แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 10 ... ยุทธหัตถีกู้เมือง

ชื่อตอน : บทที่ 10 ... ยุทธหัตถีกู้เมือง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 129

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2563 09:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 ... ยุทธหัตถีกู้เมือง
แบบอักษร

บทที่ 10 ... ยุทธหัตถีกู้เมือง 

ย่างเข้าวันที่สามการรักถวายการรักษาเจ้าชายฟูนันเป็นไปอย่างน่าพอใจ พระปรอทลดลงจนเป็นปกติ ทรงมีพระสตินานขึ้น แต่ก็เสวยโอสถยากขึ้นด้วย ทั้งปลอบทั้งขู่กันวุ่นวายกว่าจะยอมเสวย ทำเอาเหงื่อตกกันเป็นแถว  

วันนี้เวฬาได้น้ำผึ้งป่ามารังใหญ่ จึงได้โอกาสหลอกล่อให้คนป่วยกินยาง่ายขึ้น  

“ท่านสัตต วันนี้เครื่องดื่มถวายเป็นพระสุธารสชาน้ำผึ้งมะนาวนะ พยายามให้จิบอุ่นๆ บ่อยๆ ส่วนเครื่องเสวยเราทำเป็นข้าวบดปรุงรสให้เสวยคู่กับรวงผึ้งสดน่าจะเสวยได้มากขึ้นหนา ฟ้าทะลายโจรงดไปก่อนคงไว้แต่เพียงยาลูกกลอนของท่านก็พอ”  

“พระอาการดีวันดีคืนเลยนะขอรับ ช่างน่ายินดียิ่งนัก” ขุนพลสัตตเอ่ยพลางปรุงยา  

“นั่นสิ ถ้าทรงแข็งแรงไวๆ ก็ดีเนอะ”  

“พะย่ะค่ะ หากพระอาการทรงดีขึ้นโดยไว การศึกภายนอกอาจจะดีขึ้นกว่านี้โข เพราะยามนี้ประชาชนโดนปลุกระดมให้โกรธเกลียดพระมหาอุปราชและเจ้าชายวิรุณห์หนักนัก” น้ำเสียงของขุนพลสัตตเปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียด 

“เรายังนึกไม่ออกว่าเจ้าชายฟูนันจะไปช่วยรบได้อย่างไร มิทรงชำนาญเรื่องต่อสู้มิใช่ฤๅ” เวฬาคุ้นๆ ว่าเหมือนเจ้าชายวิรุณห์เคยเล่าให้ฟังว่าองค์รัชทายาทมิโปรดจับหอกจับดาบด้วยว่าร่างกายอ่อนแอนัก ออกแรงซ้อมดาบทีไรประชวรทุกทีไปจนต้องยอมแพ้ในที่สุด 

“ทางพวกกบฏปล่อยข่าวว่าฝ่าบาทบุกเข้าปราสาทหลวงไปสังหารเจ้าชายฟูนันพะย่ะค่ะ ชาวบ้านล้วนถูกปิดหูปิดตา ทหารเริ่มออกรีดไถชาวบ้านและแต่งกายคล้ายทหารในกองทัพของฝ่าบาท เลยทำให้ประชาชนหลงเชื่อและเริ่มโกรธแค้น ซึ่งหากมีการลุกฮือของประชาชนจริง ทหารเราจะลำบากเพราะเจ้าชายวิรุณห์ไม่โปรดให้ทำร้ายประชาชน แต่หากองค์รัชทายาททรงมีพระอาการดีขึ้น พระวรกายแข็งแรงขึ้นจนสามารถออกไปปรากฏกายเคียงข้างฝ่าบาทได้ประชาชนก็จะรู้ความจริงและทางเราก็จะได้เปรียบในการยึดเมืองคืนพะย่ะค่ะ” ระหว่างบอกเล่าสองมือก็จัดสำรับสำหรับพระมาหอุปราชและเจ้าชายฟูนันจนเสร็จสิ้น  

“สำรับนี่กระหม่อมนำขึ้นถวายเองพะย่ะค่ะ วานฝ่าบาทนำห่ออาหารนี่ไปถวายเจ้าชายวิรุณห์ที่ลานฝึกเถิด ยามนี้ท่านขุนพลทั้งหลายเริ่มเข้าพระพักต์ไม่ติดแล้วหนา มิรู้ไปหงุดหงิดสิ่งใดมา” ขุนพลสัตตยื่นห่อข้าวใบตองสองห่อมาให้พร้อมกับกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำฝนเย็นชื่นใจเอาไว้จนเกือบเต็ม เวฬาส่ายหน้าอ่อนใจรับห่อข้าวมาแล้วเดินตรงไปทางลานฝึกทันที  

