แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 7 … ออกลาย

ชื่อตอน : บทที่ 7 … ออกลาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 135

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2563 09:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 … ออกลาย
แบบอักษร

บทที่ 7 … ออกลาย

ดึกมากแล้ว เวฬาเดินวนไปมาอยู่ในห้องอย่างกังวล คืนนี้เธอรู้สึกแปลกๆ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าที่ควร เสียงงานฉลองยังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ แต่ไม่รู้ทำไมเธอจึงรู้สึกว่าทหารยามในปราสาทดูแปลกไป

“พระชายาเพคะ หยุดเดินเถิดหม่อมฉันเวียนหัว” เสียงเมญาเอ่ยท้วง คืนนี้ทั้งสองได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนในห้องเพราะเจ้าชายวิรุณห์จะต้องไปร่วมงานเลี้ยง จึงไม่อยากให้หญิงสาวต้องอยู่ลำพัง

“ก็เรารู้สึกใจไม่ดีเลย คืนนี้มันแปลกๆ อย่างไรไม่รู้” เวฬายอมหยุดเดิน แล้วนั่งลงนิ่งๆตรงริมหน้าต่าง

“งานเลี้ยงก็แบบนี้เพคะ อย่างทรงกังวลพระทัยไปเลย” นารีปลอบ

 

ก็อก ก็อก เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น สามสาวเด้งตัวลุกขึ้นยืนทันที

“กระหม่อมเวธางค์ ขอเข้าเฝ้าพระชายาพะย่ะค่ะ” เสียงคุ้นเคยของขุนพลหนุ่มดังขึ้นหน้าห้อง เวฬาพยักหน้าอนุญาตนารีเดินไปเปิดประตูห้องให้ ขุนพลเวธางค์รีบแทรกตัวเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูทันที

“ท่านขุนพล ท่านโดนผู้ใดทำร้ายมา” นารีเอ่ย เพียงแวบแรกที่เห็นก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากเพราะใบหน้าของขุนพลหนุ่มเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจนน่ากลัว

“แผลเล็กน้อยเท่านั้น มิเป็นอันใดดอก พระชายาพะย่ะค่ะ กระหม่อมมีข่าวไม่สู้ดีต้องเร่งกราบทูลเจ้าชายวิรุณห์เดี๋ยวนี้” บอกกล่าวแก่นางกำนัลนารี แล้วจึงหันไปกราบทูลพระชายา

“ทรงไปร่วมงานเลี้ยง เราเข้าไปมิได้” เวฬาตอบ

“รอมิได้พะย่ะค่ะ ทางวิมายปุระเกิดการก่อกบฏองค์บุษกถูกลอบปลงพระชนม์ และพระมหาอุปราชเองก็ทรงบาดเจ็บ หากรอเช้าอาจไม่ทันการ ตัวฝ่าบาทเองก็จะทรงเป็นอันตรายไปด้วยนะพะย่ะค่ะ” น้ำเสียงขุนพลเวธางค์ร้อนใจ

“ตายจริง” เวฬาตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “เช่นนั้นท่านรอเราอยู่นี่ เราหาทางเข้าไปกราบทูลเอง” เวฬาไม่รอช้าวิ่งออกจากห้องนอนไปยังพื้นที่จัดเลี้ยงทันที

ทหารเฝ้าประตูเมื่อเห็นสตรีเดินตรงมาก็กั้นไว้ห้ามไม่ให้เข้าไปยังพื้นที่จัดเลี้ยง

“เราจะเข้าไปหาสามีเรา พวกเจ้าหลีกทางไปเดี๋ยวนี้” เวฬาเลียนแบบท่าทางการออกคำสั่งของห้ามจันดา

“มิได้ ผู้หญิงห้ามเข้า เจ้ากลับไปก่อนเถิด เดี๋ยวสามีเจ้าก็กลับบ้านไปเองนั่นแหละ ทหารจำเธอไม่ได้ คิดสิคิด เวฬาเอ๋ยจะทำอย่างไรดี

“พวกมึงหลีกทางประเดี๋ยวนี้ มิรู้ฤๅ มึงกำลังพูดอยู่กับผู้ใด” เสียงชายหนุ่มตวาดดังมาจากทางด้านหลังหญิงสาว

