แนะนำติชมด้วยนะคะ

ตอนที่ 8 ลูกสาวคนใหม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ลูกสาวคนใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 163

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2563 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ลูกสาวคนใหม่
แบบอักษร

ตอนที่ 8 ลูกสาวคนใหม 

ม้าศึกขาวดำสองตัวพุ่งทะยานผ่านแสงแรกของวันใหม่ ลอดซุ้มประตูเมืองออกไปจนฝุ่นตลบ ตามมาด้วยม้าเร็วของทหารวิมายปุระผู้อยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าชายวิรุณห์อีกสองร้อยตัว ภายนอกกำแพงเมืองทัพช้างและพลทหารราบตั้งแถวรอส่งเสด็จเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงาม พร้อมที่จะออกเดินทางตามไปติดๆ เพื่อจัดการกับพวกกบฏที่บังอาจปลงพระชนม์กษัตริย์และเทวีผู้เป็นที่รักของตน

แม้จะเหนื่อยแทบจะขาดใจแต่เวฬาก็กัดฟันจับบังเหียรเจ้ากะทิแน่น บังคับให้วิ่งตามเจ้าเปียกปูนให้ทันตลอดทางเหตุเพราะไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้การเดินทางช้าลงไปอีก

การเดินทางกลับมาวิมายปุระครั้งนี้กินเวลาถึงสี่วันเต็มเพราะไม่สามารถเดินทางช่วงกลางคืนได้ อีกทั้งพวกสางนักฆ่ายังคอยซุ่มโจมตีอยู่ตลอดทาง ช่วงแรกก็มีใจหายใจคว่ำอยู่บ้างแต่จากการคุ้มครองของเจ้าชายวิรุณห์และทหารทั้งหลายทำให้เธอรอดปลอดภัยมาจนถึงบัดนี้ เวฬาก็เริ่มชินกับการถูกโจมตีจนไม่ตกใจอะไรอีกแล้ว และสามารถหลบหลีกกับดักต่างๆ ขณะควบขี่จ้ากะทิได้ดีกว่าวันแรกมาก ชนิดที่ว่าหากกลับไปยังยุคปัจจุบันได้เธอคงจะชนะเลิศได้เหรียญทองการแข่งขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางโอลิมปิคเป็นแน่

เมื่อมาถึงธารน้ำตกบริเวณที่เจ้าชายวิรุณห์เคยสารภาพรักกับเธอในวันแรกที่ออกจากเมืองก็ทรงหยุดพักชั่วคราวให้ทหารได้พัก และให้ม้าได้หยุดดื่มน้ำ

“พักที่นี่สักครู่เถิด” ทรงรับเวฬาลงจากหลังม้า

“อีกไม่ไกลก็ถึงเมืองแล้วมิใช่ฤๅเพคะ” เวฬาถาม

“ใช่แล้ว แต่เราจะยังไม่กลับเข้าเมืองดอก คนของข้าพาเสด็จพ่อไปรักษาตัวที่ค่ายทหารของข้ากลางป่า เราจะไปที่นั่นกัน” ทรงอธิบาย “อดทนอีกนิดหนา ที่นั่นเจ้าจะปลอดภัย” ทรงรับอาหารกลางวันจากทหารมายื่นให้หญิงสาว ซึ่งก็เป็นข้าวสวยกับเนื้อแดดเดียวง่ายๆ เมื่อล้างเนื้อล้างตัวพักทานข้าวจนเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางอีกครั้ง

คราวนี้เจ้าชาวิรุณห์โปรดให้หญิงสาวขึ้นประทับบนเจ้าเปียกปูนด้วยกันและพาเดินเหยาะย่างข้ามน้ำตกไปยังอีกฝั่งแบบไม่เร่งรีบอย่างที่ผ่านมา เจ้าเปียกปูนถูกบังคับให้เดินเลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงดงตะแบก เบื้องหน้าเป็นต้นตะแบกใหญ่ขึ้นเคียงคู่กันเปรียบเสมือนซุ้มประตู ทรงหยุดอยู่เบื่อหน้าต้นตะแบก ผิวโอฐเป็นท่วงทำนองประหลาดติดต่อกันสามครั้ง จากนั้นการเคลื่อไหวรอบตัวก็บังเกิด ทั้งจากบนพื้นดิน บนยอดไม้ ล้อมหน้าล้อมหลังไปทั่ว

“ถวายพระพรพะย่ะค่ะฝ่าบาท” ชายผู้หนึ่งโผล่มาจากหลังต้นตะแบกคุกเข่าลงตรงหน้าม้าทรง เขาแต่งกายเพียงโจงกระเบนสีเปลือกไม้รั้งสูงร่างกายมอมแมมไปด้วยดินโคลน จากนั้นก็ปรากฏร่างผู้คนมากมายรายล้อมอยู่โดยรอบ ต่างนั่งคุกเข่าลงกับพื้นในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่มิได้เปล่งวาจาอันใดออกมา

“เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง ท่านภานุ” ทรงถามคนที่คุกเข่าอยู่เบื้อหน้า

“พระอาการมิสู้ดี ทรงถูกวางยาพิษ และตัดเอ็นแขนขา พวกกระหม่อมดูแลรักษาเต็มที่จนสุดปัญญาที่มี ตอนนี้ท่านสัตตล่วงหน้ามาก่อนได้สองคืนแล้ว กำลังถวายการรักษาพะย่ะค่ะ” ท่านภานุรายงาน

“เราจะไปหาเสด็จพ่อ” ทรงรับสั่ง แล้วควบม้าออกไปทันที

ภายในดงตะแบกซ่อนหมู่บ้านเล็กๆ เอาไว้อย่างแนบเนียน บ้านน้อยแต่ละหลังปลูกสร้างง่ายๆ จากไม้ใหญ่ บ้างอยู่ตามโคน บ้างอยู่บนต้น บ้างเป็นเพิงอยู่ตามริมผา ชายหนุ่มมากมายแต่งกายเหมือนกันทำหน้าที่ของตัวอย่างขันแข็ง ลานตรงกลางผู้คนส่วนหนึ่งกำลงซ้อมดาบ หอก ธนู ประลองกำลังกันตามประสาชายหนุ่มวัยคะนอง พ้นจากลานซ้อมมีเรือนไม้หลังใหญ่ยกพื้นสูงเล็กน้อยปลูกสร้างอย่างมั่นคงใต้ต้นตะแบกต้นเดียวที่กำลังออกดอกสีชมพูอมม่วงเต็มต้น หากนี่เป็นยามปกติบ้านน้อยหลังนี้คงเป็นเหมือนบ้านน้อยในนิยายสักเรื่อง แต่จากสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง และเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบเจอมา บรรยากาศยามนี้ช่างเศร้าสร้อยจนเธออยากจะร้องไห้โฮออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

ประตูหน้าของเรือนหลังน้อยเปิดออก ขุนพลสัตตออกมาพร้อมกับอ่างดินเผาใส่น้ำในมือ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายเสด็จมาถึงแล้วก็เดินลงบันไดหน้าเรือนมายังพื้นด้านล่าง วางอ่างดินเผาไว้กับพื้นแล้วเดินตรงมาคุกเข่าทำความเคารพตรงหน้า เจ้าชายวิรุณห์พนักหน้ารับการทำความเคารพ ทรงก้าวลงจากหลังเจ้าเปียกปูนและหันกลับมาอุ้มเวฬาตามลงมาด้วย

“เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง” ทรงถาม

“พระอาการยังทรงๆ พะย่ะค่ะ กระหม่อมพยายามรักษาอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว แต่ยารักษาของเรามีจำกัดจริงๆ พะย่ะค่ะ” ขุลพลสัตตรายงาน

“เราจะเข้าไปเฝ้าเสด็จพ่อ” ตรัสเสร็จก็จับมือเวฬาพาเดินขึ้นเรือนไปทันที

ภายในเรือนมีเครื่องเรือนไม่มากนักเพียงโต๊ะไม้ตัวใหญ่วางติดผนังด้านหนึ่ง อีกฝั่งเป็นเตียงไม้ที่บัดนี้มีร่างของพระมหาอุปราชรชตนอนนิ่งไม่ไหวติงมีผ้าพันแผลพันตามข้อมือข้อเท้าทั้งสองข้าง มีใบตองรองอยู่ใต้พระวรกายมีคราบเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนเป็นหย่อมๆ ประตูหน้าต่างปิดสนิททุกบาน ภายในจุดใต้ไว้เพื่อให้แสงสว่าง บรรยากาศช่างน่าหดหู่ เจ้าชายวิรุณห์กำมือแน่น หายใจเข้าลึกจนเต็มปอดกลั้นไว้เพียงครู่ จึงค่อยๆ ผ่อนออกช้าๆ เวฬาบีบมือสามีแน่นเพื่อส่งกำลังใจไปให้ ทรงรับรู้และบีบมือเธอตอบกลับเช่นกัน

“เสด็จพ่อ” เจ้าชายวิรุณห์คุกเข่าลงข้างเตียง ยื่นมือไปแตะพระกรพระบิดา เอ่ยเรียกเสียงเบา แต่คนบนเตียงเหมือนกำลังรออยู่ก่อนแล้ว ทรงลืมพระเนตรขึ้นมอง พระพักต์ซีดเซียวแย้มรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นใบหน้าบุตรชาย