เจ้าชายวิรุณห์ยามนี้แต่งกายด้วยโจงกระเบนสีเปลือกไม้นุ่งรั้งสูงขึ้นมายังโคนขาทรงถือดาบสองมือกวัดแกว่งฟาดฟันไปมาอยู่กลางลานโดยมีขุนพลล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ถึงห้าคน แต่กระนั้นก็มิอาจเข้าใกล้ได้เลย ด้วยเชิงดาบที่เหนือกว่า และพละกำลังที่มากกว่า ขุนพลนายหนึ่งเข้าโจมตีทางด้านซ้ายทรงยกดายขึ้นรับไว้หันกลับไปยกพระบาทถีบจนกระเด็น แล้วย่อตัวลงยื่นขาออกไปเตะตัดข้อเท้าอีกคนที่มาทางขวาจนหงายท้องลงไปกับพื้น ด้ามดาบในมือง้างขึ้นกระแทกเข้าไปตรงช่วงท้องของอีกคนที่เข้ามาด้านหลัง  

“พระชายาเสด็จ” ขุนพลเวธางค์เห็นตัวช่วยมาเลยรีบตะโกนหวังหยุดยั้งเจ้านายตนที่วันนี้ไม่รู้ไปกินรังแตนมาจากที่ใด ซึ่งก็ได้ผลดี ทรงหยุดมือทันทีโยนดาบให้ทหารนายหนึ่งรับไปแล้วเดินทรงมาหาพระชายาทั้งที่หน้าตาไม่ค่อยอยากจะรับแขกสักเท่าใดนัก  

“มีอันใดฤๅ” ทรงถามเสียงเรียบรับน้ำดื่มที่หญิงสาวยื่นมาให้ยกขึ้นจิบดับกระหาย  

“คิดถึงเพคะ” เวฬาเอียงคอตอบปั้นหน้าบ้องแบ้วเต็มที่ เอาน่าอ้อนสามีคงไม่ผิดกระมัง  

“คิดถึงผู้ใด” ทรงเลิกคิ้วถาม สีพระพักต์ดีขึ้นนิดหน่อย 

“มาหาผู้ใดก็คิดถึงผู้นั้นแหละเพคะ” เวฬาลอยหน้าลอยตาตอบ แล้วยกห่อข้าวขึ้นมาตรงหน้า “หิวแล้ว ไปกินข้าวกัน” โดยไม่รอคำตอบเธอจับพระหัตถ์จูงพาเดินออกมาจากลานซ้อมตรงไปยังใต้ต้นตะแบกใหญ่นั่งลงแกะห่อข้าวยื่นให้ เจ้าชายวิรุณห์นั่งลงข้างๆ รับห่อข้าวมาเปิดกินแต่โดยดี  

“เจ้ามิต้องดูแลฟูนันฤๅ จึงมาหาข้าได้”  

“พระอาการเจ้าชายฟูนันดีขึ้นมากแล้วเพคะ วันนี้ทหารเอารวงผึ้งสดอันใหญ่มาให้ เครื่องเสวยเลยไม่มีของขมท่านสัตตน่าจะเอาอยู่ ส่วนเสด็จพ่อนางนมก็แย่งดูแลไปแล้วหม่อมฉันเลยได้โอกาสออกมาหาฝ่าบาทเพคะ” หญิงสาวกางมือออกให้ดูด้วยว่ารังผึ้งใหญ่แค่ไหน “ว่าแต่ หงุดหงิดอันใดมาเพคะ ทรงซ้อมเหล่าขุนพลซะน่วมหมดเลย” เวฬาถาม  

“แค่ซ้อมดาบกันเท่านั้นเอง เจ้าก็พูดเกินไป”  

“เกินไปตรงไหน โน่นหันไปทอดเนตรดูเลยเพคะ หัวปูดหัวโนหน้าบวมช้ำกันเป็นแถวแล้วโน่น” หญิงสาวชี้ไปทางเหล่าขุนพลที่นั่งคุยกันอยู่ข้างลานซ้อม สภาพไม่ต่างจากที่เจ้าคนงามว่าเท่าใดนัก เห็นแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเองเข้าไปอีกเขาไม่น่ามาลงกับทหารเลยจริงๆ  

“ว่าอย่างไรเพคะ ไปหงุดหงิดสิ่งใดมา” หญิงสาวซักไม่หยุด  

“มีข่าวลือเรื่องข้าเข้าไปลอบสังหารฟูนันจนชาวบ้านเริ่มไม่พอใจ บ้างก็ลุกขึ้นมาจับหอกจับดาบร่วมกับกองทัพกบฏแล้ว พวกเขามิใช่ทหารมิเคยฝึกการรบหากวันใดปะทะกัน พวกเขาจะล้มตายก่อนใคร ส่วนชาวบ้านที่อพยพมาร่วมกับเราก็มากมายจนควบคุมยากเข้าไปทุกที หากพวกเขาทำอะไรโดยพลการที่อยู่เราอาจถูกเปิดเผย นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังเป็นกังวลยิ่ง” 

“ค่อยๆ หาทางแก้ไขเพคะ ทำพระทัยให้ให้แจ่มใสก่อน มันต้องมีหนทางสิ” ท่าทางครุ่นคิดของเจ้าคนงามทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้น 

