แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 9... ช่วยรัชทายาท

ชื่อตอน : บทที่ 9... ช่วยรัชทายาท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 157

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2563 09:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9... ช่วยรัชทายาท
แบบอักษร

บทที่ 9... ช่วยรัชทายาท 

แสงดาวกระพริบระยิยระยับอยู่บนฟ้าเสมือนว่ากำลังกระพริบตาล้อเลียนหนุ่มสาวที่ตระกองกอดกันอยู่บนโขดหิน เวฬาซุกกายเข้าหาคนตัวโตตรงหน้าผ้าคลุมถูกตลบคลุมกายเพื่อป้องกันความหนาว เจ้าชายวิรุณห์กระชับอ้อมกอดแน่นนอนอมยิ้มดูดาวอย่างมีความสุข ความสุขอันเกิดจากพระอาการของพระบิดาดีขึ้นมากเป็นลำดับ สุขอันเกิดจากคำรักของเจ้าคนงาม และสุขอันเกิดจากท่วงทำนองแห่งรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป เขารู้ดีว่าผิดต่อชายานักที่ค่ำคืนแรกของนางดันเป็นกลางป่ากลางเขาเช่นนี้ แต่นางก็ช่างทำตัวน่ารักเพียงนั้นใครจะอดใจไหว ไว้ค่อยหาทางชดเชยให้นางด้วยอย่างอื่นแทนก็แล้วกัน 

“สินบนที่เจ้าติดเสด็จพ่อไว้ คือสิ่งใดฤๅ” ทรงถาม น้ำเสียงช่างนุ่มนวนยิ่งนัก 

“ขนมหวานเพคะ หม่อมฉันทูลว่าหากหายดี จะทำขนมหวานให้ทานเยอะๆ และพาออกมาเที่ยวบ่อยๆ เพคะ” เวฬาตอบกับพระอุระอุ่นตรงหน้า  

“แล้วข้าจะมีวาสนาได้กินข้าวฝีมือเจ้าอีกเมื่อใดหนอ” ทรงรำพึง  

“โปรดเสวยเมื่อใดก็แค่รับสั่ง หม่อมฉันทำได้ตลอดอยู่แล้วเพคะ”  

“ข้าอยากกินอีกตอนนี้” ทรงตอบ  

“ตอนนี้?” เวฬางง อยู่ๆ จะมาอยากกินอะไรตอนนี้ 

“ข้าอยากกลืนกินเจ้าทั้งตัว มิอยากปล่อยให้ไปเอาใจผู้ใดอีกเลย” ทรงประทับจุมพิตลงที่กลางกระหม่อม  

“ฝ่าบาท” คำตอบที่ได้ทำเอาเขินจนตัวแดงไปหมด อีตาเจ้าชายบ้านี้ แค่นี้เธอก็กล้ามากพอแล้ว ยังจะมาพูดให้เขินไปกันอีก “กลับกันเถิดเพคะ ดึกมากแล้ว” อีกอย่างน้ำค้างลงด้วยป่วยมาอีกคนเธอนี่แหละจะแย่ 

“ยังไม่อยากกลับเลย ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”  

“เหนื่อยก็พักเพคะ กลับเรือนไปพักผ่อนบนเตียงอุ่นให้สบาย หม่อมฉันจะปรุงอาหารถวายเติมกำลังก่อนค่อยคิดหาทางต่อ” เวฬาเอ่ย  

หมอกหนาโรยตัวปกคลุมผืนป่าจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่เจ้าชายวิรุณห์ก็ขี่เจ้าเปียกปูนพาเวฬากลับค่ายได้อย่างคล่องแคล่วและชำนาญเส้นทางยิ่ง วันนี้ค่ายทหารคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากทัพหลวงทั้งหมดเคลื่อนกำลังพลมาสมทบจนครบถ้วน ค่ายตะแบกจึงต้องขยายอาณาเขตออกกลายเป็นเมืองทหารขนาดย่อม  

“เมญา นารี” เวฬาร้องเรียกอย่างยินดีเมื่อเห็นนางกำนัลคนสนิทอยู่ในเรือนครัว  

เจ้าเปียกปูนหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเรือนที่ประทับเจ้าชายวิรุณห์ทรงก้าวลงจากหลังและหันกลับไปอุ้มเวฬาลงจากหลังม้า ทรงต้องจำใจปล่อยตัวเจ้าคนงามกลับไปหานางกำนันทั้งสอง เพราะมีงานใหญ่รออยู่คงรั้งตัวนางไว้ข้างกายไม่ได้อีก  

“พระชายา ปลอดภัยดีนะเพคะ” สองสาวทิ้งงานที่ทำอยู่ตรงเข้ามาหาเจ้านายตนลูบแขนลูบหลังสำรวจเนื้อตัวจนถ้วนทั่ว  

“เราปลอดภัยดี พวกเจ้าล่ะ การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง” ทักทายถามไถ่กันจนเสร็จสิ้น เวฬาก็ลงมือถ่ายทอดวิธีการปรุงอาหารและการปรุงยาสำหรับถวายพระมหาอุปราชให้สองสาวจนหมดสิ้น  

“ช่วงนี้อากาศเย็นลงมาก เรื่องอาหารต้องระวัง พระวรกายของฝ่าบาทยังไม่แข็งแรงหากปรุงอาหารที่มีฤทธิ์เย็นถวายจะทำให้ทรุดลงง่าย” เวฬากล่าว “ท่านสัตต พระสุทธารสชารางจืด ระงับไว้ก่อน เปลี่ยนเป็นน้ำขิงร้อนๆ สลับกับชาดอกมะลิป่านี่ก่อนเถิด” เวฬายื่นห่อผ้าที่เต็มไปด้วยดอกมะลิซ้อนป่าที่เก็บจากริมน้ำให้ ซึ่งรับมาอย่างรู้งาน 

“พวกทหารก็เช่นกันเดินทางกันมาเหนื่อยๆ น้ำขิงร้อนๆ จะช่วยให้ดีขึ้นได้หนา วานต้มเผื่อพวกเขาด้วย”  

“ทรงเมตตายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ” สัตตตอบแล้วแจกจ่ายข้าวของที่จำเป็นออกไปตามรับสั่งทันที  

“คนของเราเยอะขึ้นมาก อาหารการกินต่างๆ จะมีเพียงพอฤๅไม่” เวฬาถามต่อ ทัพใหญ่หลายพันยกมา อาหารที่มีในค่ายไม่น่าเพียงพอ จะทำอย่างไรต่อได้  

