แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 4 … หลงรัก

ชื่อตอน : บทที่ 4 … หลงรัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 174

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 09:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 … หลงรัก
แบบอักษร

บทที่ 4 … หลงรัก  

ปัง ประตูบานหนาหนักถูกกระแทกให้เปิดออก พร้อมกับร่างบางของเวฬาถูกกระชากถอยหลัง และอุ้มลอยหายไปทางห้องสรงน้ำอย่างรวดเร็ว เวฬาที่กำลังถูกอุ้มลงไปในสระน้ำออกแรงดิ้นเพื่อหนี ก่อนจะได้ยินเสียงคุ้นเคยกระซิบที่ข้างหู

“ข้าเอง โปรดอภัยที่ข้าต้องล่วงเกินเจ้าแล้ว” หญิงสาวหยุดดิ้นแล้วเงยหน้ามอง เมื่อเห็นใบหน้าของเจ้าของห้องก็โล่งใจยิ่งนักถอนหายใจแผ่วเบายังมิทันกล่าวสิ่งใด ผ้าแถบที่พันหน้าอกไว้ก็ถูกเจ้าชายหนุ่มดึงออกจากตัวอย่างรวดเร็ว

“วิรุณห์ เจ้าอยู่ที่ใด” สุรเสียงทรงอำนาจตะโกนลั่น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฎพระวรกายเข้ามาในห้องสรงน้ำของบุตรชาย สิ่งที่เห็นตรงหน้าพระพักต์ทำให้ต้องชะงักงันแล้วหันพระปรางค์ให้ทันที

เจ้าชายวิรุณห์กำลังเปลือยกายตระกองกอดกับชายาประสาข้าวใหม่ปลามันอยู่ในสระสรงน้ำ

“เสด็จพ่อมีธุระอันใดฤๅพะย่ะค่ะ ถึงได้บุกเข้ามาถึงในนี้” เจ้าชายวิรุณห์เงยหน้าขึ้นเอ่ยถามพระบิดา สองแขนยังคงกอดรัดหญิงสาวให้ซบแนบอยู่กับพระอุระแน่น

เวฬาเหลือบไปเห็นคราบดินโคลนที่อยู่บนไหล่และลำคอ แถมผ้าโพกสำดำยังถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในสระอย่างลวกๆ ตรงด้านข้างลำตัวของเจ้าชายผู้ถือวิสาสะล่วงเกินเธอ แต่สถานการณ์ตรงหน้าก็เข้าใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร มือเรียวรีบเอื้อมไปคว้าผ้าโพกสีดำมาซุกแนบคั่นไว้ระหว่างตัวเธอกับเจ้าชายวิรุณห์ แล้ววักน้ำในสระเช็ดถูคราบดินให้อย่างเบามือ แสร้งว่ากำลังอาบน้ำให้สามีหนุ่มอย่างเอาอกเอาใจ จนเจ้าชายหนุ่มอมยิ่มนัยตาแวววับถูกใจในท่าทีของนางยิ่งนัก

“ว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ” เจ้าชายวิรุณห์ถามย้ำ

“ขึ้นมาจากน้ำก่อน แต่งกายให้เรียบร้อย แล้วออกมาคุยกับข้า ทั้งสองคน” รับสั่งเสร็จก็รีบออกจากห้องสรงน้ำไปทันที

“ปล่อยได้แล้วเพคะ” เจ้าชายรชตออกไปได้สักพักแล้วแต่เจ้าชายมือปลาหมึกนี่ยังฉวยโอกาสกอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย

“ไม่อาบน้ำให้ข้าต่อแล้วหรือ” เจ้าชายหนุ่มกระซิบข้างหู ทำเอาเวฬาขนลุกซู่

“เมื่อสักครู่หม่อมฉันแค่ล้างคราบดินเพื่อมิให้ทรงผิดสังเกตุเท่านั้นเพคะ อย่างได้เข้าใจผิด” หญิงสาวรีบอธิบาย

“หึหึ ข้ารู้ แต่มีเจ้าอาบน้ำให้ข้าก็ว่าดี” ทรงแกล้ง

“ปล่อยเพคะ” เจ้าตัวยังขยับยุ๊กยิกโดยไม่ได้คิดเลยว่าตอนนี้หน้าอกเปล่าเปลือยของทั้งคู่กำลังแนบชิดกันเพียงใด

“เจ้าก็หยุดดิ้นก่อนเถิด มิเช่นนั้นข้าคงมิอาจปล่อยเจ้าไปได้จริงๆ” เจ้าชายหนุ่มตรัสเสียงนุ่ม เวฬาหยุดดิ้นยืนแน่นิ่งทันทีเมื่อรู้ว่าทรงหมายถึงอะไร

เจ้าชายวิรุณห์คลายอ้อมแขนออก ถอยห่างจากหญิงสาวเพียงสองก้าว แววเนตรหวานจ้องมองสาวงามตรงหน้า ครั้งก่อนก็อุ้มขึ้นจากน้ำ แต่ก็มิเห็นว่านางงามเท่าตอนนี้

