ตัวนี้ดูก่อน ถ้าสามารถสื่อสารกับมันได้ ก็ถือว่าความคิดของเราเกิดผล”

“อืม..ลองดู” ภัทราตอบรับ ทั้งสองจึงหันไปมองที่นกอินทรีย์พร้อมกัน

“นี่ เจ้านกอินทรีย์ ที่เจ้ามาหาพวกเราเป็นเพราะว่าต้องการให้เราขี่หลังใช่หรือไม่?”

นกอินทรีย์ เมื่อได้ยินคำถามของมนุษย์สาว มันก็ส่งเสียงครางตอบรับทันที ทั้งภัทราและหนิงลี่ต่างก็ส่งยิ้มให้กันด้วยความดีใจ ความคิดของพวกเราถูกต้องแล้ว จุดประสงค์ของนกอินทรีตัวนี้ที่บินมาหาพวกเธอเป็นเพราะว่ามันต้องการให้พวกเธอนั่งบนหลังของมัน เพื่อที่จะพาพวกเธอไปส่งที่ด้านล่างนั่นเอง ทั้งสองต่างก็ปีนขึ้นไปบนหลังนกอินทรี เมื่อทั้งสองนั่งด้วยท่าที่มั่นคงแล้ว นกอินทรีย์ก็เริ่มขยับร่างกาย ปีกสองข้างขนาดใหญ่เริ่มกางออก จากนั้นมันจึงเริ่มโผทะยานตัวออกไปจากตำแหน่งที่ตั้งของสะพานหิน เพื่อลงสู่พื้นดินเบื่องล่าง กระแสลมแรงบนอากาศทำให้ทั้งภัทราและหนิงลี่ต้องเกาะร่างของเจ้านกอินทรีย์ให้มั่น ดีที่มันเคลื่อนที่ไม่เร็วมากนัก เพราะรู้ว่ามนุษย์ทั้งสองบนหลังไม่มีวิธีการป้องกันตนเองจากกระสมแรงได้ คล้ายกับผู้เป็นนายของมันสั่งการมันมาอีกที แล้วผู้ใดล่ะคือนายที่แท้จริงของมัน ไม่นานมันก็ร่อนลงสู่พื้นดินด้วยความนุ่มนวล ทั้งภัทราและหนิงลี่เห็นว่าถึงพื้นดินดีแล้ว พวกเธอทั้งสองจึงค่อยๆ ปีนลงจากหลังของนกอินทรีย์ตัวดังกล่าว

“ขอบใจเจ้ามากนะ ถ้าไม่ได้เจ้าพวกเราคงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะสามารถมาจากข้างบนโน้นได้”

นกอินทรีย์คล้ายกับรับรู้และเข้าใจ มันครางรับจากนั้นจึงกางปีกแล้วโผทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าบินหายลับไปอย่างรวดเร็ว

“มาส่งแล้วก็ไปเลยหรอ เอะ! ...อันฉี ดูทางโน้นสิ สะพานหินและตัวปราสาทที่อยู่ด้านบนได้หายไปไหนแล้ว”

“จริงด้วยหนิงลี่ มันหายไปได้ยังไง ก่อนที่เราลงมามันก็ตั้งอยู่ตรงนั้นนี่นา”

ทั้งสะพานหิน ทั้งตัวปราสาทอันเป็นห้องพักเดิมก่อนที่ทั้งสองสาวจะออกมา ก่อนหน้านั้นก็ยังเห็นอยู่ แต่เมื่อพวกเธอออกมา จู่ๆ มันก็ได้หายไป

“นี่กะจะให้พวกเราเผชิญชะตากรรมกันเองเลยใช่ไหมเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือเป็นใคร ถ้าฉันรู้ว่าเป็นผู้ที่ส่งเรามาที่นี่นะ แม่จะขอบ่นระบายให้ ทำกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างพวกเราได้ยังไงกัน”

“เอาน่าหนิงลี่ ถ้าถึงเวลานั้นฉันจะให้เธอบ่นเต็มที่เลย ตอนนี้เรามาสำรวจดูบริเวณนี้กันก่อน ว่าเป็นส่วนไหนของดินแดนต้าหลงที่ว่า แล้วเราจะเริ่มไปทางไหนดี”

 

มองไปรอบๆ ดูแล้ว ทางทิศเหนือเป็นเทือกเขาและผาอันสูงชัน แต่เมื่อมองไปยังทิศตะวันออกเห็นเป็นสถานที่ปลูกสร้างอยู่ไกลๆ ทั้งเมื่อมองไปเหนือจากพื้นดินอันเป็นสิ่งปลูกสร้างของที่อยู่อาศัย ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่อยู่ของมนุษย์แล้ว ด้านบนนั้นยังดูเหมือนว่ามีผืนดินที่แยกขึ้นไปและลอยอยู่เหนือท้องฟ้าอีกที่ มันคือแผ่นดินลอยได้ ที่ทั้งสองเห็นก่อนหน้าเมื่อครั้งที่มองออกนอกหน้าต่างของห้องไป รู้สึกด้วยว่าบนแผ่นดินที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้านั้น จะมีสิ่งปลูกสร้างที่งดงามสร้างเอาไว้บนนั้นด้วย ทำให้ทั้งสองต่างก็ตั้งคำถามว่าดินแดนที่พวกเธอเห็นใช่เรื่องจริงหรือไม่ นี่มันเหมือนกับภาพยนตร์แฟนตาซีที่พวกเธอเคยดูในโรงหนังชัดๆ ไม่คิดว่าจะมาเห็นด้วยตาตัวเองแบบนี้