“อย่าทรงกังวลพระทัยเลยพะย่ะค่ะ เดิมจากทัพหลวงก็มีเกวียนเสบียงของตนอยู่แล้ว เสบียงค่ายที่เราก็มีมากชนิดอยู่ได้เป็นปีๆ เลยพะย่ะค่ะ เราเก็บซ่อนไว้ที่ถ้ำด้านบนหน้าผาโน่น” สัตตชี้ไปที่หน้าผาด้านท้ายค่าย  

“ดีจริง เรื่องปากท้องของผู้คนสำคัญ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อย่าปล่อยให้ท้องพวกเขาว่าง หากหิวต้องได้กินหนา”  

“พะย่ะค่ะ” สัตตยิ้มร่าถูกใจ ช่างเป็นคำสั่งที่น่ารักเสียจริงนายหญิงของกระผม 

 

เครื่องเสวยเช้านี้ประกอบไปด้วยข้าวต้มปลาทรงเครื่อง กลิ่นกระเทียมเจียวหอมฟุ้งไปทั้งค่าย ส่วนของหวานเป็นกล้วยบวชชีเนื้อนุ่มหอมกะทิ สำรับถูกจัดถวายแบบง่ายๆ เช่นเดียวกับของแม่ทัพนายกองที่ต่างขึ้นไปประชุมวางแผนกันอยู่เบื้อหน้าที่ประทับพระมหาอุปราช  

แต่แรกเมื่อทราบพระอาการทุกคนต่างตกใจ แต่พอได้เห็นที่ประทับและพระอาการโดยแท้แล้ว ต่างนึกชื่นชมในตัวพระชายาผู้ถวายรักษา และเมื่อเห็นสำรับอาหารของแต่ละคนในเช้านี้ที่ทหารรับใช้แจ้งว่าพระชายาปรุงมาเผื่อและได้ชิมรสมือ เสียงชื่นชมก็ดังเซ็งแซ่ 

“เหตุใดทำหน้าเยี่ยงนั้นเล่า เบื่อป้อนข้าวพ่อแล้วฤๅ” พระมหาอุปราชรชตทรงเอ่ยถามเมื่อเห็นหน้าบุตรชาย  

“มิได้พะย่ะค่ะ ลูกมิเคยเบื่อที่ได้ปรนนิบัติเสด็จพ่อเลย” เจ้าชายวิรุณห์รีบตอบ  

“หึหึ อย่าหวงไปเลยหนา ยิ่งนางเป็นที่รักของแม่ทัพนายกอง นางก็จะยิ่งปลอดภัย” พระบิดาเอ่ยดักทางเช่นนี้แล้ว จะไปต่อเยี่ยงใดได้เล่า ทรงเขินหน้าแดงก่ำ พระบิดาหัวเราะร่าถูกใจ เอาเหว๋ย เจ้าตัวน้อยไม่อยู่ แต่ก็ยังเป็นเหตุทำให้ทรงพระอารมณ์ดีได้อีกหนอ 

การประชุมวางแผนเป็นไปอย่างเคร่งเครียดตลอดช่วงเวลาสาย ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขัด จนล่วงเลยมาถึงยามบ่าย เวฬาที่เตรียมสำรับเที่ยงเรียบร้อย พร้อมเครื่องสมุนไพรสำหรับสมานแผลที่จะต้องเปลี่ยนให้พระมหาอุปราชนั่งหน้างอง้ำอยู่ในเรือนครัว ความอดทนเริ่มจะหมด หากเสวยไม่เป็นเวลาประเดี๋ยวก็ทรุดอีกจนได้หรอก  

“ยังไม่เสร็จกันอีกฤๅ ป่านนี้เสด็จพ่อหิวแย่แล้ว ประเดี๋ยวเถอะจะตีให้ขาลายทั้งเจ้านายทั้งลูกน้องเลย” หญิงสาวบ่นไม่จริงจังนัก แต่คนได้ยินนี่สิหัวเราะร่าอย่างถูกใจ  

ปกติสัตตเองเป็นคนอารมณ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเป็นคนเดียวที่กล้าเอ่ยวาจายียวนเจ้าชายพระสหาย ครานี้พอมีลูกคู่อย่างเจ้าหญิงพระชายา จึงยิ่งถูกใจใหญ่  

“กระหม่อมหาไม้เรียวไว้รอ พร้อมยานวดประคบแก้ปวดเมื่อยนะพะย่ะค่ะ” ทูลเสร็จก็ต้องกระโดดหลบลูกมะนาวพระราชทานเป็นการใหญ่  

“เราไม่รอแล้ว เมญา นารี ยกเครื่องเสวยตามเรามา” สั่งเสร็จก็ถือถากเครื่องยาเดินนำขึ้นเรือนไปทันที  

“อภัยเถิดที่เรามาขัดการพูดคุยของท่านทั้งหลาย แต่พระมหาอุปราชจะต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลแล้วหนา ขออนุญาตให้เราเข้าไปเถิด” เอ่ยขอไปงั้นแหละ ยังไงก็จะเข้าไปอยู่ดี เหล่าแม่ทัพนายกองหลีกทางให้ทันที สิ่งใดขวางทางก็พร้อมใจกันหยิบยกออกอำนวยความสะดวกให้โดยง่าย  

“รู้ใจพ่อจริงเชียว กำลังหิวเลย” พระมหาอุปราชทรงเอ่ยเสียงดัง และเป็นอีกครั้งที่คนต่างตะลึงมอง  

“เปลี่ยนผ้าพันแผลก่อนนะเพคะ เที่ยงนี้หม่อมฉันทำข้าวเหนียวนึ่งกับไก่อบฟาง และกล้วยเชื่อมมาถวายเพคะ” ตลอดเวลาที่เปลี่ยนผ้าพันแผลล้างทำความสะอาดพอกยาใหม่ ล้วนอยู่ในสายตาของเจ้าชายวิรุณห์และแม่ทัพนายกองทั้งสิ้น แต่เจ้าคนงามกลับก้มหน้าก้มตาให้ความสนใจกับการเปลี่ยนผ้าพันแผลจนไม่มองไม่ทักไม่ทายเขาเลย  

“คืนนี้เจ้าโดนทำโทษแน่ๆ” เจ้าชายวิรุณคาดโทษไว้ในใจ  

“สำรับเที่ยงของฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเพิ่มลาบไก่ให้ด้วยเสวยเถอะ หม่อมฉันดูแลเสด็จพ่อเอง” สำรับของเจ้าชายวิรุณห์มีเมนูพิเศษกว่าของคนอื่นหนึ่งอย่าง เพียงเท่านี้พระพักต์ที่บูดบึ้งมาตั้งแต่เช้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มร่าจนแม่ทัพนาย กองต่างพากันโคลงหัวอ่อนใจกันเป็นแถว  

