แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 12 … ปลงพระศพ

ชื่อตอน : บทที่ 12 … ปลงพระศพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 119

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2563 17:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 … ปลงพระศพ
แบบอักษร

บทที่ 12 … ปลงพระศพ 

 

เวฬาถูกปลุกแต่เช้ามืดท้องฟ้ายังมืดสนิทแต่คบใต้ในเรือนถูกจุดจนสว่างจ้าบ่าวและนางกำนันทั้งหลายนุ่งห่มกายด้วยชุดขาวกำลังจัดเตรียมข้าวของวุ่นวายไปทั้งเรือน

เวฬาเองก็ถูกนารีปลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดขาวล้วนและมีเครื่องประดับเป็นปิ่นไม้หัวดอกพุดซ้อนที่ได้รับพระราชทานเป็นของขวัญมาจากเจ้าชายวิรุณห์เพียงอันเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็มิได้ถูกจัดให้ใส่อะไรเพิ่มอีก

“นารีเหตุใดมาคนเดียว เมญาไปไหนเสียล่ะ ไม่สบายฤๅ” เวฬาถามเมื่อไม่เห็นนางกำนัลคนสนิทอีกคน

“สบายดีเพคะ แต่ถูกเรียกตัวไปตั้งแต่เมื่อเย็นแล้วเพคะ ยังมิได้กลับมา” นารีบอกยิ้มๆ

“ผู้ใดเรียก แล้วไปไหนกลางค่ำกลางคืน ปล่อยไปได้อย่างไร”

“องค์ฟูนั้นรับสั่งขอให้อยู่รับใช้ที่ตำหนักก่อนเพคะ เมญาเคยถวายการดูแลตอนอยู่ที่ค่าย ทรงไว้ใจผู้ใดให้ดูแลใกล้ชิดนอกจากเมญาเพคะ” นารีบอกยิ้มๆ

“เจ้าเล่จริงเชียว เอาคนของข้าไปมิขอสักคำ ประเดี๋ยวเถอะจะไม่ปรุงเครื่องหวานให้เสวยอีกแล้ว” อันที่จริงก็โวยวายไปงั้นแหละไม่ได้จริงจังสักเท่าใดหรอกเพราะหากจะให้เมญาเป็นห้ามจริงๆ เธอก็ยินดีกับเมญาด้วยอยู่แล้ว

“จะมิทำขนมให้ผู้ใดฤๅ” เจ้าชายวิรุณห์กลับขึ้นตำหนักมาอีกครั้งทรงฉลองพระองค์ด้วยโจงกระเบนสีขาวล้วนไม่มีเครื่องประดับเหมือนกับคนอื่นๆ ทั้งตำหนัก

“เกิดอะไรขึ้นเพคะ เหตุใดผู้คนจึงลุกมาแต่งกายเยี่ยงนี้กันหมด” เวฬาถาม

“เช้านี้จะมีพิธีงมพระศพขององค์บุษกกับมหาเทวีมิราขึ้นจากสระบัว ผู้คนเลยต้องแต่กายด้วยชุดไว้ทุกข์เยี่ยงนี้แล” คำตอบที่ได้ทำให้เวฬาตกใจยิ่งนัก พวกกบฏนั้นช่างจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก

พราหม์ทั้งหมดในสำนักพราหม์มาร่วมสวดทำพิธี โดยมีบิดาของขุนพลสัตตเป็นพราหม์ประธาน ร่างกายของพราหม์เฒ่าซูบผอมเพราะถูกจับขังไว้แต่ในปราสาทสูงแทบมิได้เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่กระนั้นเมื่อได้รับการช่วยเหลืออกมาโดยบุตรชายก็ขอพักฟื้นเพียงนิดและอาสาทำพิธีสำคัญนี้ด้วยตนเองซึ่งองค์ฟูนันก็เอ่ยอนุญาต

