แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 2 … หลงเป็นห้าม

ชื่อตอน : บทที่ 2 … หลงเป็นห้าม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 167

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 16:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 … หลงเป็นห้าม
แบบอักษร

บทที่ 2 … หลงเป็นห้าม 

บ่ายวันนี้เรือนครัวคึกคักเป็นพิเศษ เพราะข่าวที่ขนมฝีมือหญิงแปลกหน้า รสดีจนเป็นที่ถูกพระทัยพระมหาอุปราชบุรุษผู้ชึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพที่ดุมาก บุรุษผู้ไม่เคยยิ้มอีกเลยนับแต่สูญเสียชายาผู้เป็นที่รักไปตอนพระสูตรพระโอรส บุรุษผู้ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในสนามรบ ผู้โปรดปราณหอกดาบมากกว่าสตรี แต่วันนี้กลับเอ่ยปากชมขนมที่แม่หญิงแปลกหน้าผู้นี้ปรุงแพร่กระจายไปจนทั่วปราสาท ผู้คนจึงแห่แหนกันมาเพื่อดูการปรุงขนมของแม่หญิงผู้นี้กันอย่างล้นหลาม ไม่เว้นแม้แต่ห้ามจันดา นางห้ามคนโปรดขององค์รัชทายาทที่ร้อยวันพันปีไม่เคยออกนอกเขตเรือนรับรองฝ่ายในเว้นแต่จะทรงเรียกหาให้ถวายงาน วันนี้ก็ยอมออกมาดูด้วยเช่นกันแต่นางนมก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปยังส่วนที่เตรียมเครื่องเสวย นางจึงได้แต่กระฟัดฟระเฟียดเรียกให้บ่าวหาตั่งไม้มาให้นั่ง

เวฬาเห็นเป็นเรื่องขบขันมากกว่าจะนึกรำคานเคยเห็นแต่ในละคร แต่นี่ได้ดูแบบเรียลไทม์ แถมงานนี้ยังได้ร่วมแสดงด้วยสนุกล่ะงานนี้ ระหว่างแอบดูนางร้ายนอกจอ ก็เดินสำรวจวัตถุดิบที่มีในครัว อันไหนสงสัยก็ถามทันที อย่างเช่นที่มาของแป้งซึ่งวิธีการทำนั้นง่ายกว่าที่เธอคิดไว้เยอะมากคนที่นี่แค่เอาแป้งมาตำแล้วร่อนส่วนที่เป็นผงมาใช้ซึ่งสาเหตุที่แป้งหยาบก็เพราะตะข่ายร่อนตาค่อนข้างห่างนั้นเอง ข้าวสารที่นี่มีหลากหลาย แต่คนนิยมกินข้าวขาวซึ่งก็คือข้าวหอมมะลิหุงสุก และเป็นข้าวใหม่ที่ค่อนข้างเหนียวเพราะข้าวยังมียางอยู่มาก น้ำตาลที่มีเป็นน้ำตาละพร้าวซะเป็นส่วนใหญ่ อืมมมมของที่ต้องใช้สามารถนำมาดัดแปลงได้

“เมญา เอาข้าวเหนียวมาตำให้ละเอียดที เราอยากได้แป้งข้าวเหนียว นารีเอาผักพวกนี้ไปนึงให้สุกนะ สวนดอกไม้และใบไม้นี้นี่เอาไปขยำคั้นเอาน้ำออกมา ใช้น้ำไม่ต้องเยอะนะถ้วยเดียวพอ ส่วนเธอขูดมะพร้าวนี่ให้ทีเอาเยอะๆ เลยนะ”

จากการเดินสำรวจเวฬาเจอของดีเยอะมาก เช่น มะพร้าวแก่เต็มตะกร้า ใบเตยหอมขึ้นเต็มริมลานซักล้างด้านข้างเรือนครัว ผักหลายอย่างที่ถูกทิ้งขว้าง ถ้าเป็นสมัยเราแม่คงตีมือหัก แต่ที่นี่ของกินของใช้น่าจะเหลือเฟือจริงๆ แต่ไม่ได้หรอกเราต้องจัดการให้ดี ดังนั้น มะพร้าวแก่จึงถูกหยิบขึ้นมาสั่งบ่าวนางหนึ่งให้น้ำไปขูดเป็นฝอยสำหรับคั้นกะทิ ใบเตยหอมและดอกไม้สีม่วงและแดงถูกสั่งให้นำไปคั้นน้ำ ฟักทอง และแครอทแคระถูกสั่งให้นำไปนึ่งให้สุก ข้าวเหนียวถูกนำไปตำจนละเอียด ร่อนเอาส่วนที่เป็นผงละเอียดแยกไว้ แล้วนำส่วนหยาบไปตำอีกรอบทำซ้ำไปซ้ำมาจนได้แป้งข้าวเหนียวที่นวลดี