“ว้าย” เวฬาร้องลั่นรีบเอามือกอดอกปิดบังปทุมถัน เมื่อเห็นว่าตนกำลังยืนเปลือยอกให้ชายหนุ่มดู แม้ว่าจะเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว แต่ก็เป็นเพียงแผนการของคนตรงหน้าเท่านั้น มิได้มีจิตพิศวาสต่อกันจริงๆ สักหน่อย แถมตอนนี้คนเจ้าแผนการยังเปิดเปลือยเนื้อตัวอย่างหน้าไม่อายอีก โอย เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย

เวฬาเอื้อมคว้าผ้าแถบของตนที่ลอยอยู่ในน้ำ แล้วรีบขึ้นจากสระทันที

“ข้าขอล้างเนื้อตัวสักประเดี๋ยว ตั้งแต่ออกไปยังไม่ได้แตะต้องถูกน้ำเลย ขืนออกไปตอนนี้เสด็จพ่อจับได้เป็นแน่” เจ้าชายหนุ่มเอ่ย พลางสยายเกษายาวในสระน้ำ สะบัดล้างไปมาโดยมิใคร่สนใจความสะอาดมากนัก เวฬาถอนหายใจเฮือก พันผ้าแถบกลับคืนเช่นเดิมแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าชายวิรุณห์ที่ริมสระ

“หม่อมช่วยนะเพคะ”เอ่ยปากอาสา ด้วยเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของคนตรงหน้า ไม่รู้ไปทำอะไรมาถึงได้ดูอ่อนเพลียเช่นนี้ “นุ่งผ้าก่อนด้วยเพคะ” มือบางยื่นผ้านุ่งผืนใหม่ให้

ทรงขยับเข้ามาหาที่ริมสระอย่างว่าง่ายหัวเราะขำ แต่ก็ยอมหยิบผ้านุ่งมาพันนุ่งอย่างว่าง่าย หญิงสาวหยิบมะกรูดที่ยกมาจากโต๊ะเครื่องหอม บรรจงลูบเส้นเกษาและพระเศรียรให้อย่างเบามือ แถมบริการนวดให้อย่างชำนาญ จนกระทั่งแน่ใจว่าสะอาดดีแล้วจึ่งได้จับเกษาเกล้าขึ้นเป็นมวยแล้วเอาปิ่นไม้รูปจันทร์เสี้ยวปักยึดไว้ให้

“เสร็จแล้วเพคะ” เวฬาขยับจะลุกขึ้นยืน แต่ถูกหัตถ์เรียวคว้าจับไว้ก่อน

“สระผมให้อย่างเดียวเองฤๅ ตัวข้ายังมิสะอาดเลย” รับสั่งโดยไม่ละไปจากใบหน้าเรียวสวยของหญิงสาว ทำเอาคนถูกมองใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ

“มิทรงบาดเจ็บที่ใดนี่เพคะ อาบน้ำเองได้มิใช่ฤๅ”

“ใจร้ายจริงหนา จะช่วยก็มิช่วยให้หมดทุกสิ่ง” เจ้าชายหนุ่มโอด

“เร่งมือเถิดเพคะ พระบิดาจะรอนาน” ไม่รอให้คนตรงหน้าเจ้าชู้ใส่อีก เวฬาดึงมืออกจากการเกาะกุมแล้วลุกหนีทันที

เจ้าชายวิรุณห์ยอมปล่อยนางไปแต่โดยดี ใบหน้าคมดุยิ้มกว้างถูกใจชนิดที่หากสองขุนพลคู่ใจมาเห็นเข้าคงได้คิดว่าเขาถูกผีเข้าแน่ แม่หญิงผู้นี้ช่างแปลกประหลาดนัก ปรกติจะมีแต่สตรีคอยยั่วยวนวิ่งเข้าหาเขาหวังสบายจะขึ้นเป็นห้าม แต่นางแม้ได้เป็นถึงชายาแล้วถึงจะเป็นเพราะใช้แผนการบังคับนางยอมแต่งงานด้วยก็ตาม แต่ก็คอยแต่จะวิ่งหนีเขาอยู่ร่ำไป ช่างน่าสนใจเสียจริง

เจ้าชายวิรุณห์ซับกายจนแห้ง คว้าผ้านุ่งผืนใหม่มานุ่งดึงปิ่นออกสยายผมผึ่งลมไว้จนเต็มพระปรางค์ แล้วเดินออกมายังห้องบรรทม หญิงสาวเองก็ผลัดเปลี่ยนผ้านุ่งเป็นผืนใหม่เรียรร้อยกำลังรอเขาอยู่อย่างสงบ

“เมื่อข้าจากไป เหตุการณ์ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง” รับสั่งถามโดยไม่มีท่าทีรีบร้อน

“เรียบร้อยดีเพคะ มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าฝ่าบาทเสด็จออกไปภายนอกเพคะ” บ่าวทั้งสองยังเอ่ยเย้าเธออยู่บ่อยๆ ว่าฝ่าบาทมิทรงปล่อยตัวให้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันเลย แสดงว่า ภายนอกยังเรียบร้อยดี