“ไปขี่ม้าเล่นกันเถอะ”  

 

เสียงเป่าสังข์ดังขึ้นกลางดึก เจ้าชายวิรุณห์ที่กำลังบรรทมหลับสนิทลืมตาโพรงขึ้นมาทันที ทรงลุกขึ้นอย่างเร็วพุ่งตัวไปที่หน้าต่างเปิดอ้าออกมองไปด้านนอก เวฬาสะดุ้งตื่นตามแล้วลุกออกมายืนเคียงข้างตรงหน้าต่าง  

“มีอันใดฤๅเพคะ”  

“เสียงสังข์เตือนภัย น่าจะมีคนบุกมา ไปเถิดข้าจะพาเจ้าไปที่เรือนพักเสด็จพ่อ” เวฬาหยิบผ้าคลุมโดยไม่รอช้าเดินตามออกไปที่นอกเรือนทันที  

“ผู้ใด” ทรงถามขุนพลเวธางค์ทันทีที่มาถึงเรือน ยามนี้ขุนพลทั้งหลายมาชุมนุมพร้อมเพรียงกันอยู่ที่ด้านหน้าเรือน 

“ทัพกบฏพะย่ะค่ะ ปะทะกับทัพของทมิฬที่ยกมาถึงทางด้านตะวันตก จุดปะทะอยู่ใกล้เราเกินไป เกรงว่าหากมีทหารกบฏแตกทัพมาจะมาถึงค่ายเราได้ไม่ยากนัก” ขุนพลเวธางค์รายงาน  

“ภานุท่านจัดทัพออกไปช่วยทมิฬตีทัพกบฏให้ถอยร่นไปหลังแนวเขาให้ได้ เวธางค์จัดกองทหารลาดตระเวณรอบๆ ค่าย หากมีทหารหนีทัพหลงมาให้จับเป็นมาให้หมด สัตตเพิ่มเวรยามรอบค่ายให้ถี่ขึ้น จัดกำลังบ่างส่วนไปสมทบกับพวกที่เฝ้าหน้าถ้ำเสบียง” ทรงสั่งงานอย่างรวดเร็ว “เจ้าขึ้นไปอยู่กับเสด็จพ่อก่อนหนา ข้างนอกนี่อันตรายแล้ว”  

“ระวังองค์ด้วยนะเพคะ” เวฬาพยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนเดินหลบเข้าไปในเรือนพักของมหาอุปราชกับเจ้าชายฟูนัน และเป็นผู้กราบทูลสถานการณ์ภายนอกให้พระมหาอุปราชทรงทราบด้วยตนเอง 

 

เสียงกลองศึกและเสียงโห่ร้องของทหารดังแว่วตามลมมาเป็นระยะได้หลายวันแล้วโรงครัวของเวฬากลายเป็นโรงเรือนไว้ปรุงยารักษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม เพิงไม้ขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วข้างเรือนที่ประทับทหารที่บาดเจ็บถูกนำมารักษาที่นี่และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะเจ้าชายวิรุณห์รับสั่งว่า ไม่ต้องสนว่าเป็นทหารของทัพใดผู้ใดช่วยได้ต้องช่วย  

เวฬาและสัตตทำงานแข่งกับความตายที่รายล้อมโดยมีนางกำนันและชาวบ้านมาคอยช่วยเหลือหากใครล้มตายลงก็จะนำไปฝังที่ป่าท้ายค่าย วันแล้ววันเล่าจำนวนทหารก็มิได้ลดลงสักเท่าใดเลย หทารของเจ้าชายวิรุณห์กับทหารของทมิฬยังไม่เท่าไหร่ให้ความร่วมมือในการรักษาโดยดี แต่พวกทหารของฝั่งกบฏนี่สิแทบไม่ให้การร่วมมือเลยแม้แต่น้อย เอาแต่โวยวายก่นด่าไม่ดูสภาพตนเองเลยจนคนรักษาอ่อนใจกันเป็นแถว  

“โวยวายอันใดกันเสียงดังไปทั้งค่ายเลยหนอ” เสียงของเจ้าชายฟูนันดังขึ้นที่เรือนรักษาทหารฝ่ายกบฏในขณะที่มีทหารนายหนึ่งกำลังโวยวายขว้างปาข้าวของใส่คนรักษา ก่อนหน้านั้นเวฬาถูกเมญาดึงตัวออกมาทันก่อนที่จะถูกชายผู้นั้นทำร้าย หลบมายืนตกอกตกใจอยู่ปลายเตียงนั่นเอง  

“ฝ่าบาทออกมาทำไมเพคะ พระอาการเพิ่งดีขึ้นประเดี๋ยวก็ทรุดลงอีกหรอก” เวฬาตรงเข้าไปประคอง  

“ข้ามิเป็นอะไรแล้ว อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าตัวน้อย” ทรงจับหัวเวฬาโยกไปมาอย่างเอ็นดู ทำเอาเจ้าตัวหน้ามุ่ยขัดใจ  

