แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 6…. เข้าเมือง

ชื่อตอน : บทที่ 6…. เข้าเมือง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 127

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 16:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6…. เข้าเมือง
แบบอักษร

บทที่ 6…. เข้าเมือง 

การเดินทางจากวิมายปุระมายังเมืองทมิฬกินเวลาถึงเจ็ดวันเนื่องจากเป็นทัพใหญ่และคนเยอะ การเดินทางโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีนอกจากคืนแรกที่พวกสางนักฆ่าบุกมาแล้ว นอกนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดให้ต้องกังวลใจอีก เนื่องจากทัพหน้าที่อยู่ในความดูของขุนพลเวธางค์ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

ในที่สุดทัพหลวงก็เดินทางมาจนถึงชายป่าริมเขตกำแพงเมืองทมิฬในค่ำของวันที่เจ็ด เจ้าชายวิรุณห์ทรงสั่งให้ตั้งทัพหลวงรั้งรอไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ก่อน ยังไม่ต้องการเข้าไปในเขตกำแพงเมือง

“คนของเราส่งข่าวออกมาบ้างหรือไม่” ระหว่างรอให้ทหารจัดที่ประทับเจ้าชายวิรุณห์ก็ทรงเรียกขุนพลและนายกองทั้งหลายเข้าประชุม

“เงียบสนิทพะย่ะค่ะ ไม่มีข่าวจากใครสักคน” นายกองคนหนึ่งตอบ

“ข้าห่วงความปลอดภัยของพวกเขาเหลือเกิน ทมิฬปิดเมืองเงียบประหลาดแท้ ข้ายกทัพมาประชิดเมืองขนาดนี้ ไม่มีสักผู้ที่จะออกมาต้อนรับขับสู้”

“กระหม่อมจะจัดเวรยามให้ถี่ขึ้นกว่าเดิมพะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์เสนอ

“มิต้องดอก คนของเราเดินทางมาเหนื่อยๆ ให้พักผ่อนให้เต็มที่เถิด รอดูวันพรุ่งหากกำแพงเมืองมิเปิดต้อนรับข้า พวกเราคงจะได้เหนื่อยกันอีกครา” ทรงหมายมั่นพระทัย ว่าหากพรุ่งนี้กำแพงเมืองทมิฬยังปิดใส่หน้าทัพหลวงที่ตนเป็นผู้ส่งเทียบเชิญมา พระองค์นี่แหละจะเป็นผู้เปิดประตูเมืองด้วยพระองค์เอง

“กราบทูลฝ่าบาทมีสารจากผู้แทนเมืองทมิฬส่งมาพะย่ะค่ะ” ทหารนายหนึ่งเข้ามากราบทูล เจ้าชายวิรุณห์รับสารมาอ่านเนื้อหา เมื่ออ่านจบก็ถอนปัสสาสะ (ถอนหายใจ) ออกมาเสียงดัง

“ทางโน้นอ้างว่าเราพากำลังพลมามาก ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองทำให้มิอาจต้อนรับทั้งสิ้นได้อย่างครบถ้วน จึงขอให้ทางเราตั้งค่ายแต่เพียงเท่านี้ และจะรับรองเฉพาะบางส่วนที่จะเข้าร่วมงานเท่านั้น” ทรงบอกกล่าวแก่นายทหารทั้งสิ้น

“กระหม่อมว่าเป็นแผนลวงพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตออกความเห็น

“ใช่ แต่เราจะเล่นตามแผนพวกมัน สัตต วันพรุ่งจัดกำลังทหารเข้าไปกับข้าสักห้าสิบนาย แสร้งเป็นบ่าวรับใช้ทั้งสิ้น ที่เหลือให้เตรียมตัวอยู่ด้านนอกให้พร้อม ข้าอยากรู้ว่าทางโน้นจะมาไม้ไหน” ทรงสั่งความ

“แล้วจะให้พระชายาโดยเสด็จด้วยหรือพะย่ะค่ะ”

“ใช่ เพื่อพวกทมิฬจะได้เข้าใจตามข่าวลือที่คนของเราปล่อยมาว่าลุ่มหลงชายาคนนี้นักหนา ข้าและนางจะต้องอยู่ด้วยกันทุกที่”