“เจ้าปลอดภัย” น้ำเสียงแหบแห้งพยายามเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมปลอดภัยดี งานทางโน้นสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี”

“ดี...ดี … ช่วย... องค์รัช...ทายาท..ด้วย” มหาอุปราชพยายามพูด แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งอ่อนแรง

“ลูกจะไปช่วยฟูนันและกำจัดพวกกบฏแก้แค้นให้เสด็จลุงเองพะย่ะค่ะ อย่างได้ทรงกังวลสิ่งใดเลย พักรักษาตัวให้หายดีก่อนเถิด” เจ้าชายวิรุณห์รับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพราะทรงทราบดีว่าผู้เป็นพ่อกังวลสิ่งใด

“ฝ่าบาทเพคะ ทางนี้อนุญาตให้หม่อมฉันดูแลท่านมหาอุปราชให้เองนะเพคะ ทรงมีเรื่องให้กังวลพระทัยมากพอแล้วให้หม่อมฉันแบ่งเบาบ้างเถิด” หญิงสาวเสนอ ตอนแรกก็หดหู่ แต่พอพิจารณาให้ดี คนเจ็บกำลังใจดี สติดี แต่บรรยากาศและวิธีการรักษานี่สิขัดใจเธอชะมัด เรื่องราวต่างๆ มันแย่พออยู่แล้ว อย่างน้อยสถานที่รักษาคนเจ็บต้องไม่สมควรแย่สิ

“เจ้า รักษาคนเจ็บได้ด้วยฤๅ” เจ้าคนงามของพระองค์ช่างมีเรื่องให้ประหลาดใจเสมอจริงๆ

“อาจไม่ดีเท่าท่านสัตตเพคะ แต่มั่นใจว่าทำได้” พระอาการดูแล้วไม่แย่ ต้องไหวสิไอ้เว หญิงสาวฮึดสู้

“เช่นนั้น ข้าฝากเสด็จพ่อด้วยหนา ขอบน้ำใจเจ้าแล้ว” หากเรื่องทางนี้มีคนที่ทรงไว้ใจได้ดูแลให้ ก็จะทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อคิดหาหนทางจัดการกับพวกกบฏได้เต็มที่

เมื่อได้รับอนุญาตแล้วการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ก็บังเกิดอีกครั้ง เวฬาสั่งให้ทหารรับใช้เปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้หมด ดับใต้ดับเทียนกับกำยาน โดยสั่งว่าหากการจุดกำยานเป็นไปเพื่อบูชาเทพเจ้า ก็ให้ตั้งโต๊ะหมู่บูชาที่หน้าเรือน และอนุญาตให้จุดด้านนอกเท่านั้น ใบตองที่นำมาวางรองพระวรกายต้องเปลี่ยนทุกวันห้ามใช้ซ้ำ ผ้าดิบที่นำมาพันแผลจะต้องต้มให้สะอาดและตากให้แห้งก่อน ผืนไหนที่ใช้ซ้ำต้องซักหลายๆ น้ำและนำมาต้มในน้ำเกลือทุกครั้ง น้ำดื่มสำหรับท่านมหาอุปราชและน้ำล้างแผลจะต้องเป็นน้ำต้มสุกเท่านั้น พื้นเรือนก็ถูกสั่งให้ทหารมาล้างขัดถูทุกวัน ภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มที่จะนำมาถวายก็ต้องต้มในน้ำเดือดเช่นกัน

พระวรการต้องได้รับการเช็ดล้างทำความสะอาดทุกวันเช้าเย็น ห้ามให้เกิดการหมักหมม ผ้านุ่งต้องเปลี่ยนทันทีที่ทรงขับถ่าย และเช่นกันผ้านุ่งที่ใช้แล้วต้องซักและนำมาต้มในน้ำเดือดให้สะอาดก่อนนำมาผลัดเปลี่ยน ทุกคนที่เข้ามาหาจะต้องล้างมือล้างเท้าให้สะอาดก่อนขึ้นเรือนทุกครั้งด้วย

“กระหม่อมขอถาม เหตุใดทุกอย่างต้องต้มในน้ำเดือดฤๅพะย่ะค่ะ” ขุนพลลสัตตที่คอยอยู่ช่วยหญิงสาวถามอย่างใฝ่รู้

“เพื่อความสะอาดทั้งสิ้นเลยท่านสัตต ของใช้ของคนป่วยทุกคนจะต้องสะอาด มันจะทำให้บาดแผลหายไวขึ้น สถานที่พักรักษาตัวก็เช่นกัน หากท่านปิดมิดชิดเช่นนั้น คนป่วยจะรู้สึกหดหู่ไม่แจ่มใส อากาศไม่ถ่ายเท อาการจะยิ่งทรุดไว” เวฬาอธิบาย “พระอาการของฝ่าบาทคล้ายคนโดยพิษ เราเข้าใจถูกฤๅไม่” เวฬาสังเกตุพระอาการและเอ่ยถาม