“เหว๋ย เหว๋ย อาหารจานเดียวยิ้มร่าไม่หุบยันเย็นยันค่ำ ช่างน่าอิจฉาจริงหนอ” สัตตเอ่ยเย้าขณะที่ทั้งสามขี่ม้าตรวจตราค่ายทหารเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของทหารและเหล่าบ่าวรับใช้และพวกนางกำนันทั้งหลายที่เพิ่งมาสมทบเมื่อเช้า เพิงพักชั่วคราวถูกสร้างขึ้นแบบง่ายๆ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน เป็นระเบียบและมีแบบแผน 

“ประเดี๋ยวเถอะ” ทรงชี้หน้าคาดโทษ “ผู้ใดจัดการระเบียบผู้คนเหล่านี้” ทรงถาม  

“เดามิถูกฤๅ ตอนนี้มีผู้เดียวเท่านั้นพะย่ะค่ะ ที่ครอบรองดวงใจไปแล้วทั้งกองทัพ บอกกล่าวสิ่งใดผู้คนล้วนยินดีทำตาม” ขุนพลเวธางค์ตอบ  

เมื่อยกเรือนที่ประทับให้พระบิดาใช้รักษาตัวแล้ว เรือนที่ประทับหลังใหม่ก็ถูกเนรมิตรขึ้นแทนที่บนชะง่อนผาที่สามารถมองจากหน้าต่างออกมาเห็นอาณาเขตของค่ายทหารได้อย่างชัดเจนจนทั่ว ยังขาดก็แต่เครื่องเรือนที่พระชายาบอกว่าไม่ต้องลำบากจัดการให้ยุ่งยาก เพียงฟูกปูนอนหมอนหนุนและผ้าห่มให้อุ่นกายก็พอใจแล้ว  

“ต้องขอบใจเจ้าอีกกี่ครั้ง ที่ดูแลคนของข้าได้อย่างไม่มีที่ติ” ทรงโอบกอดเจ้าคนงามจากด้านหลัง ทั้งสองมองกองทัพอันยิ่งใหญ่ของตนจากหน้าต่างอย่างชื่นชม  

“มิเห็นต้องขอบใจอันใดเลย เพียงแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทได้บ้างหม่อมฉันก็ดีใจยิ่งแล้วเพคะ” เวฬาตอบ  

“ได้สิ ได้มากเลยล่ะ มาทางนี้เถอะข้ามีอะไรจะให้” ทรงจับจูงหญิงสาวมายังที่นอน หยิบกล่องไม้ออกมาเปิดอ้าออก ปิ่นไม้แกะสลักรูปพุดซ้อนขัดเงาอย่างเรียบง่ายถูกบรรจุอยู่ภายในกล่อง ที่รองด้วยผ้าสีแดงสด  

“ชอบไหม” ทรงถาม “ข้าแกะมันด้วยมือของข้าเองเลยหนา”  

เวฬาหยิบขึ้นมาดูอย่างทนุถนอมของขวัญที่ทรงลงมือทำให้เธอด้วยองค์เอง “ชอบเพคะ มันมีคุณค่ากับหม่อมฉันมากกว่าสิ่งใดเพคะ” เวฬายกมือไหว้ขอบคุณ แล้วแกะมวยผมเดิมออกและบรรจงเกล้าใหม่ ปักด้วยปิ่นไม้สลักลายดอกพุดซ้อน ส่งยิ้มให้อย่างน่ารัก จนเจ้าชายวิรุณห์อดใจไว้ไม่ไหว ก้มลงหอมแก้มนวลไปฟอดใหญ่ จนคนโดนหอมค้อนขวัก  

“ขอรางวัลให้ข้าชื่นใจบ้างเถิด ทำปิ่นนี้ให้เจ้ายังยากกว่ายึดทมิฬทั้งเมืองอีกหน้า ของขวัญให้เจ้าคราวหน้าข้าขอเป็นยึดเมืองให้เจ้าสักเมืองได้ฤๅไม่”  

“ไม่จำเป็นต้องหาสิ่งใดให้หม่อมฉันเลย เพียงแค่ฝ่าบาทปลอดภัยกลับมาหาหม่อมฉันเพียงเท่านี้ ก็มีค่ายิ่งแล้วเพคะ”  

เมื่อคำตอบถูกใจคนฟัง จึงได้รางวัลเป็นจุมพิตร้อนแรงและบทรักอันหอมหวานก็ถูกบรรเลงจนเกือบรุ่งสางโดยผู้บรรเลงมิได้แสดงความเหน็ดเหนื่อยอย่างที่ทรงโอดครวญไว้แม่แต่น้อย  

 

กลางดึกของค่ำคืนเดือนดับแสงสว่างอันน้อยนิดจากดวงดาวช่วยในการพรางตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่แฝงตัวมากับแม่น้ำสายหลักโดยใช้เรือท้องแบนคว่ำลงเป็นเกราะพรางตาดำน้ำเลาะเลียบมาตามริมตลิ่งมุ่งหน้าสู่กำแพงเมืองวิมายปุระทางด้านใต้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อมาถึงประตูระบายน้ำบานหนักถูกยกขึ้นไว้รอท่าอยู่ก่อนแล้ว ทั้งหมดจึงเคลื่อนที่เข้าสู่กำแพงเมืองได้อย่างง่ายดาย  

คลองระบายน้ำทำหน้าที่ผันน้ำจากแม่น้ำสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองผ่านเทือกสวนไร่นา คูคลองสายเล็กสายน้อยไปจนทั่วอาณาบริเวณเมืองทั้งหมดเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมือง รวมไปถึงในบริเวณปราสาทหลวง คลองสายเล็กแคบที่เต็มไปด้วยผักตบชวา กอสวะ และกอหญ้าริมน้ำที่สูงจนท่วมมิดหัวชนิดที่หากมิใช่คนที่ขุดคลองสายนี้ขึ้นมาจะไม่มีวันรู้เลยว่าบริเวณแห่งนี้มีคลองซ่อนอยู่ อีกทั้งด้านบนตลิ่งยังมีต้นตีนเป็ดต้นใหญ่หลายต้น ส่งกลิ่นหอมเอียนน่าเวียนหัวฟุ้งไปทั่วจนไม่มีใครอยากผ่านไปมาสักเท่าใดนัก สุดปลายคลองจะสามารถทะลุออกไปยังสระบัวบริเวณตำหนักของเจ้าชายรัชทายาทได้  

