แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ … 3 หลงกล

ชื่อตอน : บทที่ … 3 หลงกล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 148

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 16:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ … 3 หลงกล
แบบอักษร

บทที่ … 3 หลงกล  

“เรื่องนี้เราคุยกันหลายครั้งแล้ว ข้ายังยืนยันคำเดิมห้ามเจ้าทำอะไรโดยพลกาล” เสียงทรงอำนาจตะโกนก้องดังออกมาด้านนอกประตู

“แต่เจ้าเมืองทมิฬกำเริบเสิบสาน มิส่งบรรณาการมาหลายเดือนแล้วนะพะย่ะค่ะ” อีกเสียงโต้ตอบ

“ก็ทางนั้นส่งฑูตมาแจ้งข่าวขอผ่อนผันแล้ว เจ้ายังจะดื้อดึงไปทำไมกันอีก”

“คนของเขาพูดอะไรเสด็จพ่อก็ทรงเชื่อ แต่สิ่งที่ลูกทูลจากความจริงที่ไปสืบมาเสด็จพ่อกลับไม่ทรงเชื่อหรือพะย่ะค่ะ”

ปัง ประตูไม้เปิดออกโดยแรงจากภายใน มหาอุปราชรชตเดินออกมาโดยไว ใบหน้าโกรธเกรี้ยวเหตุเพราะโอรสของพระองค์นั้นช่างดื้อดึง และจ้องแต่จะใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา พอพ้นธรณีประตูออกมาได้ ก็หยุดชะงักหันหลังกลับยกนิ้วชี้หน้าบุตรชายแล้วสั่งความ

“ได้ยินว่าเพิ่งรับห้ามมาใหม่ จงสำราญกับสตรีที่เจ้าเลือกมา แล้ววางมือจากเรื่องนี้ซะ อย่าได้คิดการใหญ่เกินตัว ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่เจ้าไม่มีวันได้แตะต้องบัลลังค์” ตรัสเสร็จก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้คนในห้องยืนกำมือนิ่งด้วยความคับแค้นใจ เพราะเสด็จพ่อเชื่อคำทำนายบ้าๆ นั่นแท้เชียว จึงได้รังเกียจลูกในไส้ถึงเพียงนี้ แม่ว่าเขาจะเพียรพยายามพิสูจน์ตัวเองเท่าไหร่ เสด็จพ่อก็จะตีความไปเพียงว่าเขาทำเพื่อหวังราชบัลลังค์ ทั้งที่แท้จริงแล้ว เขาหวังเพียงให้พระบิดายอมรับในตัวเขาก็เท่านั้นเอง

เจ้าชายวิรุณห์ประสูติในวันพระจันทร์เต็มดวง แต่ในวันนั้นกลับมีดาวดวงหนึ่งส่องแสงสว่างจ้าอยู่กลางท้องฟ้าแข่งกับแสงจันทร์เป็นที่น่าประหลาด โหรหลวงทำนายดวงพระชะตาไว้ว่า “เจ้าชายพระองค์น้อยมีพระประสูติการในฤกษ์ดาวมหาโจร ดวงพระชะตาแข็งนัก จะได้เป็นถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ในยุคนี้ พระราชาองค์นี้ จะมีบารมีพิเศษ เสด็จจุติมาจากสวรรคาลัยชั้นดุสิต เขตบรมพระโพธิสัตว์ ทรงมีบารมีมากมายมหาศาลและจักเป็นผู้นำพาประชาราษฎร์ไปสู่ยุคศิวิไล” ครั้งแรกที่ได้ฟัง พระบิดามีรับสั่งให้ประหารเขาให้ตายตกตามพระมารดาไป หากแต่องค์บุษกผู้เป็นพระมาตุลายับยั้งไว้ได้ทัน ทรงกล่าวกับพระบิดาว่า

“รชตเอ๋ย คำทำนายเป็นเพียงศาสตร์แขนงหนึ่ง จะจริงหรือไม่มิมีผู้ใดล่วงรู้ เจ้าจะทำลายชีวิตอันบริสุทธิ์เพียงเพราะลมปากของโหรชราผู้หนึ่งได้ลงเทียวฤๅ” มิตรงตรัสห้ามเพียงปากเปล่า ยังทรงมีรับสั่งให้แต่งตั้งเจ้าชายวิรุณห์ขึ้นเป็นเจ้าชายรัชทายาทลำดับที่สามอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เจ้าชายวิรุณห์จึงยังมีลมหายใจอยู่ แต่พระบิดาก็ไม่เคยใยดี หรือโอบกอดเขาเลยแม้เพียงครั้ง หากได้เจอหน้า หรือมีการสนทนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างพ่อลูก ก็มักจะจบลงด้วยการมีปากเสียงกันเรื่องนี้อยู่ร่ำไป

“พระมหาอุปราชมิทรงอนุญาต แล้วฝ่าบาทจะทำประการใดต่อพระย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์ผู้อยู่ในเหตุการณ์เอ่ยถาม

“เรื่องหญิงแปลกถิ่นผู้นั้น สืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง” เจ้าชายวิรุณห์ไม่ตอบ แต่ถามไปเรื่องอื่นแทน

“เป็นดังที่ทรงเข้าพระทัยแต่แรกพระย่ะค่ะ ผู้ลงมือทำร้ายนางคือห้ามจันดา คืนนั้นมีโขลนหญิงเฝ้าวังเห็นเหตุการณ์ตอนที่ห้ามจันดาเข้าไปหาความและทำร้ายแม่หญิงเวฬาพระย่ะค่ะ” เวธางค์รายงาน

