แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 5 … ออกเดินทาง

ชื่อตอน : บทที่ 5 … ออกเดินทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 148

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 16:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 … ออกเดินทาง
แบบอักษร

บทที่ 5 … ออกเดินทาง 

ขบวนการเดินทางถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ ช้างม้าถูกนำมาแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างพร้อมสรรพ ทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าชายวิรุณห์แต่งกายเต็มยศดูสง่างามน่าเกรมขาม ยืนจัดแถวต้อนรับอย่างมีระเบียบวินัย ทุกคนรู้หน้าที่และตื่นเต้นที่จะได้ชมโฉมของเจ้าหญิงพระชายาเพียงไม่นานทุกอย่างก็พร้อมสรรพ

เจ้าชายวิรุณห์ที่วันนี้แต่งองค์ด้วยชุดแม่ทัพใหญ่สวมสนับเพลาสีแดง (กางเกง) ด้านนอกมีผ้าจูงกระเบนสีแดงพิมพ์ลายพุดซ้อนสวมทับ ไม่สวมเสื้อมีเพียงเกราะหนังสลักลายลวดลายด้วยวิธีการใช้เหล็กร้อนเผานนาบให้กลายเป็นเป็นลวดลายประจำพระองค์ รัดพระกรด้วยเชือกควั่นที่ผ่านการสวดบูชาจากเหล่าพราหม์ทั้งหลาย และสวมฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นลำดับสุดท้าย

ส่วนเจ้าหญิงพระชายาเวฬา วันนี้สวมผ้านุ่งสีแดงสดพิมพ์ลายพุดซ้อนลายประจำพระองค์ของเจ้าชายวิรุณห์ แต่จับเป็นจีบหน้านางดูงดงามรัดพระองค์ (เข็มขัด) สีทองหัวปั้นเหน่งทับทิมสีแดงสดเม็ดใหญ่ ผ้าพาดสีแดงสดถูกนำมารัดเป็นผ้าแถบ ทับด้านนอกด้วยทับทรวงประดับทับทิมลายเดียวกับรัดพระองค์ รวบเกษาเป็นมวยตึงอยู่กลางศีรษะ ปักปิ่นทองลายจันทร์เสี้ยว และประดับด้วยมาลัยดอกจำปี เช่นเดียวกันกับข้อพระกรที่สวมแผ่นทองฉลุลายเป็นกำไลข้อพระกรพันรัดยาวมาถึงครึ่งแขนและทับด้วยมาลัยดอกจำปีสีขาวนวล ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นลำดับสุดท้าย

ทั้งสองพระองค์เสด็จออกประทับยืนเคียงคู่กันอยู่บนปะรำพิธีด้านหน้า เบื้องหลังเป็นกองทับอันเกรียงไกร ประกอบไปด้วยช้างศึก กองทหารม้า และพลทหารราบถืออาวุธ ซึ่งมีการแต่งกายในลักษณะเต็มยศเยี่ยงนักรบอยู่ในแถวกระบวนถัดไป โดยเหล่าพลทหารราบของวิมายปุระจะสวมเกราะแผ่นรูปสี่เหลี่ยมหุ้มปิดลำตัว ตั้งแต่ส่วนอกช่วงบนจนถึงระดับเอว ปล่อยส่วนแขนและคอเปิดโล่ง ขอบด้านบนยกสูงขึ้นมาด้านหนึ่ง ตามขอบของแผ่นเกราะมีการขลิบตกแต่งลวดลาย มีสายรัดตรงกึ่งกลางลำตัว อาวุธส่วนใหญ่เป็นหอกและดาบ

“ข้าขออำนวยพรให้พวกเจ้าจงเดินทางปลอดภัย” สุรเสียงกังวาลขององค์บุษกดังก้อง ส่งผลให้เหล่าทหารฮึกเหิม

องค์บุษกประทับอยู่บนบัลลังค์ตรงกลางพิธี เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยเป็นที่ประทับของมหาเทวีมิรา และเจ้าชายฟูนันรัชทายาทที่กำลังโบกมือทักทายน้องสาวคนโปรดอย่างเริงร่า ปะรำพิธีฝั่งซ้ายเป็นที่ประทับของมหาอุปราชรชต แต่บัดนี้ว่างเปล่า ส่วนปะรำพิธีด้านขวาบัดนี้ก็ว่างเปล่าเช่นเพราะเป็นที่ประทับของเจ้าชายวิรุณห์นั่นเอง

เมื่อสิ้นคำอวยพรทั้งสองพระองค์ก็นั่งลงกราบ ส่วนทหารทั้งหลายยกมือถวายบังโคมจากบนหลังช้างหลังม้า ส่วนพลทหารราบคุกเขาลงและถวายบังโคมเช่นกัน มาศึกสีดำสนิทคู่พระทัยถูกจูงมาเบื้องพระพักต์ แต่ก่อนที่จะเสด็จขึ้นประทับบนหลังม้าก็ทรงถูกยับยั้งไว้

“ประเดี๋ยวก่อน” สุรเสียงพระบิดาก็ดังขึ้นด้านหลัง

“เสด็จพ่อ ลูกนึกว่าจะมิทรงมาส่งลูกเสียแล้ว” เจ้าชายหนุ่มแอบยินดี เนื่องจากว่าปกติแล้วเวลาออกศึกหากมหาอุปราชมิได้ทรงโดยเสด็จด้วยก็จะหายหน้าไม่มาร่วมในพิธีเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว แต่คนเป็นลูกหาได้รู้ไม่ว่า ทุกครั้งที่พ่อนั้นมิเคยมาส่ง ผู้เป็นพ่อมักจะนุ่งขาวห่มข่าว ถือศีลสวดมนต์อยู่ในวิหารหลวงเพื่อขอพรให้เทพเจ้าคุ้มครองลูกเสมอ