สัญญาณหยุดการเคลื่อนไหวถูกส่งมาจากคนที่เดินนำหน้าสุด เรือท้องแบนถูกยกออกผูกติดไว้กับกอหญ้าริมน้ำปลายคลอง จากนั้นชายฉกรรจ์ทั้งห้าก็ค่อยๆว่ายน้ำผ่านกอบัวหลวงที่ขึ้นหนาแน่นในสระตรงไปยังศาลาริมน้ำอย่างเงียบเชียบและว่องไว ผ้านุ่งผืนใหม่ถูกเตรียมซ่อนไว้ใต้ศาลาโดยห่อไว้ด้วยใบบัวแห้ง ทั้งสิ้นหยิบมาผัดเปลี่ยนทันที  

จากนั้นก็ย่องผ่านใต้ทางเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ตำหนักของรัชทายาทฟูนันได้อย่างเงียบเชียบ หน้าห้องบรรทมมีทหารยามสองนายเฝ้าอยู่ คบไฟถูกจุดไว้พอให้เห็นทางเท่านั้นไม่ได้สว่างมากพอ หากนี่ไม่ใช่กับดัก ก็นับว่าพวกกบฏช่างประมาทเหลือเกิน ลูกธนูอันใหญ่ถูกพาดชึ้นสาย ง้างออกจนสุดกำลัง จากนนั้นก็ถูกปล่อยให้พุ่งตรงผ่านหัวของทหารยามทั้งสองไปพร้อมกับนำพาวิญาณของพวกกบฏไปสู่ยมโลกอย่างง่ายดายเพียงเสี้ยงวินาที ประตูห้องบรรทมถูกเปิดออกร่างสูงพุ่งตรงไปยังพระแท่นโดยไม่รอช้า  

“ฟูนัน พี่ข้าตื่นเถิด” เจ้าชายวิรุณห์กระซิบปลุก เจ้าชายฟูนันที่เคยเป็นเจ้าชายหนุ่มเจ้าสำราญบัดนี้ร่างกายซูบผอมผิวพรรณแห้งเหมือนคนขาดน้ำ พระพักต์ซีดเซียวไร้สีเลือดมีเพียงลมหายใจรวยรินนอนนิ่งอยู่บนพระแท่นที่บรรทม  

“ฆ่าข้าเถิด” เสียงแหบพร่าแผ่วเบาดังออกมาจากโอฐที่แตกระแหง 

“จะไม่มีใครทำอันใดเจ้าได้ทั้งนั้นพี่ข้า ข้ามาพาเจ้าออกไปจากนรกแห่งนี้แล้ว ลืมตามองข้าหน่อยเถิด” เจ้าชายวิรุณห์จับกระชับมือพี่ชายบีบเบาๆ ให้รู้ตัว คนบนเตียงลืมตาขึ้นมองอย่างอ่อนแรง  

“วิรุณห์ นี่เจ้าจริงหรือ” เจ้าชายฟูนันทั้งแปลกใจทั้งหวาดกลัวในคราวเดียวกัน เกรงว่าภาพน้องชายที่เห็นตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพหลอนเหมือนเช่นเคย 

“ข้าเอง แข็งใจหน่อยเถิด ข้าจะพาเจ้าออกไป” เจ้าวิรุณห์ประคองพี่ชายให้ลุกขึ้นนั่ง  

“ฆ่าข้าซะ แล้วยึดเมืองคืนแก้แค้นให้พวกข้า หากเจ้าพาข้าไปจะเป็นตัวถ่วงเจ้าได้ ” คนเป็นพี่เสนอ 

“ไม่ … เจ้าไม่มีวันเป็นตัวถ่วงข้า อาณาจักรเป็นของเจ้า ความภักดีเป็นของข้า หน้าที่ข้าคือปกป้องเจ้าด้วยชีวิต ลืมไปแล้วฤๅพี่ข้า” เจ้าชายวิรุณห์กระชับอ้อมกอดแน่นปลอบใจคนเป็นพี่ “ข้าจะพาเจ้าออกไป น้องสาวคนใหม่ของเจ้าก็กำลังรอเจ้าอยู่ นางทำอาหารและขนมไว้มากมายรอการไปถึงของเจ้า แข็งใจหน่อยเถิด” คำปลอบนั้นเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนบนเตียงได้เป็นอย่างดี  

“นางสบายดีฤๅ” ถามถึงแล้วก็พอยิ้มได้ น้องสาวที่มีรอยยิ้มน่าเอ็นดูของเขา 

“นางสบายดี แลตอนนี้ได้ยึดกองทัพทหารของข้าไปจนสิ้นแล้ว ข้าจึงมีคนติดตามมาช่วยเจ้าเพียงแต่น้อย นี่ข้าก็ว่าจะขอแรงเจ้าไปช่วยข้ายึดกองทัพข้าคืนจากนางอยู่พอดี” คนน้อยเอ่ยถึงเจ้าคนงามน้ำเสียงดูมีความสุข  

“น้ำเสียงเจ้าเวลาเอ่ยถึงนางช่างเต็มไปด้วยความสุขจริงหนอ ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”  

“นางมีอะไรให้เจ้าแปลกใจอีกมากพี่ข้า ไปเถิด ไปดูด้วยตาของเจ้าเอง” เจ้าชายฟูนันพยักหน้ารับคำกัดฟันเรียกเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ทรงตัวนั่งด้วยองค์เอง  

“นม เจ้าไปช่วยนมด้วย นางถูกขังไว้ในห้องของเสด็จแม่” เจ้าชายฟูนันเขย่าแขนน้องชายรีบบอก  

“ได้ สัตตจะพาเจ้าล่วงหน้าออกไปก่อน ข้าจะพานมตามไปสมทบที่ด้านนอก” ทรงประคองร่างพี่ชายขึ้นหลังขุนพลสัตต ก่อนหันไปสั่งความขุนพลคู่ใจที่เหลือ “เวธางค์เจ้ามากับข้า ส่วนเจ้าทั้งสองช่วยอารักขาองค์รัชทยาออกไปแล้วไปรอข้าที่ประตูระบายน้ำ หากมีเหตุอันใดให้สงสัยว่าอันตราย มิต้องรอข้าเร่งพาองค์รัชทายาทกลับค่ายทันที”  

การหลบทหารยามไปยังที่ประทับมหาเทวีไม่ง่ายเท่าตำหนักรัชทายาท เพราะเวรยามแน่นหนากว่าและความชำนาญในเส้นทางก็น้อยกว่า และเนื่องจากเจ้าชายวิรุณห์ทรงเข้าออกตำหนักรัชทายาทเป็นว่าเล่น ต่างกับตำหนักหลวงที่มิได้เสด็จเยือนนัก ทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าจะหาหน้าต่างห้องนอนของมหาเทวีมิราพบ  