“ดีแล้ว แล้วเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง ขาดเหลือสิ่งใดอยากให้จัดหามาเพิ่มให้ฤๅไม่” ทรงผายมือไปรอบๆ ห้อง แต่เดิมห้องนอนนี่เขาอาศัยอยู่ผู้เดียว แถมยังไม่ค่อยได้กลับเข้ามานอนเพราะใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ นอนกลางดินกินกลางทรายเป็นหลักเลยไม่ได้ใส่ใจจะหาอะไรมาเพิ่มมากนัก แต่ตอนนี้มีสตรีมาร่วมใช้ห้อง คงจะปล่อยเช่นเดิมมิได้

“ไม่ขาดสิ่งใดเลยเพคะ ว่าแต่มิทรงรีบไปพบเสด็จพ่อฤๅเพคะ ทรงรอนานแล้ว” เวฬาถาม

“ก็ให้รอไปสิ คนปกติที่ไหนกันจะมารบกวนข้าวใหม่ปลามันยามวิกาล” ทรงไหวไหล่ตอบกวนๆ โดยมิเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรู้ว่าเรื่องที่ทรงเสด็จมาหาคงมิพ้นเรื่องเจ้าเมืองทมิฬต้องคมศรลึกลับจนตายนั่นแล

 

เจ้าชายรชตนั่งรออยู่ที่เรือนรับรองของตำหนักบุตรชายด้วยความร้อนพระทัยยิ่ง แม้บ่าวชายหญิงจะรีบหาสุราอาหารมารับรอง แต่ก็มิทรงเพลิดเพลินพระทัยได้เหมือนทุกครา ด้วยข่าวที่ได้ยินมานั้นช่างรุนแรงเหลือเกิน และคนที่ก่อเรื่องเช่นนี้ได้ เขานึกออกเพียงผู้เดียว บุตรชายเขานั่นเอง

“ถวายพระพรพะย่ะค่ะ ท่านมหาอุปราช” ขุนพลทั้งสองทำความเคารพพระมหาอุปราช

“ข่าวเร็วเหลือเกินนะเอ็งทั้งสอง ไปมากันอย่างไรล่ะ”

“วันนี้พระจันทร์เต็มดวงพระย่ะค่ะ กระหม่อมเลยไปทำพิธีล้างบาปที่ต้นน้ำเพิ่งเสร็จ” ขุนพลสัตตะที่บัดนี้นุ่งห่มด้วยชุดขาวของพราหม์กราบทูล

“ส่วนกระหม่อม นอนไม่หลับพะย่ะค่ะ เลยไปลงซ้อมมือกับทหารมา” ขุนพลเวธางค์ที่นุ่งโจงแบบรั้งสูงสีเปลือกไม้ของเหล่าทาสเนื้อตัวสกปรดมอมแมมกราบทูลต่อ

“เอ็งเร่งไปตามนายเอ็งออกมาพบข้าโดยไว” รับสั่งกับขุลพลสัตต

“มาแล้วพะย่ะค่ะ มิต้องให้ผู้ใดไปตามกระหม่อมดอก” สุรเสียงเบื่อหน่ายของบุตรชายดังขึ้น พร้อมเจ้าที่เดินจูงมือชายาหมาดๆ เข้ามาบนเรือนรับรอง

เจ้าชายวิรุณห์นั่งลงที่ตั่งด้านข้างบิดา ส่วนเวฬานั่งพับเพียบลงกับพื้นเรือนก้ามกราบถวายความเคารพ

“กว่าจะออกมากันได้ มิรอให้ฟ้าสางเลยเล่า” ทรงประชด

“จะทรงรอจนฟ้าสางได้ฤๅ พะย่ะค่ะ ลูกว่าเสด็จพ่อต้องมีเรื่องร้อนพระทัยมากๆ เป็นแน่ถึงปลุกบ่าวทั้งตำหนักลูกเช่นนี้” เจ้าตัวรับมุกหน้านิ่ง

“มิต้องมายั่วข้าดอก พวกเจ้าไปก่อเรื่องอันใดเอาไว้” ทรงชี้หน้ากราดถ้วนทั่วทั้งสามคน

“ก่อเรื่องอันใดกันเสด็จพ่อ ลูกมิได้ออกไปที่ใดเลย สำราญอยู่กับเมียรักในห้องอย่างที่ทรงรับสั่งไว้และได้เข้าไปทอดพระเนตรเห็นด้วยองค์เองเมื่อสักครู่นั่นแหละพะย่ะค่ะ เพิ่งได้ออกมาเห็นแสงเดือนแสงดาวกันตอนนี้นี่เอง” โอฐงามเอ่ยทูลบิดา แต่ส่งสายตาหวานหยดให้กับสตรีที่นั่งอยู่แทบเท้า ตีบทข้าวใหม่ปลามันแตกกระจาย ส่วนคนที่ขึ้นชื่อว่าเมียรักได้นั่งหมอบก้มหน้างุดแทบติดพื้น เขินอายจนเนื้อตัวแดงเป็นกุ้งต้ม