“เรื่องจริงใช่ไหมเนี่ย เมืองลอยฟ้า อยากไปเห็นใกล้ๆ จังว่าจะสวยแค่ไหน บนนั้นมีใครอาศัยอยู่หรือเปล่า แล้วถ้าเกิดมีคนอาศัยอยู่จริง หน้าตาของพวกเขาก็คงจะงดงามเหมือนเทวดานางฟ้าบนสวรรค์เลยใช่ไหมเนี่ย” หนิงลี่อ้าปากมองสิ่งที่เห็นอยู่ด้านหน้า

“อยากรู้เราก็ต้องไปดู ดีที่นกอินทรีย์มาส่งเราใกล้ๆ กับจุดเชื่อมต่อของเมือง เราคงต้องใช้เวลาเดินอยู่วันถึงสองวันก็น่าจะถึงเมืองที่เราเห็นอยู่นี้ล่ะนะ” ภัทราพูดขึ้นบ้าง

“อืมตามนั้น งั้นพวกเราเริ่มกันเลยดีกว่า... ว่าแต่คนที่นี่จะหน้าตาเป็นยังไงกันนะ คงจะแต่งตัวเหมือนกับเราในตอนนี้ ถ้าไม่โดนตาแก่นั่นหลอกเราอะนะ แล้วพวกวรยุทธเอยพลังอิทธิฤทธิ์อะไรแบบนี้ คงจะมีจริงแน่แต่จะมากขนาดไหนเท่านั้นเอง ยิ่งนึกยิ่งตื่นเต้นเนอะอันฉี เธอว่าไหม”

แต่ในขณะที่สองสาวกำลังเดินและพูดคุยกันอยู่นั้น ก่อนหน้านี้มีผู้ที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งสองสาวมาโดยตลอด ซึ่งเขากับนอนเล่นอยู่บนกิ่งไม้ ปากก็ยังคงคาบก้านดอกหญ้าเล่น แต่เหตุการณ์และเรื่องที่ทั้งสองสาวสนทนากันก่อนหน้านี้ ทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมา อีกทั้งหน้าตาที่งดงามแปลกตาของสตรีทั้งสองนั้นเป็นที่ดึงดูดใจของเขาอีกด้วย เขายังคงจ้องมองทั้งสองร่างต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าพวกนางเดินไปได้ไกลมากแล้ว แต่เสียงการสนทนาของพวกนางทั้งสองเขายังคงได้ยินแจ่มชัดดี ผู้ใดใช้ให้เขาฝึกพลังมาอย่างดีจนประสาทการรับรู้ในส่วนต่างๆ ของเขาทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมล่ะ

 

“ข้างหน้าเป็นแม่น้ำล่ะอันฉี แล้วเราจะข้ามไปยังไงล่ะเนี่ย ไม่เห็นมีเรือสักลำเลยด้วย”

สถานที่ทั้งสองเห็นอยู่ตรงหน้านี้คือแม่น้ำขนาดใหญ่ ที่ขวางอยู่ด้านหน้าเมื่อพวกเธอมาถึง ซึ่งพวกเธอไม่เห็นว่าจะมีหนทางไหนที่จะสามารถมุ่งหน้าไปยังทิศทางฝั่งของเมือง อันเป็นสิ่งปลูกสร้างด้านหน้าได้เลยถ้าไม่ข้ามแม่น้ำนี้ไปให้ได้เสียก่อน แต่จะทำยังไงในเมื่อไม่เห็นมีเรือข้ามฟากสักลำ

 

“ไม่ทราบว่าแม่นางทั้งสองต้องการไปที่ใด แล้วต้องการให้ข้าช่วยอะไรหรือไม่”

ในขณะนั้นเอง เสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลังของสองสาว ทั้งภัทราและหนิงลี่ต่างก็หันไปมองโดยอัตโนมัติ เห็นมีบุรุษ ผู้หนึ่งใบหน้าหล่อเหลา ร่างกายกำยำแข็งแรง ช่วงบนของเขาปราศจากสิ่งสวมใส่แต่ยังคงมีเครื่องประดับกายและกางเกงท่อนล่างเพื่อปกปิดเอาไว้ มองดูแล้วคงเป็นลักษณะการแต่งกายของบุรุษผู้นี้เอง เขากำลังยืนกอดอกส่งยิ้มให้กับพวกเธอ ในปากก็คงคาบก้านดอกหญ้าเอาไว้ จึงพอช่วยลดความดุดันในบางส่วนของบุรุษผู้นี้ลงได้ เพราะตั้งแต่ช่วงบ่าทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยลวดลายของการสัก แต่เมื่อมาอยู่บนร่างกายของบุรุษผู้นี้แล้วกลับดูชวนมอง ทำให้หนิงลี่ที่ชื่นชอบผู้ชายหล่อ รูปร่างดีถึงกลับอ้าปากใจเต้นขึ้นมา ภัทราที่ยืนอยู่ด้านข้างต้องรีบสะกิดเพื่อนสาวให้เลิกแสดงอาการที่ว่าทันที

“พ่อหนุ่มนักกล้าม พ่อนายแบบรูปร่างดี พ่อหลุดมาจากนิตยสารเล่มไหน”

หนิงลี่พึมพำให้ตนเองกับเพื่อนสาวฟังเบาๆ

“พอได้แล้วหนิงลี่ เธอแสดงออกมากเกินไปแล้ว” ภัทราต้องสะกิดเตือนหนิงลี่อีกครั้ง เมื่อบุรุษคนดังกล่าวเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“ข้าคิดว่าแม่นางทั้งสองคงมีเรื่องให้ช่วยเหลือเป็นแน่”

ยิ่งบุรุษคนดังกล่าวเดินใกล้เข้ามา ก็ยิ่งได้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาและแววตาที่ขี้เล่นของเขาชัดเจนขึ้น

ความคิดเห็น