เสียงสวดมนต์พิธีสำคัญดังก้องไปทั่วบริเวณ ศาลาที่พำนักชั่วคราวถูกปลูกสร้างขึ้นริมสระอย่างง่ายๆ เพียงศาลาเดียวไม่แยกออก แต่ให้จัดลำดับที่นั่งตามตำแหน่ง ด้านหน้าสุดเป็นตั่งที่ประทับขององค์ฟูนัน ด้านข้างตรงพื้นปูเบาะนั่งไว้หนึ่งที่โดยที่ซึ่งโดยปกติการปูลักษณะนี้จะเป็นที่ประทับของสนม แต่มิมีผู้ใดรู้ว่าใครจะได้เป็นผู้มานั่ง เยื้อไปเบื้อหลังทางซ้ายเป็นตั่งที่ประทับของพระมหาอุปราชและนางนมที่บัดนี้มาประทับรออยู่แล้ว เบื้องขวาเป็นตั่งที่ประทับของพระอนุชาวิรุณห์และพระชายา จากนั้นจึงเป็นของขุนพลทั้งหลายและขุนนางจากกรมกองต่างๆ ตามลำดับ ผ้าขาวถูกนำมาขึงโดยรอบบริเวณทำพิธี เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเห็นภาพอันไม่เหมาะสม

เจ้าชายวิรุณห์พาเวฬามายังตั่งที่ประทับ เวฬายกมือไหว้มหาอุปราชและนางนมที่รับไหว้และส่งยิ้มทักทายมาให้

เพียงไม่นานองค์ฟูนันก็เสด็จตามมา ข้างกายมีเมญาแต่แต่งกายด้วยชุดขาวแบบเดียวกับที่เวฬาแต่งเดินตามมาติดๆ ด้วยท่าทางขัดเขิน ทรงเสด็จมายังที่ประทับทุกคนก้มกราบถวายความเคารพ เมญาก้มกราบแล้วนั่งลงตรงพื้นด้านข้างที่ประทับที่ปูเบาะนั่งไว้เรียบร้อย

“ไว้ข้าจะหาทางเอาคืนฟูนันเรื่องอื่นให้เอง นางกำนันคนนี้ยกให้เถิด” เจ้าชายวิรุณห์ก้มมากระซิบ เวฬาอมยิ้มรู้สึกยินดีกับนางกำนันคนสนิทของตนจากใจจริง

“เรื่องน่ายินดีแบบนี้เวไม่โกรธหรอกเพคะ แต่เอาไปเงียบๆ ไม่บอกไม่กล่าวนี้สิต้องโดนสักที” ลำบากเจ้าแล้วฟูนันเอ๋ย เจ้าคนงามของข้าหมายมั่นปั้นมือเพียงนี้เจ้ามิรอดแน่

“งั้นอีกคนข้าบอกกล่าวล่วงหน้าเลยละกัน เผื่อคนของข้าจะรอดจากการโดนเจ้าตี” เจ้าชายฟูนันตอบ

“อีกคน ผู้ใดเพคะ” เวฬางง จะยังมีใครอีก

“โน่นไง เห็นส่งสายตาให้กันมาพักใหญ่ ท่าทางเจ้าจะเสียนางกำนันไปอีกคนเป็นแน่” ทรงพยักหน้าไปทางนารีกับขุนพลเวธางค์ที่แอบส่งตาหวานให้กันเป็นพักๆ อย่างขำๆ

“ฝากไปบอกสหายของพระองค์ด้วยเพคะ หากขอไปแล้วดูแลไม่ดีเวจะไปทวงคืนด้วยตัวเองเลย”

เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันโผล่พ้นขอบฟ้าทอดลำแสงลงกระทบผืนน้ำในสระบัวเหล้าทหารที่นำโดยขุนพลสัตตก็เดินลุยลงไปในสระบัวแบบเรียงหน้ากระดานดำผุดดำไหว้ ค้นหาลึกลงไปยังทุกพื้นที่จนกระทั่งถึงกลางสระ

“พบแล้ว” ทหารนายหนึ่งตะโกนหลังจากโพล่พ้นขึ้นมายังผิวน้ำ “มีหีบใบใหญ่สองใบอยู่ตรงนี้ขอรับ”

ทหารสั้งสิ้นว่ายกรูกันเข้าไปยังจุดที่ทหารผู้นั้นชี้บอก พร้อมด้วยเรือพระที่นั่งว่างเปล่าสองลำที่ตกแต่งหัวเรือด้วยดอกไม้ขาวและผ้าขาว ใช้เวลากว่าชั่วโมงจึงสามารถนำหีบเหล็กขึ้นมาได้ด้วยน้ำก้นสระนั้นลึกนัก และเชื่อที่ผูกถ่วงไว้ก็เส้นใหญ่ ทหารจึงต้องผลัดกันดำลงไปตัดทีละน้อยและใช้เชือกปะกำเส้นใหม่ที่ผ่านพิธีบริกรรมคาถาเป็นที่เรียบร้อยแล้วดำลงไปผูกหีบและชักดึงขึ้นมาประทับยังเรือพระที่นั่งอีกครั้ง