“อีตาเจ้าชายบ้า กล้าพูดออกมาได้ไงไม่อายปาก” เวฬาได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจ

“จริงฤๅเจ้า” องค์อุปราชรชตรับสั่งถามหญิงสาวที่หมอบอยู่ตรงหน้า

“เพคะ” เจ้าตัวรับคำเสียงเบา มิเงยหน้ามามองผู้ใดทั้งสิ้น

“เสด็จพ่อพระทัยร้ายจริง ไปเอ่ยถามนางเยี่ยงนั้น ประเดี๋ยวกลับเข้าห้องไป ลูกต้องโดนนางตีจนน่วมเพราะเขินอายผู้คนเป็นแน่พะย่ะค่ะ” เจ้าชายหนุ่นเอ่ยต่อ สายตายังจ้องคนตรงหน้าไม่ละออก ส่งขุพพลคนสนิททั้งสองต่างปิดปากหัวเราะคิกคักถูกใจกับท่าทีกลัวเมียของเจ้านายยิ่งนัก

องค์อุปราชรชตถอนหายใจหนัก แม้มิทรงเชื่อในสิ่งที่คนเป็นลูกกราบทูล แต่สิ่งที่ทรงเห็นว่าทั้งคู่กำลังพลอดรักกันในสระสรง และสายตาท่าทางที่ลูกชายตนแสดงออกมันก็มิใช่สายตาของการแสแสร้งแสดงเลยแม้แต่น้อย สตรีผู้นี้ทำให้ลูกชายเขาหลงนางได้ถึงเพียงนี้เทียวฤๅ

“เอาเถอะ เช่นนั้นข้าก็มิรบกวนพวกเจ้าแล้ว อย่าให้ข้ารู้ว่าพวกเจ้ารวมหัวกันไปก่อเรื่องอะไรกันมา มิเช่นนั้นต่อให้เป็นเจ้าข้าก็ไม่เว้น” ทรงชี้หน้าบุตรชายก่อนจะเดินกลับออกไปทันที

สองขุนพลถอนหายใจเฮือก ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเรือนอย่างสบายโดยไม่ระวังท่าทีเลยแม่แต่น้อย เจ้าชายวิรุณห์รั้งแขนเมียรักให้ขึ้นมานั่งข้างๆ กันบนตั่ง ทำเอาขุนพลคู่ใจทั้งสองหัวเราะกันอีกรอบ หญิงสาวยิ่งเขินหนักเข้าไปอีก คราวนี้ก้มหน้าหนีก็ไม่ได้เพราะจะเห็นสองขุนพลส่งสายตาแซวมาให้เต็มๆ จะมองหน้าคนข้างๆ โอ๊ย!!! นี่ก็ขยันขายขนมหวานจริง จิ้มตาบอดซะนี่ ใครก็ได้ช่วยไอ้เวด้วย ไอ้เวอยากหายตัวไปจากตรงนี้ ไม่น่าหลงกลไปแต่งงานด้วยเลยจริงๆ

“พวกเจ้าหัวเราะอันใดกัน” ทรงตวาดสหายไม่จริงจังนัก

“เอ้า ทรงดุพวกกระหม่อม ก็หัมมามองหน้ากันสักหน่อยเถิดพระเจ้าค่ะ ทรงจ้องพระชายาจนพระนางจะละลายหมดแล้ว” ขุนพลสัตตะเอ่ยเย้าสหาย ทำเอาพระบาทหนากระตุกเฉียดเจ้าไปเพียงนิดเดียว

“ว่าแต่ พระชายาทรงตีฝ่าบาทจนน่วมจริงฤๅพระย่ะค่ะ” ขุนพลสัตตะยังคงไม่หยุด

“ถ้าท่านไม่หยุดพูด เราจะตีท่านด้วย” เวฬาทนไม่ไหวแล้ว คราวนี้ขอจัดการทั้งเจ้านายทั้งลูกน้องทีเถอะ

เสียงหัวเราะดังลั่นตำหนักของเจ้าชายนักรบ ทำเอาบ่าวล้วนแปลกใจ และข่าวลือที่ว่าเจ้าชายวิรุณห์ทรงเกรงพระทัยเจ้าหญิงพระชายาก็ลือลั่นไปจนทัวอาณาจักร

 

 

“เหว๋ย … เหว๋ย.... น้องข้า ออกมาดูบ้านดูเมืองได้แล้วฤๅ” เจ้าชายฟูนันเอ่ยแซวทันทีที่เจ้าชายองค์น้องเดินนำชายาเข้ามาที่ศาลาริมสระบัว ตามคำเรียกหา

“ก็ดูตลอด เจ้าเองต่างหากที่ใส่ความข้า” ทรงตอบกลับ

เวฬาย่อตัวถอนสายบัวทำความเคารพ แล้วทำท่าจะนั่งลงกับพื้น แต่เจ้าชายวิรุณห์รั้งไว้ก่อน แล้วดึงมานั่งข้างตัว การกระทำนั้นเรียกรอยยิ้มกว้างให้กับผู้เป็นพี่ชาย