“แล้วตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง” ทรงถามถึงเวฬา เนื่องว่าตั้งแต่เกิดเรื่องก็มิได้สนใจสิ่งใดอีก เรื่องพิธีรับห้ามตามประเพณีก็ได้แต่ผัดผ่อนไปเรื่อยด้วยเหตุว่า นางยังบาดเจ็บอยู่รอให้หายดีก่อนก็ไม่สาย เพียงแต่กำชับให้จัดเวรยามรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเท่านั้น

“นางหายดีแล้วพระย่ะค่ะ วันนี้เห็นว่าเข้าไปช่วยหยิบจับงานในเรือนครัวได้แล้ว” ขุนพลสัตตผู้เป็นหมอเจ้าของไข้รายงาน

“รู้ดีจริงหนา” ขุนพลเวธางค์สหายรักเอ่ยเย้า

“ข้าเป็นมิตรกับสตรีเสมอ เจ้าก็รู้” ขุนพลสัตตะไม่ปฏิเสธ

“ดีแล้ว หากเสด็จพ่ออยากให้ข้าสำราญ ข้าก็จะสำราญให้ถึงขนาด แค่พิธีรับห้ามคงจะไม่เพียงพอ เวธางค์ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป ให้ฝ่ายพิธีการจัดเตรียมงานแต่งงานให้ข้าให้แล้วเสร็จในเจ็ดวัน ข้าจะรับหญิงต่างถิ่นผู้นั้นเป็นชายา”

 

*********

ภายในวังเกิดความวุ่นวายอีกครั้งทุกฝ่ายวิ่งวุ่นตระเตรียมพิธีอภิเสกสมรสให้กับเจ้าชายรัชทายามลำดับที่สามด้วยความปิติ ยินดียิ่ง นางในที่เคยเห็นหน้าว่าที่ชายา ก็เที่ยวอวดเที่ยวคุยว่างามผุดผ่องดังนางฟ้านางสวรรค์เหมาะสมกับเจ้าชายรูปงามของตนที่สุด แถมฝีมือการบ้านการเรือนก็ไม่ขาดตกบกพร่อง หากจะมีที่ติบ้างก็คงเป็นเรื่องที่เป็นหญิงต่างแดนหาที่มาที่ไปไม่ได้เท่านั้นเอง

แต่กระนั้นก็มีคนอีกคนที่ไม่ยินดีกับงานนี้แม้แต่น้อย นั่นก็คือเจ้าตัวว่าที่พระชายานั่นเอง

“เวไม่แต่งนะคะนางนม เวเป็นคนต่างถิ่น จะแต่งกับเจ้าชายได้อย่างไร ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แถมเคยคุยกันแค่หนเดียวเอง นางนมช่วยเวด้วยนะคะ” เจ้าตัวกระเง้ากระงอด โยเยอยู่ในหอนั่งในเรือนพักของฝ่ายใน

“รับสั่งแล้ว จะไม่แต่งได้อย่างไรกัน” นางนมพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น “เวฬาเอ๋ย เจ้าชายน้อยของข้าแม้พระพักต์จะดุไปบ้าง แต่เนื้อแท้ภายในจิตใจนั้นเป็นดั่งทองแท้ที่ถูกทุบตีหล่อหลอมจนงามได้ที่ หากเจ้าพิจารณาความตามเหตุที่เกินขึ้นได้อย่างถ่องแท้ เจ้าจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของงานแต่งในครั้งนี้”

“เวไม่เข้าใจค่ะ” เจ้าตัวปฏิเสธทั้งที่ยังไม่หยุดคิดตามแม่แต่นิด

“เจ้าเองก็เพิ่งโดนทำร้ายมา” นางนมเอื้อมมือแตะที่แผลบนศีรษะของหญิงสาว “และนางจะไม่หยุดแค่นี้เป็นแน่ จันดาไม่เกรงกลัวอาญาดอก ด้วยพื้นเพเดิมเป็นถึงธิดาของเจ้ากรมคชวิมาย อำนาจบารมีก็มากโข แล้วยิ่งตอนนี้ตนเองเป็นที่โปรดปราณขององค์รัชทายาทนางยิ่งได้ใจมิเกรงกลัวหรือเห็นหัวผู้ใดดอก แท้จริงเหตุอันต้องรับเจ้าเป็นห้ามเพราะธรรมเนียมการถูกเนื้องต้องตัวก็เป็นเพียงข้ออ้างของเจ้าชายวิรุณห์อยู่แล้ว แต่แค่ตำแหน่งห้ามเจ้าก็ยังไม่ปลอดภัยเพราะเจ้ายังคงตกเป็นรองนาง และยังต้องพำนักอยู่ที่นี่ใกล้มือนางนัก เจ้าจะไม่ปลอดภัยหนา”

“แต่เวเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง อยู่ๆ จะให้แต่งงานกับเจ้าชาย มันไม่แปลกหรือมังคะ” แม้เหตุผลจะฟังขึ้นแต่ก็ยังไม่อยากแต่งนี่

“จะแปลกอันใดเล่า เป็นที่ยินดีเสียมากกว่า อย่าโยกโย้เลยหนา เตรียมตัวให้พร้อมเถิด พิธีแต่งงานนั้นขั้นตอนมากมายมายเจ้าต้องจำให้ได้ และปฏิบัติให้ถูก จะได้ไม่อายผู้ใด”

ต่อจากนี่ไปอีกเจ็ดวัน หญิงสาวจะต้องถูกขัดผิว แต่งองค์ทรงเครื่องซักซ้อมลำดับพิธีการ ซักซ้อมการทำความเคารพรูปปั้นเทพยดาในปราสาทสูง การนั่ง ยืน เดิน และการทักทายประชาชน และอื่นๆ อีกมากมายดังนางนมว่าจริงๆ

************************

 