“พะย่ะค่ะ เป็นพิษของผลมะคำดีควาย ทำให้ทรงมีพระอาการอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง สลับชักเกร็งเป็นบางครั้ง นอกจากนั้นก็มีพระอาการอ่อนเพลียจากการเสียพระโลหิต และบาดแผลที่โดนตัดเส้นเอ็นก็มิสู้ดีเท่าใด แถมไม่ค่อยยอมเสวยอีกด้วยพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตรายงานอย่างละเอียด

“มะคำดีควาย คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินมาก่อน” เวฬาพึมพัม “นึกออกแล้ว เป็นส่วนประกอบไว้ใช้ทำยาสระผม แย่จริงแล้ว ท่านสัตตท่านมีสมุนไพรอะไรบ้าง” เวฬาหาข้อมูลเพื่อวางแผนการรักษาต่อทันที

“มีไม่มากพะย่ะค่ะ เชิญเสด็จด้านนี้ กระหม่อมจะพาไปดู” ขุนพลสัตตพาเจ้าหญิงพระชายามายังเรือนพักของตนซึ่งอยู่ห่างจากเรือนพักของพระมหาอุปราชไปพอสมควร สมุนไพรหลายตัวตากแห้งอยู่ในกระจาด แต่หญิงสาวรู้จักเพียงบางตัวเท่านั้น

“มีต้นรางจืดหรือไม่” เวฬาถาม

“มีพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตหยิบโถรางจืดมายืนถวาย เวฬายิ้มร่าถูกใจ

“เหมือนพระมาโปรดโดยแท้ท่านสัตต รางจืดนี้แก้พิษได้ชะงักดีนัก ท่านจงนำรากของต้นรางจืดนี้มาต้มกับน้ำถวายเป็นพระสุธารสชาให้ทรงจิบเพลากระหาย ต้มแต่เพียงเจือจางระวังอย่าให้เข้มไปจะขมดื่มยาก และวานให้ทหารไปหาใบบัวบกสดให้เราทีหนา” เดินสำรวจโดยรอบพลางสั่งความ

เจ้าหญิงพระชายามีรับสั่งให้ทหารตั้งเพิงครัวชั่วคราวที่ด้านข้างเรือนพักของท่านมหาอุปราช ด้วยเหตุผลที่ว่าเรือนพักท่านสัตตไกลเกิน เวลาต้องการยารักษาหรือตระเตรียมสิ่งของใดๆ ล้วนไม่สะดวก เมื่อย้ายคนป่วยไปมิได้ ก็ให้ย้ายโรงครัวมาตั้งข้างๆ เลยจะดีกว่า ซึ่งทุกอย่างถูกเนรมิตรตามต้องการภายในเวลาอันรวดเร็วถูกใจยิ่งนัก เย็นวันนั้นทุกอย่างที่หญิงสาวต้องการก็พร้อมสรรพ

เวฬาลงมือปรุงอาหารสำหรับพระมหาอุปราชด้วยตัวเอง โดยการนำข้าวสารมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาต้มกับน้ำใส่รากรางจืดลงไปด้วย ปลาสดย่างเกลือถูกนำมาตำให้เนื้อแหลก และผสมลงไปในโจ๊กเพื่อเพิ่มรสชาติ

“พระมหาอุปราช เสวยสักนิดเถิดนะเพคะ หม่อฉันลงมือปรุงเครื่องเสวยเอง รับรองรสชาติดีกว่าที่ท่านสัตตปรุงแน่นอนเพคะ” เวฬากราบทูล เรียกรอยยิ้มได้ทั้งคนป่วยและคนที่ถูกพาดพิง มื้อนี้ทรงเสวยได้มาก

ใบบัวบกสดถูกนำมาตำกับน้ำสะอาดและนำมาพอกบาดแผลที่ข้อมือและข้อเท้าไว้ แทนยาสมานแผลที่กำลังอักเสบ ซึ่งก่อนพอกยาเวฬาใช้น้ำต้มสุกเช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่ แผลแบบนี้ต่อให้รักษาจนหายพระมหาอุปราชก็ไม่มีทางที่จะใช้มือและเท้าทั้งสองข้างได้อีก จำต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต แต่เธอก็จะรักษาท่านจนสุดความสามารถเท่าที่เธอจะทำได้