“ดูอยู่ ข้า.. กำลังดูอยู่เลยล่ะ” เจ้าชายฟูนันเอ่ยกลั้วหัวเราะ

“ก็จงใจทำให้ดู จะได้เลิกสงสัยสักที”

“แปลว่าข่าวที่คนเขาลือกันว่าเจ้ากลัวเมียเป็นจริง” ทรงเอ่ยถามตรงๆ

“เปลี่ยนเป็นข้ารักเมียมิได้ฤๅ” ทรงแก้ข่าวยิ้มๆ ไม่จริงจังนัก

“หม่อมฉันยังนั่งอยู่ตรงนี้เพคะ” เวฬาพูดอย่างเหนื่อยใจ แรกๆ ก็เขินมาก แต่ยิ่งเขินคนตรงหน้าก็ยิ่งได้ใจ หลังๆก็เลยรับทำตัวให้ชินจะได้ไม่โดนแกล้งมากนัก แต่แม้ว่าจะทรงขยันทำให้เขินอายมากมายเพียงใด แต่ก็มิเคยทรงล่วงเกินเธออีกเลยตามที่รับสั่งไว้ แม้จะนอนร่วมเตียงกันมาหลายเพลาแล้วก็ตาม เวฬาชักเริ่มสงสัยไปไหนมาไหนกับขุนพลคู่ใจตลอด กินนอนอยู่กับทหารชายกลางป่ากลางเขาเป็นเวลาครั้งละนานๆ หรือว่า ตาเจ้าชายนี่จะเป็นเกย์เสียก็ไม่รู้

เจ้าชายฟูนันหัวเราะร่วน ด้วยถูกใจชายาของน้องชายมากขึ้นไปอีก

“ที่เข้าเชิญพวกเจ้ามาพบวันนี้ก็นอกจากจะถามไถ่เรื่องข่าวลือแล้ว ก็ว่าจะขอให้น้องสาวคนใหม่ลงมือปรุงเครื่องหวานให้ทานอีกสักครา หมู่นี้กินอะไรมิใคร่ถูกปากเลยเชียว” เมื่อหัวเราะจนเหนื่อยแล้วเจ้าชายฟูนันก็เอ่ยเข้าเรื่องทันที

สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าหญิงพระชายาของน้องชายตนแล้วจะไปเรียกใช้พร่ำเพื่อก็ไม่ถูก จะเป็นที่ขุ่นเคืองใจกันระหว่างพี่น้องได้เลยต้องเรียกมาเอ่ยขออนุญาตกันตรงๆ นี่แหละ

“ประชวรอีกแล้วฤๅ พะย่ะค่ะ” เจ้าชายองค์น้อยเอ่ยถามทันที

“มิเชิง ครานี้แค่เบื่ออาหารเฉยๆ กินเข้าไปก็ฝาดลิ้นนักหนา จนไม่อยากกลืนอะไรอีกเลย” ทรงเล่า

“มีพระอาการปวดแน่นท้องบ้างหรือไม่เพคะ” หญิงสาวซักต่อ

“ใช่ๆ แน่ท้องผายลม และเรออยู่บ่อยๆ เจ้ารู้เรื่องการแพทย์ด้วยฤๅ”

“หามิได้มังคะ แต่อาหารทุกอย่างล้วนส่งผลต่อร่างกายเราทั้งสิ้น หากบางอย่างเสวยมากไปก็จะเป็นโทษ บางอย่างก็เป็นสมุนไพรแก้พระอาการได้มังคะ” เวฬาทูล “เช่นนั้น ช่วงนี้เครื่องเสวยสำหรับฝ่าบาท หม่อมฉันจะเป็นคนปรุงถวายเองดีหรือไม่เพคะ” เวฬาอาสา

“แล้วของข้าล่ะ” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยทวงหน้านิ่ง ทำเอาเจ้าชายฟูนันหัวเราะร่วนอีกครั้ง ข่าวลือเรื่องใหม่ที่ว่าเจ้าชายวิรุณห์ทรงขี้หึงนักหนากระจายไปทั่วอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

“เหนื่อยจัง หลายวันมานี้ข้ายังมิได้หลับเต็มตาเลยสักคืน” เจ้าชายวิรุณห์ล้วตัวลงนอนแผ่ลงบนพื้นเรือนรับรองทันทีที่กลับมาถึงตำหนัก

“หม่อมฉันถามได้ไหมเพคะ ว่าทรงไปทำอะไรมา” เวฬานั่งลงข้างๆ

“ข้าไม่ตอบได้หรือไม่” เจ้าชายวิรุณห์ทรงตอบทั้งๆ ที่หลับพระเนตรอยู่ “ข้ามิได้อยากปิดบังสิ่งใด แต่ข้าก็มิอยากให้เจ้ากลัวข้า” ทรงคิดในใจ

“เช่นนั้นหม่อมฉันขอเดาว่า ต้องเกี่ยวกับการที่เจ้าเมืองทมิฬต้องคมศรลึกลับจนสิ้นใจใช่ไหมเพคะ” เวฬาตอบยิ้มๆ รับพานดอกไม้จากเมญามานั่งร้อยต่อ