การแต่งงานของชนชั้นสูงจะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มีพิธีการและพิธีเฉลิมฉลองถึงสี่วันสี่คืน วันแรกจะเป็นพิธีหมั้นเจ้าชายวิรุณห์แต่งองค์ด้วยผ้านุงปล่อยชายสีแดงสดพิมพ์ลายพุดซ้อนสีทอง มวยพระพระเกษาไว้กลางศีรษะปักปิ่นไม้ลงยารูปจันทร์เสี้ยว สวมมาลัยดอกดาวเรืองครอบลงบนมวยพระเกษา พระศอ และข้อพระกรดูงดงาม ออกเดินทางไปสู่ขอเวฬาจากญาติผู้ใหญ่ตามฤกษ์ดีที่ได้ ซึ่งนางนมเองออกตัวรับเป็นญาติฝ่ายหญิงให้ ฤกษ์ที่ได้แปลกประหลาดกว่าผู้ใดเคยมี เพราะเจ้าชายวิรุณห์จะต้องเดินทางไปให้ถึงเรือนพักฝ่ายหญิงช่วงเช้ามืดก่อนฟ้าจะสาง

เวฬาแต่งกายด้วยชุดเดิมที่แต่งมาจากยุคปัจจุบัน ต่างกันที่เครื่องประดับวันนี้ ไม่ใชสร้อยทองเส้นโปรดอย่างเคย แต่เป็นมาลัยดอกไม้สีเหลืองสดที่นารีเป็นผู้ร้อยให้ หญิงสาวนั่งหน้าตาบูดบึ้งอยู่บนเตียง เพราะถึงแม้จะเข้าใจทุกสิ่งโดยแท้จริงแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งอยู่ดี

“ยิ้มหน่อยมังคะ หน้าตาบูดบึ้ง มิงาม” เมญาเอ่ยขณะจัดมวยผมให้เข้าที่

“จะยิ้มได้เยี่ยงไร ข้ามิเต็มใจแต่งสักหน่อย”

“แต่อย่างไรก็ต้องแต่งมังคะ แก้ไขสิ่งใดมิทันแล้ว เจ้าชายวิรุณห์ทรงมีพระเมตตามิลำบากหรอกมังคะ” นารีเอ่ยปลอบ

“เราไม่กลัวลำบากหรอกเมญา นารี เราแค่อยากกลับบ้าน ไปหาครอบครัวเรา หากแต่งงานแล้วเราจะกลับบ้านได้อย่างไร” เจ้าตัวรำพึง

“ไม่เห็นยาก เจ้าชายวิรุณห์ทรงเป็นบุรุษที่รู้จักแผ่นดินแถบนี้ดีที่สุดในอาณาจักร ท่านหญิงก็ขอให้ทรงพากลับไปเยี่ยมบ้านสิมังคะ” เมญาแนะนำ

“ถ้าพากลับไปได้จริงก็ดีสิ” คำแนะนำแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเมืองที่เธอจากมา ยังไม่มีตัวตนอยู่ในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

เวฬาถูกพาออกมาที่หอนั่งของเรือนนอนฝ่ายใน ที่วันนี้ถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ ผ้าทอ และลูกปัดหลากสีถูกร้อยประดับตกแต่งเสริมตามต้นเสา ขอบประตู และบานหน้าต่าง ตั่งหลายตัวที่เคยวางอยู่ถูกยกออกเหลือเพียงตั่งประธานที่วางไว้ตรงกลางหอสำหรับให้เจ้าชายรชต และนางนมนั่ง และตั่งที่ประทับสำหรับเจ้าชายฟูนันที่วันนี้สด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีด้วยองค์เอง

เจ้าชายวิรุณห์ประทับนั่งอยู่บนพื้น ตรงหน้าเต็มไปด้วยพานเครื่องทองคำ พานดอกไม้ และพานเกลือสมุทร สำหรับเป็นสินสอดสู่ขอเวฬาจากนางนม ซึ่งหลังจากพิธีนางนมก็ยกให้หญิงสาวจนสิ้นไว้เป็นสมบัติติดตัว เมื่อเจรจาสู่ขอเสร็จเวฬาจึงถูกนางนมจูงมือมานั่งลงตรงด้านข้างเจ้าชายวิรุณห์

หญิงสาวก้มกราบผู้ใหญ่ตรงหน้าครั้งหนึ่ง แล้วจึงก้มกราบลงตรงตักว่าที่สามี

“เหว๋ย เหว๋ย งามจนตะลึงเลยหรือวิรุณห์น้องรัก” เมื่อเห็นเจ้าชายวิรุณห์ยังไม่ยอมรับไหว้ เพราะเอาแต่จ้องมองเจ้าคนงาม เจ้าชายฟูนันก็เอ่ยแซว เจ้าตัวกระแอมแก้เขินครึ่งหนึ่ง แล้วจึงยกมือขึ้นรับไหว้

พิธีหมั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย เพียงเจรจารสู่ขอ และให้พราหม์สวดคาถาอำนวยพรก็เป็นอันเสร็จพิธี พราหม์ผู้เป็นประธานในพิธีในวันนี้ได้แก่ขุนพลสัตตนั่นเอง ขุนพลหนุ่มวันนี้มิได้แต่งกายด้วยชุดขุนศึกอันเข้มขลัง หากแต่นุ่งโจงกระเบนด้วยผ้านุ่งสีขาวตุ่น และมีผ้าพาดสีเดียวกันพาดจากบ่าซ้ายคล้องลอดไปใต้รักแร้ด้านขวา ผมมุ่นเป็นมวยไว้กลางศีรษะปักไว้ด้วยปิ่นเงินรูปจันทร์เสี้ยวดูทรงภูมิ น่าเกรงขามไม่แพ้เวลาสวมชุดออกศึก