“พวกท่านจงฟังคำข้า ข่าวลืออันจรณินทร์อดีตเจ้ากรมคชวิมายแจ้งแก่พวกท่านนั้นมิมีความจริงเลยแม้แต่น้อย ครอบครัวข้าถูกมันผู้นั้นลอบสังหารหาใช่ท่านลุงรชตไม่ อีกทั้งตัวข้าเองก็ถูกจับขังและทรมาณอยู่ในปราสาทหลวงสถานที่อันเคยเป็นบ้านของข้า และที่รอดมายืนอยู่ยังที่แห่งนี้ได้ก็เพราะน้องชายผู้ภักดีของข้านามวิรุณห์เป็นผู้เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือ และที่ท่านทั้งหลายยังมีชีวิตรอดอยู่ก็เป็นเพราะเมตตาของน้องชายข้าและชายาของเขาที่ไว้ชีวิตและช่วยรักษาทั้งสิ้น ดังนั้นจงหยุดต่อต้านเถิด ยอมให้พวกนางรักษาแต่โดยง่าย และหากพวกเจ้าหายดีก็จงตอบแทนเราด้วยการกลับไปยังทัพเจ้าและบอกกล่าวข่าวอันเป็นจริงนี้ต่อๆ กันไปให้ผู้เข้าใจผิด ได้เข้าใจถูก และกลับตัวทำสิ่งอันชอบธรรมด้วยเถิด” เจ้าชายฟูนันกล่าวแก่เหล่าทหารกบฏด้วยเสียงอันดัง ก่อนหันกลับไปตรัสกับเวฬาว่า “ข้าช่วยได้เท่านี้หนา”  

“เท่านี้ก็ดีมากแล้วเพคะ เสด็จขึ้นเรือนก่อนเถิด” เวฬาประคองจะพาขึ้นเรือน  

“เจ้าดูข้าก่อนเถิด มิได้ไร้เรี่ยวแรงจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อแล้วหนา อย่าได้กังวลกับพี่ชายคนนี้เลยให้ข้าออกแรงหยิบจับสิ่งใดบ้างเถิด” ทรงกางแขนออกให้หญิงสาวดูว่าแข็งแรงมากขึ้นแล้วจริงๆ  

เจ้าชายฟูนันปล่อยเรื่องการรบไว้ให้เป็นธุระของน้องชายที่ทรงไว้วางพระทัย ส่วนพระองค์ออกพบปะชาวบ้านเพื่อแก้ข่าวและขอให้ชาวบ้านบอกต่อกันแบบปากต่อปากออกไปเรื่อยๆ ให้มากที่สุด และยามที่ทรงว่างก็เสด็จมาช่วยที่เรื่อนพยาบาลคอยเปลี่ยนผ้าพันแผล ป้อนข้าวป้อนยาให้คนเจ็บโดยไม่เลือกใครเป็นใคร ทำให้ชาวบ้านต่างรักใคร่และนับถือเจ้าชายผู้นี้มากขึ้นไปอีก 

เวฬาต้มยาอยู่ในครัวตลอดบ่าย เพราะวันนี้หญิงสาวรู้สึกอ่อนเพลียหนักกว่าทุกวันจึงไม่ฝืนออกไปดูแลคนป่วยในเรื่อนพยาบาลอีก แต่เปลี่ยนให้สาวๆ คนอื่นออกไปแทนแล้วมานั่งต้มยาอยู่ในเรือนครัว เมื่อยาได้ที่ก็ยกเทลงใส่โถดินเผาไว้เพื่อรอให้คนมานำไปให้ทหารที่บาดเจ็บทั้งหลาย จากนั้นก็เอากากออกไปเทกองไว้แล้วแล้วนำภาชนะต้มยาไปรวมไว้ที่ลานซักล้าง แต่ตอนที่ลุกขึ้นอยู่ๆ สติที่มีก็ดับวูบไปจนล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นลาน  

“พระชายา” บ่าวหญิงที่กำลังซักล้างผ้าเปื้อนอยู่กรีดร้องอย่างตกใจ คนที่ยังมีสติรีบวิ่งไปแจ่งข่าวแก่เจ้าชายฟูนันทันที  

 

“นางเป็นอย่างไรบ้าง” เจ้าชายฟูนันถามอย่างร้อนใจ  

“เป็นพระมารดาพะย่ะค่ะ” ขุนพลลสัตตะยิ้มแป้นตอบหลังจากถูกตามมาตรวจอาการโดยด่วน  

“นางตั้งครรภ์หรือ” คนที่ตื่นเต้นกว่าใครเพื่อนก็คือว่าที่พระอัยกาที่นั่งมองอย่างร้อนใจอยู่บนเตียงนั่นแล  

“พะย่ะค่ะ ทรงพระครรภ์อ่อนๆ ปกติแล้วอายุครรภ์อ่อนขนาดนี้จะยังไม่ปรากฏอาการอันใดให้เห็นได้ง่ายๆ หากแต่ช่วงนี้พระชายาทรงพักผ่อนน้อยจากการดูแลคนเจ็บ จึงทำให้พระวรกายอ่อนแอกว่าที่ควรพะย่ะค่ะ”  