“ฉลาด” ทรงชมยิ้มๆ “กลัวข้าหรือไม่” ถามไปแล้ว หัวใจของชายชาติทหารที่เคยหนักแน่นกลับกลัวคำตอบที่กำลังจะมาซะอย่างนั้น

“คำถามยากจังเพคะ” เวฬาหยุดร้อยมาลัย ในขณะที่หัวใจคนแกล้งนอนนิ่งยิ่งเต้นแรง “หม่อมฉันมิรู้เหตุแห่งการสังหารเจ้าเมืองทมิฬ แต่หม่อมฉันรู้จักเจ้าชายผู้ทรงเป็นแม่ทัพผู้แข็งแกร่งที่ประทับอยู่ตรงหน้าหม่อมฉันตรงนี้ ทั้งจากการบอกเล่าของผู้คนที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝ่าบาท และจากการที่หม่อมฉันเป็นผู้ได้รับการปกป้องจากฝ่าบาทเอง หม่อมฉันเชื่อหมดหัวใจเพคะ ว่าฝ่าบาทจะต้องมีเหตุอันควรในการสังหารป็นแน่ ดังนั้นคำตอบของหม่อฉันคือ ไม่กลัวเพคะ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็มิอยากให้มีเหตุต้องฆ่าแกงกันเลยเพคะ”

“คำตอบสมเป็นเจ้า ข้าเลือกคนมิผิดจริงๆ” ทรงลืมเนตรมองหน้าหญิงสาว เอื้มจับมือบางมาวางแนบอุระ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง “เล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังบ้างสิ”

“ทรงพักผ่อนก่อนเถิดเพคะ ตื่นแล้วหม่อมฉันจะเล่าให้ฟัง” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับสติของเจ้าชายหนุ่มล่องลอยออกไปแทบจะในทันทีโดยมิทรงระวังองค์แม้แต่น้อย

 

แสงใต้ถูกจุดสว่างไสงไปทั่วปราสาท ท้องพระโรงคราคร่ำไปด้วยผู้คนอีกครั้งหลังจากพิธีอภิเสกสมรส เนื่องจากทูฑจากเมืองทมิฬนำสารแจ้งข่าวการตายของเจ้ามาถวายให้องค์บุษกทรางทราบพร้อมแจ้งข่าวพิธีขึ้นครองเมืองของเจ้าเมืองคนใหม่ เมื่อรับสารเรียบร้อยแล้วองค์บุษกก็ทรงเรียกแม่ทัพนายกอง พร้อมเหล่าเสนนาอัมมาตเข้าพบกลางดึกทันที

เจ้าชายวิรุณบรรทมยาวตลอดบ่าย ร่างกายฟื้นฟูพละกำลังอย่างเต็มที่ พระพักต์สดชื่นแจ่มใสกำลังแต่งองค์อย่างสบายพระทัยในห้องสรง โดยมีนางกำนัลคอยช่วย

“เจ้าเข้านอนก่อนเถอะ มิต้องรอข้า ข้าอาจกลับมาอีกทีตอนรุ่งสางเลย” เข้าชายวิรุณห์กล่าว

“เหตุอันใดถึงต้องเรียกพบดึกดื่นเช่นนี้เพคะ” เวฬาถามอย่างสงสัย แต่เจ้าชายหนุ่มก็มิทรงถือสา

“เห็นว่ามีฑูตจากเมืองทมิฬมาขอเข้าเฝ้าเมื่อเย็น คงมิพ้นเรื่องเจ้าเมืองคนใหม่ และถ้าข้าเดาไม่ผิดเสด็จลุงคงต้องเสด็จไปร่วมงาน ซึ่งอันตรายนักเหตุการณ์แถวนั้นมิสู้ดีสักเท่าใด” ทรงตอบ พลางยื่นพระบาทให้นางกำนันสวมกำใลข้อพระบาทเป็นลำดับสุดท้าย

“อึดอัดจริงเชียว ต้องใส่อะไรเยอะแยะวุ่นวายไปหมด” ทรงบ่นเบาๆ เวฬาหัวเราะขำ

“แต่งองค์เต็มพระยศเจ้าชายก็ทรงงดงามดีนี่เพคะ อย่าบ่นเลย เสด็จเถิดช้ามากแล้ว”

“ถ้าเจ้าชอบ ข้าจะแต่งบ่อยๆ ก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีไม่ต้องนุ่งสิ่งใดเลยข้าชอบกว่า” ทรงเดินมากระซิบข้างๆ หู แล้วเดินจากไปทันที ทิ้งให้หญิงสาวเขินหน้าแดงกระทืบเท้าเร่าอยู่ในห้องสรง

“อีตาเจ้าชายบ้า” เสียงตะโกนต่อว่าตามหลังมาให้ได้ยิน ทำเอาเจ้าตัวหัวเราะร่าอารมณ์ดีถูกใจ ทำเอาเหล่าทหารนางกำนัลที่เห็นตกตะลึงกันเป็นแถว

ในท้องพระโรงยามนี้เหล่าเสนาทั้งหลายทำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่องการเสด็จไปร่วมงานศพเจ้าเมืองทมิฬด้วยองค์เอง