แป้งข้าวเหนียวที่ตำจนนวลดีส่วนหนึ่งถูกนำมาผสมกับน้ำฝนเย็นฉ่ำ นวดจนเป็นก้อนได้ที่ จากนั้นจึงแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนำไปผสมเนื้อฟักทองบด ส่วนที่สองผสมเนื้อแครอทบด ส่วนแป้งข้าวเหนียวที่เหลือถูกแบ่งเป็นสามกอง กองแรกผสมน้ำใบเตยแล้วนวดจนแป้งเป็นสีเขียว กองที่สองและสามผสมกับน้ำที่คั้นมาจากดอกไม้สีม่วงและแดงดูน่ากิน จากนั้นก็สั่งให้บ่าวช่วยกันปั้นเป็นก้อนกลมขนาดปลายนิ้วก้อย โดยหญิงสาวปั้นให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน

จากนั้นก็ไปคุมบ่าวอีกส่วนคั้นน้ำกะทิให้ได้น้ำกะทิที่เข้มข้นสมใจ จึงนำใส่หม้อต้มเอาใบเตยหอมมัดเป็นก้อนใส่ลงไปในน้ำกะทิเคี่ยวไฟอ่อนจนกลิ่นหอมได้ที่จึงเอาน้ำตาลมะพร้าวใส่ลงไปให้รสหอม ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย เวฬาเพิ่งรู้จากบ่าวว่าเกลือสมัยนี้มีราคาแพงมากถ้าไม่ใช่ในครัวของปราสาทแห่งนี้ ก็แทบจะไม่มีให้เห็นง่ายนัก นานๆ จะมีพ่อค้าจากทางใต้เอาเกลือมาแลกกับทองคำสักครั้งจึงต้องใช้อย่างประหยัด

ระหว่างที่เธอเตรียมวัตถุดิบยัยคุณห้ามจันดารานั่นทำตัวยิ่งกว่าเชฟป้อมในรายการมาสเตอร์เชฟที่เธอเคยดูซะอีก ไม่ว่าเวฬาจะหยิบจับอะไร เป็นต้องเข้ามาถาม เข้ามาห้ามประหนึ่งว่าเป็นผู้รู้

“นั่นมะพร้าวไว้ทำแกงกะทินะ”

“มังคะ”

“ดอกไม้พวกนั้นจะกินเข้าไปได้อย่างไร”

“กินได้มังคะ”

“เจ้าจะเอาหญ้ามาทำของกินฤๅ”

“มังคะ”

“ฟักทองนั่นไว้ทำอาหารให้พวกบ่าวไพร่กินนะ จะเอามำเครื่องเสวยได้อย่างไร”

“ทำได้มังคะ”

“กะทิเคี่ยวไฟแรงสิ ไม่งั้นจะแตกมันได้เยี่ยงไร”

เรียกได้ว่าทุกกรรมวิธี ทุกขั้นตอน จะต้องเอ่ยปากทัก ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวฬาจะทำขนมอะไร บ่าวรอบกายแอบเหล่มองอยู่หลายหนและนึกชื่นชมในความอดทนของหญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้ที่รับมือกับห้ามนิสัยรายกาจอย่างจันดาได้อย่างเรียบร้อย แต่พอหลายครั้งเข้า ความอดทนมันมีขีดจำกัด เวฬายื่นไม้พายที่กวนกะทิอยู่ให้ห้ามจันดาซะอย่างนั้น