“เป็นแค่ข่าวลือจริงหรือพะย่ะค่ะ ทรงแสดงซะสมจริงมาตลอดการเดินทางเลยหนา” ขุนพลสัตตเอ่ย เรียกรอยยิ้มจากขุนพลและนายกองทั้งหลายจนบรรยากาศการประชุมผ่อนคลาย แต่เจ้าตัวก็ต้องหลบจอกเหล้าพระราชทานที่ปลิวมาแก้เขินเป็นพัลวัน

เช้าวันรุ่งขึ้นประตูเมืองเปิดออกกว้างเพื่อรอรับเสด็จแต่เช้า ชาวเมืองออกมาตั้งแถวรอรับเรียงรายเต็มสองข้างทาง เข้าชายวิรุณห์และเจ้าหญิงพระชายาเวฬาแต่งกายเต็มพระยศประทับมาบนหลังเจ้าเปียกปูนที่วันนี้ก็แต่งตัวเต็มยศเช่นกัน ถัดไปด้านหลังเป็นเกวียนเทียมม้าที่เต็มไปด้วยเหล่านางใน และบ่าวรับใช้ข้าวของทั้งสิ้นที่นำมาล้วนเป็นสุราอาหารทั้งสิ้นไม่มีสิ่งใดที่แสดงว่าเป็นขบวนเสด็จของเจ้าชายนักรบเลยแม้แต่น้อย

ลานหน้าปราสาทของเจ้าเมืองทมิฬตกแต่งด้วยผ้าขาวและดอกไม้ขาวแสดงถึงการไว้ทุกข์ เช่นเดียวกันกับบุตรชายของท่านเจ้าเมืองที่แต่งกายด้วยชุดขาวรอต้อนรับอยู่ที่เชิงบันไดทางเข้าปราสาท เมื่อขบวนเสด็จมาถึง บุตรชายเจ้าเมืองก็คุกเข่าลงถวายบังโคม

“ขออภัยที่เสียมารยาทมิได้เปิดเมืองต้อนรับตั้งแต่เมื่อคืนพะย่ะค่ะ อย่างที่ทรงเห็นในเมืองยามนี้ยังคงไว้ทุกข์กันอยู่ ประชาชนล้วนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า อาจไม่เจริญพระทัยสักเท่าใดนัก” บุตรชายเจ้าเมืองกราทูล

“อย่าได้เป็นกังวล ข้าเข้าใจ อีกอย่างชายาข้ายังสนุกกับการเที่ยวป่าอยู่เลยข้าเองก็มิอยากขัดใจนาง” ทรงกล่าวกับบุตรชายเจ้าเมือง

“ได้ข่าวว่าชายาของเจ้าชาวิรุณห์ช่างสิริโฉม ได้เห็นเป็นบุญตาวันนี้ จริงดังคนเขาเล่าต่อกันมาแล้วพะย่ะค่ะ มิแปลกใจเลยที่มีข่าวว่าทรงหลงชายาองค์นี้นัก” บุตรชายเจ้าเมืองจ้องมองเวฬาด้วยสายตาหื่นกระหายจนหญิงสาวนึกกลัว จนต้องเขยิบเข้าไปให้เจ้าชายวิรุณห์และเกาะแขนพระองค์ไว้เป็นหลักยึด

“ท่านธรนินทรเข้าใจมิผิด เพราะนางช่างงามพร้อมข้าจึงทั้งรักทั้งหลง และหวงแหนนางยิ่งนัก มิอยากจากนางไปที่ใด เลยจำต้องพามาด้วยหวังว่าคงมิเป็นการรบกวนทางเมืองทมิฬจนเกินไปนัก” ทรงตอบและโอบเขนรอบบ่าของชายาคนงามไว้แทนการปกป้อง

“ไม่รบกวนเลยพะย่ะค่ะ เชิญเสด็จเถิดกระหม่อมให้คนจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ภายในแล้ว” ธรนินทรผายมือเชื้อเชิญเข้าไปภายในตัวปราสาท นางกำนันและบ่าวติดตามทั้งหลายถูกทหารของเมืองทมิฬพาไปอีกทาง คงเหลือเพียงเจ้าชายวิรุณห์ เวฬา และสองขุนพลคู่ใจเพียงเท่านั้นที่เดินเข้าไปภายในได้