เรือพระที่นั่งอัญเชิญหีบบรรจุพระศพมายังริมตลิ่ง ที่ซึ่งบุตรชายยืนตัวตรงกำมือแน่นข่มความปวดร้าวไว้ภายใน รอคอยอย่างสงบนิ่ง เจ้าชายวิรุณห์เสด็จมายืนประทับเคียงข้างคอยสั่งการด้วยตัวเอง

“เอาใบตองปูรองหีบตรงนั้นก่อน” ทรงหมายถึงริมขอบสระทรงท่าเทียบเรือ ทหารทำตามอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงช่วยกันลำเลียงหีบลงมาจากเรือพระที่นั่งทั้งสองลำ จากนั้นจึงรับพระแสงดาบคู่มาจากขุนพลเวธางค์กำลังจะตัดเชือกปะกำออกเพื่อเปิดหีบ แต่องค์ฟูนันรั้งไว้เสียก่อน

“ข้าเอง” องค์ฟูนันรับพระแสงดาบมาจากเจ้าชายวิรุณห์ สอดเข้าไประหว่างเชือกกับหีบแล้วออกแรงดึงตัดจนเชือกเส้นโตขาดออกจากกัน และทำเช่นเดียวกันกับอีกหีบ ก่อนส่งพระแสงดาบคืนให้น้องชายที่รับขวานและสิ่วมาจากทหารลงมือตอกกุญแจล็อคหีบให้หักออกจากกัน โดยง่าย ภาพที่เห็นแม้จะเป็นชายชาติทหารอย่างเขายังแทบรับไม่ได้ แล้วคนเป็นลูกเล่าจะเจ็บปวดเพียงใด

ทรงลุกขึ้นยืนคว้าวรกายของผู้เป็นพี่มากอดไว้แน่นใช้วรกายที่สูงใหญ่กว่าของตัวเองบดบังภาพตรงหน้าจนมิด องค์ฟูนันทรงกอดตอบร่างกายสั่นไหวอย่างรุนแรงพระอัสสุชลหลั่งรินแนบพระอุระพระอนุชาอย่างมิอาจหักห้ามแม้มิมีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแต่ทุกผู้ที่เห็นล้วนหลั่งน้ำตาตามและเข้าใจในความเจ็บปวดรวดร้าวอันหาที่สุดมิได้ของกษัตริย์ของตน

เมื่อพบพระศพทั้งสองและนำขึ้นจากน้ำแล้ว แต่แรกพิธีปลงพระศพถูกเตรียมไว้อย่างสมพระเกียรติ์ แต่ติดด้วยโบราณราชประเพณีที่พราหมณ์เฒ่าผู้เป็นบิดาของขุนพลสัตตกล่าวท้วงไว้ว่า

“โปรดประธานอภัยโทษให้กระหม่อมเถิด แต่สมควรแล้วที่ต้องทูลให้ทราบถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่า ผู้ตายโหงนั้นมิให้อาบน้ำ ไม่ให้จัดงานศพ ตายที่ใดให้จัดการที่นั่น มิให้นำมาจากที่ตายย้ายเข้าบ้านเข้าเมือง มิให้ไว้บนเรือน ให้แจ้งแล้วเผาในที่ตายนั้นเอง พะย่ะค่ะ” พราหมณ์เฒ่ากราบทูล 

“หาทางเถิดท่านพราหมณ์ เราทำใจปล่อยพระบิดา และพระมารดาไว้ตรงนี้มิได้ดอก” องค์ฟูนันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้จะเริ่มทำพระทัยได้แล้วแต่การที่ต้องรู้ว่ามิสามารถประกอบพิธีให้ได้นั้นผู้เป็นลูกก็มิสามารถยอมรับได้เช่นกัน

“เช่นนั้น มิควรเคลื่อนย้ายพระศพพะย่ะค่ะ ให้จัดพิธีตามสมควร และให้ทำเมรุเผา ณ สะบัวแห่งนี้เลย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด” พราหมณ์เฒ่าเสนอ