เสร็จจากพิธีหมั้นบ่าวสาวจะต้องแยกย้ายไปเก็บตัวอยู่แต่ในหอนอน เพื่อรักษาเนื้อรักษาตัวไว้ให้พร้อมสำหรับงานพิธีลำดับต่อไปในวันพรุ่ง ซึ่งตรงกับแผนการของเจ้าชายวิรุณห์พอดี สองขุนพลคู่ใจถูกเรียกเข้าพบในห้องบรรทม ประตูบานใหญ่ถูกปิดสนิท และไม่มีผู้ใดออกมาอีกเลยจนเช้า

 

วันที่สองจะเป็นญาติเจ้าบ่าวจะเอา ดอกไม้มาให้เจ้าสาว และช่วยแต่งตัวโดยปกติจะเป็นมารดาหรือญาตฝ่ายหญิงของเจ้าบ่าวหากแต่เจ้าชายวิรุณไม่มีมารดา พี่สาว หรือน้องสาวเลย งานนี้พระมหาเทวีมิรา พระมารดาของเจ้าชายฟูนันจึงรับอาสามาด้วยองค์เอง

“งามจริงดังว่า มิน่าวิรุณห์หลานข้าจึงอยากแต่งงานกับเจ้าโดยไว” มหาเทวีตรัสชมขณะสวมมาลัยดอกไม้ให้หญิงสาว

“ขอบพระทัยเพคะ” เวฬาตอบรับ

เมื่อการแต่งกายและแต่งห้องนอนของเจ้าสาวแล้วเสร็จ ก็จะเชิญเจ้าบ่าวเข้ามาที่ห้องเจ้าสาว และทั้งสองจะถูกปล่อยให้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เพื่อให้ได้พูดคุยทำความรู้จักกัน

“อภัยเถิดที่ต้องบังคับเจ้าเยี่ยงนี้” เจ้าชายวิรุณเอ่ย ขณะอยู่ในห้องนอนด้วยกันสองต่อสอง โดยพระองค์ประทับนั่งบนเตียงนอนของหญิงสาว ส่วนเจ้าของเตียงเองนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้น

“เพคะ” เวฬาไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี เลยได้แต่ตอบรับคำเบาๆ

“ข้ามีเรื่องบางอย่างจะขอร้องให้เจ้าช่วย ขยับเข้ามาใกล้นี่นี่เถิด” ใกล้ๆ ของเจ้าชายวิรุณห์ก็คือข้างๆ ที่ประทับ บนเตียง หญิงสาวส่ายหน้าขวับปฏิเสธทันควัน

“ไม่ เพคะ”

“กลัวฤๅ” ทรงเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ ท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า แม่จะแต่งกายงดงามแต่ก็ห่อคลุมตัวซะมิดชิด นั่งคุดคู้ขดตัวจนกลมดิ๊ก ยิ่งทาท่างส่ายหน้าปฏิเสธนั่น อย่างกับเด็กเล็กๆ

“ไม่ เพคะ” ปากตอบแบบนั้น แต่ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก

“ไม่กลัวก็ขึ้นมานั่งข้างๆ นี่” หัตถ์หนาตบเบาข้างกายดัง ปุปุ

“นั่งตรงนี้ก็คุยได้เพคะ” หญิงสาวยังคงตอบโดยไม่มองหน้า

“กาลอันข้าอยากขอให้เจ้าช่วย มิอาจพูดคุยด้วยเสียงอันดังได้ ขยับมาใกล้ๆ นี่เถิด ข้ามิล่วงเกินอันใดเจ้าดอก” อยากแกล้งก็อยาก แต่กลัวงานใหญ่จะเสีย ไว้เสร็จงานค่อยกลับมาแกล้งต่อก็ยังทัน อย่างไรเสียนางก็แต่งงานเป็นชายาเข้าแล้ว

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามอง เพราะน้ำเสียงที่รับสั่งจริงจังกว่าที่เคย เมื่อเจ้าชายหนุ่มพยักสำทับอีกครั้งจึงคลานเข้าไปนั่งแทบพระบาทตรงหน้า แต่ก็ไม่ยอมขึ้นไปนั่งข้างๆ อยู่ดี

“ที่ข้าสั่งให้มีงานแต่งงานเพราะข้ามีงานที่ต้องทำ และการแต่งงานกับเจ้าจะช่วยให้งานของข้าสำเร็จได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ดังนั้นเลิกกังวลว่าข้าจะทำอะไรเจ้า และมาช่วยให้งานข้าสำเร็จด้วยดีเถิด”

แผนการในส่วนที่กี่ยวข้องกับเจ้าตัวถูกบอกเล่าให้เข้าใจจนสิ้น ทรงนึกชื่นชมในใจ สตรีผู้นี้ฉลาดเกินตัว ทรงเอ่ยเพียงนิดก็คิดเดาในสิ่งที่ตั้งใจได้ถูกต้องมิผิดเพี้ยน สิ่งใดที่มิทรงอยากบอกก็ไม่เซ้าซี้ถามให้มากความ ทำให้นึกชื่นชมในตัวหญิงต่างแดนผู้นี้มากขึ้นไปอีก

“เพียงเท่านี้เองหรือเพคะ” เมื่อฟังจบหญิงสาวก็เอ่ยถามด้วยความงุนงง มันจะง่ายอย่างที่บอกจริงๆ หรือ

“ใช่ เพียงแค่ที่ข้าบอก นอกนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้ากับคนของข้าจัดการเถิด เจ้าทำได้หรือไม่”

“สบายมากเพคะ” เรื่องที่ขอให้ทำไม่ได้ลำบากอะไรนัก ไว้ใจไอ้เวได้เลยเพคะ

 