ภายในโถงกลางของตัวปราสาทเหล่าขุนนางของเมืองทมิฬนั่งประจำที่รอต้อนรับอยู่แล้ว อาหารการกินต่างๆ ถูกจัดไว้พร้อมสรรพ เมื่อเสด็จเข้าถึงที่ประทับด้านบนบังลังค์ของเจ้าเมืององค์ก่อน นางรำก็ออกมาแสดงการร่ายรำประจำถิ่นตรงกลางโถง บ่าวหญิงนำเหล้ามาเทลงจอกถวายให้เจ้าชายวิรุณห์ เจ้าหญิงพระชายาที่เจ้าชายวิรุณรั้งตัวให้นั่งลงบนตักไม่ปล่อยให้ไปนั่งยังที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งเวฬากลับรู้สึกยินดีที่เจ้าชายวิรุณห์ไม่ปล่อยเธอไป เพราะบรรยากาศที่นี่มันช่างน่ากลัว อีตาธรนินทรนั่นก็ขยันส่งสายแทะโลมมาไม่หยุด ขุนพลทั้งสองแอบยิ้มขำเพราะรู้ว่านายตนมิได้กำลังแสดงแต่กำลังหึงจริงอยู่ต่างหาก ทั้งสองเข้านั่งประจำที่ทำตัวตามสบายเริ่มดื่มกินโดยที่ไม่สนใจนายตน ซึ่งการสนุกสนานในงานเลี้ยงนั้นเป็นงานถนัดของขุนพลสัตตเลยทีเดียว

“หม่อมฉันไม่ดื่มเหล้าเพคะ” เวฬาทูล

“ได้ยินหรือไม่ ไปหาน้ำผลไม้มาให้เมียข้าที” เจ้าชายวิรุณห์สั่งบ่าวหญิงที่นำเหล้ามาถวาย

“อยากได้สิ่งใดอีกไหม” ทรงก้มลงมารับสั่งใกล้ ซึ่งถ้าหากคนที่มองจากไกลๆ จะเห็นว่าทรงกำลังก้มลงหอมแก้มชายากลางที่สาธารณะ ขุนนางเมืองทมิฬหลายคนเริ่มยิ้มและผ่อนคลาย ฤๅข่าวลือเรื่องที่เจ้าชายนักรบลุ่มหลงสตรีจนมิเอางานเอาการอีกต่อไปจะเป็นจริง

“อยากไปจากที่นี่เพคะ” เวฬาตอบตามจริง เจ้าชายวิรุณห์หัวเราะถูกใจ

“ข้ารู้ แต่อดทนอีกนิดเถิด พวกเขากำลังอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเรา ข่าวลือจะได้เป็นจริงสักที” ทรงสรัสแล้วหยิบอาหารในจานป้อนให้หญิงสาว เจ้าคนงามยอมกินจากพระหัตถ์แต่โดยดี แต่ก็ยังมิวายสางสายตาคาดโทษมาให้พระองค์

สุราจอกแล้วจอกเล่าถูกรินมาให้ไม่ขาดสาย เจ้าชายวิรุณห์ก็มิได้ปฏิเสธ กระดกเอากระดกเอาจนเวฬานึกกลัว

“ฝ่าบาท ดื่มมากไปแล้วเพคะ” หญิงสาวรั้งพระหัตถ์ไว้

“เหล้าแค่นี้ ทำอะไรข้ามิได้ดอก แต่หากเจ้าอยากให้ข้าหยุด ข้าก็จะหยุด” ว่าแล้วก็กระดกเหล้าจอกสุดท้ายเข้าปาก คว้าตัวชายาคนงามยกขึ้นต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งหลายหัวเราะร่าแล้วตะโกนลั่นด้วยสำเนียงของคนเมามาย

“ชายาข้าเบื่องานเลี้ยงนี่เสียแล้ว ข้าคงต้องขอตัวไปหาอะไรทำแก้เบื่อให้นางก่อน อภัยที่ข้าเสียมารยาทด้วยเถิด” โดยไม่รอคำตอบอุ้มหญิงสาวลงจากบัลลังค์แล้วเดินออกมาทันที “พาข้าไปที่ห้องพักหน่อย” ทรงรับสั่งกับทหารเฝ้าประตูห้องโถง ทหารนายนั้นก็รีบเดินนำไปทันที

