แนะนำติชมด้วยนะคะ

ตอนที่ 11 … กลับบ้าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 … กลับบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 119

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2563 17:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 … กลับบ้าน
แบบอักษร

ตอนที่ 11 … กลับบ้าน 

ม้าศึกตัวพ่วงพีวิ่งตรงมายังค่ายทหารอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบผ่านต้นตะแบกคู่มุ่งตรงสู่เรือนที่ประทับของพระมหาอุปราชก่อนจะหยุดลงตรงหน้าเรือน ขุนพลภานุลงจากหลังม้าคุกเข่าลงตรงหน้าเรือนกราบบังคมทูลด้วยเสียงอันดัง

“กระหม่อมขุนพลภานุขอพระทานพระอนุญาตนำถวายราชสารกราบทูลเชิญสมเด็จพระมหาอุปราชนิวัติยังปราสาทหลวงพะย่ะค่ะ”

นางนมเป็นผู้เดินออกมาเป็นคนแรก “ท่านว่าอย่างไรนะท่านภานุ” นางนมถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“สมเด็จพระอนุชาวิรุณห์ทรงชนะการศึก และได้กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาทฟูนันขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์แห่งวิมายปุระเป็นที่เรียบร้อยแล้วขอรับ บัดนี้ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จล่วงหน้ากลับเข้าไปยังปราสาทหลวงเพื่อจัดการสะสางเหตุที่พวกกบฏได้ก่อไว้จนสิ้น บ้านเมืองกลับคืนความสงบสุขแล้ว จึงได้ส่งราชสารสำคัญนี้มากราบทูลเชิญสมเด็จพระมหาอุปราชและพระราชชายาในสมเด็จพระอนุชาวิรุณห์ให้นิวัติคืนยังปราสาทหลวงพะย่ะค่ะ”

เรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังล้วนสร้างความปิติยินดีอย่างท่วมท้นต่อทุกผู้ทุกคนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกเก็บรวบรวมอย่างรวดเร็วโดยเก็บไปเฉพาะข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเท่านั้น ทหารทุกนายในค่ายได้รับคำสั่งให้กลับเข้าพระนครโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนคนเจ็บหากกลับไปได้ให้พากลับ หากอาการยังไม่ดีไม่สะดวกเคลื่อนย้ายให้คงอยู่เพื่อรักษาตัวก่อนโดยจัดคนดูแลให้ทั่วถึงอย่าให้ลำบาก

ตกบ่ายพระยานมาศ ทําด้วยไม้สักปิดทอง มีคานหามคู่สําหรับประทับราบและมีพนักพิง มีคนหามแปดคนจำนวนสองลำพร้อมขบวนทหารอารักขาก็มาเทียบหน้าเรือนที่ประทับ ขุนพลภานุและทหารอีกสามนายเป็นผู้อัญเชิญสมเด็จพระมหาอุปราชขึ้นประทับ ณ พระยานมาศลำแรก ส่วนนางนมประคองพระราชชายาเวฬาขึ้นประทับณ พระยานมาศลำที่สอง

“ไม่เห็นต้องวุ่นวายเลยนมจ๋า เวเดินไปกับนมก็ได้นี่” เจ้าตัวงอแงด้วยว่าไม่ชินกับการถูกปฏิบัติอย่างยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างแบบนี้มาก่อนเลยรู้สึกเขิน

“เดินได้อย่างไรเพคะ หนทางกลับปราสาทหลวงมิใช่ใกล้แถมยังทรงพระครรภ์อยู่ด้วย ขึ้นประทับเถิดเพคะ” นามนมบอก

“แล้วนมจะไปยังไง ทางออกจะไกล” เวฬายังห่วง

“มิต้องทรงเป็นกังวลพระทัย กระหม่อมจัดเกวียนเทียมม้าไว้ให้นางนมแล้วพะย่ะค่ะ” นายทหารอีกคนตอบ