“ข้าจะเร่งสั่งให้ทหารก่อสร้างพระเมรุกลางสระบัว พิธีใดจำเป็นท่านเร่งทำเถิดท่านพราหมณ์” เจ้าชายวิรุณกล่าวต่อ

พระศพทั้งสองถูกย้ายออกมาจากหีบวางลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ผ้าทอและลูกปัดหลากสีงดงามวางเคียงคู่กันอยู่ริมสระบัว พระภูษามิอาจผลัดเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ได้เนื่องจากพระศพแช่อยู่ในน้ำเป็นระยะเวลานานและวรกายเปื่อยยุ่ยไปมากแล้วจึงได้แต่นำน้ำมันจันมาราดรดลงบนพระศพและคลุมปิดไว้ด้วยผ้าคลุมพระองค์เพื่อรอเวลาก่อสร้างพระเมรุใหม่ที่เหล่าทหารเร่งมือก่อสร้างกันทั้งวันทั้งคืน

บ่ายวันที่สองพระเมรุสร้างเสร็จเรียบร้อยอย่างแข็งแรง แคร่ไม้ทั้งสองหลังถูกเคลื่อนย้ายลงเรือนำไปตั้งไว้ยังพระเมรุที่ตกแต่งด้วยดอกไม้สดหลากสี จากนั้นรอบแคร่จึงตั้งฟืนกองใหญ่ อันมีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้กระลำพัก ราดทับด้วยน้ำมันดิน และกำยานที่จุดไว้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อกลบกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ จากนั้นพราหมร์จะสวดอภิธรรมทำนองหลวง 7 คัมภีร์เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่ดวงพระวิญญาณ แต่แรกจะใช้เวลาสวดหนึ่งคืนต่อหนึ่งคัมภีร์ แต่เนื่องจากพิธีในครั้งนี้จำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนแข่งกับเวลาจึงได้สวดทั้งสิ้น 7 คัมภีร์ติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน จากนั้นจึงเป็นการถวายพระเพลิงโดยองค์ฟูนั้นพระราชทานลูกธนูติดไฟให้เจ้าชายวิรุณห์เป็นผู้ยิงปล่อยออกไปยังพระเมรุใช้เวลาเพียงไม่นานทุกอย่างก็มอดไหม้และสิ้นสุดลง ณ กลางสระบัว

“ลั่นกลองทองมโหระทึก และจัดมหสพหลวงหน้าปราสาทเป็นเวลา 7 วันตามเดิม” องค์ฟูนันรับสั่งก่อนเสด็จกลับเข้าตำหนักหลวงโดยมีพระสนมเมญาติดตามไปไม่ห่าง

 

ความเศร้าโศกปกคลุมวิมายปุระได้เพียงไม่นาน เพราะองค์ฟูนันมีรับสั่งว่าส่งคนตายกลับขึ้นสวรรค์แล้ว คนเป็นจะต้องเดินต่อ บ้านเมืองถูกสงครามทำร้ายมามาก จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟู ทหารหลวงภายใต้การนำของเจ้าชายวิรุณห์ต่างทำงานหนักเพราะต้องออกกระจายไปตามที่ต่างๆ เพื่อช่วยซ่อมแซมบ้านเรือน เทือกสวนไร่นาที่ถูกทำลาย และองค์ฟูนันยังมีพระประสงค์ให้สร้างศาลาไฟ เพื่อเป็นศาลาที่พักแก่คนเดินทางไว้ตามหัวเมืองต่างๆ ให้มีอาหารน้ำดื่มและความอบอุ่นที่มากเพียงพอ

หลายเดือนผ่านไปบ้านเมืองเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง พระเมตตาขององค์ฟูนันและเจ้าชายวิรุณห์ถูกกล่าวขานต่อๆ กันไปจนมีชาวบ้านมาลงหลักปักฐานยังวิมายปุระเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หัวเมืองต่างๆ และอาณาจักรโดยรอบต่างส่งราชสารมาขอเชื่อมสัมพันธไมตรีมากมาย นับเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของวิมายปุระโดยแท้

“พระอนุชา … พระอนุชาพะย่ะค่ะ เชิญเสด็จเถิด” เสียงตะโกนโหวกเหวกของขุนพลสัตตดังลั่นตำหนักหลวงขององค์ฟูนัน ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งกระหืดกระหอบตามเข้ามา