ขุนพลเวธางค์ประสานมือเป็นบันไดให้สหายเหยียบปีนขึ้นไปเกาะบานหน้าต่างก่อนจะมุดหายเข้าไปในห้องนอน นางนมนอนหลับอยู่บนเตียงสี่เสาหลังใหญ่ที่แต่เดิมเป็นพระแท่นบรรทมของมหาเทวีมิรา นอนตะแคงหันหลังให้กับหน้าต่าง เจ้าชายวิรุณเดินตรงไปหา ทันทีที่เจ้าชายวิรุณห์เข้าไปถึงเตียง นางนมที่กำลังนอนหลับอยู่ก็พลิกร่างกลับมาพร้อมกับมีดในมือแทงสวนออกมาทันที เจ้าชายหนุ่มบิดตัวหลบได้ทันหวุดหวิดแต่ก็เซไปจนชนกับพานเครื่องหมากที่วางอยู่ตรงหัวเตียงหล่นลงพื้นดังโครม  

“ประเดี๋ยวก่อนนม ข้าเอง วิรุณห์” เจ้าชายวิรุณห์รีบส่งเสียงบอกก่อนที่เขาจะโดนแทงซ้ำ นางนมชะงักมือทันที  

“ฝ่าบาท มาอย่างไรเพคะ ทรงปลอดภัยดีหรือไม่” เมื่อรู้ว่าผู้บุกรุกคือผู้ใด ความดีใจที่เจ้าชายน้อยปลอดภัยก็ท่วมทันขึ้นมาทันที แต่ก็ดีใจได้เพียงไม่นาน เสียงโซ่ที่พันคล้องประตูถูกดึงออก ทั้งสองคนหันกลับไปมองที่ประตูพร้อมกัน เมื่อนางนมหันกลับมาจะทูลขอให้ไปซ่อนองค์ก่อน ก็ไม่ทันซะแล้ว เจ้าชายน้อยของเธอหายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว  

“เสียงดังอันใดกัน” ทหารยามสองนายถือใต้เข้ามาส่องดูในห้อง  

“เสียงข้าปาพานหมากนั่นเอง” นางนมเอ่ยเสียงดุ ชี้นิ้วไปที่พานหมากที่อยู่บนพื้น “เดี๋ยวนี้พวกเจ้าทำงานกันเยี่ยงไรจึงมีหนูตัวโตเข้ามาเพ่นพ่านถึงในห้องนอนได้แบบนี้” นางนมโวยวาย  

“หนูที่ใด ข้าไม่เคยเห็น ตรวจดูให้ทั่ว” ทหารยามตอบก่อนจะเอาใต้ในมือส่องค้นหาคนทั่วห้องทุกซอกทุกมุม โดยที่นางนมนั่งมองอยู่บนเตียงมิได้ขัดขวางหรือแสดงท่าทีมีพิรุท “ข้าไม่เห็นหนูสักตัว นางนมคงฝันร้ายเสียแล้วกระมัง” ทหารคนเดิมตอบส่ายหัวอ่อนใจ ก่อนเดินออกจากห้องไปแล้วใช้โซ่คล้องประตูไว้ดังเดิม  

เมื่อทหารออกจากห้องไปแล้ว เจ้าชายวิรุณหืก็กระโดดลงมาจากหลังคาเตียงที่ขึ้นไปซ่อนตัวอยู่  

“ข้ามาพานมออกไปจากที่นี่” ทรงจับมือทั้งสองข้างของนางนมมากุมไว้  

“ข้าจะเป็นตัวถ่วงท่าน ทิ้งข้าไว้ที่นี่เถิด พวกมันมิทำอันใดข้าดอก” นามนมตอบยิ้มๆ แค่เห็นเจ้าชายน้อยปลอดภัยเท่านี้ก็ดีใจนัดหนาแล้ว  

“เหตุใดทุกคนจึงเอ่ยเหมือนกันหมด ข้ามิเคยคิดว่าผู้ใดเป็นตัวถ่วงเลยหนา” เจ้าชายหนุ่มซบพระพักต์ลงกับไหล่ของนางนม “นมจ๋า นมไปกับข้าเถิดหนา ตอนนี้ข้ามีเรื่องอยากขอให้ช่วยมากมายไปหมด โดยเฉพาะเจ้าตัวน้อยของนมที่บัดนี้กำเริบหนักนัก ยึดกองทัพข้าไปสิ้นแล้ว จำเป็นเหลือเกินที่ต้องมีคนคอยปรามนางบ้าง” เหตุผลเดิมถูกยกมาหลอกล่อคนตรงหน้าอีกครั้ง หลังจากที่ได้ผลกับเจ้าชายฟูนันไปคนหนึ่งแล้ว  

“จะไปอย่างไรเพคะ ที่นี่ทหารมากมายเต็มไปหมด” นางนมยอมใจอ่อนแต่ก็คิดไม่ออก หากจะพาคนแก่คนนี้หนีออกไปมิง่ายเลยหนา เจ้าชายวิรุณห์ไม่ตอบแต่จูงมือนางนมมาริมหน้าต่าง ชะโงกมองออกไปส่งสัญญาณให้เบื้อล่าง ก่อนช้อนตัวนางนมขึ้นอุ้มแล้วโยนลงจากหน้าต่างทันที  

ด้านล่างขุนพลเวธางค์รอรับอยู่ก่อนแล้วเมื่อรับตัวนางนมจากผู้เป็นนายแล้วก็วางลงพื้นโดยนิ่มนวล แต่ก็มิวายโดยฟาดไปหนึ่งที ส่วนคนเป็นนายที่กระโดดตามลงมาโดนชี้หน้าคาดโทษ แต่เจ้าตัวก็มิได้สลดยิ้มร่าแล้วจูงมือนางนมออกเดินหลบทหารไปจากตรงนั้นทันที  

ขากลับออกมาเจ้าชายวิรุณห์พานางนมเลาะตามสวนหลบทหารยามผ่านสระลำเจียกมาทางตำหนักของตนเอง ด้านหลังตำหนักจะมีทางลับที่ทหารใช้เข้าออกวังหลวงอยู่ท้ายตำหนักที่เลือกมาทางนี้เนื่องจากว่า จากตำหนักหลวงมาทางนี้ใกล้กว่าที่จะอ้อมไปทางสระบัว แต่ก็อันตรายกว่านัก เพราะท้ายตำหนักเป็นสวนผลไม้นานาชนิดที่เจ้าตัวทรงโปรดให้ปลูกไว้ให้ทหารทั้งหลายได้เก็บกินผลมากกว่าปลูกดอกไม้ประดับเหมือนตำหนักทั่วไป ยิ่งยามดึกสงัดในคืนเดือนมืดแบบนี้ งูเงี้ยวเขี้ยวขอช่างชุมนัก  