หลายวันมานี้การรักษาได้รับความร่วมมือดีทั้งจากตัวคนป่วยเอง ตัวท่านสัตตและทหารรับใช้ทุกนาย ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เธอต้องการ บาดแผลตามข้อมือข้อเท้าแม้จะยังไม่หายดี แต่การอักเสบก็ลดลงมากเหลือเพียงแผลสดแดงๆ ไม่มีฝ้าหนอง พระอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง สลับชักเกร็งหายไปจนสิ้นแล้ว พระพักต์แจ่มใสขึ้นมีสีเลือดฝาด ที่สำคัญคือมีพระกำลังมากพอที่จะลุกขึ้นมานั่งพิงกับหัวเตียงได้แล้ว ทำเอาทุกคนปราบปลื้มและมีกำลังใจในการรักษายิ่งขึ้น

“พอดีขึ้นก็หิวเลยหนา พ่ออยากกินขนมหวานฝีมือเจ้าอีก” ทรงรับสั่งกับเวฬาใสสายวันหนึ่งขณะที่หญิงสาวกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“เพคะ” เวฬาสะดุดหูกับคำเรียกขานจนต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

“แปลกใจอันใดฤๅ” ทรงถามยิ้มๆ อ่อรู้แล้วว่าอีตาเจ้าชายหน้าดุของเธอได้รอยยิ้มเจ้าชู้มาจากผู้ใด

“ทรงแทนพระองค์เองว่าอย่างไรนะเพคะ” เวฬาพันแผลต่อจนเสร็จ

“เจ้าแต่งงานกับลูกชายข้าแล้ว ก็นับว่าเป็นลูกสาวข้าคนหนึ่ง ข้าแทนตัวว่าพ่อผิดตรงไหน” ทรงแกล้งดุ “ขอบน้ำใจเจ้านัก ที่ดูแลคนแก่พิการผู้นี้เป็นอย่างดี แต่แรกข้าสิ้นหวัง คิดตลอดว่าหากข้าตายไปเสียตั้งแต่แรกคงดี เจ้าพวกนี้มิน่าช่วยข้าออกมาเลย จนกระทั่งหลายวันมานี่ข้าได้เห็นความตั้งใจของเจ้าจึงทำให้ข้ามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ข้าหวังที่จะได้เห็นแผ่นดินที่สงบสุขอีกสักครั้งจริงๆ” สายพระเนตรคมเศร้ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองจ้องออกไปบนท้องฟ้ากว้างไกล

“หม่อมฉันมิกล้ามุสา จริงอยู่ที่พระหัตถ์และพระบาทคงมิอาจกลับมาใช้งานได้ดังเดิม แต่ประสติปัญญาและพระประสบการณ์ของพระองค์ จะสามารถเป็นหลักให้เจ้าชายรัชทายาทฟูนันและเจ้าชายวิรุณห์ได้นะเพคะ ดังนั้นอย่าทรงคิดมาก ทำพระทัยให้แจ่มใจ ร่างกายจะได้ฟื้นตัวได้โดยไวเพคะ” เวฬากล่าวตอบ

“ขอบน้ำใจเจ้าแล้วจริงๆ เรื่องขนมหวานของพ่อเล่าเจ้าจะเมตตาคนแก่คนนี้ได้ฤๅไม่” ทรงทวงขนมยิ้มๆ

“หากฝ่าบาทประสงค์จะเสวย เหตุใดหม่อมฉันต้องขัดพระทัยล่ะเพคะ”

“พ่อ จงเรียกข้าว่า ...พ่อ...เถิด” ทรงรับสั่งยิ้มๆ

ในโรงครัวช่วงค่ำขณะที่ขุนพลสัตตกำลังเตรียมอาหารค่ำให้พระมหาอุปราชอยู่นั้น

“นั่นอาหารสำรับเสด็จพ่อฤๅ” สุรเหนื่อยอ่อนดังมาจากร่างสูงที่โผล่มาเงียบๆ ด้านหลัง ขุนพลสัตตสะดุ้งโหย่ง

“ฝ่าบาท มาเงียบๆ ตกใจหมดพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตโวยวาย

“ถ้าข้าเป็นศัตรู หัวเจ้าหลุดไปโน่นแล้ว” ทรงพยักพักต์ไปทางริมน้ำ “เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง” ทรงถามอีกครั้ง

“พระอาการถูกพิษทุเลาสิ้นแล้ว เหลือเพียงบาดแผลตรงข้อพระกรและข้อพระบาท ที่ดีวันดีคืน พระทัยแจ่มใส เสวยได้เยอะมากกกกกก และทรงโปรดธิดาองค์ใหม่ยิ่งนักพะย่ะค่ะ” สหายกราบทูล

“ธิดาองค์ใหม่ ใคร?”