“ท่านอรชุน” เหล่าทหารคุกเข่าลงทำความเคารพผู้มาใหม่ “แต่สตรีห้ามเข้างานนะขอรับ” ทหารนายหนึ่งแย้ง

“แต่สตรีที่อยู่ตรงหน้าพวกมึง คือพระชายาของเจ้าชายวิรุณห์ หากขัดใจพระนางหัวพวกเจ้าอาจหลุดจากบ่าได้ง่าย อยากให้เป็นเช่นนั้นหรือ” ชายชื่ออรชุนขู่ “รีบเข้าไปกราบทูลฝ่าบาทเถิดพะย่ะค่ะ ทางนี้กระหม่อมจัดการเอง” เขาเดินมากระซิบใกล้ๆ หญิงสาวพลางถกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นรอยสักรูปดอกพุดซ้อนสัญลักษณ์ประจำพระองค์เจ้าชายวิรุณห์ตรงข้อมือให้เห็น เวฬาพยักหน้าเข้าใจทันที หันกลับวิ่งเข้าไปในงาน

รูปแบบงานเลี้ยงไม่ผิดไปจากเดิมเท่าไหร่ ต่างกันตรงที่มันออกจเละเทะกว่าที่ควรจะเป็น หญิงสาวที่อยู่ในงานเลี้ยงบ้างเปลือยเปล่า บ้างนุ่งผ้านุ่งผืนบางเพียงผืนเดียว นั่งอยู่เคียงข้างเหล่าขุนนางยอมให้ควักให้ล้วงอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ปัดป้อง ตามหลืบตามเสาหากเธอดูไม่ผิด ขุนนางบางคนถึงกับกำลังร่วมประเวณีกับหญิงสาวอย่างโจ่งแจ้ง

แม้จะขยะแขยงเพียงใด แต่ก็ไมใช่เวลาที่เธอจะมาใส่ใจหันซ้ายแลขวามองเห็นเจ้าชายวิรุณห์ประทับนั่งอยู่บนบังลังค์มีจอกสุราอยู่ในมือ มีสตรีเปลือยกายนั่งอยู่แทบพระบาทคอยรินสุราให้ไม่ขาดสาย ไหนว่าสตรีเข้าไม่ได้ไง เชอะ นี่มันปาร์ตี้เซ็กหมู่ชัดๆ เวฬาวิ่งตรงไปยังที่ประทับเจ้าชายวิรุณห์ทันที ทรงเห็นเธอแล้ว และประทับนั่งตรงทันที เมื่อไปถึงที่ประทับเวฬาจิกผมสตรีที่เปลือยกายดึงออกจากขาของเจ้าชายที่นางหญิงคนนั้นเกาะแน่นอยู่ทันที

“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันคิดถึงพระองค์จะแย่แล้ว กลับห้องกันเถิดเพคะ” เวฬาแกล้งพูดเสียงดัง นั่งลงบนตักเจ้าชายวิรุณห์ โอบแขนรอบพระศอ (คอ) แล้วซบหน้าลงกระซิบให้พอได้ยินกันสองคน “มีการก่อกบฏที่วิมายปุระ ท่านเวธางค์รออยู่ที่ห้อง ที่นี่อันตรายค่ะ”

เจ้าชายวิรุณห์รับมุกทันที อุ้มเวฬาลอยขึ้น “ท่านทั้งหลายอภัยข้าเถิด เมียรักของข้าคิดถึงข้าจนทนไม่ไหวต้องมาตามกลับห้องแล้วหนา ขอตัวประเดี๋ยวพาเมียเข้านอนก่อน แล้วจะรีบกลับมา” แล้วรีบเดินออกมาทันที เหล่าขุนนางหัวเราะร่าอย่างหยาบคาย

“เล่ามา” ทรงกล่าวกับขุนพลเวธางค์ แล้ววางเวฬาลงกับพื้น

“เจ้ากรมคชวิมาย บิดาของห้ามจันดาก่อกบฏพะย่ะค่ะ องค์บุษกและมหาเทวีมิราถูกลอบปลงพระชนม์ เจ้าชายฟูนันถูกจับไว้เป็นองค์ประกัน คนของเราพาท่านมหาอุปราชหลบออกมาได้แต่ก็ทรงบาดเจ็บหนักพะย่ะค่ะ” เวธางค์รายงาน “งานเลี้ยงคืนนี้ก็เป็นแผนลอบสังหารฝ่าบาทเช่นกัน”