“พ่อมาเตือนเจ้า พ่อรู้สึกว่าการออกเดินทางของเจ้าครานี้จะไม่เหมือนทุกครั้ง ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย สังหรของพ่อนั้นมิพลาดดอกหากมีอันใดมิชอบกลให้เจ้ายกทัพกลับมาทันที อย่าได้สนใจเมืองเล็กๆ เช่นทมิฬอีก” ทรงยกหัตถ์ตบลงบนบ่าลูกชาย

“เสด็จพ่ออย่าได้ทรงกังวลพระทัยไป ลูกจะระวังทุกผู้ให้ดี อยู่ทางนี้ดูแลองค์เองด้วยพะย่ะค่ะ” ความรู้สึกตื้นตันบังเกิด นักแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่คนเป็นพ่อเสด็จมาส่งและสอนสั่งอย่างใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์ “ลูกขอลา” ทรงก้มลงกราบแทบพระบาทผู้เป็นพ่อ ก่อนจะหันกลับมาหาชายา

“ขี่ม้าเป็นฤๅไม่” ทรงถาม แต่ไม่รอคำตอบเช่นเคย จับเอวคอดของชายายกลอยขึ้นไปนั่งประทับบนหลังม้าศึกสีดำตัวใหญ่ที่ยืนนิ่งอย่างรู้งาน ก้อนเหยียบลงโกรนม้าส่งตัวขึ้นไปคร่อมอยู่บนหลังอย่างคล่องแคล่วสง่างาม

“หม่อฉันขี่ม้าเป็นเพคะ เผื่อยากทรงทราบคำตอบ” เวฬาสะบัดค้อน เจ้าชายวิรุณห์ยิ้มขำ

“เอาไว้ข้าจะหาม้าฝีเท้าดีให้เจ้าภายหลัง แต่ตอนนี้ไปกับข้าก่อนเถิด” ทรงจับบังเหียรม้าแล้วบังคับให้ออกเดินย่างนำขบวนทัพออกไปช้าๆ พร้อมกับโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนสองข้างทางที่มาส่งเสด็จอย่างไม่ถือองค์ ครั้งนี้ทรงโปรดที่ชาวบ้านเงยหน้าขึ้นมามอง พร้อมเสียงเอ่ยชมโฉมพระชายาอย่างเซ็งแซ่ ว่าเป็นคู่ที่งามสม

 

“เหนื่อยไหม” ทรงกระซิบถามเมื่อขบวนทัพหยุดพักอยู่ริมธารน้ำตกขนาดเล็กเพื่อให้ทหารและนางกำนันได้จัดเตรียมข้าวปลาอาหารมื้อเที่ยง

“ไม่เหนื่อยเพคะ ป่าแถบนี้อุดมสมบูรณ์จริง”

เวฬาตื่นเต้นมาตลอดทาง เพราะพอพ้นกำแพงปราสาทสองข้างทางก็เต็มไปด้วยชาวบ้านที่นำสินค้ามาวางขาย เจ้าชายฟูนันพระทัยดี สั่งให้ทหารทำเพิ่งไม้ไผ่ไว้ให้ประชาชนได้ใช้เป็นสถานที่ขายของ พักผ่อนนั่งเล่นพบปะพูดคุยกันตลอดแนวกำแพง แถมยังสั่งให้จัดหาตุ่มน้ำดินเผามาวางไว้เป็นจุดสำหรับใส่น้ำดื่มให้กับผู้กระหาย พ้นเมืองออกมาสองข้างทางนาทุ่งนาเขียวขจี เดินทางต่ออีกเพียงชั่วโมงก็ถึงชายป่า ฝูงลิงโผล่หน้ามาทักทายเมียงมองมนุษย์อย่างแปลกตา ผลไม้คุ้นตาทั้งชมพู่ ลูกหว้า มะม่วงป่า มะขามป้อม มะขามเทศ ขนุน มีให้เห็นเรียงรายตลอดทาง และเพียงเธอเอ่ยปากเรียกชื่อผลไม้เหล่านั้น เจ้าชายวิรุณห์ก็รับสั่งให้ทหารไปเก็บมาไว้ให้เป็นเสบียงทันที

“ใช่แล้ว เพิ่งพ้นหน้าฝนมาไม่นาน ปีนี้น้ำดีพืชพรรณอุดมยิ่งนัก” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยยื่นถุงหนังบรรจุน้ำฝนเย็นชื่นใจมาให้ “อยากเล่นน้ำไหม” ทรงถาม

“เล่นได้หรือเพคะ” หญิงสาวถามอย่งตื่นเต้น

“ได้สิ ข้าสัญญาแล้วว่าจะพาเจ้าเที่ยว อยากทำสิ่งใดเพียงเจ้าเอ่ยปาก” ทรงยื่นพระหัตถ์จับจูงหญิงสาวประคองเดินผ่านโขดหินลงไปยังริมธารน้ำตกใส

“หม่อมฉันนึกว่าต้องรีบเสด็จไปร่วมงานศพเจ้าเมืองทมิฬเสียอีก” เวฬานั่งลงบนก้อนหินใหญ่ กอดรองเท้าออกแล้วเอาเท้าแช่น้ำใสเล่นอย่างสบายใจ

“เราเดินทางเป็นทัพใหญ่รีบมากมิได้ดอก งานพิธีปลงศพของชาวทมิฬกินเวลาร่วมเดือน แขกหลวงอย่างเราไปร่วมเพียงพิธีเผาก็พอแล้ว จากนั้นยังต้องรั้งอยู่อีกหลายเพลาเพื่อรอพิธีครองเมืองของเจ้าเมืองคนต่อไป เจ้าอย่าได้กังวลเลย” ทรงนั่งลงที่หินฝั่งตรงข้าม