“เอ้า ก็ฝ้าบาทส่งใครไปถวายการรักษา ก็ผู้นั้นแล” สหายเอ่ยยิ้มๆ เทชารางจืดลงในกาดินเผาเป็นลำดับสุดท้าย ก่อนนำผ้าดิบสะอาดคลุมปิดด้านบน “พระชายาทรงปรีชายิ่งพะย่ะค่ะ ทรงปรุงอาหารแทนยา พูดคุยหลอกล่อให้พระมหาอุปราชทรงเสวยโดยง่าย ทรงมีวิธีการรักษาที่ประหลาดแต่ได้ผลดียิ่งพะย่ะค่ะ” สหายรายงานด้วยความชื่นชมยิ่ง

“เอาสำรับมา ข้ายกไปเอง” ทรงยื่นหัตถ์ไปรับ แต่ขุนพลสัตตยกหนี

“อ๊ะๆๆ มิได้ มิได้ พระหัตถ์เปื้อนดิน เนื้อตัวมอมแมม หากกระหม่อมส่งให้มีหวังโดนพระชายาเอ็ดเป็นแน่พะย่ะค่ะ โน่นเลย ไปล้างองค์ให้สะอาดก่อนเลยพะย่ะค่ะ”

เจ้าชายวิรุณห์ส่ายหัวอ่อนใจ นี่เขาพลาดอะไรไปบ้าง เหตุใดสหายสนิทถึงได้กลัวโดนเมียเขาเอ็ดเพียงนี้ แต่ก็ยอมไปล้างตัวให้สะอาดเปลี่ยนผลัดผ้านุ่งก่อนแต่โดยดี กระนั้นก่อนขึ้นเรือนยังโดนบังคับล้างเท้าก่อนอีกรอบอยู่ดี ทรงเลิกคิ้วแทนคำถามถาม จะล้างอะไรบ่อยๆ

“กฏเหล็กของพระชายาพะย่ะค่ะ ไม่ล้างมือล้างเท้าให้สะอาด ห้ามขึ้นเรือน” สหายตอบแถมยักคิ้วกวนๆ ส่งตามมาให้อีกด้วย

เรือนพักของพระบิดาในค่ำคืนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงใต้แสงเทียน ดอกไม้ป่ามากมายถูกนำมาประดับประดาตกแต่งจนเรือนดูสดชื่นหอมฟุ้ง พิ้นเรือนถูกเช็ดถูจนสะอาด มิน่าเจ้าพวกนี้ถึงบังคับให้ล้างเท้าก่อนขึ้นมา เสียงหัวเราะสดใสของเสด็จพ่อดังสลับกับเสียงพูดคุยเจื้อแจ้วของเจ้าคนงามดังลอดออกจากประตูมา สร้างความแปลกพระทัยให้กับเจ้าชายวิรุณห์มากขึ้นไปอีก

“เครื่องเสวยมาแล้วพะย่ะค่ะ” ขุนพลลสัตตส่งเสียงนำเข้าไปก่อน เสียงภายในเงียบลง แทนที่ด้วยเสียงเคลื่อนไหวขยับตัวแทน

“ฝ่าบาท” เสียงเรียกของเวฬาดังขึ้นแสดงความยินดีที่เห็นเขาถือสำรับอาหารเข้ามา “หายไปไหนมาตั้งหลายวันเพคะ ทรงเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บที่ใดหรือไม่” คำถามตามมาอีกเป็นชุด และนั่นเสียงหัวเราะรอบข้างนั่นคืออะไร

“ข้าสบายดี” ทรงเลือกตอบแค่คำถามเดียว และวางสำรับอาหารลงข้างพระแท่นที่บรรทมของพระบิดา ก้มลงกราบกับพื้น แล้วลุกมานั่งมองหน้า พระพักต์ที่แจ่มใสดูสดชื่นไม่ซีดเซียวดังเช่นครั้งก่อนที่พบทำให้คนเป็นลูกรู้สึกตื้นตันยิ่งนัก

“เหนื่อยไหมวิรุณห์” นับแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่พระบิดาทรงถามเช่นนี้ แถมสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตานั่นอีก เจ้าคนงามเจ้าทำอะไรลงไป

“ไม่เหนื่อยเลยพะย่ะค่ะ เสด็จพ่อทรงเป็นอย่างไรบ้าง” เจ้าชายวิรุณห์ทรงถาม อาการเหนื่อยอ่อนหายไปชนิดเป็นปลิดทิ้ง

“หิว” พระมหาอุปราชทรงตอบยิ้มๆ คนเป็นลูกไม่รอช้า เปิดสำรับเครื่องเสวยขยับเข้าไปใกล้ทันที