“นมขึ้นหลังข้าเถิด ทางจากตรงนี้เดินยากนักเท่าเปล่าเยี่ยงนี้ไม่ดีแน่” เจ้าชายวิรุณห์ทรงหันหลังย่อลงแล้วแบกนางนมขึ้นเดินผ่านสวนของตนออกประตูไม้บานน้อยที่ซ่อนอยู่ริมกำแพงวังออกไปยังสวนชาวบ้านที่อยู่ติดกันจากนั้นขโมยเรือพายพายออกไปสมทบกับขุนพลสัตตที่ ประตูระบายน้ำด้านทิศใต้ทันที  

“ฟ้าใกล้สางแล้วหากเดินทางต่อจะมิเป็นผลดีพะย่ะค่ะ” ทหารยามที่เป็นผู้ลักลอบเปิดประตูระบายน้ำให้กราบทูล “พ้นโค้งน้ำนั่นไปจะมีบ้านร้างสามารถซ่อนเรือไว้ตรงใต้บ้าน เดินตามทางไปไม่ไกลจะมีวัดร้างอยู่ ภายในโบสถ์ใต้ฐานพระพุทธรูปมีช่องว่างพอให้เข้าไปหลบรอจนฟ้ามืออีกคราได้พะย่ะค่ะ” ทหารคนนั้นแนะนำ  

“ขอบน้ำใจเจ้านัก ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าเป็นแน่” เจ้าชายวิรุณกล่าวกับนายทหาร  

“มิได้พะย่ะค่ะ วิมายปุระเป็นบ้านเกิด องค์บุษกทรงเป็นกษัตริย์ที่กระหม่อมเทิดทูลไว้เหนือเกล้าพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะมิยอมให้พวกทำชั่วได้เชิดหน้าชูตาอยู่แบบนั้นดอก การช่วยฝ่าบาททวงคืนแผ่นดินอันชอบธรรมถือเป็นการตอบแทนแผ่นดินเกิดของกระหม่อมแล้วพะย่ะค่ะ” นายทหารผู้นั้นตอบ เจ้าชายวิรุณห์ตบบ่าเอ่ยขอบใจก่อนจะเร่งพายเรือไปซ่อนตัวตามคำบอกของนายทหารผู้นั้นก่อนที่ฟ้าจะสาง  

โบสถ์ร้างอยู่ลึกเข้ามาในตลิ่งค่อนข้างมาก ทางเดินก็รกไปด้วยไม่ไม้แห้งซึ่งถือเป็นเรื่องดีทำให้ง่ายต่อการพรางตัว เวธางค์กับขุนพลอีกผู้ออกไปหาน้ำและอาหารมาถวาย เจ้าชายฟูนันประทับนอนอยู่กับพื้นโบสถ์โดยมีนางนมคอยดูแลไม่ห่าง แม้มิใช่มารดาแต่ก็เป็นผู้ให้นมเลี้ยงดูมาแต่น้อยจนเติบใหญ่ เมื่อเห็นสภาพเจ้าชายน้อยที่ร่าเริงของตนต้องเจ็บหนักแถมต้องเร่ร่อนมานอนกลางดินกินกลางทรายแบบนี้แล้วมันช่างเจ็บปวดจนมิอาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้จริงๆ  

“ใครแกล้งนมบอกข้า ข้าจะไปตีมันให้” เจ้าชายฟูนันยกพระหัตถ์เช็ดน้ำตาให้พลางเอ่ยเย้า  

“เช่นนั้นตีองค์เองเลยเพคะ ที่ปล่อยให้องค์เองเจ็บป่วยเพียงนี้” นางนมตอบ  

“โถ นมจ๋า อย่าตีข้าเลย เท่านี้ก็เจ็บจะแย่แล้วทั้งกายและใจเลยหนา” ทรงตอบอย่างอ่อนแรง 

“ข้ามียาดีไว้รอเจ้าอยู่ที่ค่าย อดทนอีกนิดเถิดฟูนัน เจ้าจะต้องหายดีแน่นอน” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยปลอบ ยื่นน้ำและอาหารให้นางนมป้อนให้พี่ชายตน “หลับพักเอาแรงก่อนเถิด ค่ำนี้เรายังต้องเดินทางอีกไกล”  

 

การเดินทางกลับค่ายกินเวลาถึงสามคืนเนื่องจากต้องคอยหลบทหารหลวงและสามารถเดินทางได้เฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้นอีกทั้งร่างกายของเจ้าชายฟูนันก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนมิสามารถเดินได้ด้วยตนเองได้อีกต่อไป เพราะเหตุว่าการเดินทางกลางคืนต้องเจอกับอากาศที่หนาวและชื้นจัด ขุนพลทั้งสองจึงไปตัดไม้มาทำเป็นแคร่หามเพื่อพาเจ้าชายฟูนันออกเดินทางต่อ จนกระทั่งเช้าวันที่สี่ทั้งเจ็ดชีวิตก็มาถึงต้นตะแบกคู่อันเป็นซุ้มประตูทางเข้าค่ายได้อย่างปลอดภัย ทหารยามเฝ้าประตูออกมาถวายความเคารพ เจ้าชายวิรุณห์ทรงขอยืมม้าพาเจ้าชายฟูนันขึ้นหลังแล้วควบตรงเข้าไปในค่ายอย่างรวดเร็วโดยมีขุนพลสัตตขี่ม้าอีกตัวตามมาติดๆ  

เรือนที่ประทับวุ่นวายอีกครั้งเมื่อเจ้าชายวิรุณห์ทรงอุ้มร่างไร้สติของเจ้าชายฟูนันขึ้นเรือนมา  

“ฟูนัน!!! เขาเป็นอย่างไรบ้าง” มหาอุปราชเอ่ยถามทันทีที่เห็นสภาพของหลานชาย  

“อ่อนเพลียมากพะย่ะค่ะ แต่ยังมีลมหายใจ” บุตรชายเอ่ยกราบทูล หลังจากวางร่างของเจ้าชายฟูนันลงกับพื้นเรือนเรียบร้อยแล้ว ขุนพลสัตตรีบเข้ามาตรวจอาการอย่างรวดเร็ว  