“หม่อมฉันนึกภาพของความขัดแย้งและสงครามอย่างที่ผู้คนกำลังพูดกันหนาหูไม่ออกเลย บ้านเมืองสมบูรณ์สงบสุขแบบนี้จะเกิดสงครามได้อย่างไรเพคะ”

“เพราะมันสมบูรณ์อย่างไรเล่า ผู้คนจึงจ้องจะแย่งชิงทรัพย์อันสมบูรณ์ในน้ำในดินที่เรามี เสด็จลุง เสด็จพ่อ ข้า และฟูนันพยายามอย่งหนักมาหลายปีกว่าที่บ้านเมืองเราจะยิ่งใหญ่ได้เพียงนี้ หึหึ อย่าทำหน้าอย่างนั้น เห็นฟูนันเจ้าสำราญแบบนั้นแต่ความจริงหมอนั่นเจ้าแผนการจะตาย จริงอยู่ที่ร่างกายเขาอ่อนแอป่วยไข้ง่าย จึงอยู่แต่ในเมืองมิเคยจับอาวุธหรือกรำศึกเช่นข้า แต่หมอนั่นชอบขลุกอยู่กับตำรา คิดค้นเครื่องมือแปลกๆ ออกมาให้ชาวเมืองใช้ ชอบแอบออกนอกปราสาทไปแอบดูชีวิตชาวบ้าน ทำให้รู้เห็นปัญหาที่แท้จริง และแก้ไขป้องกันได้ทันท่วงทีทุกครา” รอยยิ้มของเจ้าชายวิรุณห์ยามพูดถึงพี่ชายช่างเต็มไปด้วความรักและภูมิใจ

“เพราะเหตุนี้จึงมิต้องห่วงประชาชนใช่ไหมเพคะ เจ้าชายฟูนันสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ส่วนฝ่าบาทก็สร้างความมั่นคงจากภายนอก วิมายปุระจึงเข้มแข็ง” เวฬาเอ่ยต่อ

“ข้าจะหาชายาที่ฉลาดเยี่ยงเจ้าได้จากที่ไหนอีกหนอ” ทรงตรัสยิ้มๆ

“...” เวฬานิ่งงันไป เธอลืมไปได้อย่างไรว่าคนตรงหน้าเป็นถึงเจ้าชายในยุคอดีตที่นิยมมีเมียเยอะๆ เพื่อผลิตทายาทไว้สืบสกุล ถึงเธอจะได้แต่งงานออกหน้าออกตาและตาเจ้าชายนี้ก็แสดงออกชัดว่าพึงใจในตัวเธอและให้เกียรติกันซะมากมาย แต่ก็มิได้หมายความว่าเธอจะได้เป็นเมียเดียวซะหน่อย

“เป็นอะไรไป ข้าพูดอะไรผิดไปฤๅ” ทรงตกพระทัยที่อยู่ๆ เจ้าคนงามก็นิ่งเงียบไปซะเฉยๆ ดวงตางามฉายแววเศร้าออกมา

“ไม่ผิดเพคะ แต่เป็นหม่อมฉันเองที่หลงลืมตัวไป” หญิงสาวฝืนยิ้ม

ทรงเข้าพระทัยทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนตรงหน้า ความสุขพองฟูขึ้นเต็มอก เจ้าคนงามหึงพระองค์ที่ทรงเอ่ยอย่างไม่คิดว่าจะหาชายาเพิ่ม เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วเจ้าเอ๋ย

“ยิ้มอะไรเพคะ” เสียงอ่อนหวานเริ่มเปลี่ยนเป็นโวยวาย อีตาคนเจ้าชู้

“ยิ้ม เพระมีความสุขทีเมียหึง” ทรงคว้ามมือบางมาเกาะกุมไว้ “อย่าได้คิดมากไปเลยเจ้า ข้ามิเคยมองหญิงใด ก่อนหน้าเจ้าก็มิเคยมอง และจากนี้ไปก็จะมิมอง ข้ามิเคยปรารถนาในรูปโฉมของสตรีนางใด แต่ข้ารักในความฉลาดและตัวตนของเจ้า และจะมีเจ้าผู้เดียวเท่านั้นจากนี้และตลอดไป”

“ฝ่าบาท” พระเจ้า อีตาเจ้าชายหน้าดุนี่ กำลังสารภาพรักกับเธอ เวฬาคิดในใจ ความรู้สึกลิงโลด โบยบินชนิดที่ถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน เธอคงกระโดดโลดเต้น ตีอกชกลม หยิบโทรศัพท์มาวีโอคอลกรีดร้องก้องกับพวกเพื่อสาวเป็นแน่ ไอ้เวมีผู้ชายมาสารภาพรักแล้วโว้ยยยยยยย !!!

“เหตุใดจึงเงียบเล่า เจ้าจะมิรับคำรักข้าฤๅ” ทรงเชยคางเจ้าคนงามขึ้นสบตา

“มิรับได้ฤๅ เพคะ มาถึงขนาดนี้แล้ว” เวฬาเบี่ยงหน้าหนี หลบสายตาวิบวับนั่น กลัวใจตัวเองเหลือเกิน จับเจ้าชายปล้ำกลางป่าจะโดยประหารมั๊ยนี้

“ยามนี้ไม่รับ แต่ข้าจะทำให้เจ้ารับจนได้นั่นแหละ หากจักเกี้ยวเมียตัวเองทุกวันคงมิผิดกระมัง” ทรงก้มลงจรดพระนาสิก (จมูก) ลงบนแก้มเจ้าคนงามสูดดอกลิ่นหอมของเนื้อสาว

“ฝ่าบาท พะย่ะค่ะ” เสียงตะโกนขัดจังหวะดังมาจากด้านบนริมตลิ่ง ทรงจำได้ดีเป็นเสียงขุนพลคู่พระทัยนั่นเอง ยามนี้ทรงนึกอยากไล่ให้ไปบวชอยู่ในวิหารหลวงซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