“เสียงดังโวยวายมิรู้ความ ประเดี๋ยวเหอะ จะส่งไปตะโกนบนกำแพงเมือง” เจ้าชายวิรุณห์ทรงเอ็ด

“เหว๋ย เหว๋ย ตะโกนลั่นตำหนักข้า จะพาน้องข้าไปซนที่ใดอีกสัตตเอ๋ย” องค์ฟูนันทรงเย้า

“มิได้พะย่ะค่ะ แต่บัดนี้พระราชชายาเวฬากำลังจะมีพระประสูติกาลพะย่ะค่ะ”

ได้ยินเพียงเท่านี้สองพี่น้องก็ไม่รอฟังต่อกระเด้งตัวลุกจากตั่งที่นั่งสนทนากันอยู่มุ่งตรงไปยังตำหนักของเจ้าชายวิรุณห์ทันที

“เมียข้าเป็นอย่างไรบ้างนม” ทั้งสององค์ตรงไปถามนางนมที่บัดนี้นั่งเคี้ยวหมากรออย่าสงบอยู่หน้าห้องบรรมทม เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังออกมาจากภายในห้องเป็นระยะ “เหตุใดเสียงนางดูเจ็บปวดเยี่ยงนั้นเล่า”

“ประทับรอตรงนี้เถิดเพคะ พระชายาเวฬามิเป็นอันใดดอก ประเดี๋ยวก็คลอดแล้ว” นางนมตอบ

“แล้วเจ้ามาอยู่นี่กับเขาด้วยฤๅ” องค์ฟูนันตรัสถามพระชายาเมญาที่บัดนี้ท้องนูนออกมามากแล้วเช่นกัน

“มาคุยกับพี่หญิงเวฬาเพคะ แต่จู่ๆ นางก็ปวดท้องคลอดขึ้นมาหม่อมฉันเลยนั่งลุ้นกับเขาไปด้วย”

“ดี..ดี ดูเอาไว้ ตอนเจ้าคลอดเองจะได้ทำตัวถูก” เสียงเอ่ยเย้าพระชายาทำเอาทุกคนยิ้มได้

“พระชายามีพระประสูติกาลแล้ว” เสียงร้องบอกดังมาจากภายในห้อง ตามด้วยเสียงเด็กร้องไห้จ้า

“เหว๋ย เหว๋ย หลานข้าร้องเสียงดังดีแท้หนอ” องค์ฟูนันที่ดูจะตื่นเต้นไม่แพ้ผู้เป็นพ่อเอ่ยอย่างยินดี

ประตูห้องเปิดออก พราหมณ์เฒ่าอุ้มทารกน้อยที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้าฝ้ายสีแดงเนื้อนุ่มปักลายดอกพุดซ้อนออกมาให้ผู้เป็นพ่อได้ยลโฉม “พระโอรสพะย่ะค่ะ” เจ้าชายวิรุณห์รับตัวบุตรชายมาอุ้มไว้อย่างเก้ๆ กังๆ เจ้าตัวน้อยร้องลั่นอยู่ในอ้อมกอดพระบิดา ทรงจุมพิตลงบนหน้าผาก “เติบโตเป็นคนดีนะเจ้า” ทรงอวยพร

“ไหนๆ ขอลุงดูหน่อยสิ หล่อเหลาเหมือนลุงหรือไม่” องค์ฟูนันชะโงกมาดู

“จะเหมือนเจ้าได้อย่างไร ต้องเหมือนข้าสิ” น้องชายเถียง “นี่ๆ เจ้าดูนี่ก่อน แขนขาแข็งแรงเหมือนข้า มิผอมแห้งแรงน้อยเช่นเจ้าหรอก” น้องชายเถียง

“เจ้าดูก่อนหางตายกสูง ฉลาดเฉลียวได้ข้าแน่ๆ” ผู้เป็นลุงยังคงอยากมีส่วนร่วม

“มิต้องเถียงกันพะย่ะค่ะ พระโอรสน้อยมีสองพระองค์ แบ่งกันชื่นชมเถิดพะย่ะค่ะ” พราหมณ์เฒ่าอุ้มทารกน้อยอีกองค์มาส่งให้องค์ฟูนันรับไป