เมื่อทางกองทัพหลวงเอาชนะข้าศึกและทำการปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากลูกธนูของเจ้าชายวิรุณห์จนพระอาการปลอดภัยดีแล้วเจ้าชายฟูนันซึ่งได้รับสถาปณาเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แห่งวิมาปุระจึงมีรับสั่งให้เคลื่อนทัพไปยังปราสาทหลวงเลยโดยไม่ย้อนกลับไปยังค่ายทหารอีก ประทับบนหลังอาชาศึกตัวหนึ่งและมีพระอนุชาที่ทรงอดทนกับความเจ็บปวดจากบาดแผลประทับบนหลังเจ้าเปียกปูนเสด็จนำกองทัพเข้าเมืองไปพร้อมกัน

เมื่อชาวเมืองเห็นทั้งสองพระองค์เสด็จเคียงคู่กันเข้าเมืองมาก็โห่ร้องสรรเสริญกึกก้อง บ้างก้มลงกราบบนพื้นทั้งน้ำตานองหน้า บ้างถวายบังโคมแหงนเงยจนสุดตัว ต่างเต็มไปด้วยความปิติยินดียิ่งที่เจ้าชายรัชทายอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งทรงปลอดภัยดี แถมยังจัดการปราบปรามพวกกบฏที่เอาแต่รีดไถข่มเหงจนสิ้น

เมื่อถึงยังปราสาทหลวงองค์ฟูนันก็ทรงมีรับสั่งว่าให้กำจัดขุนนางผู้ที่ร่วมมือกับกบฏให้สิ้นโดยให้ประหารและริบทรัพย์เข้าหลวง ส่วนบ่าวไพร่บริวารในเรือนผู้ใดที่กลับใจให้เว้นโทษตายแต่ยังคงโทษเป็นไว้โดยจะต้องใช้แรงงานในการฟื้นฟูบ้านเมืองต่อไป ภายในปราสาทหลวงเองก็ถูกชำระทำความสะอาดเป็นการใหญ่ ทรัพย์สมบัติใดๆ ที่ถูกโยกย้ายก็จะนำกลับไปคืนยังที่เดิม ห้องหับตำหนักใดที่ถูกปิดก็สั่งการให้เปิดใหม่ ผู้ใดถูกขังก็สั่งปล่อย ปราสาทหลวงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เจ้าชายวิรุณห์ได้รับการสถาปณาขึ้นเป็นสมเด็จพระอนุชาและรัชทายาทโดยให้ระงับพิธีการทั้งสิ้นไปก่อนจนกว่าบ้านเมืองจะฟื้นฟูดีและประชาชนไม่อดอยากแล้ว และจนกว่าพระวรกายจะแข็งแรงดีขึ้นด้วย

“สัตตเจ้าบอกข้าทีนั่นใช่นายข้าที่ต้องธนูศัตรูจนสิ้นสติหรือไม่” เวธางค์ถามอย่าทึ่งๆ ที่เห็นเจ้าชายวิรุณ์ตื่นมาแต่เช้าลุกขึ้นมาสั่งการให้ซ่อมแซมตำหนักตนในสวนที่ถูกเผาทำลายโดยหากว่าไม่มีผ้าพันแผลที่พันไว้จะไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าทรงบาดเจ็บอยู่ จวบจนบ่ายคล้อยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก

“เป็นนายเราแน่แท้เวธางค์เอ๋ย แต่เป็นฝ่าบาทภาคเทวดาอวตาลหนา ดูนั่นสิยิ้มไม่หุบเลยสั่งสร้างโน่นเติมนี่วุ่นวายไปหมด” ขุนพลสัตตกล่าวยิ้มๆ ด้วยความที่อยู่ใกล้ๆ ในตอนนั้นพอดีจึงได้ยินเรื่องที่องค์ฟูนันตรัสว่าพระราชชายาทรงพระครรภ์ เรื่องนี้ยังมิได้ประกาศจึงมีคนรู้แต่น้อย แต่กระนั้นคนที่กำลังจะได้เป็นบิดาก็ทรงตื่นเต้นจนลืมเจ็บ ลุกมาสั่งปรับปรุงตำหนักแต่เช้าตรู่ทำเอาวุ่นวายกันไปทั่ว