“พระปรอทสูงจนไม่ได้พระสติพะย่ะค่ะ น่าจะมาจากอาการพระปัปผาสะ (ปอด) บวม ร่วมกับการที่พระวรกายขาดน้ำจึงทำให่อ่อนแรงพะย่ะค่ะ” ขุพลลสัตตรายงานพระอาการ “กระหม่อมจะออกไปหาสมุนไพรเพื่อมาปรุงโอสถถวายเดี๋ยวนี้พะย่ะค่ะ” ขุนพลลสัตตวิ่งออกนอกเรือนทันที  

“ขอหม่อมฉันดูหน่อยเพคะ” ตอนแรกที่เห็นสภาพเวฬายอมรับว่าตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งตะลึงมองสภาพเจ้าชายฟูนันที่ทรุดโทรมลงมากอย่างน่าใจหาย แต่พอได้ฟังอาการแล้วก็คิดได้ว่าต้องทำอะไรสักอย่างระหว่างรอยาจากท่านสัตต “นารี ไปเอาน้ำต้มกับผ้าสะอาดมาข้าจะเช็ดตัวลดเพื่อลดพระปรอท เมญาเตรียมที่นอนและผ้าห่มหนาๆ มาที สั่งคนเอาหอมแดงทุบต้มน้ำใส่เตาไฟเล็กๆ ขึ้นมาด้านบนด้วยหนา” ทุกคนหลาบทางให้พระชายาทันที  

เวฬาเช็ดตัวให้เจ้าชายฟูนันด้วยตัวเองตามวิธีการที่เพื่อที่เป็นหมอสอนตอนเรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์นั่นคือเช็ดจากปลายมือปลายเท้าย้อนกลับเข้าสู่หัวใจ ถูแรงๆ จากนั้นใช้ผ้าหมาดประคบตามขาหนีบ รักแร้ ซอกคอ ห่มผ้าให้หนา ต้มหอมแดงไว้ทางหัวนอนให้ไอระเหยช่วยให้หายใจได้คล่องขึ้น จากนั้นให้คนไปเอาใบของต้นฟ้าทะลายโจรมาตำให้แหลกผสมน้ำต้มสุกแล้วกรองกากออก แล้วหยอดใส่โอฐให้ทรงดื่มเพื่อลดพระปรอท ตอนนี้ที่น่ากลัวคือไข้สูงมากจนอาจช็อคได้ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางอย่างที่ต้องการแล้วจึงได้หยุดมือแล้วรายงานพระอาการให้คนที่อยู่ในห้องรู้  

“หม่อมฉันถวายสมุนไพรเพื่อลดพระปรอทซึ่งได้ผลน่าพอใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เราได้แต่ทำพระวรกายให้อุ่นเข้าไว้ และฝากความหวังไว้ที่ยาของท่านสัตตเพคะ”  

“ลำบากเจ้าอีกแล้วหนา” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยกับชายา  

“ไม่ลำบากเลยเพคะ แล้วฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้างทรงปลอดภัยดีใช่ไหมเพคะ” อยากจะโมโหที่อยู่ๆ ก็หายไปไม่ล่ำลาปล่อยให้เธอตื่นมาซะสายโด่งโดนสาวๆ ล้อไปเสียครึ่งวันค่อนวัน แต่พอเห็นเนื้อตัวมอมแมมหน้าตาอิดโรยนั่นแล้วก็โกรธไม่ลงจริงๆ  

“ข้าสบายดี ข้าพาคนผู้หนึ่งมาด้วย คาดว่าเจ้าน่าจะอยากพบ” ทรงตอบ 

“ใครหรือเพคะ” เวฬาถาม  

“ดูเอาเถิด” ทรงลุกขึ้นหลบให้เห็นสตรีร่างท้วมที่เธอคุ้นเคย นั่งรอติดตามพระอาการอยู่ด้านหน้าเรือนอย่างเป็นกังวล  

“นางนม” เวฬาอุทานลั่น ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปโถมกอดเต็มรักด้วยความคิดถึง “เป็นอย่างไรบ้างคะ บาดเจ็บหรือไม่ พวกนั้นทำอะไรท่านบ้างไหม เวเป็นห่วงแทบแย่เลยค่ะ” คำถามยาวเหยียดจนคนฟังไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี เลยยิ้มอย่างเดียวไม่ตอบสักถาม แถมยังต้องเช็ดน้ำตาให้คนถามอีกต่างหาก  

“มีคนไปขอความช่วยเหลือหม่อมฉัน บอกว่าโดนยึดกองทัพไปเพคะ ให้มาช่วยทวงคืนเลยต้องตามมาดู” นามนมเอ่ยยิ้มๆ เด็กสาวแปลกถิ่น บัดนี้กลายเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้วแถมยังเก่งกล้าสามารถจนน่าภูมิใจจริงๆ  

“ทรงใส่ร้ายหม่อมฉัน” เจ้าตัวหันไปโวยวายใส่คนต้นเรื่องนั่งยิ้มแต้อยู่ข้างๆ  

“ใส่ร้ายที่ไหน คนที่นี่มีใครกล้าขัดใจเจ้าบ้าง ขนาดข้ายังไม่กล้าเลย” ทรงเอ่ยตอบทำเอานางกำนัลและทหารที่ได้ยินนั่งอมยิ้มกันเป็นแถว ในเรื่องร้ายยังมีสองพระองค์นี้ที่สามารถเรียกรอยยิ้มและขวัญกำลังใจให้กับทหารได้อย่างดีจริงหนอ  

“แล้วยังอยากให้หม่อฉันทวงกองทัพคืนให้อยู่หรือไม่เพคะ” นางนมเอ่ยยิ้มๆ เท่านี้ก็ตายตาหลับแล้วหนอ  

“ทวงเมียคืนจากคนโน้นให้ข้าดีกว่าจ่ะนม” ทรงชี้ไปที่ท่านมหาอุราชที่นอนอยู่บนเตียง พอนางนมเห็นตามที่ชี้ก็ร้องไห้ออกมาทันที ก้มลงกราบแล้วคลานเข้าไปหาใกล้  

“ฝ่าบาทยังทรงมีพระชนอยู่ สวรรค์เมตตายิ่งเพคะ” 

“เพราะลูกสาวนมนั่นแหละ ช่วยเราไว้ แต่ถึงรอดตายก็กลายเป็นชายแก่พิการให้ลูกหลานต้องดูแลอีกหนอ” ทรงกล่าว  