“บ้าจริง” ทรงทุบหัตถ์ลงบนโต๊ะ เรื่องงานคืนนี้รู้ดีว่าเป็นแผน แต่เรืองกบฏทางโน้นช่างเหนือความคาดหมายโดยแท้ “คนของเราพร้อมหรือไม่” ทรงถามขุนพลคู่พระทัย

“ประตูเมืองปิดแน่นหนานัก คนของเราลอบเข้ามาได้ยังไม่มากพอพะย่ะค่ะ”

“เราจะเปิดประตูเมืองได้อย่างไรท่านเวธางค์” เวฬาที่เงียบฟังมาตั้งนานถาม

“มาถึงขั้นนี้ คงต้องกำจัดทหารเฝ้าประตูเมืองสถานเดียวพะย่ะค่ะ อาจต้องใช้เวลาสักชั่วยาม” ขุนพลหนุ่มตอบ

“เสี่ยงไป พวกมันจะรู้ตัวซะก่อน” เจ้าชายวิรุณห์ห้าม

“ใช่ เสี่ยงไป ท่านเอานี้ไปผสมในสุราแจกจ่ายให้ทหารบอกว่าเป็นสุราพระราชทาน ให้ดื่มกินกันให้เต็มที่ ส่วนพวกเจ้าก็นำไปแจกให้กับทหารที่เฝ้ายามอยู่ตามประตูปราสาท” ชายที่ชื่ออรชุนโผล่มาจากทางไหนไม่รู้ ยื่นโถดินเผาใบย่อมให้เวธางค์ และเมญากับนารี แต่นอกจากเวฬาแล้วก็ไม่มีผู้ใดตกใจแต่อย่างใดรับโถไปแล้วรีบออกไปจัดการตามคำสั่งทันที

“ขอบใจอรชุน มาทันเพลาพอดี” เจ้าชายวิรุณห์ทรงเอ่ยทักอย่างคุ้นเคย

“ข้าเคยทำให้ท่านพี่ผิดหวังด้วยฤๅ” ชายชื่ออรชุนตอบ

“นี่ลูกพี่ลูกน้องข้า ชื่ออรชุน เขาทำงานให้ข้า” ทรงแนะนำง่ายๆ ก่อนหายไปหลังม่านเปลี่ยนชุดทรงเป็นชุดทหาร หยิบคันธนูสีดำอันใหญ่คู่พระทัยมาถือไว้ เตรียมออกไปจัดการเรื่องราววุ่นๆ นี้ให้จบสิ้น

“ฝ่าบาทจะเสด็จไหนเพคะ” เวฬาเป็นห่วง

“รอมิได้ดอก กว่ายาของอรชุนจะออกฤทธิ์ ก็อีกสักพัก ข้าจะลอบไปเปิดประตูเมืองให้คนของข้า มิต้องห่วงอรชุนจะดูแลเจ้าได้ ข้าฝากดวงใจของข้าด้วย” ตบบ่าลูกพี่ลูกน้องฝากฝัง อรชุนพยักหน้ารับ เจ้าชายวิรุณห์กระโดดออกนอกหน้าต่างไปทันที

“กระหม่อมไม่สันทัดเรื่องอาวุธเท่าฝ่าบาท แต่เรื่องปรุงยาเป็นงานถนัดพะย่ะค่ะ ประทับนั่งรอตรงนี้เถิด ราตรีนี้อีกยาวนัก เรามีเวลาคุยกันทั้งคืน” อรชุนนั่งลงที่ตั่ง รินน้ำชาถวายให้เจ้าหญิงพระชายา แล้วจึงรินให้ตัวเอง

ร่างสูงแฝงกายอยู่ในเงามืดปีนป่ายไปตามหลังคามุ่งหน้าสู่กำแพงเมือง ทหารเฝ้าประตูเริ่มดื่มกินกันอย่างเมามายและหลับไหลนอนกองกันอยู่ตามริมกำแพง เจ้าชายวิรุณห์ทรงปีนไปยังป้อมปราการตรงจุดที่ใกล้ชายป่าบริเวณที่ตั้งทัพหลวงมากที่สุด ทหารยามที่ยังไม่หลับไหลถูกหัตถ์หนาจับหัวบิดโดยแรงหยิบยื่นความตายให้อย่างรวดเร็วและเงียบสนิท ลูกธนูดอกใหญ่ถูกนำมาจุ่มด้วยน้ำมันและจุดไฟ จากนั้นนำมาพาดลงบนคันศรง้างสุดแรงและยิงออกไปยังที่ตั้งทัพ เพื่อส่งสัญญาณ

ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกโดยทหารหลวงของวิมายปุระที่แฝงตัวเข้ากำแพงเมืองได้แล้ว การเคลื่อนพลเข้ายึดเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทหารหลวงภายใต้การนำของเจ้าชายวิรุณห์ทุกคนต่างรู้หน้าที่ ทำงานประสานกันได้โดยแทบไม่ต้องพูดคุย ทหารทมิฬคนใดที่หลับไหลด้วยฤทธิ์ยาก็จะถูกจับปลดอาวุธ แล้วนำมามัดไว้รวมกันตามจุดต่างๆ ส่วนที่ไม่ดื่มหรือไม่หลับเพราะฤทธิ์ยาก็ถูกสังหารทิ้งจนสิ้น ส่วนชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องถูกควบคุมให้อาศัยอยู่แต่ในที่พักอาศัยของตนไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านป่ะปนเพื่อป้องกันอันตราย

หลังจากส่งสัญญาณโจมตีให้ทหารของตนทราบแล้ว เจ้าชายวิรุณห์ก็เร่งกลับเข้ามายังกำแพงปราสาทเพื่อสมทบกับขุนพลสัตตที่ซุ้มประตูปราสาทด้านเหนือ

“กระหม่อมคุมประตูทิศใต้ได้แล้วพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตรายงาน

“เปิดประตู” เจ้าชายวิรุณห์พนักหน้ารับ แล้วสั่งให้เปิดประตูทุกบาน ส่วนตัวพระองค์เองออกเดินนำหน้าทหารเข้าไปยังประตูโถงกลางของปราสาท ซึ่งภายในกำลังมีงานเลี้ยงฉลองอยู่

ทหารวิมายปุระเคลื่อนกำลังพลเข้าโอบล้อมปราสาทของเจ้าเมืองทมิฬอย่างเงียบเชียบ เสียงจากงานเลี้ยงด้านในเงียบหายไปพักใหญ่แล้ว ทหารทุกนายเข้าประจำตำแหน่ง ซึ่งตอนนี้แม้แต่มดสักตัวก็คงไม่สามารถหลบหนีออกไปได้ เจ้าชายวิรุณห์ยืนรออย่างสงบนิ่งตรงหน้าประตูทางเข้าโดยมีสองขุนพลคู่ใจถือดาบยาวยืนประกบเคียงคู่อยู่ด้านหลัง

“บุกเลยไหมพะย่ะค่ะ” ขุนพลลัตต เตรียมพร้อมพังประตูเข้าไป แต่เจ้าชายวิรุณห์ทรงยกพระหัตถ์ห้ามไว้

“รอประเดี๋ยวก่อน ถอยห่างจากประตูอีกนิด เจ้าไม่ได้กลิ่นฤๅ” ทรงส่งสัญญาณ แล้วถอยออกมาจากหน้าประตูให้ห่างอีกเล็กน้อย แล้วถามยิ้มๆ

“กลิ่นหนังคางคกภูเขาเผาไฟ ท่านอรชุนแผลฤทธิ์แล้วฤๅ” ขุนพลสัตตเอ่ยอย่างถูกใจ

เพียงไม่นานประตูปราสาทก็ถูกเปิดอ้าออก อรชุนเดินออกมาหาพี่ชายด้วยท่าทางสงบนิ่ง ผายมือเชื้อเชิญให้เสด็จเข้าไปภายใน เหล่าขุนนางผู้มัวแต่ลุ่มหลงในราคะและเมามายในรสสุราต่างสลบไสลลงนอนอยู่กับพื้นเป็นที่น่าสังเวชใจนัก อรชุนสั่งให้ทหารเปิดประตูหน้าต่างออกทุกบานเพื่อระบายกลิ่นยาสลบให้เจือจาง ทหารจับแยกชายหญิงออกจากกัน เหล่าขุนนางผู้ชายถูกนำมาจับมัดรวมกันไว้ ส่วนผู้หญิงหากใครเปลือยกายอยู่ก็จะหาผ้ามาคลุมปิดให้ แล้วนำตัวมาวางกองรวมกันไว้อีกทาง โดยไม่มีใครทำอะไรจาบจ้วงต่อสตรีเหล่านั้นแม้แต่นิด