ระหว่างที่ด้านในห้องกำลังเจรจาวางแผนกัน ภายนอกก็กำลังมีงานเฉลิมฉลองซึ่งจะถูกจัดขึ้นทั้งวันทั้งคืนภายในกำแพงปราสาท สุราอาหารจะถูกจัดไว้สำหรับทุกผู้ ให้กินกันอย่างอิ่มหมีพลีมัน แต่เจ้าชายวิรุณห์ก็ไม่ลืมที่จะย้ำกับทหารวังที่อยู่ในความดูแลของพระองค์ว่า อย่าประมาทแม้จะสนุกสนานดื่มกินตามสะดวก แต่ห้ามเมามายในเวลายาม หรือละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด

วันที่สามจะเป็นพิธีทางศาสนา บ่าวสาวจะต้องนุ่งขาวห่มขาว เขาไปยังบริเวณปาราสาทสูง หรือ ปราสาทที่ประดิษฐานรูปปั้นศิวลึงค์ และ เทพเจ้าองค์ต่างๆ พราหม์ทั้งหมดในสำนักพราหม์มาร่วมสวดขอพรจากเทพเจ้าจนหมดสิ้นโดยมีบิดาของขุนพลสัตตเป็นพราหม์ประธาน เวฬาจำได้ คนผู้นั้นคือท่านหมอที่รักษาเธอในวันแรกนั่นเอง

เมื่อพราหม์สวดมนต์ขอพรจนเสร็จสิ้น ช่วงค่ำจะเป็นพิธีชำระร่างกายเพื่อให้ร่างกายของบ่าวสาวสะอาดและบริสุทธิ์ สระลำเจียกถูกเนรมิตรเป็นสระสำหรับทำพิธี พระจันทร์วันนี้เหลือเพียงเสี้ยวเล็ก ไม่สวยเหมือนวันก่อน แต่แสงเทียนที่ถูกจุดประดับประดา กลับทำให้สระลำเจียกดูงดงามกว่าเดิมอีกหลายเท่า

นางกำนันมากมายเอาดอกไม้มานานาชนิดคอยโปรยใส่จนลอยเต็มสระ ผ้าขาวถูกนำมากั้นบริเวณโดยรอบ กำยาน เครื่องหอมต่างๆ ถูกจุดเพื่อบูชาเทพเจ้า ก่อนที่บ่าวสาวจะก้าวลงสระพร้อมกัน และเดินลงไปในสระจนน้ำมิดหัว แช่อยู่เพียงครู่จึงขึ้นจากสระ เป็นอันเสร็จพิธี

 

วันที่สี่บ่าวสาวจะต้องแต่กายด้วยผ้านุ่งผื่นเก่าที่โทรมที่สุด จากนั้นผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายจะนำน้ำมันหอมมาทาผิวกายของฝ่ายตรงข้ามจากนั้นก็จะฉีกผ้านุ่งของบ่าวสาวออกพอเป็นพิธี แล้วจึงให้ผลัดเปลี่ยนเป็นฉลองพระองค์ชุดใหม่

ผ้านุ่งสีแดงสดพิมพ์ลายดอกพุดซ้อนซึ่งเป็นลายประจำประองค์ของเจ้าชายวิรุณห์ ผ้าแถบสีแดงสดเช่นกันถูกนำมาพันรัดหน้าอกให้ตามคำขอซึ่งเจ้าชายวิรุณเองเป็นผู้เอ่ยโอฐอนุญาต เส้นผมถูกเกล้าเป็นมวยปักยึดไว้ด้วยปิ่นทอลายจันทร์เสี้ยว เอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ถูกนำมาร้อยเป็นมาลัยคล้องมวยผม ลำคอระหง ข้อมือ และข้อเท้าทั้งสองข้าง ใบหน้าเนียนใสถูกด้วยแป้งหอมจนเนียนงาม

เมื่อแต่งกายจนเรียบร้อย เมญาและนารีก็ก้มลงกราบแทบเท้าหญิงสาวทำเอาเจ้ารีบก้มลงไปคว้าตัวขึ้นอย่างตกใจ “กราบเราทำไม”

“บัดนี้ทรงเป็นเจ้าหญิงพระชายาแล้วหนาเพคะ พวกหม่อมฉันจะปฏิบัติตนด้วยเช่นเดิมมิได้เล้ว” ทั้งสองกล่าว

เวฬาถูกพาขึ้นเสลี่ยงโดยมีเหล่าขุนพลของเจ้าชายวิรุณห์เป็นผู้แบก แสดงถึงการยอมรับหญิงสาวเป็นนายหญิง และพร้อมที่จะปกป้องให้พ้นภัยอันตรายต่างๆ เช่นเดียวกับที่ปกป้องเจ้าชายวิรุณห์ผู้เป็นนายเหนือหัว

พิธีสถาปนาถูกจัดขึ้นในโถงกลางของปราสาท สถานที่ซึ่งองค์บุษกจะใช้เพียงเวลาออกว่าราชการสำคัญของบ้านเมืองเท่านั้น บัดนี้ทรงเปิดท้องพระโรงเพื่อรับหญิงสาวต่างถิ่นเข้าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

เมื่อถึงหน้าท้องพระโรง เจ้าชายวิรุณห์นั่งรออยู่บนตั่งที่ประทับเรียบร้อยแล้ว เวฬาเดินผ่านทางเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าเชิดขึ้นล็กน้อย หลังตรง เดินไปอย่างมั่นคงโดยไม่มีอาการประหม่าแม้เพียงนิด เมื่อไปถึงหน้าพระพักต์ก็ลงนั่งพับเพียบ ก้ามกราบ และหมอบรออย่างเรียบร้อย ประรัมพิธีด้านหน้ามีของมงคล9 อย่างตั้งอยู่ อันได้แก่ ผงขมิ้น ข้าวสาร น้ำ น้ำมัน นม เกลือทะเล ถั่วเหลือง น้ำตาลเหล้า พร้อมเตาไฟ 1 อัน พราหม์จะสวดอำนวนพร องค์บุษกเจิมหน้าผากบ่าวสาว และมอบของขวัญแต่งงานเป็นเกลือและทองคำหนึ่งหาบใหญ่ เป็นอันเสร็จพิธี