สำรับวันนี้เป็นปลาคังลวกกับข้าวสวยที่หุงด้วยน้ำอัญชัญจนออกมาเป็นสีม่วงอ่อนสวยงาม ผักสดเท่าที่มีลวกน้ำร้อนจนสุก จัดไว้เป็นคำ กับน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด มีต้มยำไก่บ้านใบมะขามอ่อนเป็นน้ำแกงเคียงไว้ให้ซดเพิ่มความชุ่มคอ ของหวานเป็นทองหยอดเม็ดจิ๋วสีส้มชุ่มน้ำตาลดูน่ากินกับมะละกอสุกที่ถูกแกะสลักเป็นลายใบไม้สวยงาม เครื่องดื่มยังคงเป็นพระสุธารสชารางจืดเช่นเดิม

“น่ากินทั้งนั้น” คนบนเตียงเห็นแล้วทรงเอ่ยกับคนทำ

“เสด็จพ่อต้องเสวยให้หมดนะเพคะ จะได้แข็งแรงไวๆ” เจ้าคนงามเกาะพระกรออดอ้อนเป็นเด็กน้อย

“เสด็จพ่อฤๅ” คำเรียกขานนั่นช่างสะดุดหูจนเจ้าชาววิรุณห์ต้องเอ่ยทัก

“เพคะ หม่อมฉันฝากฝ่าบาทป้อนเครื่องเสวยเสด็จพ่อก่อนนะเพคะ ประเดี๋ยวหม่อมฉันจะไปเตรียมเครื่องเสวยของฝ่าบาทให้” เจ้าคนงามขยับจะลุกออก แต่โดนยั้งไว้ก่อน

“ไม่ต้องดอก ข้ายังไม่หิว อยู่นี่เถิด”

เจ้าชายวิรุณห์ทรงป้อนอาหารพระบิดาด้วยท่าทางงกเงิ่น หลายครั้งที่ข้าวสวยร่วงหล่นลงบนพระอุระ แต่พระมหาอุปราชก็มิทรงกริ้วทรงอ้าโอฐรับอาหารที่บุตรชายป้อนอยู่เรื่อยๆ โดยมีเวฬาคอยเช็ดอาหารที่หกออกให้อยู่ข้างๆ เพียงไม่นานอาหารบนสำหรับก็หมดเกลี้ยง คนทำนั่งยิ้มแป้นอยู่ข้างเตียง

“ทรงเสวยได้เยอะ” เจ้าชายวิรุณห์ทรงชม

“เจ้าตัวน้อยทำกับข้าวอร่อย” ทรงชม “แถมติดสินบนพ่อไว้เยอะเลยต้องกินเยอะๆ จะรีบหาย”

“สินบนหรือพะย่ะค่ะ”

“ใช่ ว่าแต่เจ้าหายหน้าหายตาไปหลายวันได้เรื่องอะไรบ้าง” พระมหาอุปราชทรงถามเข้าเรื่อง เวฬาเก็บสำรับยกออกไปส่งต่อให้ทหารรับใช้ด้านนอกแล้วกลับมานั่งเคียงข้างเจ้าชายวิรุณห์ เมื่อเห็นว่าการสนทนาท่าทางจะยาว จึงลุกขึ้นนำหมอนใบหนาหนุนพระปฤษฎางค์ (หลัง) ให้พระมหาอุปราชเพื่อให้ทรงประทับได้สบายขึ้น พร้อมทั้งน้ำผ้าห่มผืนหนาคลุมท่อนขาให้อีกที ทั้งหมดทั้งมวลล้วนอยู่ในสายตาของเจ้าชายวิรุณห์ทั้งสิ้น

“ประตูปราสาทหลวงปิดมิดชิดพะย่ะค่ะ ทางโน้นปล่อยข่าวการสิ้นพระชนม์ของเสด็จลุง เสด็จป้า และองค์รัชทายาท โดยกล่าวหาว่าเสด็จพ่อร่วมมือกับลูกยึดเมืองทมิฬและหวังชิงราชบัลลังค์” เจ้าชายวิรุณห์บอกกล่าวอย่างแค้นเคือง

“แล้วองค์รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง” ข่าวลือที่ถูกปล่อยคงแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ แต่คนที่ถูกจับไปยังพอช่วยได้

“คนของกระหม่อมแจ้งข่าวว่า ฟูนันยังมีชีวิตอยู่พะยะค่ะ แต่ก็ร่างกายทรุดลงด้วยสภาพจิตใจย่ำแย่ และโรคประจำตัวกำเริบ ตอนนี้ลูกกับเวธางค์กำลังหาทางแทรกซึมเข้าไปในปราสาทหลวงอยู่พะย่ะค่ะ แต่ก็ยากเหลือเกิน ทางโน้นระวังตัวกันหนักมาก ส่วนโอรสและธิดาองค์อื่นของเสด็จลุงรวมทั้งเหล่าบรรดาสนมล้วนถูกสังหารสิ้นแล้วพะย่ะค่ะ”