“ธรนินทร หายตัวไปพะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์เข้ามารายงาน

“อรชุน เวฬาอยู่ที่ใด” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยถามน้องชายด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ในห้องปรุงยาของกระหม่อม ทางนี้พะย่ะค่ะ” ทูลเสร็จก็ออกเดินนำหน้าตรงไปยังห้องพักของตนเองทันที

ประตูห้องนอนของอรชุนเปิดค้างอยู่ ทั้งสองพุ่งตรงเข้าไปทันที สิ่งที่เห็นทำเอาหัวใจของเจ้าชายหนุ่มแทบหยุดเต้น ธรนินทรยืนอยู่กลางห้องโดยจับเวฬาไว้เป็นตัวประกันดาบเล่มใหญ่พาดอยู่บนลำคอของชายาคนงาม

“มาแล้วฤๅเพคะฝ่าบาท ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างที่ชายาคนงามกำลังจะกลายเป็นศพ” เสียงของห้ามจันดาดังออกมาจากห้องปรุงยา ก่อนเจ้าตัวจะเดินตามออกมาติดๆ

“จันดา เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” เจ้าชายวิรุณห์แปลกพระทัย นางควรอยู่ที่วิมายปุระมิใช่ฤๅ

“ทรงพานางกำนัลและบ่าวหญิงมาด้วยมากมาย จะปลอมตัวปะปนมากับทับหลวงไม่ยากหรอกเพคะ” จันดาเดินมาสมทบกับธรนินทรตรงกลางห้อง

“ชายาของฝ่าบาทช่างงามจริงนะเพคะ มิแปลกที่จะทรงหลงใหลนาง แต่หม่อมฉันอยากจะรู้จริงๆ หากว่านางจะต้องเสียโฉม หรือจะต้องตกเป็นของชายอื่น ฝ่าบาทจะยังทรงรักนางอยู่หรือไม่”

ธรนินทรชะโงกหน้ามาหอมแก้มนวลของเวฬา กลิ่นลมหายใจที่ปะปนไปด้วยกลิ่นเหล้า และความกักฬระของธรนินทรผู้นี้กำทำให้เวฬารู้สึกขยะแขยงและเริมจะหมดความอดทนลงไปทุกขณะ

“ฝ่าบาท ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ใหม่เพคะ” เวฬาเลือกที่จะไม่สนใจความหยาบคายที่ชายหญิงผู้นี้แสดงต่อตน เธออดทนอย่างมากเพื่อไม่ให้การใหญ่ของเจ้าชายวิรุณห์ต้องเสียเพราะเธอ

“เรียบร้อยดี เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะช่วยเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้ ธรนินทรปล่อยนางซะ คนของเจ้าถูกข้าคุมตัวไว้สิ้นแล้ว ต่อให้มีปีกเจ้าทั้งสองก็หนีข้าไปไม่พ้น” ทรงปลอบชายาเสร็จ จึงหันไปเจรจากับธรนินทรและจันดา

“ปล่อยพวกเราไปเพคะ มิเช่นนั้นชายาคนงามและพี่ชายที่แสนดีของพระองค์ก็จะไม่รอดเช่นกัน” จันดาต่อรอง

“เจ้าไม่ได้อยู่ในฐานที่จะต่อรองอันใดได้อีกแล้วจันดา ปล่อยเมียข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าทั้งสอง” น้ำเสียงเริ่มเครียดขึ้นตามระยะเวลาที่ดาบพาดอยู่บนลำคอของชายา