“ฝากนมเป็นธุระให้ทีเถิด อย่าให้ลงไปหยิบจับสิ่งใดเพิ่มอีกหนา หากนางดื้อนักก็จับมัดไว้บนเรือนนี่เสียเลย ประเดี๋ยวหลานข้าจะป่วยไข้เอา” เจ้าชายฟูนันเอ่ย  

 

 

ทัพของกบฏอ่อนแอลงทุกขณะ และถูกกองทัพของเจ้าชายวิรุณห์ต้อนให้ถอยร่นกลับไปยังกำแพงเมืองได้สำเร็จ ทัพของเจ้าชายวิรุณห์กลายเป็นทัพใหญ่เนื่องจากมีทัพของทมิฬมาเสริม อีกทั้งยังมีทหารของทางฝั่งกบฏที่ได้รับทราบความจริงกลับใจหนีทัพมาร่วมก็มากอยู่  

“ยามนี้ทัพเราได้เปรียบพะย่ะค่ะ จะตีหักเอาเมืองเลยก็ย่อมได้” ขุนพลเวธางค์กล่าว  

“มิได้ดอก หากตีหักเอาเลย ความเสียหายย่อมมากมาย ล้อมเมืองไว้เช่นนี้ก่อนรอให้ข่าวที่ฟูนันแจ้งแก่ทหารฝั่งข้าศึกกระจายออกไปให้ถ้วนทั่วก่อน ทางโน้นน่าจะระส่ำระสายพอควร ส่งคนเข้าไปดูในเมืองทีว่าเราจะอพยพผู้คนออกมาได้อย่างไรบ้าง หากเหลือแค่พวกในปราสาทหลวงได้ จะดียิ่งนัก”  

“ส่งไปเรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ คาดว่าวันพรุ่งน่าจะได้คำตอบ” ขุนพลเวธางค์รายงาน 

“คำตอบอันใดฤๅ” เสียงของเจ้าชายฟูนันดังขึ้นจากทางด้านนอกเพิงที่ประชุมชั่วคราวที่สร้างอย่างง่ายๆ ตรงบริเวณชายป่าริมนานอกเขตกำแพงเมือง  

“ฟูนันเจ้ามาได้อย่างไร หายดีแล้วฤๅ” เจ้าชายวิรุณห์รีบตรงเข้าไปรับพี่ชายมานั่งลงตรงตั่งหน้ากระบะทรายขนาดใหญ่ที่ถูกขีดวาดไว้เป็นแผนที่เมืองและจุดที่ส่งทัพกระจายไปล้อมอยู่รอบๆ  

“ข้าดีขึ้นมากแล้ว เลยอาสามาส่งข่าว จะมาดูการศึกด้วยตนเองด้วยหนา” เจ้าชายฟูนันบอกยิ้มๆ  

“ข่าวอันใดฤๅ” เจ้าชายฟูนันถามอย่างสงสัย  

“ข่าวดีที่ข้ายังไม่ตายนี่อย่างไรเล่า หากทหารเห็นข้างานเจ้าจะง่ายขึ้นมิใชฤๅ” เจ้าชายฟูนันเอ่ยยิ้มๆ ตอนแรกตั้งใจมาแจ้งข่าวดีให้น้องชายทราบ แต่มิรู้ทำไมเกิดอยากเปลี่ยนใจกระทันหันให้ไปบอกกล่าวกันเองก็แล้วกัน 

“ท่าทางจะดีจริงพะย่ะค่ะ ดีจนขุนนางผู้นี้ต้องเอาสารจากอ้ายกบฏจรณินทร์มาแจ้งเลยพะย่ะค่ะ”  

“ให้เข้ามา”  

“ท่านนั้นเอง” แวบแรกที่เห็นเจ้าชายวิรุณห์จำได้ทันทีชายผู้นี้คือนายทหารที่ลอบมาเปิดประตูระบายน้ำเขานั่นเอง สภาพของทหารผู้นี้ใครดูก็รู้ว่าโดนทรมาณมาอย่างหนัก  

“เจ้ารู้จักฤๅ” เจ้าชายฟูนันแปลกพระทัย น้องชายรู้จักกับพวกกบฏด้วยฤๅ 

“ทหารผู้นี้อยู่ฝ่ายเรา เขาเปิดประตูระบายน้ำให้ข้าเข้าไปพาเจ้าออกมาคืนนั้น” เจ้าชายวิรุณห์อธิบาย  

“แล้วเหตุใดจึงมีสภาพเยี่ยงนี้เล่า” เจ้าชายฟูนันเอ่ยถามนายทหาร มันผู้นั้นได้แต่ส่ายหน้าไปมา น้ำตาไหลนองตอบสิ่งใดไม่ได้เพราะโดนตัดลิ้นจนกุด มือทั้งสองข้างถูกตีจนแตกยับ เนื้อตัวโดนเฆี่ยนตีจนแตกลุ่ย แถมไอ้กบฏจรณินทร์ยังใช้มีดกรีดหลังเป็นข้อความส่งถึงเขาและฟูนันมาอีก  