“มีอะไร” น้ำเสียงโหดตะโกนถาม บ่งบอกถึงพระอารมณ์ยามนี้ได้เป็นอย่างดี

“รีบขึ้นมาเสวยสำรับเที่ยงเถิดพะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวแดดแรง ช่วงบ่ายจะเดินทางลำบากนะพะย่ะค่ะ” เสียงตะโกนตอบโดยไม่เห็นตัวมาจากทางทิศเดิม ทำเอาพระวรกายสูงถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ที่ถูกขัดจังหว่ะ ส่วนเจ้าคนงามกลับนั่งหัวเราะเขาอย่างอารมณ์ดี

“ฝากไว้ก่อน” เราจับปลายจมูกหญิงสาวเขย่าอย่างหมั่นไส้ พลางจับจูงเดินขึ้นมาริมตลิ่ง

อาหารการกินเป็นไปอย่างง่ายๆ ตามประประสงค์ ปลาสดจากน้ำตกถูกจับมาย่างกับเกลือวางอยู่บนใบตองคู่กับข้าวสวยหุงสุกใหม่ ผักสดและน้ำพริกปลาย่าง

“กินได้ฤๅไม่” ทรงถามอย่างห่วงใย

“กินได้เพคะ ของโปรดทั้งนั้นเลยเพคะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับลงมือกินอย่างอร่อย แต่ก็ไม่ลืมแกะเนื้อปลาใส่จานใบตองให้กับเจ้าชาวิรุณห์เป็นระยะ ทำเอาบ่าวหญิงและทหารรับใช้แอบอมยิ้มกันเป็นแถวๆ

ผ้าคลุมผืนใหญ่ถูกนำมาคลุมศีรษะให้หญิงสาวหลังจากถูกยกขึ้นหลังม้าตัวเดิม การเดินทางตอนบ่ายจะอบอ้าวกว่าช่วงเช้า แม้จะอยู่ในป่าแต่แสงแดดที่ส่องมาก็อาจทำให้เจ้าคนงามป่วยไข้ได้ง่าย แต่ดูเหมือนเขาจะกังวลมากไป เจ้าตัวดูสนุกกับการเดินทาง คอยถามโน่นถามนี่ไปตลอดเส้นทางทำให้การเดินทางครานี้ช่างเพลิดเพลินนัก

ค่ำคืนนี้ขบวนเสด็จพักค้างแรมอยู่ในหุบเชิงเขา ที่ประทับถูกสร้างอย่างง่ายๆ เป็นกระโจมผ้าหลังใหญ่ ปูพื้นด้วยเสื่อสาน พระที่เป็นแคร่ไม้ไผ่ตัวใหญ่ปูทับด้วยผ้าฝ้ายผืนหนา ดูอุ่นสบาย ของอำนวยความสะดวกในกระโจมมีพร้อม แม้กระทั่งห้องอาบน้ำ เมญาและนารีใช้หนังสัตว์ผืนใหญ่กั้นเป็นผ้าม่านให้เธอภายในกระโจม อ่างไม้ใบใหญ่ถูกขนมาตั้งทหารยกน้ำมาเทไว้ให้จนเต็ม นารีคุมบ่าวต้มน้ำอุ่นมาผสมให้เธอได้ล้างตัวอย่างสบาย

เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว อากาศเริ่มเย็นยิ่งกลางป่าอากาศยิ่งเย็นขึ้นกว่าเดิมมาก กองไฟถูกจุดไว้ทั่วบริเวณที่พักแรม เหล่าทหารดื่มกินอย่างผ่อนคลาย ส่วนใครที่อยู่เวรยามก็ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน เพราะเจ้าชายวิรุณห์ผู้เป็นแม่ทัพทรงออกตรวจตราความเรียบร้อยของไพร่พลด้วยองค์เอง พร้อมทั้งกำชับเรื่องเวรยามมากกว่าทุกครั้ง

“กระหม่อมว่าช่วงแรกของการเดินทางน่าจะยังไม่มีอะไรนะพะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์เอ่ยจากบนหลังม้าที่ทั้งสามขี่ขึ้นมาบนเนินสูงด้านหลังบริเวณลานกางเต้นท์

“ข้ามิไว้ใจ เหตุด้วยชัยภูมิตรงนี้เหมาะกับการพักแรมแต่ก็เหมาะกับการซุ่มโจมตีเช่นกัน จัดทหารฝีมือดีสักชุดให้ขึ้นมาสังเกตุการณ์บนนี้ด้วย มีอะไรผิดปกติให้เป่าแตรสัญญาณทันที” เจ้าชายทรงรับสั่ง

“กระหม่อมส่งทหารม้าส่วนหนึ่งไปเตรียมเส้นทางสำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว เส้นทางวันพรุ่งยังเป็นพื้นราบมิน่าห่วง แต่ในวันที่สามหากเราทำเวลาได้เช่นนี้ ช่วงที่ต้องข้ามช่องเขา นั่นตากหากที่ต้องระวัง” สัตตรายงาน

“หากข้าเป็นแม่ทัพศัตรู ข้าจะกวนทัพเสียตั้งแต่คืนนี้ ให้ไพร่พลในทัพระแวงมิเป็นอันหลับนอน เมื่อไปถึงช่องเขาไพร่พลล้วนอ่อนแรง จะตีทัพตรงนั้นย่อมง่ายดาย” ทรงเอ่ย

“เหตุใดจึงมั่นพระทัยว่าทางโน้นจะมีแผน อาจเป็นการส่งเทียบเชิญตามธรรมเนียมก็เป็นได้นะพะย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตแย้ง อันที่จริงเขามิเคยสงสัยในความคิดของผู้เป็นนายแม้แต่น้อย แค่แปลกใจที่คราวนี้ทรงเป็นกังวลหนักกว่าทุกครั้ง