“แล้วท่านขุนพลทั้งสองมิตามนายท่านไปฤๅ” ธรนินทรเอ่ยถาม

“เหว๋ย เหว๋ย ท่านธรนินทร ในปราสาทของท่านคงมิมีสิ่งใดเป็นอันตรายต่อนายข้าดอกกระมัง ข้าจะมิยอมพลาดสุราดี และสาวงาม กับงานเลี้ยงสนุกๆ เช่นนี้ดอกท่าน” ขุนพลสัตตใบหน้าแดงก่ำคล้านคนเมา โอบกอดบ่าวหญิงที่คอยเสริฟเหล้าให้ไม่ยอมปล่อย

“เช่นนั้นก็เชิญพวกท่านตามสบายเถิด” ธรนินทรเอ่ย ยิ้มเยาะแล้วเดินจากไป ขุนพลผู้นี้ช่างประมาทนักเห็นแก่สุรานารีจนทิ้งหน้าที่แบบนี้สมควรแล้วที่จะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่

เมื่อมาถึงห้องพักและประตูปิดสนิทเรียบร้อยแล้วเจ้าชายวิรุณก็วางตัวเวฬาลงกับพื้น ท่าทางเมามายหายไปทรงเดินไปปิดหน้าต่างทุกบานให้สนิท แล้วเดินมาหาหญิงสาว

“เหตุใดมองข้าเช่นนั้น” ทรงถามยยิ้มๆ

“ทรงดื่มไปตั้งมากมาย ไม่เป็นไรฤๅเพคะ” เวฬาถามด้วยความเป็นห่วง ระยะเวลาที่นั่งอยู่ในงานก็นานโข สุรามากมายที่ทรงดื่มน่าจะเพียงพอให้คนทั่วไปขาดสติได้ง่ายๆ

“สุราเพียงนี้ไม่ระคายคอข้าดอก ไว้เจ้าต้องไปลองสุราป่าของทหารข้า พวกนั้นดื่มกันดุกว่าพวกคนเมืองนี้นัก” ทรงตอบและเดินเข้ามาใกล้ “เบื่อไหม” จับจูงหญิงสาวมานั่งที่ตั่งตัวใหญ่ริมหน้าต่างที่ปิดสนิท

“ไม่เบื่อเพคะ ดูนางรำเหล่านั้นก็เพลินดี จะติดตรงสายตาของชายผู้นั้น เวลาที่มองมา … มันน่ากลัวแปลกๆ เพคะ” เวฬาทูลตามจริง

“ถูกของเจ้า ธรนินทรช่างไม่เก็บอาการเสียเลย น่าควักลูกตาทิ้งจริงเชียว”

ก็อก ก็อก เสียงเคาะหน้าต่างบานหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบา แต่คนที่รอฟังอยู่กลับได้ยินชัดเจน เจ้าชายวิรุณห์เสด็จลุกขึ้นตรงไปยังหน้าต่างบานนั้นทันที เศษผ้าแผ่นน้อยถูกสอดรอดช่องว่าเข้ามา เจ้าชายวิรุณห์ทรงหยิบมาดู เมื่อได้เห็นข้อความที่เขียนไว้บนเศษผ้านั่นก็ทรงยิ้มแย้มอารมณ์ดี เดินตรงไปที่เชิงเทียนบนโต๊ะแล้วเผาเศษผ้าชิ้นนั้นจนไม่เหลือซาก

“คนของข้าส่งข่าวมาแล้ว พวกเขาทุกคนปลอดภัยดี นั่นนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง”

“แล้วจะทรงทำอย่างไรต่อเพคะ” เวฬาถาม ตอนนี้เธอเริ่มเบื่อจริงๆ แล้วที่ต้องนั่งเล่นอยู่ในห้องนอนแบบนี้