“อ้ายกบฏเชื้อไพร่ผู้ระเริง  

อย่ามัวเหลิงใช้พวกมาข่มเหง 

จงหยิบง้าวมาบรรเลงบทเพลงศึก  

ให้โลกาจารึกถึงฝีมือ  

ตัวกูเกิดมาเป็นพระยาคชไกร  

มิย่อท้อศึกไหนให้เสียศรี  

ตัวมึงทรลักษณ์แสนอัปรีย์  

จะลองดีจงมาอย่าช้าพลัน”  

 

“เหว๋ย เหว๋ย นี่มันสารท้ารบโดยแท้ อ้ายกบฏผู้นี้ช่างมิยำเกรงต่อความตายเลยหนอ” เจ้าชายฟูนันร้องลั่นเมื่อเห็นสารท้ารบที่กบฏจรณินทร์อดีตเจ้ากรมคชวิมายส่งมาท้าประลองกับเจ้าชายวิรุณห์ จริงอยู่ที่น้องชายเขาชำนาญการรบด้วยธนูบนหลังม้า แต่มันหารู้ไม่มันกำลังท้ามัจจุราชให้หยิบยื่นความตายให้โดยแท้  

“พาชายผู้นี้ไปรักษาให้ดี และให้คนนำคำข้าไป วันพรุ่งยามตะวันตรงหัว ข้าจะออกไปทำยุทธหัตถีด้วยตัวข้าเอง” เจ้าชายหนุ่มประกาศเสียงกร้าว  

คำสั่งนี้ถูกถ่ายทอดไปทั่วทั้งสองทัพ ขุนพลสัตตจำต้องหยุดทำการรักษาผู้คนไว้ก่อน แล้วลงน้ำตกล้างเนื้อล้างตัวสระผมจนสะอาดเอี่ยมนุ่งขาวห่มขาวตามวิถีพรหม์จัดเตรียมข้าวของบูชาเทพเจ้า และพิธีออกทัพสำคัญวันพรุ่งโดยเร่งด่วน  

เมื่อพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าในยามเช้า ขุนพลสัตตพราหมณ์ผู้ทำพิธีและผู้ชำนาญไสยศาสตร์ ก็เริ่มทำพิธีเซ่นไหว้โดยตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นหันไปทางทิศตะวันออกและเริ่มสวดมนต์สำคัญ จากนั้นก็ทำพิธีตัดไม้ข่มนามซึ่งเป็นพิธีบำรุงขวัญทหารก่อนยกทัพไปปราบศัตรูโดยจัดตั้งโรงพิธี วงสายสิญจน์ นำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปคน สมมติเป็นข้าศึก เขียนชื่อลงยันต์กำกับห่อด้วยกาบกล้วยนำเข้าพิธีปลุกเสก นำไปติดกับต้นไม้ที่มีชื่อพ้องหรือใกล้เคียงกับชื่อข้าศึก จากนั้นนำต้นไม้ไปปักลงหลุมในโรงพิธี พอได้ฤกษ์จึงให้เจ้าชายวิรุณห์รับพระแสงดาบอาญาสิทธิ์จากเจ้าชายฟูนัน ซึ่งในการนี้ใช้ดาบคู่ประจำองค์เจ้าชายวิรุณห์แทน ทรงเดินเข้าไปในโรงพิธีไปฟันไม้และรูปปั้นข้าศึก แล้วกลับไปทูลเจ้าชายฟูนันว่าได้เอาชนะข้าศึกตามพระกระแสรับสั่งเรียบร้อยแล้ว 

จากนั้นจึงได้ขึ้นประทับบนหลังช้างศึกที่ทหารจัดแต่งไว้ให้ เจ้าชายฟูนันนำดินสอพองมาเจิมที่หน้าผากช้าง  

“พ่อเอ๋ย … การศึกนี้สำคัญนัก ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังพ่อเป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม อันสมควรแก่การได้รับชัยชำนะ พ่อจงรับใช้ชายผู้นี้ให้สุดฝีมือพ่อเถิด” ขุนพลสัตตพราหมณ์ผู้ทำพิธีเริ่มสวดมนต์สำคัญอีกครั้ง  

เมื่อตะวันตรงหัวช้างศึกหนึ่งเชือกก็เคลื่อนพลนำทหารชาญศึกหนึ่งกองร้อยมายังทุ่งนาริมกำแพงเมืองที่ซึ่งกบฏจรณินทร์อดีตเจ้ากรมคชวิมายรออยู่บนช้างศึกอีกตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมด้วยกำลังพลมากมายกว่าพันชีวิตที่ยกมาตั้งโดยรอบช้างที่ตัวเองขึ้นนั่ง เมื่อเห็นเจ้าชายวิรุณห์นำกำลังมาเพียงหลังร้อยก็นึกขำ ตะโกนเย้ยลั่นทุ่ง  