“ดิฉันคงทำมิถูกใจห้าม วานห้ามทำขนมต่อจากดิฉันให้แล้วเสร็จ เพื่อนำขึ้นถวายคืนนี้เถิดมังคะ” หญิงสาวเอ่ยยิ้มๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่ถ้าเด็กในครัวเธอเห็น ต้องเผ่นให้ไกล เวหาพี่ชายฝาแฝดของเธอเคยบอกไว้ว่า ยิ้มแบบนี้เจ้าแม่กาลีประทับแหง๋ๆ

“ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าจะทำขนมอะไร แล้วมาใช้ให้ฉันทำต่อมันจะมากไปแล้วนะ รับสั่งให้เจ้าทำมิใช่ฤๅ” ห้ามจันดาชี้หน้าตวาด

“หากห้ามมิรู้ว่าดิฉันจะทำขนมอะไร เหตุใดจึงเอ่ยแทรกออกความเห็นเสียทุกขั้นตอนเลยเล่ามังคะ” เวฬาถามพรางทำหน้าสงสัยใครรู้อย่างจริงจัง

“ก็ที่เจ้าทำมันมิใช้วิธีปรุงอาหารที่ถูกต้องอย่างไรเล่า” ห้ามจันดาตอบ

“ถูกต้องมังคะ มันมิใช่วิธีปรุงอาหาร แต่มันคือวิธีปรุงขนมหวาน ดังนั้นย่อมแตกต่าง หากห้ามสามารถทำได้ดีกว่า ดิฉันยินดีหลีกให้ห้ามลงมือปรุงแทนมังคะ”

เพียงเท่านี้ห้ามจันดาก็กระฟัดกระเฟียดออกไปนั่งชมห่างๆ แต่โชคร้ายกลับไปตกที่บ่าวรับใช้ อะไรอยู่ใกล้มือก็ถูกระบายอารมณ์ลงที่นางจนสิ้น ทำใบหน้าบวมช้ำเนื้อตัวเขียวไปหมดเป็นที่น่าเวทนาต่อผู้พบเห็นยิ่ง

ตระเตรียมทุกอย่างได้ที่แล้วก็แค่รอเวลา ดังนั้นหญิงสาวจึงขอกวนบาทาคนเล่นก็น่าสนุกดียัยคุณห้ามจันดานั่นน่าหมั่นไส้ใช่หยอก หญิงสาวชวนบ่าวคนสนิท เมญากับนารีให้ขึ้นไปหานางนมด้านบนด้วยกัน ทำเอานางห้ามจันดาที่ถูกห้ามขึ้นไปด้านบนแต่แรกเต้นผางอีกครั้ง ครั้นจะตามขึ้นไปด้านบนโขลนคุ้มกันก็กันเอาไว้อีก ทำให้รู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก กระทืบเท้าเร่าเสียกริยาสะบัดชายผ้านุ่งกลับห้องทันที

“เป็นไง เรียบร้อยดีแล้วฤๅ” นางนมถาม

“เตรียมของไว้เรียบร้อยแล้วมังคะ รอใกล้เวลาจึงนำแป้งลงต้มในน้ำเดือดจนสุก แล้วจึงตักใส่น้ำกะทิมังคะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆ หยิบพานดอกไม้มาร้อยมาลัยต่อ

“ก่อศัตรูเยี่ยงนั้น เจ้าต้องระวังให้มากหนา” นางนมเตือน

“ขออภัยมังคะ เวไม่ได้ตั้งใจแกล้งคุณห้ามเธอจริงๆ นะมังคะ” หญิงสาวแกล้งตีหน้าซื้อ แต่นางนมรู้ทันจึงหัวเราะเอ็นดู

“ข้ามิได้ว่าเจ้า นางช่างทำตัวน่ารำคานจริงๆ เป็นข้าคงตวาดไล่ไปเสียให้พ้นหน้า แต่นี่เป็นเจ้าหญิงต่างแดนที่ข้าช่วยเหลือให้ที่พักพิง อย่างไรเสียฐานะเจ้าที่นี่ก็ด้อยกว่านาง เกินอันใดขึ้นเจ้าจะเสียเปรียบ” นางนมลูบหัวสั่งสอน ทำเอาเวฬาน้ำตาไหล คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ เธอหลงมาต่างยุคต่างสมัย ต่างบ้านต่างเมือง แล้วทางโน้นจะเป็นอย่างไร แม่คงคิดว่าเธอจมน้ำตายไปแล้ว คงเสียใจมาก และเธอก็คงจะไม่ได้เจอแม่อีกแล้ว ยิ่งนางนมเอ็นดูเธอแบบนี้ยิ่งทำให้คิดถึงแม่มาก