“หม่อมฉันจะเป็นผู้ถวายการดูแลเองเพคะ” นางนมรับปาก  

“ดูได้จ่ะนม ข้ายกหน้าที่นี้ให้นมเลย แต่ข้าว่านมคงต้องไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวให้อิ่ม แล้วนอนให้หลับสักตื่นก่อนดีกว่าหนา” เจ้าชายวิรุณเอ่ย เพราะหวังดีดอก สามสี่วันมานี่นางนมมิได้กินอิ่มหรือหลับเต็มตาเลยสักวัน ได้แต่คอยดูเจ้าชายฟูนัน และวิ่งหลบทหารหลวงตามแต่เขานำพา “พวกเจ้า พานางนมไปพักที่เรือนข้าก่อนเถิด” รับสั่งกับเมญาและนารีให้จัดการเป็นธุระให้ แถมใจดียกเรือนที่พักให้อีกต่างหาก  

“พระโอสถมาแล้วพะย่ะค่ะ” เสียงขุนพลสัตตดั่งเสียงสวรรค์ “พระโอสถอภัยสาลี ประกอบด้วยตัวยาสมุนไพรถึง 19 ชนิด ได้แก่ สหัสคุณเทศ พริกไทยล่อน (พริกไทยขาว) รากเจตมูลเพลิงแดง ลูกกระวาน ดอกกานพลู ลูกพิลังกาสัง ลูกจันทร์ ดอกจันทน์ หัวบุกรอ เนื้อลูกสมอไทย เนื้อลูกสมอเทศ เทียนแดง เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว แก่นจันทน์เทศ โกฐเขมา โกฐสอ และเหง้าว่านน้ำ บดรวมกันปั้นเป็นลูกกลอนพะยะค่ะ” ขุนพลลสัตตอธิบายเมื่อเห็นสายพระเนตรอยากรู้อยากเห็นจากพระชายา  

“น่าสนใจ ไว้สอนเราบ้างสิ” ฟังแล้วน่าสนุก  

“มิได้พะย่ะค่ะ หากสอนหมด กระหม่อมมีหวังโดนฝ่าบาทแย่งหน้าที่เป็นแน่” เป็นคำตอบที่ทำเอาพระชายาค้อนหนักมาก 

คืนแรกผ่านพ้นไปโดยที่เวฬาแทบไม่ได้นอน เพราะต้องคอยเช็ดตัวให้เจ้าชายฟูนัน ขณะที่ตัวยาที่ถวายให้เริ่มออกฤทธิ์ทำให้เจ้าชายฟูนันทรงพระกรรสะ (ไอ) หนักสลับกับการอาเจียรเป็นเลือดสำคล้ำออกมาเป็นระยะ ต้องคอยเช็ดตัวทำความสะอาดกันบ่อยๆ แม้จะมีนางกำนันทั้งสองและขุนพลสัตตคอยช่วยแต่ก็ช่างเป็นค่ำคืนที่บีบคั้นหัวใจยิ่งนัก  

พอเข้าช่วงสาย พระอาการต่างๆ จึงค่อยทุเลาลง เจ้าชายฟูนันทรงบรรทมได้สนิทขึ้น พระปรอทลดลงมากจนน่าพอใจ เมื่อเจ้าชายวิรุณห์เสด็จกลับมาจจากการตรวจตราค่ายพบเห็นเจ้าคนงามฟุบหลับอยู่ข้างพระที่ก็โคลงหัวอ่อนใจนัก  

“พานางไปพักเถิด นางดูแลฟูนันทั้งคืน เหนือยแย่แล้ว” มหาอุปราชรับสั่ง  

เจ้าชายวิรุณห์ช้อนตัวหญิงสาวขึ้นอุ้มพาเดินลงจากเรือนไป โดยเจ้าตัวขยับซุกในอ้อมกอดนิ่งเพื่อหาความอบอุ่นและหลับสนิทลงได้อย่างสบายใจ  

 

“ยามนี้มีชาวบ้านอพยพหนีจากเมืองมาขออาศัยกับทัพเรามากขึ้นพะย่ะค่ะ หากปล่อยไปแบบนี่ที่ซ่อนของเราอาจถูกเปิดเผยได้” หนึ่งในขุนพลที่มาประชุมรายงาน  

“ทางเมืองหลวงจัดทัพออกค้นหาเรา และตระเวณใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว เห็นทีคงเลี่ยงสงครามยากแล้วพะย่ะค่ะ” ขุนพลอีกท่านรายงาน  

“ทางทมิฬส่งทหารมาสมทบ กำลังเดินทางมาคาดว่าไม่เกินสามราตรีคงมาสมทบกับเราได้พะย่ะค่ะ”  

“จริงดังทุกท่านว่า สงครามครานี้คงเลี่ยงลำบาก แต่หากไม่จำเป็นเราไม่อยากเสียเลือดเนื้อ ทหารทุกนายล้วนเป็นประชาชนของเราทั้งสิ้น ไม่ควรสู้กันเองเลย” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ย  

“คนเหล่านั้นล้วนเข้าใจผิดจากข่าวลือที่ว่าทรงก่อกบฏทั้งสิ้นพะย่ะค่ะ หากเจ้าชายฟูนันสามารถปรากฏองค์แล้วบอกเล่าความจริงทั้งสิ้น เราอาจแก้ไขสงครามครั้งนี้ได้” ขุนพลภานุผู้นำกองทหารของเจ้าชายที่ค่ายกล่าวแนะนำ  

“ข้าก็หวังเช่นนั้นท่านภานุ ข้ากำลังประวิงเวลารอให้อาการของฟูนันทุเลาขึ้น แต่อย่างที่ทุกท่านเห็น ร่ายกายเขาอ่อนแอนักยากจะฟื้นตัวในเร็ววัน แต่หากเลี่ยงมิได้จริงๆ ก็คงต้องสู้ มิเช่นนั้นคนที่แย่ก็คือชาวเมืองตาดำๆ ที่มิรู้เรื่องอันใดถูกขังปิดหูปิดตาเป็นทาสให้พวกมันรีดไถอยู่แต่ในกำแพงเมืองนั่นเอง” เจ้าชายวิรุณห์กล่าวในที่ประชุม “ระหว่างนี้จัดทับซุ่มโจมตีแบบกองโจรเข้าตีก่อความวุ่นวายรอบกำแพงเมืองทุกด้านอย่าให้ว่างเว้น ขบวนสินค้าเข้าออกเมืองให้ดักปล้นให้สิ้น แต่จำไว้อย่าได้ทำร้ายผู้ใดจนถึงแก่ชีวิตเด็ดขาด รอกำลังจากทมิฬมาถึงเราจะบุกวิมายปุระทวงคืนความชอบธรรมกลับมา”  

 

ความคิดเห็น