“เจ้าชายไร้แผ่นดินเอ๋ย เจ้าช่างประมาทนักคิดจริงฤๅว่าข้าจะยอมลดตัวลงไปสู้กับเจ้า” เสียงหัวเราะนั้นช่างน่าขยะแขยงนัก 

“อันสัจจะของนักรบมิมีสิ่งใดควรสงสัย” เจ้าชายวิรุณห์ตอบกลับไป  

“ข้ามิใช่นักรบ ข้าคือผู้สืบเชื้อสายกษัตริย์ที่แท้จริง ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังค์โดยชอบธรรม มิใช่พวกเชื้อสายไพร่เยี่ยงพวกเจ้า” กบฏจรณินทร์ตะโกนตอบ 

“มารดาท่านทำผิดกฏฝ่ายในจนโดนปลดเป็นสามัญชนเองมิใช่ฤๅ สมเด็จพระอัยกาทรงเมตตาละเว้นโทษตาย และให้พวกเจ้ายังมียศศักดิ์อยู่ก็บุญแค่ไหนแล้ว นี่ยังคิดการใหญ่ถึงขนาดพาครอบครัวเจ้าทั้งไปตายยังไม่สำนึกอีกฤๅ”  

“ไม่ต้องพูดมาก ทหารจับตัวไอ้เจ้าชายไร้แผ่นดินนั่นมาให้ข้าเป็นๆ ข้าจะสับมันเป็นชิ้นๆ ส่วนพวกที่เหลือฆ่ามันให้หมด” กบฏอย่างไรก็เป็นกบฏวันยังค่ำ ย่อมหาสัจจะมิได้  

ทหารของจรณินทร์โห่ร้องบุกเข้าใส่กองทัพของเจ้าชายวิรุณห์โดยพลัน ต่อให้มีทหารเพียงร้อยแต่ด้วยความชำนาญในการศึกและและความชำนาญในพื้นที่ที่มากกว่า ทำให้ทหารของฝั่งกบฏล้มตายก่ายกองลงอย่างรวดเร็ว เลือดแดงฉานไหลนองท่วมทุ่งข้าว จากทัพใหญ่เริ่มจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขวัญและกำลังใจของทหารเริ่มหดหาย พวกที่เหลือเริ่มลังเลไม่ยอมเข้าต่อสู่จนจรณินทร์หัวเสีย 

“บุกเข้าไปสิ พวกมึงมีจำนวนมากกว่าเหตุใดจึงขลาดเขลายิ่ง” ปากสั่งบุกแต่กลับบังคับช้างให้เดินถอยมาอยู่ทางด้านหลังทัพตน ง้าวยาวในมือแทนที่จะกวัดแกว่งใส่ศัตรูกลับหันไปฟาดฟันทหารตนเองที่กำลังถอยหนี ช่างเป็นที่น่าอนาจใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก  

เจ้าชายวิรุณห์ไม่อยากเห็นการล้มตายมากไปกว่านี้ จึงได้ไสช้างทรงฝ่าทัพเข้าไปจนกระทั่งถึงตัวกบฏจรณินทร์ ช้างศึกสองตัวขนาดไล่เลี่ยกันได้ประลองกำลังกันโดยการใช้งาขาวยาวเหยียดขัดงัดจนหน้าผากชนกัน บิดสะบัดผลัดกันรุกผลัดกันรับ ส่วนคนบนหลังช้างก็ใช้ง้าวยาวฟาดฟันกันโดยอาศัยจังหวะการเคลื่อนไหวของช้างในการเปิดปิดช่องว่าง กบฏจรณินทร์ฟาดง้าวเฉียดพระพักต์ไปเพียงนิด ทรงเอี้ยวตัวหลบได้หวุดหวิด แต่กระนั้นปลายง้าวก็ยังไปโดนหลังช้างทรงจนเป็นแผลยาว  

เมื่อช้างทรงเจ็บก็เกิดโมโหร้ายสะบัดหัวโดยแรงงัดเอางาของช้างฝั่งตรงข้ามหักสะบั้นลง แล้วใช้งาของตนแทงสวนเข้าไปที่ลำคอของช้างฝั่งกบฏจนมันแน่นิ่งทรุดเท้าหลังลงสิ้นใจตายอยู่ตรงนั้น เจ้าชายวิรุณห์ลุกขึ้นยืนบนคอช้าง ยกง้าวยาวขึ้นกระชับ โยนจับจังหวะให้พอเหมาะแล้วพุ่งสุดแรงออกไปเสียบเข้ากลางตัวของจรณินทร์จนหงายหลังปักตรึงเข้ากับหลังช้างที่ตนนั่งอยู่ จากนั้นจึงนั่งลงตบเบาที่หัวช้างทรง 

“ถอนงาเถอะพ่อ... เราชำนะแล้ว” ช้างทรงเหมือฟังรู้เรื่องสะบัดหัวดึงถอนงาตนออกมาโดยพลัน โลหิตทั้งคนทั้งช้างแดงฉานนองท่วมเต็มพื้นนา เจ้าชายวิรุณห์หันหัวช้างเตรียมกลับเข้าทัพตน  

ฉึก !!!  