“ฝาแฝด ข้ามีหลานชายฝาแฝด ฉลอง... งานนี้ต้องฉลอง” เสียงหัวเราะดังลั่นเรือน

เจ้าชายวิรุณห์นำพระโอรสน้อยไปส่งให้นางนมก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนที่ถูกทำเป็นห้องประสูติของพระโอรสน้อยทั้งสอง พระชายาเวฬานอนหมดเรี่ยงแรงอยู่บนพระที่โดยมีนารีคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้อยู่

“เป็นอย่างไรบ้าง” ทรงเข้าไปหากุมมือเวฬาไว้แล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม

“ลูกชายเราเหมือนท่านเลยวิรุณห์” เสียงเอ่ยแผ่วเบา

“ใช่ เจ้าให้ของขวัญอันประเสริฐแก่ข้าเป็นบุตรชายถึงสองคน ขอบน้ำใจเจ้ายิ่งแล้ว พักผ่อนก่อนเถิดเจ้าเหนื่อยมากแล้วหนา” ทรงก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเวฬา ก่อนที่เจ้าตัวจะผลอยหลับไปด้วยความเพลีย

ธาตรีทั้งสี่ถูกคัดสรรมาจากทั่วทั้งอาณาจักรเพื่อมาช่วยเวฬาเลี้ยงดูพระโอรสทั้งสองพระองค์ โดยผู้คัดเลือกก็มิใช่ใครที่ไหน นางนมเป็นผู้ลงมือคัดเลือกด้วยตัวเอง แต่กระนั้นเวฬาก็ยังยืนยันว่าจะให้นมโอรสทั้งสองด้วยตัวเอง

ตำหนักน้อยถูกปลูกขึ้นใหม่อยู่ข้างๆ ตำหนักเดิมของเจ้าชายวิรุณห์และมีทางเดินเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลและเป็นสัดเป็นส่วน เช่นเดียวกันกับตำหนักพระมหาอุปราชรชต ที่เจ้าชายวิรุณห์ยืนยันว่ามิให้กลับไปอยู่เพียงองค์เดียวให้ปลูกตำหนักใหม่ติดกันและทำทางเดินเชื่อมกันโดยมีตำหนักของเจ้าชายวิรุณห์เป็นตำหนักประธาน นับได้ว่าเป็นเรือนหมู่หลังแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในวิมายปุระ

งานฉลองถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งและยาวนาน และครั้งนี้นับเป็นข่าวดีที่ทุกเมืองต่างส่งของบรรณาการมาถวายแด่เจ้าชายน้อยทั้งสองพระองค์มิขาดจนล่วงเข้าวันที่เจ็ด

“สิ่งของมากมายถูกส่งมาให้จนแทบจะมิมีที่เก็บแล้วเพคะ” เวฬาบ่นขณะที่กำลังให้นมเจ้าชายน้อย

“ก็ยกให้ฟูนันเอาไปจัดการ เจ้าอย่ากังวลเลย หลับสบายเชียวลูกข้า” ทรงประทับเอนข้างๆ เจ้าชายน้อยอีกองค์ที่นอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงข้างๆ มารดา “ให้ธาตรีดูแลลูกแทนเจ้าบ้างก็ได้หนา” ทรงเอ่ยยิ้มๆ จับปอยผมที่รุ่งลงมาขึ้นไปทัดหูให้อย่างอ่อนโยน

“เวเลี้ยงไหวเพคะ เจ้าแฝดเลี้ยงง่าย ไม่งอแงเลย” เจ้าคนงามตอบยิ้มๆ

“ลูกไม่งอแง ข้านี่แหละที่จะงอแง ข้ามิได้กอดเจ้ามานานเพียงใดแล้วหนอ” เจ้าชายวิรุณห์ส่งตาหวานเยิ้มไปให้

“มิต้องมาส่งสายตาเจ้าชู้ให้เวเลย ไม่ได้ผลแล้วเพคะ” เจ้าตัวตอบยิ้มๆ เจอสายตาแบบนี้บ่อยๆ ก็เริ่มชินจนรู้ทันคนตรงหน้าแล้วจึงมิเขินอายอีกต่อไป

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก่อนนารีจะคลานเข้ามากราบ “ท่านอรชุนมาขอเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์เพคะ”

“ให้เข้ามา” ทรงเอ่ยอนุญาต ร่างสูงที่รออยู่ก่อนแล้วเมื่อได้ยินรับสั่งอนุญาตก็เดินเข้ามาทันที