เวฬานิ่งสงบตั้งสติเพราะเป็นเธอฝ่าบาทจึงลังเล เธอคงต้องเอาตัวเองออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่าบาทได้ลงมือ หญิงสาวค่อยๆ สอดมือเข้ามาจับมือของธรนินทรจากด้านในโดยที่เจ้าตัวยังคงประมาทคิดว่าเธอเป็นเพียงสตรีบอบบางฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายเผลอดันมือที่ถือดายออกห่างแล้วกระทืบส้นเท้าของตนเองลงบนหลังเท้าของอีกฝ่ายจนมันสะดุ้ง แล้วทิ้งตัวย่อลงลอดแขนมันออกมา แต่ยังหนีออกไปไม่ได้เนื่องจากมืออีกข้างของมันล็อกแขนเธอไว้ เวฬาหมุนตัวเข้าเผชิญหน้า ส่งรอยยิ้มร้ายๆ ไปให้แล้วยกขาเตะไปที่กล่องดวงใจของธรนินทรเต็มแรง มือที่ล็อคแขนเธออยู่ปล่อยออกทันที ธรนินทรทรุดนั่งลงกับพื้นสีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด เวฬาฉวยโอกาสนี้ขยับตัวจะวิ่งไปหาเจ้าชายวิรุณห์ แต่ห้ามจันดากลับเอื้อมมือมาดึงกระชาดมวยผมเธอเอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะออกวิ่ง

“โอ๊ย” หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บที่ถูกกระชากผม เสียหลักทรุดลงนั่งกับพื้น

ฉึก เสียงของมีคมทะลุเนื้อดังขึ้นข้างหู ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกกระชากออกมาอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าชายวิรุณห์ ทรงกอดเธอเอาไว้แน่นอุ้มขึ้นพาเดินออกมานอกห้องทันที ทิ้งร่างของจันดาที่มีลูกธนูดอกใหญ่เสียบอยู่ที่ลูกตาข้างขวาและทะลุออกไปด้านหลังสิ้นใจแน่นิ่งทั้งที่ดวงตาอีกข้างยังปิดโพลงไว้ตรงนั้น

เจ้าชายวิรุณห์พาเวฬากลับมาที่ห้องพัก วางเธอลงบนเตียงสำรวจร่างกายจนทั่วไม่พบบาดแผลอื่นใดนอกจากปื้นร้อยนิ้วมือที่แขนจากการจับบีบจนแน่นของธรนินทรและรอยที่แก้มนวล

“ฝีมือผู้ใด” ทรงลูบแผ่วเบาที่รอยมือบนแก้มนวล

“ห้ามจันดาเพคะ” เวฬาตอบเสียงเบา เมื่อสักครู่ทำเก่งแต่ตอนนี้เริ่มระบมไปทั่วแล้ว เจ้าชายวิรุณกัดฟันกรอด เขาปล่อยให้นังหญิงชั่วนั่นตายสบายเกินไปจริงๆ เพราะทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวหลบพ้นจากคมดาบ ลูกธนูที่อยู่ในหัตถ์ก็ถูกพาดขึ้นสายกำลังจะยกขึ้นปล่อยไปปลิดชีพชายชั่ว แต่พอเห็นจันดาลงมือทำร้ายคนรักของตน ทิศทางของลูกธนูก็เปลี่ยนโดยไม่ต้องหยุดคิด ทรงปล่อยให้ลูกธนูพุ่งเสียบทะลุหัวปลิดชีพจันดาลงตรงนั้นอย่างง่ายดาย

“เจ็บมากไหม” ทรงถามไถ่เสียงอ่อนโยนผิดกับหน้าที่ที่บัดนี้แสดงออกว่า พร้อมสังหารทุกผู้ที่บังอาจก่อเรื่องราวเช่นนี้

“เจ็บแค่นี้ เดี๋ยวเดี๋ยวก็หายเพคะ อย่าห่วงเลย คนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง” เมื่อเห็นว่าในห้องไม่มีคนอื่นอีกจึงได้ถามหา

“อยู่ด้านนอก ทุกคนปลอดภัยดี ข้ายึดเมืองทมิฬได้เล้วแต่คงไม่มีเวลาให้เจ้ารักษาตัว เราต้องกลับวิมายปุระเดี๋ยวนี้” ทรบแนบพระนลาฏ (หน้าผาก) กับหน้าผากเธอ หระหัตถ์ยังคงลูบแผ่วเบาอยู่รอยมือบนแก้ม เวฬายกมือขึ้นแนบอุระตรงตำแหน่งหทัย เธอรู้ดีว่าหัวใจดวงนี้กำลังเจ็บปวดเพียงใดแม้ภายนอกต้องแสดงออกว่าทรงเข้มแข็งและเป็นผู้นำของกองทัพที่เกรียงไกร แต่ก็ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก เจ็บปวดและอ่อนแอเป็น หญิงสาวแนบริมฝีปากลงโอฐของเจ้าชายวิรุณห์ เลื่อนมือขึ้นมาโอบรอบพระศอ ซึ่งเจ้าชายหนุ่มทรงตอบรับการปลอบใจของเธออย่างเร่าร้อน