“เจ้ารู้ดีพอๆ กับข้าสหายเอ๋ย นี่เป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ ใจข้าก็อยากจะให้เป็นการเข้าใจผิดไปเองเหลือประมาณ แต่ระวังไว้ก่อนเถิดดีกว่าเราต้องสูญเสียผู้ใด” เจ้าชายหนุ่มและสหายขี่ม้าตรวจตราจนถ้วนถี่แมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างปลอดภัยจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน

“ยังไม่นอนอีกฤๅ” เจ้าชายหนุ่มเสด็จกลับเข้ากระโจมพักในยามดึก คบใต้ที่จุดไว้ภายในยังไม่ดับ และเจ้าคนงามยังคงนั่งปักผ้าอยู่บนพื้นหน้าที่นอน “เหตุจึงไปนั่งกับพื้นเย็นๆ ประเดี๋ยวก็ไม่สบายดอก” ทรงรีบเดินเข้าไปประคองหญิงสาวขึ้น

“เย็นสบายดีเพคะ อย่าห่วงเลยหม่อมฉันแข็งแรงดี ไม่ป่วยไข้ง่ายๆ หรอกเพคะ” เวฬาวางผ้าในมือที่กำลังนั่งปักอยู่

“คืนนี้ป่าเงียบผิกปกติ เจ้ารีบพักเอาแรงเถิด อย่านอนดึกนักเลย” ทรงยึดผ้าปักไปวางเก็บไว้อีกด้าน

“มีเหตุอันใดฤๅเพคะ” เธอสังหรในสีหน้าท่าทางและคำพูดของคนตรงหน้า ยามนี้ไม่มีวี่แว่วเจ้าชู้ซุกซนอยู่เลย มีแต่ความเคร่งเครียดที่แผ่กระจายออกมาให้รับรู้ได้

“ข้าหวังว่าจะไม่มี แต่ขุนพลทั้งสองพบรอยเท้าคนย่ำอยู่บนเนินด้านบน จากร่องรอยคงเป็นพวกสาง คืนนี้คงต้องระวังกันให้จงหนัก” ทรงเล่า

“สาง? คือพวกไหน เพคะ” คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินมาก่อน

“พวกสาง เป็นพวกคนป่า เร่ร่อน ไม่สังกัดผู้ใด แต่ก็มีพวกมันบางตัวที่ยอมถูกเลี้ยงไว้เป็นนักฆ่าเพื่อแลกกับอาหารและทองคำ หากข้าเข้าใจไม่ผิดคืนนี้มันคงลงมือ”

“เป้าหมายคือฝ่าบาท” เวฬาตกใจ ไม่ได้กลัวแต่เป็นห่วง

“ไม่ต้องกลัวดอก ข้าจะปกป้องเจ้าเอง อยู่กับข้าจะมิมีผู้ใดแตะต้องเจ้าได้แม้ปลายเล็บ” ทรงปลอบและให้คำสัญญากับตัวเอง

 

ตุบ … เสียงวัตถุบางอย่างหล่นกระทบพื้นดินแผ่วเบา เนตรคมดุลืมขึ้นทันทีประสาคนนอนไว แต่ที่แปลกพระทัยคือเจ้าคนงามตรงหน้าก็ตื่นเช่นกัน ทรงเอานิ้วแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณว่าให้เงียบ อย่างเพิ่งถามอันใด ทรงแกล้งนอนนิ่งไม่ไหวติง และเป็นดังคาดผ้าม่านกั้นประตูกระโจมถูกเปิดออก มีใครบางคนคลานหมอมต่ำมากับพื้นเยื้องย่างเข้าหาพระแท่นบรรทมอย่างช้า และเงียบเชียบ แต่ก็ทรงได้ยินทุกการเคลื่อนไหวของมัน

ใครคนนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อมาถึงที่พระแท่น มันก็ยืนขึ้นเต็มความสูงเงื้อมีดเล่มโตขึ้นเหนือหัวหมายจะแทงลงมายังร่างคนที่มันคิดว่ากำลังหลับสนิทอย่างสุดแรง แต่ก็ช้าไป ดาบเล่มยาวจากหัตถ์หนาที่เวฬาไม่แน่ใจว่าทรงหยิบมาจากที่ใดแทงสวนออกไปในทันทีทะลุตัดคั่วหัวใจมันโดยไม่ทันร้องสักแอะ

เสียงกรีดร้องวุ่นวายดังขึ้นรอบด้าน เสียงดาบกระทบกันสนั่น ประตูกระโจมถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับขุนพลคู่ใจทั้งสองถือใต้วิ่งเข้ามา ใต้ในกระโจมที่ประทับถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว เผยให้เห็นศพของชายที่ทาร่างเป็นสีดำทั้งตัวนอนตายตาเหลือโพลงอยู่ตรงหน้าพระแท่นบรรทม ในขณะที่ผู้ลงมือปลิดชีพมันยืนตระหง่านอยู่บนพื้นข้างๆ ในพระหัตถ์มีดามเล่มใหญ่เปื้อนเลือดชุ่มโชกอยู่ และเจ้าหญิงพระชายานั่งอยู่บนพระที่เอามือปิดปากกั้นเสียงร้องอย่างเสียขวัญ ไม่ต้องรอให้สั่งความใดๆ ขุนพลเวธางค์เดินตรงเข้ามาลากศพสางนักฆ่าผู้นั้นออกจากกระโจมไปโยนทิ้งด้านนอกทันที