“เจ้าอยากทำอะไรล่ะ ข้าตามใจเจ้าทุกอย่างอยู่แล้ว” ทรงขยับเข้ามาใกล้

“ยังจะมาทำเป็นเล่นอีก” เวฬาดันตัวเจ้าชายหนุ่มออกไปให้ห่าง เจ้าชายวิรุณห์ทรงขำ เจ้าคนงามคิดจริงหรือว่าแขนตัวเล็กเพียงนี้จะแรงพอห้ามเขาได้

“ข้ามิได้เล่น สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ ทำให้คนเหล่านั้นเห็นว่าข้าเสเพล และลุ่มหลงในเจ้ามากมายเหลือประมาณ คนของเราจะได้ทำงานง่ายขึ้น แต่หากมิมีสิ่งใดผิดปกติ เราก็แค่สนุกสนาน ร่วมงานและกลับบ้านเรา” ทรงตอบ งานเหมือนจะง่าย แต่ไม่ง่ายหากเจ้าตัวดียังเขินอายเวลาเขาเข้าใกล้อยู่แบบนี้

 

งานเผาศพเจ้าเมืองทมิฬเสร็จสิ้นลงด้วยดี และหลังจากนี้จะเป็นการไว้ทุกข์อีกสามวันแล้วธรนินทรผู้เป็นบุตรชายก็จะขึ้นเป็นเจ้าเมืองต่อจากผู้เป็นพ่อ ตลอดระยะเวลากว่าสัปดาห์ที่เจ้าชายวิรุณห์ทรงอยู่ที่เมืองทมิฬมิทรงทำสิ่งใดเลยนอกจากดื่ม เที่ยว ท้าพนันกับพวกทหารทมิฬ และขลุกอยู่ในห้องกับชายาคนงาม เช่นเดียวกันกับขุนพลคู่ใจทั้งสองที่แทบไม่สนใจผู้เป็นนาย ดื่มสุราเคล่านารีอยู่ตามงานเลี้ยงต้อนรับตามบ้านชุนนางต่างๆ มิได้หยุดได้หย่อน บ้างก็ออกไปล่าสัตว์แข่งกันกับพวกทหาร ประลองฝีมือกันก็แพ้เพราะเมามายนัก สร้างความสมเพทให้กับทุกผู้ที่พบเห็น

“ฝ่าบาท ขออภัยที่ขัดความสำราญพะย่ะค่ะ” ขุนนางท่านหนึ่งของเมืองทมิฬเข้ามาพบระหว่างที่ทรงเอนกายดื่มสุราอยู่ในสวนโดยมีชายาคนงามคอยปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง

“ว่าไงท่านขุนพล จะชวนข้าไปเล่นอะไรอีก” น้ำเสียงเมามายถามไถ่ ดวงตาปรือหรี่มอง

“มิได้พะย่ะค่ะ แค่จะมากราบทูลว่า คืนนี้ทางเมืองเราจะมีพิธีฉลองการขึ้นครองเมืองของท่านธรนินทร จึงจะมากราบทูลเชิญฝ่าบาทเข้าร่วมงานพะย่ะค่ะ” ขุนพลท่านนั้นกล่าวโดยยินดียินร้ายกับอาการเมามาย

“ได้ๆ งานฉลองข้าชอบ แล้วเจ้าล่ะชอบไหม” ทรงหันไปถามชายา

“ธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่สตรีจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานฉลองภายในเช่นนี้พะย่ะค่ะ” เวฬายังไม่ทันได้ตอบขุนพลท่านนั้นก็ชิงตอบแทนซะก่อน

“อ่อ เข้าใจล่ะ ฝากไปบอกธรนินทรทีเถิด เราจะไปร่วมด้วยแน่นอน” ทรงโยกจอกเหล้าในหัตถ์โบกไปมา ขุนพลท่านนั้นมองด้วยสายตาดูถูกก่อนจะจากไป เวฬาส่ายหน้าอ่อนใจกับท่าทางแกล้งเมาที่ช่างเหมือนซะเหลือเกินของคนตรงหน้า

“ทรงเมาน้ำชาด้วยหรือเพคะ” ถามอย่างหมั่นไส้ เจ้าชาวิรุณห์หัวเราะร่า อารมณ์ดี

“เมารักเจ้าต่างหาก” ทรงตอบ     

ความคิดเห็น