“ท่านพี่ พระชายา ไหนหลานชายข้าอยู่ที่ใด มาให้อารับขวัญหน่อยเถิด” อรชุนทักทายพอเป็นพิธีแล้วจึงเดินตรงไปยังพระที่ชะโงกหน้ามองเจ้าชายน้อยๆ ที่กำลังหลับสบาย “หลับสบายจริง แสดงว่ามารดาเจ้าเลี้ยงดีสิท่า” คุยกับหลานแต่ก็ขอพาดพิงพี่สะใภ้จอมซนสักหน่อยเถิด

“น้ำนมออกดีฤๅไม่” อรชุนหันมาถามเวฬา

“ไม่มากท่านอรชุน แทบมิพอให้หนุ่มน้อยทั้งสองของข้าอิ่มท้อง” เวฬาตอบตามตรง ดีที่มีธาตรีคอยช่วยมิเช่นนั้นเธอคงแย่

“ข้าก็ว่างั้น ท้องสาว ท้องแรกน้ำนมสตรีส่วนใหญ่จะมีมิค่อยมาก ข้าจึงเดินทางมาด้วยตัวเอง นำยาบำรุงน้ำนมสำรับนี้มาให้เจ้าโดยเฉพาะพี่สาวข้า” อรชุนยื่นกล่องงาช้างสลักลายบรรจุยาบำรุงน้ำนมไว้ให้ “และว่าจะขอยืมตัวสามีท่านสักหลายๆ วัน หากท่านจะมิว่ากระไร”

“มีเรื่องอันใดฤๅ” เจ้าชายวิรุณห์ถาม ปัญหาภายในของทมิฬเองก็จบลงด้วยดี ทหารที่เขาทิ้งไว้ให้จำนวนห้าร้อยกลับมายังค่ายเรียบร้อยแล้วและรายงานทุกอย่างจนครบถ้วน อรชุนเองก็ขึ้นเป็นเจ้าเมืองทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีแล้วนี่

“ข้าว่าจะชวนท่านล่องลงไปทางใต้เพื่อเยือนแคว้นมูลเทศะสักครา คนของข้าว่าพักนี้มูลเทศะเริ่มมีคนแปลกหน้ามามากขึ้นล้วนเป็นพวกโพกผ้าเยี่ยงแขกขาวดูพิกล” อรชุนรายงานตามตรง

“ไปหาฟูนันกันเถิด เจ้าด้วยไปด้วยกัน” ทรงเอ่ยชวนเวฬา “ธาตรี มาดูลูกข้าที” เอ่ยเรียกธาตรีเข้ามาแล้วทั้งสิ้นจึงไปยังตำหนักหลวงโดยพร้อมเพรียงกัน

เรื่องราวถูกบอกเล่าถวายอีกครั้งถึงการเพิ่มจำนวนของแขกโพกผ้า และชาวจีนโพ้นทะเล ทำให้ความมั่นคงของแคว้นมูลเทศะน่าสงสัยขึ้นทุกที จำเป็นต้องอาศัยทัพหลวงเพื่อเข้าไปจัดระเบียบและตรวจตราความเรียบร้อยของแค้วนอันเป็นเมืองขึ้นและเป็นเมืองท่าสำคัญ

“ข้าไปเอง” องค์ฟูนันกล่าว

“มิได้พะย่ะค่ะ” น้องชายทั้งสองเอ่ยค้านพร้อมกัน

“ลูกเจ้าเพิ่งคลอด ส่วนเจ้าก็รู้จักแต่หม้อยา จะให้ไปจัดการความเรียบร้อยประการได้ได้เล่า” ทรงเอ่ย

“พระราชชายาเมญาก็กำลังจะมีพระประสูติกาลในอีกไม่นาน หากฝ่าบาทเสด็จเองแล้วกลับมาไม่ทัน นางจะเป็นกังวลใจและส่งผลต่อหน่อเนื้อในพระครรภ์ได้นะพะย่ะค่ะ” อรชุนแย้ง

“มูลเทศะ เป็นแค้วนเมืองท่าที่สำคัญจริง แต่ก็เป็นเพียงแคว้นเล็กๆ มิได้ใหญ่โตอันใด มิจำเป็นต้องเสด็จไปจัดการด้วยองค์เองหรอก หากกระหม่อเสนอให้เวธางค์ไปจัดการเล่า ทรงมีความคิดเห็นอย่างไรพี่ข้า” เจ้าชายวิรุณห์เสนอ