ลูกธนูปักทะลุจากด้านหลังทะลุลอดไหปลาร้าเจ้าชายวิรุณห์ออกมาจนเกือบสุดด้าม ทรงเบิกตาโพรงด้วยตวามตกพระทัยกัดฟันเหลียวหลังกลับไปดู ไอ้กบฏจรนินทร์โดนไปเพียงนั้นยังมิยอมตายอีกหนอ พระแสงดาบคู่ถูกดึงออกจากฝักนำมาประกบเข้าด้วยกันพุ่งตรงไปเสียบกลางหัวกบฏจรนินทร์จนทะลุดวงตาทั้งสองข้างแน่นิ่งไปบนหัวช้างอีกครา และคราวนี้คงมิอาจลุกขึ้นมาลอบกัดผู้ใดได้อีก  

เจ้าชายวิรุณห์กัดฟันข่มความเจ็บปวดหักหัวลูกธนูทิ้งแล้วดึงด้ามออกจากวรกาย และไสยช้างกลับเข้ามายังที่ตั้งทัพได้สำเร็จช้างทรงทรุดตัวลงยกขาขึ้นเป็นบันไดให้ทรงก้าวลงมายังพื้นดินแล้วเดินตรงไปคุกพระหนุ (เข่า) ลงตรงหน้าพี่ชาย ถวายบังโคมกราบบังคมทูลเชิญขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริ์แห่งวิมายปุระสืบไป ก่อนจะทรุดลงตรงหน้าพระพักตร์ เจ้าชายฟูนันรีบก้มลงประคอง  

“วิรุณห์ แข็งใจไว้ก่อนน้องข้า หลานข้าจะกำพร้าบิดามิได้หนา” ด้วยความเป็นห่วงน้องจึงพลั้งปากออกไป 

“เจ้าว่าอะไรนะ หลาน...ผู้ใดกัน” เจ้าชายวิรุณห์ที่อ่อนแรงเพราะเสียเลือดแต่ยังพอมีพระสติอยู่บ้างเอ่ยถาม  

“หลานข้า ลูกเจ้าอย่างไรเล่า” ทรงตอบ “เจ้าห้ามตาย เจ้าต้องกลับไปหาลูกเมียเจ้าหนา”  

“ข้าจะเป็นพ่อคนแล้วฤๅ ดีจริง ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ” น้ำเสียงของเจ้าชายวิรุณห์เต็มไปด้วยความปิติยินดีจริงๆ แต่ก็แผ่วเบาลงในช่วงท้ายพร้อมกับพระสติที่หลุดลอย  

“วิรุณห์ วิรุณห์ ฟิ้นสิ ข้าสั่งให้เจ้าฟื้นไง” ทรงตบพระพักต์เรียกสติน้องชาย “พวกเอ็ง เร่งพาน้องข้ากลับค่ายไปรักษาประเดี๋ยวนี้” เจ้าชายฟูนันตะโกนสั่งความลั่น  

“หากพาไปตอนนี้จะมิทันการพะย่ะค่ะ ค่ายอยู่ไกลนัก ต้องขอพระราชทานพระอนุญาตรักษากันตรงนี้แล้วพะย่ะค่ะ” ขุนพลลสัตตที่รออยู่กอนแล้วรีบกราบทูลขออนุญาตทันที 

“จะทำอันใดก็เร่งทำเถิด” รับสั่งแล้วถอยหลบให้พ้นทาง  

“พวกเจ้าจับองค์ไว้ให้แน่น” สั่งให้สหายขุนพลช่วยจับตัวผู้เป็นนายเอาไว้  

ขุนพลสัตตเอาเหล้าที่ใช้ในพิธีบวงสรวงราดลงไปบนแผล และใช้ล้างทำความสะอาดโดยรอบทั้งด้านหน้าและด้านหลังจากนั้นใช้เหล็กร้อนเผาไฟนาบไปบนปากแผลเพื่อห้ามเลือด  

อ๊ากกกกกกกกกกกกก  

เจ้าชายวิรุณห์ได้พระสติอีกครั้งจากความเจ็บปวดเพราะถูกเหล็กร้อนนาบแผล กรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด  

“อภัยให้กระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตเอ่ย แล้วหยุดมือ  

เจ้าชายวิรุณห์ทรงหายพระทัยโดยแรงกัดพระทนแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ทรงพยักต์พระพักต์เข้าใจสถานการณ์ขุนพลเวธางค์ยื่นผ้าเช็ดน้ำหมากที่พับทบเป็นก้อนหนาให้ทรงกัดไว้ เมื่อทรงให้สัญญาณอนุญาตเหล็กร้อนอันเดิมก็แนบลงบนแผลด้านหลังอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีเสียงอันใดเล็ดลอดออกมาอีกเลย  

ความคิดเห็น