เจ้าชายวิรุณห์และเวฬากลับออกมาที่ห้องโถงด้านนอกอีกครั้ง เหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของขุนพลทั้งสองเป็นที่เรียบร้อยแม้แต่ธรนินทรก็ถูกนำตัวออกมารวมกับขุนนางทั้งหลายที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ

“เหตุใดจึงถูกจับไปได้เล่า กระหม่อมบอกว่าให้อยู่แต่ในห้องปรุงยาแท้ๆ” อรชุนถามไถ่เมื่อเห็นว่าทั้งสองพระองค์ทรงปลอดภัยดีแล้ว

“เราผิดเองหละ เราได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอกประตู จำได้ว่าเป็นเสียงห้ามจันดา ตอนแรกก็แปลกใจนะว่านางมาที่นี่ได้อย่างไรแต่ไม่ทันคิดว่าจะเป็นแผนที่ลวงเราว่าโดนจับตัวมา และหนีมาขอหลบซ่อนตัว เราจึงเปิดประตูรับนาง” เวฬาอธิบายอ้อมแอ้ม

“บอกแล้วหนาว่าหากมิใช่เสียงข้ากับฝ่าบาทห้ามเปิด ท่านนี่หาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ ดีนะว่ามิได้เป็นอันใดมาก ไม่เช่นนั้นเมืองทมิฬอาจหายสาบสูญไปจากแผนที่ได้เลยนะนี่” อรชุนชี้หน้าคาดโทษเวฬา เขากล้าเอ่ยเย้าหญิงสาวได้เพราะดูจากหน้าตาของลูกพี่ลูกน้องนั้นเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นที่ถูกใจ ท่าทางจะปลอบใจกันมาดี

“เจ้าเร่งไปจัดการทางโน้นเถิด มิต้องห่วงทางนี้ข้าเป็นธุระจัดการต่อให้เอง” อรชุนกล่าวกับเจ้าชายวิรุณห์

“ขอบน้ำใจเจ้า ข้าจะทิ้งทหารไว้ให้ห้าร้อย ให้เจ้าเรียกใช้ได้ตามสบาย” เจ้าชายวิรุณห์ตอบรับ

“ทิ้งไว้ทำไมเยอะแยะ แค่ร้อยเดียวก็เหลือแหล่แล้ว ชาวบ้านเอือมระอาเจ้าขุนนางชั่วพวกนี้เต็มทีไม่มีผู้ใดลุกมาต่อต้านเราดอก” อรชุนกล่าวตามจริง “การยึดเมืองครานี้ทหารวิมายปุระไม่ได้ทำอันตรายอะไรชาวเมืองเลยแม้แต่คนเดียว ไม่มีเหตุรุนแรงมากมาย อันที่จริงแทบไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อสักเท่าใด หากท่านคืนอิสระและที่ทางทำมาหากินรวมถึงยกเลิกการเก็บส่วยพืชไร่อันเป็นสมบัติที่พวกเขาหามา เพียงเท่านี้ก็ได้ใจจากชาวบ้านแล้วล่ะพี่ข้า” เขาแนะนำต่อ

“เช่นนั้นเจ้าจงนำตัวพวกมันทั้งสิ้นจองจำไว้ก่อน ทหารทั้งสิ้นห้าร้อยที่ข้าทิ้งไว้ให้ จงใช้เพื่อประโยชน์ของชาวเมื่อทมิฬ บ้านเรือนผู้ใดเสียหายจงเร่งให้ทหารช่วยซ่อมแซม ที่นาที่สวนผู้ใดถูกทำลาย จงเร่งให้ทหารช่วยพรวนดินเพาะปลูก ผู้ใดไร้บ้านจงหาบ้าน ใช้กำลังพลเท่าที่มีฟื้นคืนชีวิตให้แก่ชาวเมืองเถิด”

สิ้นรับสั่งอรชุนและทหารทมิฬที่ลอบให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ที่ได้ยินรับสั่ง ก็ก้มลงกราบกับพื้นและสำนึกในพระเมตตาที่มีต่อชาวเมืองแห่งนี้อย่างหาที่สุดมิได้  

ความคิดเห็น