“เป็นไปตามคาดพะย่ะค่ะ น่าจะสักสามสิบ อีกประเดี๋ยวก็เรียบร้อย” ขุนพลสัตตขยิบตาให้สหายอย่างขี้เล่น บุ้ยปากไปทางเจ้าหญิงพระชายา ก่อนยักคิ้วให้อย่างกวนๆ แล้วหลบออกจากกระโจมทันทีอย่างรู้งาน เห็นนางกำนัลทั้งสองกำลังจะสวนเข้าไปภายในกระโจมจึงยั้งเอาไว้ก่อน

“ประเดี๋ยวก่อนเถิดแม่ อย่าเพิ่งเข้าไปเลย”

“โปรดอย่างขวางท่านขุนพล เราจะเข้าไปดูพระชายา” เมญาแจ้ง

“มิต้องเข้าไปดอก พระชายามีคนดูแลแล้ว อย่าไปรบกวนเลย วานพวกเจ้าดูแลพวกบ่าวที่กำลังแตกตื่นเถิด ส่วนเจ้าพวกนี้ขอเวลาพวกข้าสักประเดี๋ยว” ขุนพลสัตตเอาเท้าเขี่ยซากศพสางตนหนึ่ง “เดี๋ยวก็เรียบร้อยแล้ว” ยิ้มร่าอารมณ์ดีก่อนวิ่งออกไปจัดการพวกที่เหลือ ทิ้งนางกำลังเมญาและนารีไว้ตรงนั้น

“มิต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว” เจ้าชายวิรุณห์ทรงทิ้งดาบแล้วเข้าไปกอดปลอบเจ้าคนงามที่บัดนี้ยอมให้กอดโดยไม่ขัดขืน

“พวกสางหรือเพคะ” ถามเสียงสั่น เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนฆ่ากันต่อหน้า มันสยองใช่เล่นนะ

“ใช่ พวกนักฆ่ารับจ้าง อภัยข้าเถิดที่ทำให้เจ้าต้องเห็นเรื่องน่ากลัวเช่นนี้” ทรงลูบหลังลูบไหล่ปลอบอย่างอ่อนโยน

“เมญา นารี ฝ่าบาทคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไรกันบ้าง” พอหายตกใจก็ขยับจะลุกไปหานางกำนัลทั้งสอง

“พวกนางมิเป็นไรดอก รอให้ภายนอกสงบอีกสักนิดเถอะค่อยออกไป ตอนนี้ข้างนอกคงมิน่ามองสักเท่าใดนัก”

 

ซากศพของพวกสางถูกนำมากองไว้รวมกันตรงกลางลานนับได้สามสิบห้าคน มีหนึ่งคนที่รอดชีวิตอยู่แต่ก็บาดเจ็บมิใช่น้อย ถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกอย่างหนาแน่นยากจะหลุดรอดไปได้โดยง่าย พื้นที่บริเวณโดยรอบที่พังเสียหายจากการต่อสู้ถูกเก็บกวาดซ่อมแซมอย่างว่องไว บ่าวหญิงและนางกำนัลแม้จะมีอาการแตกตื่นหรือตระหนกอยู่บ้าง แต่ก็ตั้งสติได้ไวกว่าที่เหล่าขุนพลคิดเอาไว้ มีทหารยามบาดเจ็บสองนายแต่ไม่มีผู้ใดตายนับว่าเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจ เจ้าชายวิรุณห์เสด็จออกมายังลานพร้อมเจ้าหญิงพระชายาเวฬา ที่แม้จะทรงห้ามปรามให้อยู่แต่ด้านในอย่างไรก็ไม่เป็นผล เลยต้องจำใจพาออกมาด้วยโดยที่เจ้าตัวเกาะแขนเขาแน่น

“เค้นความจากมันได้ประการใดบ้าง” ทรงถามขุนพลทั้งสอง

“มิยอมเปิดปากเลยพะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์รายงาน

“เช่นนั้นก็มิต้องถามต่อ เสียเวลาเปล่า ร้อยเอ็นขามันด้วยโซ่ สลักหลังมันด้วยเหล็กเผาไฟเป็นถ้อยคำเตือนจากข้า แล้วปล่อยมันไปให้มันนำความจากข้าไปรายงานนายเหนือหัวมันว่าอย่าบังอาจคิดการใหญ่” ทรงสั่งเสียดัง หวังว่าหนอนบ่อนไส้ในทัพนี้จะได้ยินและหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง

“ฝ่าบาท ต้องโหดร้ายเพียงนี้เลยหรือเพคะ” เวฬาจำได้ว่า การร้อยขาในสมัยก่อนจะเป็นการเจาะเอ็นร้อยหวายที่ด้านหลังของข้อเท้าแล้วร้อยไว้ด้วยเชือกเพื่อป้องกันทาสหลบหนี ช่างโหดร้ายนัก

“อย่าได้สงสารพวกมันเลย เวลามันลงมือสังหารเจ้ามันจะไม่หยุดลังเลแม้แต่น้อย แค่คิดว่าเจ้าจะเป็นอันตรายเพราะคมมีดของพวกมัน ข้าก็แทบอยากจะสับมันเป็นชิ้นๆ แล้วโยนไว้ให้แร้งกินแล้วหนา” พระพักต์เครียดขึงขึ้นมาทันที

“จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ดูแลทหารที่บาดเจ็บให้ดี สุมไฟให้สว่าง กำชับเวรยามอย่าให้หละหลวม แล้วตามมาพบข้าที่ด้านใน” สั่งความเสร็จก็จูงมือหญิงสาวกลับเข้าไปด้านในโดยมีเมญากับนารีตามเข้าไปด้วย

“แล้วศพพวกที่เหลือจะทรงทำประการใดเพคะ ทิ้งไว้อย่างนั้นเลยหรือ” หญิงสาวถามต่อ

“เจ้ามิต้องกังวลไปดอก ทหารของเราจะจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อย” ทรงตอบแล้วหยิบแผนที่มากางวางลงที่พื้น