“อย่าทิ้งเวลาให้ช้านานจนเกินไป ร่างกายฟูนันจะรอไม่ไหวเอาได้หนา” ครั้งนี้มิได้ห่วงในฐานะรัชทายาทอีกต่อไป แต่หากทรงห่วงในฐานะหลายชายคนเดียวที่เหลืออยู่ และยังช่วยเหลือได้

“อย่างทรงกังวล ลูกจะต้องช่วยฟูนันออกมาให้ได้ เสด็จพ่อพักผ่อนก่อนเถิด วันพรุ่งลูกจะมาหาใหม่”

หลังจากส่งเสด็จพระมหาอุปราชเข้าบรรทมแล้ว เจ้าชายวิรุณห์ก็พาเวฬาขึ้นขี่เจ้าเปียกปูนออกมาภายนอก ออกพ้นแนวต้นตะแบกใหญ่พ้นเขตค่ายทหารออกมายังป่าภายนอกมุ่งหน้าสู่ธารน้ำตก

ผ้าคลุมผืนหนาถูกกระชับแน่นเข้ากับร่างบาง ด้วยว่าอากาศค่ำคืนนี้ช่างเย็นนักยิ่งอยู่กลางป่ายิ่งเย็นกว่าเดิม ร่างบางถูกรวบเข้ามากอดจากด้านหลังเกยพระหนุ (คาง) ไว้บนบ่าของหญิงสาว แล้วรั้งตัวให้นั่งลงบนตักขณะที่ทรงประทับอยู่บนโขดหินใหญ่

“เจ้าร่ายมนต์อันใดใส่บิดาข้าหนอ จึงทรงเปลี่ยนไปมากมายเยี่ยงนั้น” เจ้าชายวิรุณห์กระชับอ้อมพระกรแน่นขึ้น

“มนต์แห่งความรักและปรารถนาดีเพคะ” เจ้าตัวตอบยิ้มๆ

“ข้ามิรู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไรดี สิ่งที่เจ้าทำให้กับข้าและพ่อมันช่างงดงาม”

“หม่อมฉันมิได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่อันใดเลยเพคะ แค่ถวายการรักษาไปตามความรู้ที่มี ถ้าหากจะมีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่นั่นคงเป็นหัวใจที่กล้าแกร่ง หัวใจนักสู้ของพระบิดาเพคะ ที่ทำให้ทรงฟื้นตัวได้เร็วนัก” เวฬากล่าว เอนตัวพิงกายลงไปกับพระอุระอย่างผ่อนคลายเงยหน้ามองพระจันทร์นวลที่ส่องแสงสว่างจ้าอยู่บนท้องฟ้ายามนี้

“ข้ารักเจ้า” ทรงกระซิบที่ข้างหู แผ่วเบาแต่หนักแน่น เวฬาหันหน้ากลับไปมอง ครั้งที่สองแล้วที่ทรงบอกรักเธอ ณ สถานที่แห่งนี้ ครั้งแรกความรู้สึกลิงโลดประสาสาวโสดที่มีเจ้าชายมาเอ่ยคำหวาน แต่ครั้งนี้หลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ผ่านความเป็นความตายมาแล้วหลายครั้ง ยังไม่นับอนาคตที่ยังไม่แน่นอน บัดนี้หัวใจเธอชัดเจนแล้ว ชายผู้นี้คือคนที่รักเธอและเธอก็รักเขา และจะฝากชีวิตที่เหลืออยู่ไว้ในมือของเจ้าชายหน้าโหดคนนี้ตลอดไป

มือเรียวยกแนบกับปรางสากที่เต็มไปด้วยไรมัสสุ (หนวด) ยื่นหน้าเข้าไปจนชิดกระซิบกับริมโอฐ “หม่อมฉันรักฝ่าบาทเพคะ” ก่อนประทับคำรักแนบแน่นลงไปเพื่อยืนยัน

ว่าพลางทางเปลื้องเครื่องคาด 

แขวนพาดฉากลงประจงจับ 

อุ้มนางวางตักสะพักรับ 

ก็ทอดทับระทวยลงดั่งท่อนทอง 

พระพายชายพัดบุบปชาติ 

เกสรสาดหอมกลบตรลบห้อง 

ริ้วริ้วปลิวชายสไบกรอง 

พระจันทร์ผันผยองอยู่ยับยับ 

พระอาทิตบ์ชิงดวงพระจันทร์เด่น 

ดาวกระเด็นใกล้เดือนดาราดับ 

หิ่งห้อยพร้อยไม้ไหวระยับ 

แมลงทับท่องเที่ยวสะเทือนดง” 

(จาก เสภาขุนช้างขุนแผน) 

ความคิดเห็น