“มันอันตรายเกินไปพะย่ะค่ะ เหตุแห่งการตายก็มิชัดเจน แถมข่าวลือว่าทางนั้นซ่องสุมกำลังพลไว้มากก็หนาหู มิควรเสด็จพะย่ะค่ะ”

“แต่หากไม่เสด็จไป ทางนั้นจะถือว่ามิให้เกียรติอาจเป็นเหตุให้แข็งเมืองได้หนา” ขุนนางอีกคนแย้ง

“แต่หากเสด็จไปแล้วเกิดอันได้ขึ้น ก็จะมิเป็นผลดีต่อผู้ใดเลยหนา”

ระหว่างที่ขุนนางทั้งหลายเถียงกัน เจ้าชายวิรุณห์ได้แต่ดื่มสุราชมการโต้เถียงอย่างเพลิดเพลินอยู่ข้างๆ เจ้าชายฟูนัน

“เจ้าว่าใครจะชนะ” เจ้าชายฟูนันถาม

“มิมีผู้ใดชนะดอก โน่น เจ้าดูโน่น พ่อข้าทำหน้าเยี่ยงนั้น อีกประเดี๋ยวการโต้เถียงก็จบลงแล้วล่ะ” เจ้าชายวิรุณห์ชี้ไปทางพระบิดา และก็เป็นดังเช่นที่เจ้าชายวิรุณห์กล่าว ต่างกันก็แต่ขอเสนอที่ทรงกล่าวช่างสร้างความแปลกใจให้คนเป็นลูกยิ่งนัก

พระมหาอุปราชรชตเสนอให้เจ้าชายวิรุณห์เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จไปร่วมงานศพเจ้าเมืองทมิฬแทนและให้อยู่ร่วมงานสถาปนาเจ้าเมืองทมิฬคนใหม่ให้เรียบร้อย ด้วยเหตุผลที่ทุกคนต่างยอมรับตรงกันว่า องค์บุษกทรงพระชนม์มายุมากแล้ว จะให้เดินทางไกลก็คงไม่ค่อยสะดวก และเจ้าชายฟูนันองค์รัชทายาทเองพระวรกายไม่แข็งแรงจะให้ออกเดินทางก็เกรงจะประชวรกลางทางได้ ดังนั้นเจ้าชายวิรุณห์ เจ้าชายรัชทายาทลำดับที่สามซึ่งรั้งตำแหน่งแม่ทัพด้วยจึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะเป็นตัวแทนพระองค์เสด็จไปร่วมงานพิธีในครั้งนี้

เมื่อได้ยินเจ้าชายวิรุณถึงกับถอนพระทัยเฮือกใหญ่ มิใช่ไม่ยินดีที่เสด็จพ่อเปิดทางให้ได้เข้าไปเยือนถิ่นศัตรูอย่างเปิดเผย แต่การเดินทางไกลที่ต้องทิ้งชายาคนงามไว้เบื้องหลังต่างหากที่น่าลำบากใจ เพิ่งได้กลับมาพบกันเพียงไม่กี่วัน เพิ่งได้พูดคุยเรียนรู้กันให้รู้สึกดี แต่นี่กลับต้องจากไปอีกแล้ว งานครานี้ช่างอยากเกเรเสียจริง

“เจ้าไม่อยากไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองบ้างหรือ” ทรงรับสั่งถามเจ้าชายฟูนันไม่จริงจังนัก ทำเอาคนถูกถามหัวเราะร่า

“เหว๋ย เหว๋ย ปรกติเจ้าเริงร่าตีปีกบินถลาออกไปแทบจะในทันที ไฉนครานี้จึงมิยินดีเล่า ประเดี๋ยวก่อน” ทรงทำท่าห้ามเมื่อน้องชายทำท่าจะแย้ง “เพราะน้องสาวคนงามของข้าเป็นแน่ เช่นนั้นจะไปยากอันใดเล่า ยิ่งคนเขาเล่าเขาลือกันว่าเจ้านั้นหลงชายาใหม่จนมิลืมหูลืมตา ก็จงใช้ข่าวนี้ให้เป็นประโยชน์เถิดน้องชายข้า พานางไปกับเจ้าด้วย ใช้นางเป็นใบเบิกทางให้ทางโน้นลดความระแวงระวังในตัวเจ้าซะ จะได้ทำงานง่ายขึ้น” คนเป็นพี่ทรงเอ่ยแนะนำ

อืม เสียงครางแผ่วเบาดังมาจากลำคอของหญิงสาวที่กำลังหลับสบายอยู่บนเตียงฝั่งที่เจ้าของห้องยกให้ตน สองแขนเรียวคว้าหมอนข้างมากอดแก้หนาว แต่เอ... ทำไมหมอนข้างมันแข็งจัง แถมยังกอดเธอกลับได้ด้วย เวฬาลืมตาขึ้นมาเจอแผ่นอกหนาแน่น และรอยแผลเป็นคุ้นตาอยู่ตรงหน้า สติสัมปชัญญะกลับคืนมาเต็มที่โดยทันทีขยับตัวจะลุกออก แต่ติดที่เจ้าของอ้อมแขนเกร็งรั้งเธอเอาไว้แล้วเอาคางเคยไว้บนหัวเธอนิ่งๆ โดยไม่ได้รุกรานไปมากกว่านี้