“พวกเจ้ายืนเฉยอยู่ทำไม มาช่วยข้าคิดว่ายังขาดเหลือสิ่งใดอีก” ทรงหันมาหาสองสหายขุนพล

“ฝ่าบาทพระทัยเย็นลงสักหน่อยเถิดพะย่ะค่ะ ยังมิรู้เลยว่าหน่อเนื้อในพระครรภ์นั้นเป็นโอรสหรือธิดา จะจัดเตรียมสิ่งใดวุ่นวายไปก่อนเล่า”

“จะชายหรือหญิงก็ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมลูกข้าทั้งคน”

“รอผู้รู้มาถึงก่อนก็มิสายนี่พะย่ะค่ะ” เวธางค์เอ่ยเนือยๆ เริ่มอ่อนใจกับว่าที่คุณพ่อ

“ใครกัน” ทรงหันมาถาม

“ก็พระมหาอุปราชกับนางนมไงพะย่ะค่ะ ทั้งสองจะให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดีว่าเราต้องตระเตรียมสิ่งใดบ้าง แต่ตอนนี้ต้องทรงอยู่นิ่งๆ พักผ่อนบ้าง เกิดแผลปริแล้วพระโลหิตออกมาอีกพวกกระหม่อมคงมิพ้นโดนหวายนะพะย่ะค่ะ” ขุนพลลสัตตเตือน

“ส่งคนไปรับแล้วฤๅ”

“ส่งไปตั้งแต่เช้าแล้วพะย่ะค่ะ น่าจะมาถึงก่อนตะวันตกดิน”

“เช่นนั้นไปรอรับกันเถิด” โดยไม่รอคำตอบเช่นเคยหันหลังกลับเดินไปยังตำหนักเดิมของเจ้าชายฟูนันทันที

“เหว๋ย เหว๋ย อ้ายคนเห่อลูกมาหาข้าได้แล้วฤๅ” องค์ฟูนันตะโกนเย้าลั่นตำหนักเมื่อเห็นน้องชายเดินเข้ามา “หยุดเลยๆ มิต้องเอาพิธีรีตองอันใดมาด้วยเลย” ทรงสั่งระงับเมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจะก้มกราบตามขนบธรรมเนียม

“เจ้านี่หนา เป็นกษัตริย์แล้วยังจะทำทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นๆ ได้เช่นไร” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยไม่จริงจังนักประทับนั่งลงข้างพี่ชาย

“เราผ่านเรื่องร้ายๆ มามากแล้ว เหตุใดเราต้องทำทุกอย่างให้มากความอีกเล่า มีความสุขเถิดน้องรัก เจ้าสมควรจะมีความสุขกับชีวิตได้แล้ว” องค์ฟูนันยื่นจอกสุราให้ แต่เปลี่ยนใจดึงกลับเมื่อนึกได้ว่าน้องชายยังบาดเจ็บ “ลืมไปเจ้าดื่มมิได้ พวกเจ้าหาน้ำชามาให้น้องข้าที”

“ข้ามีความสุขที่เห็นเจ้ามีความสุข” ทรงเอนกายพิงหมอนอิงอย่างผ่อนคลายรับพระสุธรสชาจากนางกำนันขึ้นจิบ

“วันพรุ่งข้าจะสั่งให้คนลงงมสระบัวนำพระศพเสด็จพ่อเสด็จแม่ขึ้นมาทำพิธี ท่านคิดเห็นประการใดสัตต” แม้ใจจะอยากลงไปนำพระศพที่ถูกพวกกบฏลอบสังหารในยามที่กำลังหลับแล้วนำพระศพใส่หีบถ่วงน้ำไว้ในสระบัว ขึ้นมาซะบัดนี้แต่ก็ยังคงมีเรื่องของพิธีการฤกษ์ยามและข้อปฏิบัติอีกมากมายที่ต้องปฏิบัติตามคงไม้พ้นเจ้ากรมพิธีการอย่างขุนพลสัตตดอกที่ต้องเป็นผู้กำหนด