“ดี ...ดี จัดการตามนั้นได้เลย ข้าอนุญาต และหากมีสิ่งใดทางโน้นที่ผิดปกติข้าให้สิทธิ์เวธางค์เต็มที่ในการจัดการตามที่เขาเห็นสมควรได้เลย”

เย็นวันนั้นเวธางคืมาขอเข้าเฝ้าพระชายาเมญาเป็นการส่วนตัว

“มีเรื่องอันใดฤๅท่านเวธางค์” เวฬาเอ่ยถาม

“กระหม่อมต้องเดินทางไกล และมิรู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมายังวิมายปุระอีก จึงอยากจะขอพระราชทานนางกำนัลนารีเพื่อตกแต่งยกย่องให้เป็นภรรยาเพื่อร่วมเดินทางไปด้วยกันพะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์เอ่ยเสียงดังฟังชัด จนเจ้าตัวคนถูกสู่ขอนั่งอายตัวแดงอยู่แทบเท้าพระชายาเวฬานั่นเอง “โปรดอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาทมาเอ่ยขอด้วยตนเอง แต่ด้วยกระหม่อมเป็นเด็กกำพร้ามิมีผู้ใหญ่ในครอบครัวเหลืออยู่แล้ว จึงต้องบังอาจมาด้วยตนเองพะย่ะค่ะ”

“ใครว่าท่านมิมีผู้ใหญ่ในครอบครัวแล้วท่านเวธางค์” เวฬาเอ่ยยิ้ม ขุนพลเวธางค์เงยหน้ามองพระชายาอย่างงงๆ “โน่น เจ้านายของท่านเอ่ยขอนารีกับเราให้ท่านนานแล้ว รอแต่เพียงท่านพร้อมที่จะรับคนของเราไปดูแลเท่านั้นเอง” เวฬาพยักหน้าไปยังสามีที่นั่งอมยิ้มเล่นกับลูกชายทั้งสองอยู่ไม่ไกล “แล้วนารีเล่าว่าอย่างไร ยินดีไปกับท่านเวธางค์หรือไม่” แม้จะแน่ใจว่าทั้งคู่มีใจให้แก่กัน แต่ก็ต้องถามความสมัครใจก่อนล่ะนะ

“หม่อมฉันยินดีเพคะ” เสียงเฮลั่นตำหนักบ่งบอกว่าคำตอบรับนั้นได้ยินกันจนทั่ว และสหายทหารกล้าทั้งหลายที่แอบฟังแอบลุ้นอยู่ต่างยินดีเป็นที่สุดที่สหายรักจะมีเมียกับเขาสักที

“ไปบอกพวกมันเบาเสียงลงเลย ลูกข้าตกใจจนขวัญหายแล้วหนา หากยังเสียงดังอีกข้าจะไม้ให้เมียข้ายกนางกำนันนารีให้เจ้าเป็นแน่” พระโอรสทั้งสองตกใจเสียงเฮของเหล่าทหารจนร้องไห้จ้า ทำเอาคุณพ่อมือใหม่ต้องลุกมาชี้หน้าคาดโทษเหล่าทหารด้วยบทลงโทษที่น่าขบขันที่สุดเท่าที่เหล่าทหารเคยได้ยินมา แต่ก็พร้อมใจกันเบาเสียงลงตามรับสั่ง

“พวกท่านไปเตรียมตัวเดินทางเถิด ส่วนนารีคืนนี้ให้อยู่กับเราให้หายคิดถึงก่อน วันพรุ่งตอนออกเดินทางค่อยมารับกันไป” เวฬาบอกกับขุนพลเวธางค์

เธอออกจะใจหายไม่น้อย นางกำนัลคนสนิทของเธอทั้งสองต่างออกเรือนกันไปหมด คนหนึ่งมีวาสนาได้เป็นถึงพระราชชายา และหากบุตรในครรภ์เป็นโอรสคงมิแคล้วได้เป็นถึงมหาเทวี ส่วนอีกคนตำแหน่งภรรยาขุนพลเอกก็ไม่น้อยหน้าผู้ใดแล้วช่างน่ายินดีจริงๆ ตัวเธอเองก็มีสามีที่ดี และมีลูกชายที่น่ารักน่าชังถึงสองคนก็นับว่าโชคดีที่สุดแล้ว คงไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วนับจากนี้ 

 

ความคิดเห็น