ประตูห้องบรรทมของเจ้าชายวิรุณห์ถูกปิดสนิทลง ทหารยามทั้งหลายต่างถอยพ้นไปจากด้านบนตำหนักจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงแต่บ่าวสาวที่เพิ่งผ่านพิธีอภิเสกสมรสกันมาหมาดๆ ได้อยู่กันเพียงลำพัง เจ้าชายวิรุณห์จับจูงมือเจ้าสาวหมาดๆ ให้มายังแท่นบรรทม หัตถ์หนาจับไหล่บางของหญิงสาวจังให้นังลงบรพระแท่น

“รอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่เถิด” ตรัสจบก็เดินผ่านพ้นเข้าไปยังอีกห้องด้านหลัง

ตำหนักของเจ้าชายวิรุณห์สร้างจากไม้สักทั้งหลัง ยกพื้นสูง ห้องบรรทมกว้างขวางพระแท่นที่บรรทมมิใช่เตียงอย่างที่เธอเคยนอน แต่เป็นพื้นที่ถูกยกสูงขึ้นประมาณเข่าอยู่ตรงกลางห้อง มุ้งสีขาวนวลถูกแขวนห้อยจากเพดานแล้วรวบขมวดเป็นปมไว้กลางอากาศ พระที่เป็นฟูกหนาและปูไว้ด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มสีแดงพิมพ์ลายพุดซ้อน แจกันดอกไม้ใบใหญ่วางประดับตกแต่งอยู่ทุกมุมห้อง ริมหน้าต่างมีโต๊ะตัวใหญ่บนโต๊ะเต็มไปด้วยแผ่นหนังมากมายม้วนกองซ้อนไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้านปลายเตียงมีประตูอีกบานที่สามารถทะลุไปยังห้องติดกัน

เจ้าชายวิรุณห์เดินกลับออกมาด้วยชุดมิดชิดสีดำสนิท ในมือมีผ้าโพกสีดำยาวอีกผืนติดมาด้วย

“ข้ายกห้องนอนข้าให้เจ้า อยากได้สิ่งใดให้เรียกหาจากบ่าวคนสนิททั้งสองของเจ้า ข้าสั่งความไว้แล้วว่านับแต่วันพรุ่งให้นางทั้งสองมารับใช้เจ้าที่นี่ แต่จำไว้อย่าให้พวกนางเข้ามาภายในห้องนี้เด็ดขาด ข้าจะรีบไปรีบกลับแต่ระยะทางจากนี่ไปเมืองทมิฬก็ไกลโข เจ้าจงถ่วงเวลาให้คนภายนอกทุกผู้เข้าใจว่า ข้าอยู่ในห้องนี้กับเจ้าทั้งวันทั้งคืน ตามประสาข้าวใหม่ปลามัน ทำได้หรือไม่” เจ้าชายวิรุณอธิบาย

“ทำได้เพคะ” เวฬารับปาก

“ดีมาก ตามข้ามาทางนี้เถิด” เจ้าชายวิรุณจูงมือหญิงสาวเข้ามายังอีกห้องที่ทรงออกมาเมื่อสักครู่

ห้องด้านหลังไม่มีประตูกั้น แต่มีบันไดลงมายังพื้นต่างระดับด้านล่างเพียงห้าขั้น ห้องนี้เป็นห้องสรงส่วนพระองค์มีผนังปิดมิดชิดทุกด้าน ไม่มีหน้าต่าง ตรงกลางเป็นสระขนาดย่อมมีน้ำสะอาดถูกเติมไว้จนเต็ม ผนังด้านข้างมีตู้ไม้ขนาดใหญ่วางผ้านุ่งไว้จนเต็มทุกชั้น ตั่งหลายตัววางตลับเครื่องหอมมากมายเรียงราย พานดอกไม้ เครื่องหอมสำหรับผู้หญิง และมีประธีปกะลามะพร้าวจุดวางไว้จนสว่างไสว

“เจ้าสามารถอาบน้ำ และทำธุระส่วนตัวเจ้าได้ในนี้ ม่านกั้นประตูนั่นปิดลงเสีย จะได้มิมีผู้เห็นภายในห้องนอน คนของข้าจะเข้ามาทำความสะอาดในนี้ให้ทุกวัน เจ้ามิต้องกังวลหากได้ยินเสียงอะไรจากห้องนี้ เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจเพคะ อย่าทรงเป็นกังวล จะมิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าฝ่าบาททรงหายไปจากห้องหอเพคะ” เจ้าตัวยิ้มเจ้าทะเล้น ทำเอาเจ้าชายหนุ่มยิ้มตาม

“ไม่ต้องกังวลดอก หากเจ้าอยากเข้าหอ ข้ายังพอมีเพลาหนา” ทรงโน้มพระพักต์เข้ามาใกล้ จนหญิงสาวต้องถอยกรู แต่ก็หนีไปไม่ได้ไกลด้วยติดว่ามือน้อยของตนยังถูกพระหัตถ์ใหญ่กุมอยู่ คนอะไรตอนหน้านิ่งก็ดูดุดี แต่พอยิ้มมาทีโลกสว่างจนตาพร่าเลยเชียว เวฬาคิดในใจ

เจ้าชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ท่าทางของนางช่างน่าแกล้งเสียจริง ปากเก่งแต่พอเอาจริงกลับทำเขินอายไร้เดียงสา แต่มิรู้ทำไมเขาจึงเชื่อหมดใจว่านางจะช่วยให้งานที่เขากำลังจะทำสำเร็จได้ด้วยดี จะว่าพึงใจในตัวสตรีตรงหน้าก็คงใช่ แต่ก็หาได้ให้หมดใจไม่ด้วยมิรู้ว่า ที่มาที่ไปของนางนั้นเป็นเช่นไร เอาเถอะ กลับมาค่อยซักค่อยถามก็มิสาย