“มิต้องกลัวดอกหนา ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” นางนมปลอบ

“มิได้กลัวมังคะ แต่เวคิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน พลัดหลงมาแบบนี้ไม่รู้ว่าทางโน้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง”

“นั่นสิ ถ้าเป็นข้าแล้วลูกสาวที่น่าเอ็นดูเยี่ยงเจ้าหายไป คงทุกข์ทรมานใจน่าดู แต่เอาเถอะอย่างไรเสียตอนนี้คงยังกลับไปมิได้เนื่องด้วยเพราะมิรู้ว่าบ้านเมืองเจ้าอยู่หนใด คนที่รู้จักเมืองเจ้ามากที่สุดในยามนี้เห็นคงมีแต่เจ้าชายวิรุณห์เพียงผู้เดียวเท่านั้นหนา”

“ลูกสาวร้านขนมหวานต่างแดนนั่น ช่างงามผุดผ่องจริงหนา” องค์รัชทายาทฟูนันเอ่ยกับ เจ้าชายวิรุณห์ ขณะที่กำลังเอนพระวรกายให้นางกำนัลบีบนวดอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่อีกฝ่ายเอนกายพิงหมอนอิงเพ่งมองแผนที่บนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ

“อย่าได้หลงรูปสตรีง่ายดายนักฟูนันเอ๋ย ที่มาที่ไปนางมิชัดเจน อาณาจักรที่นางว่าข้ายังมองหามิเจอในแผนที่” นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนแผนที่ตรงหน้า

“หึหึ เจ้านี่นะ ย่างเข้าวัยเพญจเพศแล้ว ยังมัวแต่คิดเรื่องเมืองโน้นเมืองนี้ มิชายตาแลหญิงงาม ประเดี๋ยวเถอะ เสด็จอารชตก็ไม่มีแรงอุ้มหลานกันพอดี” องค์รัชทายาทฟูนันเอ่ยเย้า

“ถ้าเสด็จพ่อสนใจข้าเช่นนั้นก็คงดี ทุกวันนี้จะได้สนทนากันก็มีเพียงเรื่องการศึกเพียงเท่านั้นที่ทำให้ท่านพ่อมิทรงกริ้วข้า” เจ้าชายวิรุณห์กล่าวอย่างมิสนใจใยดี

“เป็นเพราะ คำทำนายนั่นรึ คร่ำครึกันเสียจริง ข้ามิเคยสงสัยในความภักดีของน้องชายอย่างเจ้า ข้ารู้ดีและเชื่อหมดใจว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำล้วนทำเพื่อข้า เพื่ออาณาจักรเรา และเพื่อประชาชน เสด็จพ่อของข้าเองก็เช่นกัน ดังนั้นตำแหน่งขุนพลเอกของเจ้า จึงมิใช่ได้มาโดยชาติกำเนิด แต่เป็นเพราะความสามารถของเจ้าโดยแท้วิรุณห์น้องข้า ”

“อาณาจักรเป็นของเจ้า ความภักดีเป็นของข้า หน้าที่ข้าคือปกป้องเจ้าด้วยชีวิต ดังนั้นเรื่องสตรีอย่าได้ระแวงข้าเลยพี่ชายเอ๋ย” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยยิ้มๆ เพราะรู้ดีว่า หากเอ่ยปากเช่นนี้แล้ว คงมิพ้นถูกใจ หวังจะรับห้ามอีกนางเป็นแน่แท้ แล้วน้องชายอย่างตน จะไปขวางความสุขของพี่ชายที่น่ารักเช่นฟูนันได้อย่างไรเล่า หากจะเป็นกังวลคงไม่พ้นเรื่องที่มาที่ไป หากเมืองสุขโขทัยที่นางว่าอยู่ทางลุ่มน้ำสาละวินจริง สตรีนางเดียวจะเดินทางมาถึงเมืองทางใต้ที่ห่างไกลอย่างวิมายปุระนี่โดยลำพังได้ฤๅ แถมอาการบาดเจ็บนั่นอีก อาจจะเป็นแผนของพวกกบฏส่งนางมาเป็นนกต่อก็ได้ มิควรไว้ใจเลยจริงๆ