“ย่อมได้พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะให้คนตั้งปะรำพิธีตั้งแต่คืนนี้ วันพรุ่งเมื่อแสงแรกของตะวันกระทบผืนน้ำจึงให้คนลงไปงมหาให้ทั่วพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตรับคำแล้วออกไปเตรียมการทันที

“อย่าดื่มมากไปนัก เจ้าเพิ่งฟื้นประเดี๋ยวจะป่วยไข้อีก” ทรงปรามเมื่อเห็นพี่ชายเริ่มดื่มมากขึ้น

“ข้ารู้จะระวังตัวมิยอมล้มหมอนนอนเสื่ออีกดอก เมียเจ้าดุจะตาย ว่าแต่เจ้าระวังตัวไว้เถอะวิรุณห์เอ๋ย รอให้นางรู้ก่อนว่าเจ้าบาดเจ็บ ข้านึกภาพตอนนางไล่ตีเจ้าออกเลยล่ะ” สองพี่น้องนึกภาพตามแล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข

“ขบวนเสด็จของพระมหาอุปราชมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ” ทหารวังเข้ามารายงาน ทั้งคู่ลุกขึ้นพร้อมกันเดินออกมายังหน้าปราสาทหลวงเพื่อต้อนรับครอบครัวกลับบ้าน

“ประเดี๋ยวก่อนวิรุณห์ เอานี่ไป” ทรงยื่นผ้าคลุมบ่าให้น้องชาย “ประเดี๋ยวน้องสาวข้าจะตกใจ”

“เสด็จอา การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง” เจ้าชายฟูนันเดินตรงเข้าไปทักทายสอบถามเมื่อขบวนเสด็จมาถึงและทหารวางพระยานมาศลงกับพื้นแล้ว

“อาสบายดี เจ้าปลอดภัยใช่ไหม” ประมหาอุปราชทรงใช้สายพระเนตรสำรวจตรวจตราไปจนทั่วพระวรกายของหลานชาย

“ประเดี๋ยวได้มีคนน้อยใจเป็นแน่เสด็จอา คนที่ปกป้องบ้านเมืองจนตัวต้องคมธนูศัตรูบาดเจ็บยืนอยู่โน่น น้องชายข้าพิสูจน์ความภักดีของตนถึงเพียงนี้แล้ว ท่านโปรดลืมคำทำนายคร่ำครึนั่นแล้วเอ็นดูเขาสักแต่เพียงน้อยเถิด” องค์ฟูนันทรงก้มลงกระซิบบอกพระมหาอุปราชใกล้ๆ แล้วถอยออกให้พ่อลูกได้พูดคุยกัน

“วิรุณห์เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ทรงถามยกพระกรขึ้นหา เจ้าชายวิรุณห์รีบเดินเข้ามาจับพระหัตถ์ไว้แน่น

“ลูกปลอดภัยดีพะย่ะค่ะ เสด็จพ่ออย่าได้ทรงเป็นกังวล”

“แผลนั่น...” ทรงมองไปยังผ้าพันแผลที่โพล่พ้นผ้าคลุมไหล่ออกมา

“แผลเล็กน้อยเท่านั้น อีกวันสองวันก็หายแล้ว ลูกมิเป็นไรจริงๆ พะย่ะค่ะ” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยยิ้มๆ

“พ่อช่วยอันใดเจ้ามิได้เลย พ่อช่างเป็นพ่อที่แย่นัก” น้ำใสๆ คลอพระเนตรปริ่มจะหยดอยู่รอมร่อ

“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น อันที่จริงลูกมีเรื่องรอขอความช่วยเหลือจากเสด็จพ่ออยู่พะย่ะค่ะ”