“ข้าไปล่ะ ฝากทางนี้ด้วยหนา” ตรัสเสร็จ ก็หันหลังเดินผ่านสระสรงออกไปทางประตูลับด้านหลังทันที

“เอ้า มีประตูลับด้วย ลึกลับซับซ้อนจริงแท้” เวฬาบ่น เดินสำรวจห้องนอนกว้างของพระสวามีหมาดๆ ห้องหับสมกับเป็นนักรบ แทบไม่มีเครื่องเรือนอะไรที่ไม่จำเป็นเลย ทุกอย่างเน้นการใช้งานทั้งสิ้น ข้าวของที่เป็นของผู้หญิงแค่ดูผ่านๆ ก็รู้ว่าเป็นของที่ถูกนำเข้ามาวางไว้ให้ใหม่ทั้งสิ้น

****************************************

 

ฝีเท้าม้าศึกชั้นดีถูกควบแทบทั้งวันทั้งคืน หยุดพักเพียงแค่ให้ทั้งคนและม้าพักกินข้าวกินน้ำให้พอหายเหนื่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นก็ออกเดินทางต่อทันที ใช้เวลาถึงสองวันม้าศึกทั้งสิบตัวก็เดินทางมาถึงชายป่าริมกำแพงเมืองทมิฬในเวลาพลบค่ำพอดี

“เราจะใช้ชายป่าตรงนี้เป็นฐานที่ตั้ง แยกย้ายกันไปสืบความ พระจันทร์ตกดินเมื่อใด จงมารวมกันที่นี่” เจ้าชายหนุ่มในชุดสีดำชุดเดิมสั่งความอยู่บนหลังอาชาสีดำพ่วงพี อังสะหนาถูกสะพายไว้ด้วยธนูไม้ลงยาสีดำสนิทคันใหญ่ชนิดที่คนทั่วไปคงมิสามารถง้างดึงได้

“พะย่ะค่ะ” เหล่าทหารรับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ทันที เหลือเพียงสองขุนพลคู่ใจอยู่เคียงข้างเพียงเท่านั้น

“ป่านนี้ทางโน้นจะเป็นอย่างไรบ้างก็มิรู้นะพะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์กล่าวลอยๆ กับสหายทั้งสอง

“ข้ามิกังวลดอก นางดูฉลาดเฉลียวกว่าสตรีทั่วไป แถมนิสัยยังซุกซนมิเบา เรื่องที่ข้าให้ทำข้าคิดว่านางมิน่าพลาด” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยถึงเจ้าสาวหมาดๆ ด้วยน้ำเสียงเอ็นดูผิดวิสัย แสงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่กลางท้องฟ้ายิ่งทำให้สหายรักทั้งสองเห็นใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อของเจ้าชายจอมโหดได้ชัดเจน

“ข้าพลาดสิ่งใดไปฤๅ จึงได้ยินน้ำเสียงเอ็นดูสตรีจากท่าน” ขุนพลลสัตตเอ่ยแซว

“เอ็นดูอันใดเล่า หาความข้า ไป ไปทำงานกันได้แล้ว” ทรงไล่อย่างขัดเขินแล้วจึงควบม้าหนีออกมาจากตรงนั้นทันที เจ้าพวกนี้เพราะเป็นเพื่อเล่นกันมาแต่เล็กแต่น้อย ได้ทีเลยแซวใหญ่เชียว แต่ดีหน่อยที่ยังรู้ความไม่เย้าเขาต่อหน้าทหารมิเช่นนั้นเสียการควบคุมหมด

ใกล้รุ่งสาง พระจันทร์นวลกำลังจะลับขอบฟ้า ทหารกล้าทั้งหลายก็ทยอยกลับมายังจุดนัดพบ บ้างควบม้ามาเช่นเดิม บ้างเดินเท้าเข้ามา การแต่งกายก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดพื้นเมืองของชาวทมิฬทั้งสิ้น

“เป็นดังคาดพระย่ะค่ะ เจ้าเมืองทมิฬมิได้ประชวรดังที่ส่งฑูตมาแจ้งข่าวและขอผ่อนผันการส่งบรรณาการในปีนี้ ภายในวังอยู่ดีกินดี มีงานเลี้ยงทุกค่ำคืน” นายทหารคนหนึ่งรายงาน

“ด้านใต้มีการซ่องสุมกำลังพลของทหารทมิฬและทหารมูลเทศะ คิดว่าตั้งใจรวมหัวกันแข็งเมืองเป็นแน่พะย่ะค่ะ”

“ชาวบ้านล้วนเก็บตัวกันเงียบเชียบมิมีผู้ใดอยากสนทนากับคนแปลกหน้า สีหน้าแววตาล้วงระแวงและหวาดกลัวพะย่ะค่ะ”

“หากนำความขึ้นกราบทูล พระมหาอุปราชก็จะมิทรงเชื่อข้า จนกว่าศึกจะไปประชิดเมือง ดังนั้นข้าจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม คืนนี้ในงานเลี้ยงเจ้ากรุงทมิฬจะต้องไม่มีลมหายใจอีกต่อไป”

ตลอดวันเจ้าชายหนุ่มและสหายคู่ใจทั้งสองเก็บตัวเงียบไม่กระโตกกระตาก มีเพียงทหารที่เหลือที่ออกกระจายไปตามทางเพื่อตระเตรียมทางหนีทีไล่และคอยสืบข่าวให้ผู้เป็นนาย