“ขออยู่แบบนี้สักพักเถิด” น้ำเสียงอ่อนล้า ดังมาจากคนตรงหน้า เครื่องทรงถูกถอดออกจนสิ้น เหลือเพียงผ้านุ่งติดวรกายเพียงผืนเดียว

“เกิดอะไรขึ้นเพคะ มีเรื่องไม่ดีหรือ” เมื่อไม่รุกรานไปมากกว่านี้ จะยอมให้กอดอีกนิดก็ได้

“ก็มิเชิง ข้าแค่มีเรื่องให้คิดหนักจนตัดสินใจไม่ถูกเท่านั้นเอง” เข้าชายวิรุณกระซิบตอบใกล้ๆ แก้มนวล

“เล่าให้หม่อมฉันฟังได้นะเพคะ หากมิใช่ราชการบ้านเมืองที่เป็นความลับ” มือบางทาบลงบนท่อนแขนของเจ้าชายหนุ่มบีบเบาให้กำลังใจ

“มิใช่ความลับดอก และเจ้าต้องช่วยข้าได้แน่” ทรงพลิกวรกายกลับขึ้นมาคร่อมอยู่ด้านบนกักตัวหญิงสาวไว้ในอ้อมกระกร “ข้าต้องเป็นผู้แทนพระองค์ไปงานศพเจ้าเมืองทมิฬ และอยู่ร่วมงานฉลองเจ้าเมืองคนใหม่จนเสร็จสิ้น และข้ามิอยากห่างจากเจ้า ดังนั้น เจ้าช่วยตอบข้าทีว่าเจ้ายินดีที่จะเดินทางไปเป็นเพื่อนข้า” ยิ่งตรัสเล่าพระพักต์ยิ่งเข้ามาใกล้ เธอเข้าใจไม่ผิดใช่ไหม คราวนี้รับสั่งให้ไปด้วยได้ ไม่ได้ให้เฝ้าห้องอย่างครั้งก่อนแล้ว “เสร็จงานแล้ว ข้าจะพาเจ้าเที่ยวชมเมืองให้ทั่ว ดีหรือไม่” โดยไม่รอคำตอบทางอาศัยจังหวะหญิงสาวตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ฟังประทับจุมพิตลงแนบริมฝีปากหญิงสาวทันที

“จริงนะเพคะ จะทรงพาหม่อมฉันไปด้วยจริงๆ นะเพคะ” ชายผ้านุ่งโดนดึงยิกๆ จากเจ้าคนงามที่นั่งอยู่แทบพระบาทปลายประแทนบรรทมเช้านี้ หลังจากที่ทรงแอบฉวยเอาจุมพิตแรกจากนางมา เจ้าตัวก็ไม่ยอมเข้าใกล้เขาอีกเลย ดูทีฤๅ ขนาดจะออดอ้อนขอคำยืนยัน ยังนั่งห่างเพียงปลายนิ้วแตะชายผ้านุ่งเท่านั้น คิดฤๅว่าระยะเท่านี้หากเขาจะจับตัวนางแล้วจะรอดพ้นไปได้

“อยากไปฤๅไม่เล่า” ทรงถามกลับ

“อยากไปเพคะ หม่อมฉันจะไม่ดื้อ จะไม่ซน จะทำขนมอร่อยๆ ให้เสวยตลอดทางเลยเพคะ” ยกมือขึ้นสาบานด้วยท่าลูกเสือสามัญ จนคนเห็นอดใจไว้ไม่อยู่คว้าตัวขึ้นมานั่งซ้อนอยู่บนตักแล้วกอดไว้แน่นอีกรอบ

“ยกโทษให้ข้าก่อน แล้วข้าจะพาเจ้าไปด้วย” ทรงต่อรอง แต่ลมหายใจที่เป่ารดอยู่ตรงต้นคอนี้มันชวนให้สติเตลิดได้ง่ายจริงๆ สิน่า

“อีตาเจ้าชายเจ้าเล่” หญิงสาวคิด

“ว่าไง ไม่อยากไปเที่ยวฤๅ” ทรงยกเรื่องเที่ยวมายั่วอีกรอบ

“ปล่อยหม่อมฉันก่อน แล้วจะยกโทษให้เพคะ” หญิงสาวดิ้น แต่ตัวเล็กแค่นี้มีหรือจะสู้แรงเจ้าชายหนุ่มได้

“ไม่ปล่อยหรอก ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปไหนอีกแล้ว หยุดดิ้นก่อนเถิด แล้วหันหน้ามาคุยกันดีๆ การอันข้าต้องพาเจ้าไปด้วยนี้แท้จริงก็มิใช่เรื่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเท่านั้นดอก ข้ามีเรื่องต้องให้เจ้าช่วยเหลือ” 

ความคิดเห็น