ผ้าม่านกั้นประตูเปิดออกอีกครั้งสหายขุนพลทั้งสองเดินเข้ามาอย่างสบายอกสบายใจพร้อมถาดผลไม้และเครื่องดื่มในมือ ขุนพลเวธางค์ยื่นส่งต่อให้นางกำนังทั้งสองเพื่อส่งต่อให้พระชายา ส่วนขุนพลสัตตยื่นจอกสุราให้ผู้เป็นนาย

“ขวัญกำลังใจของคนของเราเป็นอย่างไรบ้าง” ทรงถามโดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากแผนที่

“ดีเยี่ยมพะย่ะค่ะ สาวๆ ตกใจกันเล็กน้อย แต่ก็ตั้งสติกันได้ไว” ขุนพลสัตตรายงาน

“ในพวกเรามีหนอนบ่อนไส้จริงๆ พวกสางจึงเข้ากระโจมข้าถูก” ทรงเอ่ย เมื่อคืนอยู่ๆ ก็มีรับสั่งให้ตั้งกระโจมเพิ่มอีกหลังใกล้ๆ กันแล้วทรงย้ายไปประทับนอนที่หลังใหม่แทนปล่อยให้หลังใหญ่ที่ตั้งขึ้นแต่แรกร้างไร้ผู้คน

“มิผิดพะย่ะค่ะ และมันผู้นั้นลงไปนอนคุยกับหนอนอยู่ใต้ดินเรียบร้อยแล้ว”

“ผู้ใด” ทรงถาม

“เจ้าพนักงานภูษามาลา ที่ชื่อกฤษณะ พะย่ะค่ะ หลานปู่ของท่านเจ้ากรมคชวิมาย” ขุนพลเวธางค์รายงาน

“ครอบครัวนี้อีกแล้วฤๅ คราก่อนจันดาก็ทำร้ายเมียข้า ครานี้หลานมันบังอาจจะเอาชีวิตข้าเทียวฤๅ” ทรงกริ้ว

“อ๊ะๆๆ ประเดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ ทรงลำดับเหตุการณ์พลาดไปนิด คราก่อนเหตุการที่ห้ามจันดาก่อเรื่องท่านหญิงเวฬายังมิได้เป็นพระชายานะพะย่ะค่ะ หากแต่ทรงได้เป็นห้ามเพราะเหตุการณ์นั้นก่อนจึงได้เป็นพระชายาภายหลัง อันที่จริงต้องทรงขอบใจนางถึงจะถูกหนา” ขุนพลสัตตเอ่ยท้วง โดยไม่สนใจว่าคนที่พูดถึงก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย

“โอ๊ย” ส้มผลใหญ่ลอยมากระทบกลางหลังคนเอ่ยท้วง เจ้าตัวหันขวับไปมองทันทีก่อนยิ้มแหย๋ ผลไม้พระราชทานจากเจ้าหญิงพระชายานั่นเอง

“สมน้ำหน้า” เจ้าชายวิรุณกล่าวสำทับ “เส้นทางจากนี้คงมิมีสิ่งใดให้ห่วงมากนักนอกจากตรงบริเวณช่องเขาขาด แต่ก็มิอยากประมาท เวธางค์พาทหารจำนวนหนึ่งกองร้อยไปจัดการชำระพื้นที่โดยรอบช่องเขาคอยอำนวยความสะดวกให้คนของเราข้ามผ่านไป ข้าไม้ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นคืนนี้อีก สัตตวันพรุ่งจัดทัพใหม่ ให้พลเรือนเดินทางอยู่ตรงกลางขนาบด้วยทหารของเราทั้งหน้าและหลัง แบ่งกำลังบางส่วนเข้าคุมกองทัพช้าง ข้าไม่ไว้ใจทัพนี้อีกต่อไป อ่อ หาม้าศึกฝีเท้าดีให้ข้าเพิ่มอีกสักตัวด้วย” แม้จะสงสัยก็มีเจ้าดำอยู่แล้วเหตุใดจึงหาม้าเพิ่มอีก แต่ก็ไม่ถามรับคำแล้วเดินออกจากกระโจมที่ประทับไปทันที

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ม้าศึกสีขาวนวลถูกนำมาผูกเตรียมไว้ให้ข้างๆ เจ้าดำม้าทรง เจ้าชายวิรุณห์ที่วันนี้แต่งองค์ด้วยเครื่องแบบทหารธรรมดาเพียงโจงกระเบนสีเปลือกไม้ และรองเท้าสานธรรมดาเท่านั้น เช่นกันกับเวฬานุ่งจูงกระเบนพันผ้าแถบและรองเท้าสานไร้เครื่องประดับใดนอกจากปิ่นปักผมไม้ธรรมดาหนึ่งอัน

“ชอบหรือไม่” ทรงหมายถึงม้าศึกสีขาวนวลตัวใหญ่

“งามมากเพคะ” หญิงสาวยิ้มกว้างตอบ ที่แท้ก็ทำตามที่รับสั่งไว้ว่าจะหาม้าให้เธอนั่นเอง เวฬาเดินเข้าไปลูบหน้าทักทายทำความรู้จักกับม้าตัวใหม่ทันที

“ตั้งชื่อให้มันสิ” เจ้าชายวิรุณห์มากระซิบจากด้านหลัง

“ชื่อเจ้ากะทิเพคะ ขาวนวลขนาดนี้ ชื่อนี้แหละเหมาะเลย” เจ้าชายวิรุณห์ยิ้มกว้าง การตั้งชื่อช่างสมกับเป็นนางจริงๆ ชอบทำขนมจึงตั้งชื่อม้าเป็นของกินงั้นหรือ ช่างคิดจริงหนา