เจ้าชายสองพี่น้องสนทนากันเรื่องเปื่อยไปจนเย็นย่ำ แสงเทียนถูกจุดตามขอบประตูหน้าต่าง คบใต้ริมทางเดินส่องแสงสว่างไสวส่งผลให้ปราสาทหลังงามยิ่งดูเข้มขลัง นางกำนังรางบางช่วยกันลำเลียงถาดอาหารที่ถูกห่อคลุมด้วยผ้าทอลายขอบทองงดงามเข้ามาในห้องที่ทรงพระสำราญกันอยู่ เจ้าชายฟูนันเด้งตัวขึ้นนั่งอย่างดีใจ

“มาแล้วๆ สำรับของข้า ไหนดูสิ นางทำอะไรให้ข้ากิน” สองมือบอบบางผิดวิสัยชายชาติทหารด้วยไม่เคยต้องจับหอกจับดาบมาก่อนในชีวิตถูเข้าด้วยกันไปมา

“ตื่นเต้นขนาดนั้นเลย” เจ้าชายหน้านิ่งเอ่ยเย้า ต่อหน้าเจ้าชายฟูนัน ไม่จำเป็นต้องมีขุนพล ไม่จำเป็นต้องระวังตัว เจ้าชายวิรุณห์สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพราะหากเขาเอานิสัยทหารมาใช้ในห้องนี้ คนตรงหน้าคงไม่ยอมเลิกเย้าแหย่จนเขาต้องหัวเราะออกมาอยู่ดี

“ช่าย ข้าอยากรู้จริง รสดีถึงขนาดถูกปากเสด็จอา จะดีแค่ไหนกัน” โดยไม่รอให้นางกำนัลคอยปรนนิบัติเหมือนเช่นทุกที หัตถ์บอบบางหยิบผ้าเปิดออกเองจนหมดทุกถาดสายพระเนตรแวววาวหยุดอยู่ที่ถาดขนมหวานโดยมิใยดีของว่างและของคาวเลยแม่แต่น้อย

“เหว๋ย เหว๋ย ดูเถิดวิรุณห์น้องข้า ตั้งแต่เกิดมาข้ามิเคยเห็นอาหารใดวิจิตรเยี่ยงนี้มาก่อน”

บัวลอยไข่หวานหลากสีถูกตักใส่ชามดินเผาสลักลวดลายงดงามใบใหญ่ที่ซึ่งชามใบนั้นวางอยู่บนใบตองรองจานที่เย็บขอบทรงกลีบบัวด้วยกลีบดอกไม้ สดหลากสี ตัวถาดไม้เองก็มีกรุขอบโดยรอบด้วยมาลัยดอกไม้มีอุบะห้อยชายหกทิศ วิจิตร ปราณีต บรรจง จนมิอาจละสายตา

ใช่เพียงแต่เจ้าชายฟูนันเท่านั้นที่โปรดปราณถาดขนมหวานตรงหน้า เจ้าชายหน้านิ่งอย่างเจ้าชายวิรุณเองก็มองถาดขนมตาเป็นประกายเช่นกัน คนที่รับใช้ใกล้ชิดจะรู้ดีว่าแววตาเช่นนี้หมายถึงทรงพอพระทัยยิ่ง

บัวลอยชามใหญ่หมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่ของว่างและของคาวแทบไม่ถูกแตะต้อง

“โอย ข้าอิ่มจริงๆ รสมือนางช่างละมุน ข้ามิเคยขนมอะไรที่รสดีเช่นนี้มาก่อนจริงๆ” เจ้าชายฟูนันเอ่ยโอษฐ์

“ชามใหญ่เยี่ยงนั้น ทานซะหมดเกลี้ยงไม่อิ่มอย่างไรไหว”

“ว่าแต่ข้า เจ้าก็ไม่เหลือนี่”

“ข้าตัวใหญ่กินเยอะไม่แปลก แต่เจ้ากินเยอะแบบนี้ระวังปวดท้องอีกหรอก” เจ้าชายองค์น้องเอ่ยอย่างห่วงใย ด้วยรู้ดีว่าร่างกายพี่ชายนั้นอ่อนแอกว่าคนทั่วไป และหากประชวรไปขณะที่เขาอยู่ด้วย คงมิพ้นคำครหาจากผู้เป็นบิดาว่าเขาจงใจทำให้องค์รัชทายาทป่วยไข้หวังการใหญ่อีกเป็นแน่