“เรื่องอันใด บอกพ่อมาพ่อจะช่วยเจ้าทุกอย่าง” พระมหาอุปราชทรงกระตือตือร้นตอบ

“เรื่องสร้างตำหนักใหม่รอรับหลานของพระองค์อย่างไรเล่า กระหม่อมมิรู้จริงๆ ว่าต้องตระเตรียมสิ่งใดบ้าง คงต้องขอให้เป็นธุระของเสด็จพ่อช่วยตระเตรียมให้แล้วพะย่ะค่ะ” คำร้องขอช่างถูกใจนัก พระมหาอุปราชยิ้มร่ารับปากเป็นมั่นเหมาะ

“ได้สิ ได้ พ่อจะจัดเตรียมให้พร้อมเชียว โน่นนางอยู่โน่นเร่งไปรับขวัญเมียกับลูกเจ้าเถิด”

เจ้าชายวิรุณห์ปล่อยพระหัตถ์พระบิดาแล้วเดินไปหาพระราชชายาเวฬาที่ตอนนี้ลงจากพระยานมาศมานั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างๆ นางนมแล้ว

“นม การเดินทางเรียบร้อยดีฤๅ” ทรงเลือกทักทายถามไถ่นางนมก่อน เจ้าคนงามเงยหน้ามามองอมยิ้มเจ้าเล่ส่งมาให้ประหนึ่งกุมความลับสำคัญอยู่

“เรียบร้อยดีมังคะ” นางนมตอบยิ้มๆ

“ดีแล้ว วานนมเป็นธุระเรื่องเสด็จพ่อทีหนา แล้วเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” ฝากฝังเรื่องพระบิดากับคนที่ไว้ใจได้แล้ว ก็หันมาถามไถ่เจ้าคนงามต่อ

“เมื่อยเพคะ นั่งเกร็งมาตลอดทาง ไม่สบายเท่าตอนอยู่บนหลังเจ้าเปียกปูนเลยเพคะ” เวฬาตอยยิ้มๆ เจ้าชายวิรุณห์เข้าใจความหมายดีว่าเจ้าคนงามหมายถึงตอนที่ออกจากเมืองไปครั้งล่าสุดที่ทรงหลอกพานางขึ้นขี่เจ้าเปียกปูนออกไปด้วยกันโดยไม่ยอมหาม้าตัวอื่นให้

“มาเถอะ ข้าจะพาไปพักผ่อน” ทรงประคองเวฬาให้ลุกขึ้นยืนแล้วพาเดินออกจากขบวนทันที เวฬาหันมององค์ฟูนันเกรงว่าจะเสียมารยาทยังไม่ได้ทักทายกันเลย แต่เหมือนว่าคนเป็นพี่จะเข้าใจน้องชายดีเลยโบกมือไล่เธอแทน ไม่สนใจพิธีหรือมารยาทใดๆ ทั้งสิ้นแถมหัวเราะร่าถูกใจเสียอีก

“ขอต้อนรับกลับบ้าน” เจ้าชายวิรุณห์พาเวฬากลับมายังตำหนักเดิมของตนที่บัดนี้ถูกซ่อมแซมจนสามารถอยู่อาศัยได้แล้ว แต่ก็มิได้งดงามอย่างวันเก่าเพราะตัวตำหนักถูกทุบและเผาทำลายไปบางส่วน แต่ก็นับว่ายังคงความเป็นตำหนักของเจ้าชายวิรุณห์ไว้ได้เกือบสมบูรณ์

“รอหน่อยหนา ข้าจะซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมในเร็ววัน” ทรงตอบเมื่อเห็นเวฬานิ่งมอง

“ค่อยๆ ซ่อมแซมไปเพคะ เท่านี้ก็นับว่าอยู่สบายมากแล้วหากเทียบกับที่ต้องอยู่ในป่ามานับเดือน”

“เจ้าคงลำบากมาก ข้าขอโทษ” ทรงเอ่ยขอโทษด้วยพระพักต์เศร้า

“ไม่ลำบากเลยเพคะ หม่อมฉันอยู่ได้ทุกที่ที่มีฝ่าบาทอยู่ด้วย” เจ้าคนงามยกมือขึ้นลูบพระพักต์ปลอบพระทัย ช่างคิดมากจริงหนอคุณพ่อ

“ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไป” ตรัสแล้วก็ทรงประทับจุมพิตแนบลงแทนคำสัญญา และได้รับการตอบรับเช่นเดียวกันกลับมา เวฬาเลื่อนแขนลงมาโอบรอบพระศอและป่ายปัดไปทั่วตามแรงเสน่ห์หาที่กำลังพัดโหม

“อ๊ะ” มือหญิงสาวเลื่อนไปโดยแผลที่ต้องคมธนูจนเจ้าชายวิรุณห์เผลอสะดุ้งจากอาการเจ็บ เจ้าคนงามหยุดทุกกิจกรรมที่ทำอยู่เงยหน้าขึ้นมองแล้วดึงผ้าพาดคลุมไหล่ออกทันที

“ฝ่าบาท” เมื่อเห็นผ้าพันแผลที่เปรอะเปื้อนและมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยก็ตกใจอุทานลั่น “โดนอะไรมาเพคะเหตุใดจึงปล่อยให้ผ้าพันแผลสกปรกเยี่ยงนี้”

“แผลเล็กน้อยเท่านั้นเอง เมื่อเช้าผ้าก็สะอาดดีอยู่ แต่มัวแต่ซ่อมตำหนักนี้รอเจ้าทั้งวันเลยมอมแมมไปหน่อย” ทรงตอบยิ้มๆ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ อันใด

“บาดเจ็บอยู่เหตุใดจึงซ่อมเอง พวกทหารและบ่าวมากมายมากเรียกใช้สิเพคะ” พูดจบก็จูงมือสามีลงไปยังห้องสรงน้ำทันทีโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ขัดขืน

“ข้าซ่อมบ้านรอการกลับมาของลูกเมียผิดที่ใดเล่า” ทรงตอยเสียงนุ่มหลังจากที่ประทับนั่งลงบนพื้นห้องสรงน้ำข้างสระอาบ เวฬาที่กำลังวุ่นวายหาผ้าพันแผลและอุปกรณ์ที่พอจะเมามาล้างทำความสะอาดแผลให้ชะงักมือทันที

“ทรงทราบแล้ว”

“ตอนโดนธนูยิงฟูนันสั่งข้าห้ามตาย ต้องกลับมาหาลูกเมีย” ทรงเล่าพลางชี้มือไปยังเครื่องสมุนไพรและอุปกรณ์ทำแผลที่ทหารจัดเตียมไว้ให้บนตั่งตัวหนึ่ง เวฬาหยิบมาทั้งชุดแล้วเดินมาหา “แผลเล็กเท่านี้ไกลหัวใจนัก พรากข้าจากลูกเมียมิได้ดอก” ทรงตอบเชยคางเจ้าคนงามขึ้นมาให้สบตา ใบหน้างามบัดนี้นองไปด้วยน้ำตา เธอกลัวจับใจหากมิทรงมีโอกาสได้กลับมาเล่า เธอกับลูกจะอยู่อย่างไร “อย่าร้องไห้เลยเจ้าเอ๋ย สามีเจ้าผู้นี้เป็นนักรบมีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองและองค์กษัตริย์ แต่ข้าก็มิลืมหน้าที่ของสามีที่ต้องกลับมาหาเมียรักดอกหนา” ทรงก้มลงกระซิบแล้วพรมจูบซับน้ำตาให้เจ้าคนงามจนทั่วใบหน้า แล้วมาคลอเคลียที่ริมฝีปากปลอบใจ จากนั้นก็ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามครรลองของผัวหนุ่มเมียสาวที่ต้องพรากจากกัน ต่างผลัดกันใช้เรือนร่างปลอบประโลมซึ่งกันและกัน ให้หัวใจสองดวงได้กลับมาอยู่แนบชิดเป็นดวงเดียวกันอีกครา