พอตะวันตกดินเจ้าชายวิรุณห์ก็ออกจากที่ซ่อน ตรงไปยังกำแพงเมืองหลบทหารยามเข้าเมืองโดยการอำนวยความสะดวกของทหารสนิทที่ปลอมตัวเป็นทหารยามของที่นั่น เมื่อเข้าเมืองได้ก็วิ่งตรงไปยังตัวปราสาทที่กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองอยู่ทันที กำแพงปราสาทสูงท่วมหัวคนทั่วไปมิอาจขึ้นไปหรือมองเห็นภายในได้เลย แต่ร่างหนาแต่ปราดเปรียวกลับปีนขึ้นไปบนกำแพงได้อย่างง่ายดาย สายเนตรคมดุสอดส่องหามุมที่ลับตาแต่ก็สามารถมองเห็นภายในบริเวษที่จัดงานเลี้ยงได้อย่างชัดเจน

ระยะทางระหว่างกำแพงกับพื้นที่จัดงานช่างไกลกันลิบแต่เจ้าชายหนุ่มกลับเห็นทุกอย่างชัดเจน หึ! เจ้าเมืองเฒ่าอ้างว่าป่วยหนัก บ้านเมืองเกิดทุกข์เข็ญ ท่าจะจริงเฉพาะข้อหลังและความทุกข์ที่เกิดก็มาจากเจ้าเมืองผู้มัวเมาในสุรานารี กดขี่รีดไถประชาชนเพื่อเอามาบำรุงบำเรอความสุขสนองตันหาของตน เช่นเจ้าเมืองผู้นี้นั่นแล

หัตถ์หนาเอื้อมมือไปด้านหลังหยิบลูกธนูอันใหญ่ขึ้นมาพาดคันศร ง้างสายจนสุดแรงแล้วปล่อยลูกธนูออกไป ลูกดอกปลายแหลมที่ทำจากโลหะพุ่งฉิวจนขนหางสะพัดพริ้วล้อลม แล้วปักฉึกกลางแสกหน้าเจ้าเมืองเฒ่ากระเด็นไปตรึงติดกับผนังด้านหนังจนแน่นิ่งไปในทันที

ความโกลาหลเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว คบไฟในบริเวณงานถูกดับลง หทารยามวิ่งวุ่นตามหาคนร้ายที่กล้าเข้ามาก่อเรื่องอุกอาจ เหล่าสนมนางในกรีดร้องวิ่งหนีกันวุ่นวาย เจ้าชายหนุ่มปีนลงจากกำแพงปราสาทอย่างช่ำชองและหลบหนีออกจากบริเวณเมืองไปตามเส้นทางที่เหล่าทหารคู่ใจเตรียมการไว้ให้จนมาโผล่ที่ชายป่าอีกครั้ง

“มิต้องห่วงทางนี้พะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมจะถ่วงเวลาไว้ให้เอง”

ม้าศึกสีดำคู่พระทัยถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับออกเดินทาง ทหารที่เหลือยืนส่งเสด็จพร้อมถ่วงเวลาให้หากถูกติดตาม หรือหากทางนี้ส่งข่าวไปยังวังหลวงจะได้ดักสารเหล่านั้นไว้ได้ทันท่วงที ให้เจ้าชายหนุ่มพอมีเวลาในการเดินทางกลับเข้าวังหลวงอย่างเพียงพอ

*************************************

ปัง ปัง ปัง เสียงทุบประตูดังขึ้นกลางดึก เวฬาที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นขึ้นทันที

“วิรุณห์” เปิดประตูให้ข้าประเดี๋ยวนี้” เสียงนี้เวฬาจำได้ งานเข้าแล้วไอ้เวเอ๋ย เจ้าชายรชตเสด็จมา เอาไงดี

“คนที่อยู่ข้างในเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะพังเข้าไปแล้วหนา” สุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้นอีกครั้ง

เวฬากระโดดขึ้นจากเตียง คิดหาทางออกว่าจะแก้ตัวว่าอย่างไรดี เจ็ดวันที่ผ่านมาทุกอย่างเรียบร้อยดี อาหารการกินต่างๆ ถูกส่งผ่านให้ทางประตูโดยเมญาและนารี โดยที่เวฬาไม่ได้ก้าวล่วงออกจากห้องนอนเลยแม้แต่เพียงก้าว ส่วนผ้านุ่งหญิงสาวจะถอดกองไว้ที่ห้องสรงน้ำ และมีทหารของเจ้าชายวิรุณห์มาเก็บไปซักล้างทำความสะอาดให้ วันแรกทหารคนนั้นเอ่ยปากเรียกเวฬาเพื่อแนะนำตัวและบอกกล่าวว่า อาหารที่เหลือจากสำรับให้เทลงในกระโถนให้สิ้นจะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกตุ เพราะโดยปกติเจ้าชายวิรุณจะไม่เคยทรงเสวยเหลือเพราะทรงเล็งเห็นความยากลำบากของการเพาะปลูกนั่นเอง

คืนแรกผ้าปูพระที่ถูกเรียกขอไปเวฬาหยิบยื่นให้อย่างงงๆ นายทหารหนุ่มกรีดเลือดหยดลงบนผ้าปูสองสามหยด ก่อนนำออกไป แล้วบอกกับเวฬาว่าเป็นรับสั่งของเจ้าชายวิรุณห์ให้ทำเช่นนี้ เนื่องจากเจ้าพนักงานภูษาจะตรวจสอบผ้าปู และป่าวประกาศต่อให้เองว่าความเป็นสามีภรรยาของทั้งสองพระองค์สมบูรณ์แล้วทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งคืนที่เจ็ด ที่เจ้าชายรชตกำลังเคาะประตูห้องด้วยความเกรี้ยวกราดอยู่เช่นตอนนี้  

ความคิดเห็น