“อยากไปขี้ม้าเล่นไหม” ทรงเอ่ยชวน เจ้าคนงามพยักหน้าตอบรับข้อเสนอโดยไว เหยียบปีนขึ้นหลังม้าโดยไม้รั้งรอให้พระองค์ช่วยแม้แต่น้อย เจ้าชายวิรุณห์ทรงปลดเชือกม้าทั้งสอง ขึ้นขี่เจ้าดำ แล้วควบนำออกไปทันที

“หากข้าขอให้เจ้าตั้งชื่อให้เจ้าดำของข้าบ้าง เจ้าจะให้ชื่อมันว่าอะไร” ทรงถามขณะหยุดพักกลางทุ่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ยื่นห้อข้าวนึ่งกับเนื้อแดดเดียวให้หญิงสาว เจ้าตัวรับมากินอย่างอร่อย ทรงพอพระทัยที่ชายาของพระองค์ช่างกินอยู่ง่ายดายผิดวิสัยสตรีทั่วไปยิ่งนัก

“ดำปี๋ขนาดนี้ ชื่อเจ้าเปียกปูนเพคะ” เจ้าตัวเสนอ

“เปียกปูนคือสิ่งใด” ชื่อแปลกจริง ขนมอะไรของนางอีกหนอ

“เป็นขนมที่ทำจากถ่านมะพร้าวเพคะ สีดำเหมือนเจ้าดำของฝ่าบาทเลย” เวฬาตอบ

“มิเคยกิน ทำให้ข้ากินหน่อยได้ฤๅไม่ ต้องใช้สิ่งใดบ้าง” กินอิ่มแล้วก็ทรงเอนกายนอนหนุนตักหญิงสาวฟังเจ้าตัวเอ่ยถึงวิธีทำขนมเปียกปูน

“ต้องใช้แป้งที่ทำจากข้าวเจ้า และมันสัมปะหลังเพคะ ปูนกินหมาก และมะพร้าว หม่อมฉันจะเอากาบมะพร้าวมาเผาไฟให้เป็นสีดำ แล้วบดละลายกับน้ำปูนใสจนได้น้ำสีดำ จากนั้นจึงนำน้ำที่ได้มามาผสมกับแป้ง นวดจนได้ที่เติมน้ำตาลให้ได้รสหวาน แล้วนำไปเคี่ยวไฟอ่อน ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วจึงโรงหน้าด้วยมะพร้าวขูดคลุกเกลือเพคะ” เวฬาเอ่ยเล่าวิธีปรุง

“เจ้ามีความสุขเวลาทำขนม สายตาเจ้ามันฟ้อง” เพราะทรงจ้องมองนางตลอดเวลาจึงได้เห็นแววตาเวลานางเอ่ยถึงของที่ชอบ

“เพคะ ตอนหม่อมฉันยังเด็ก เวลาแม่เข้าครัวทุกคนจะได้อยู่กันพร้อมหน้า ช่วยกันทำขนมไว้ขายคนไม้คนละมือหากเสร็จเร็วจะได้ขนมฝีมือแม่เป็นรางวัล แม่ทำขนมอร่อยเป็นสูตรโบราณถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น พอหม่อมฉันโตมา แม่ก็ส่งไปเรียนทำขนมที่ต่างเมืองจนเก่งแล้วกลับมาช่วยแม่ทำร้านต่อจนมีชื่อเสียง จนกระทั่งเกิดเหตุให้หม่อมฉันต้องพลัดมาที่นี่” น้ำเสียงที่เอ่ยเล่าเศร้าสร้อยจนคนฟังพระทัยหาย ลุกขึ้นนั่งแล้วความมือเจ้าคนงามมากุมไว้

“ข้าให้สัญญา เมื่อเสร็จงานครานี้ ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านเอง....” ยังพูดมิทันจบหญิงสาวก็ยกมือปิดโอฐไว้มิให้ทรงเอ่ยต่อ

“อย่าสัญญาเลย เพราะมันอาจเป็นสัญญาที่ฝ่าบาทมิอาจทำให้สำเร็จได้ แต่หากจะทรงเมตตาหม่อมฉันขอเพียงคำสัญญาแค่ว่า เมื่อทรงเบื่อหม่อมฉันวันใด โปรดอย่าขับไล่หม่อมฉันไปไหน ขอเพียงส่งหม่อมฉันไปไว้ในเรือนครัวให้หม่อมฉันได้อยู่ที่นั่นจนวาระสุดท้ายเท่านั้นพอ เพราะที่นี่หม่อมฉันมีเพียงฝ่าบาทและนางนมเท่านั้นให้พึ่งพิงเพคะ”

“ข้ามิมีวันเบื่อเจ้า ที่ของเจ้าคือข้างกายข้าที่เดียวเท่านั้นมิเปลี่ยนแปลง คำสัญญานี้ข้าให้เจ้าได้ และข้าทำมันได้แน่” ทรงตั้งพระทัยมั่นจะมิมีวันปล่อยนางไปที่ใดอีก

ทัพหลวงตามมาถึงกลางทุ่งตรงที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ในเวลาบ่ายกว่า ทรงสั่งพักทัพให้ค้างแรมที่ทุ่งนี่ และที่สิ่งของสำหรับใช้ทำขนมที่เวฬาเอ่ยเล่าเมื่อตอนสายก็ถูกเตียมไว้จนพร้อมสรรพ หญิงสาวแอบยิ้มดีใจทรงใส่พระทัยและจดจำทุกเรื่องที่เธอเอ่ยจริงๆ ดังนั้นของรางวัลสำหรับคนใส่ใจจึงได้ขนมเปียกปูนแสนอร่อยเป็นรางวัลในมื้อเย็น พร้อมทั้งน้ำขิงร้อนๆ มื้อดึกเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย

ความคิดเห็น