“เจ็บมากไหมเพคะ” เวฬาแกะผ้าพันแผลออกเห็นรอยแผลถูกเหล็กเผาไฟนาบจนเนื้อบางส่วนไหม้เกรียม แต่แผลก็แห้งดีจนน่าพอใจ นิ้วเรียวบางลูบไปรอบๆ บาดแผลเพื่อสำรวจ

“เมื่อครู่ข้าเหมือคนเจ็บหรือเล่า หากเจ้ามิเชื่อข้าพิสูจน์อีกหนก็ได้หนา” ทรงจับมือบางเอาไว้หยุดการสัมผัสทั้งปวงแล้วกระซิบตอบ

“ฝ่าบาท” เวฬาโวยลั่นแม้ตั้งท้องแล้วแต่เธอก็ยังคงเขินอายกับท่าทางของเจ้าชายจอมเจ้าเล่ห์นี่อยู่ดีนั่นแหละ

“วิรุณห์ นามข้า เอ่ยนามข้าเถิดข้าอยากได้ยินเจ้าเรียก และแทนตัวเจ้าด้วยชื่ออย่างที่เจ้าใช้เวลาคุยกับนมเถิดหนา” ทรงร้องขอ นับตั้งแต่เจอกันนางมิเคยเอ่ยชื่อเขาเลยแม้เพียงครั้ง “เอ่ยนามข้ายามเราอยู่กันเพียงสองคน แทนคำสัญญาจากข้าว่าวิรุณห์ผู้นี้จะเป็นของเวฬาเพียงผู้เดียวจากนี้และตลอดไป”

“วิรุณห์จะเป็นของเวฬาเพียงผู้เดียวมิได้เพคะ” เจ้าคนงามเอ่ยท้วงส่งยิ้มหวานไปให้สามีที่ทำหน้าประหลาดใจ “วิรุณห์จะต้องเป็นพระบิดาของเจ้าตัวน้อยนี้ด้วยหนา” เวฬาจับพระหัตถ์หนามาแนบลงที่ท้องน้อยตรงที่หน่อเนื้อกำลังกังเติมโตอย่างสงบสุขอยู่ภายใน

“ข้าจะเป็นพ่อที่ดีได้ฤๅ” ทรงเริ่มไม่มั่นพระทัย ทรงมิเคยได้รับความรักจากพระบิดา มิทรงรู้จักว่าการดูแลบุตรต้องทำอย่างไรตลอดชีวิตรู้จักก็แต่วิธีการใชหอกใช้ดาบขี่ม้ายิงธนูเพียงเท่านั้น แล้วจะสอนอะไรลูกได้หนอ

“เป็นได้สิเพคะ พ่อที่ดีต้องเริ่มจากการการอาบน้ำสระผมให้สะอาดเลยก่อนเลย แล้วเดี๋ยวแม่จะทำแผลให้พ่อเองนะ ส่วนเจ้าตัวน้อยก็จะเป็นกำลังใจให้เสด็จพ่อจากในนี้เองเนอะ” เวฬาก้มลงไปคุยกับลูกน้อยในท้อง

“คราวนี้เจ้ายอมอาบน้ำสระผมให้ข้าได้หรือยัง ข้าบาดเจ็บแล้วหนา” ทรงเอ่ยทวงคราวก่อนที่ลงสระนี้ด้วยกันก็เพราะต้องหาเหตุแก้ตัวกับพระบิดาเพราะหนีไปก่อเรื่องที่เมืองทมิฬมา แม้เจ้าคนงามยอมใจอ่อนสระผมให้แต่ก็ไม่ยอมอาบน้ำให้ ด้วยเหตุว่ามิได้ทรงบาดเจ็บตรงไหน แต่คราวนี้ต่างออกไปเขาบาดเจ็บจริงๆ แม่มิใช่บาดแผลใหญ่โตแต่ก็เป็ฯเหตุให้อ้อนเมียได้ล่ะน่า

“เจ้าเล่ห์นัก” บ่นให้แต่ก็ยอมอาบน้ำพันแผลใหม่ให้แต่โดยดี

ความคิดเห็น