“ข้าสบายดี เจ้าอย่าได้กังวลไปเลยน้องชาย” คนเป็นพี่เดินมาตบบ่าน้องจอมคิดมาก “ข้าไปดีกว่าค่ำมากแล้ว กินอิ่มแล้วต้องออกแรงสักหน่อย” ใบหน้างามขาวนวลเยี่ยงสตรียักคิ้วหลิ่วตาให้คนเป็นน้องอย่างคนเจ้าชู้

เป็นที่รู้กันว่าการออกกำลังกายของพี่น้องคู่นี้ล้วนต่างกันโดยสิ้นเชิง สำหรับคนน้องการออกกำลังคือการได้ซ้อมเพลงหอกเพลงดาบ ซ้อมมือลงสนามต่อสู้กับเหล่าทหารหาญคู่ใจ แต่สำหรับคนพี่การออกกำลังกายทั้งสิ้นล้วนกระทำอยู่ในห้องหับอันมิดชิดกับอิสตรีทั้งหลายนั่นเอง

 

ค่ำคืนนี้จันดาถูกเรียกให้เข้าถวายงานอีกเช่นเคย ความหงุดหงิดที่เสียหน้าเมื่อตอนบ่ายคลายลง แม้รสมือของหญิงแปลกหน้านางนั้นจะเป็นที่ถูกพระทัย แต่เรือนร่างของนางก็ถูกพระทัยเช่นกัน และทุกครั้งที่ได้ถวายงาน องค์รัชทายาทก็จะพระเกษมสำราญยิ่งและตกรางวัลให้เธอถึงขนาดทุกครั้ง จนเป็นที่รู้กันว่าแม้ตอนนี้เธอจะเป็นแค่ห้าม แต่ก็เป็นที่โปรดปราณและมีโอกาสที่จะได้ขึ้นเป็นชายาในเร็ววันหากเธอให้ประสูติกาลโอรสองค์น้อย

ผมยาวสยายถูกสางจนขึ้นเงาโดยบ่าวคนสนิท ดอกไม้สีแดงสดถูกนำมาทัดหูเพื่อประดับตกแต่ง อกสร่างเปิดเปลือยคล้องบังไว้ด้วยมาลัยดอกไม้สีเดียวกับที่ทัดหู ผ้านุ่งผืนใหม่สีแดงตุ่นพันเกี่ยวอย่างหมิ่นเหม่สะโพกผาย เท้าเรียวสวมไว้ด้วยรองเท้าสาน แป้งหอมถูกลูบไล้ลงบนผิวเนียน ชาดสีแดงสดถูกแต่งแต้มลงบนริมฝีปากงาม ยามนี้เธอพร้อมแล้วสำหรับการถวายงานในค่ำคืนนี้

แสงจันทร์สว่างนวลลอยขึ้นสูงอยู่กลางท้องฟ้า แต่กระนั้นแสงดาวก็ยังคงกระพริบระยิบระยับแข่งกันแบบไม่ยอมแพ้ เวฬานอนไม่หลับเลยออกมาเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย โขลนเฝ้าประตูเห็นสีผ้านุ่งก็รู้ทันทีว่า สตรีแปลกหน้าแต่งกายประหลาดผู้นี้คือผู้ใด ที่ว่าประหลาดเพราะตอนนี้เวฬายืนยันว่า ตามธรรมเนียมบ้านเธอจะไม่สามารถเปิดเปลือยเนื้อตัวเช่นนี้ต่อหน้าบุรุษได้หากบุรุษนั้นมิใช่สามีจึงได้เอาผ้าคล้องคอมาพันรอบอกเป็นเป็นผ้าแถบ ซึ่งนางนมก็ตามใจด้วยเข้าใจดีว่า คนต่างถิ่นย่อมต่างวัฒนธรรมการปฏิบัติตนก็ย่อมผิดแผลกไปนั่นเอง

ทางใดที่เดินผ่านได้โขลนวังจะปล่อยให้นางเดินผ่าน ทางใดที่เข้าไม่ได้ หรือออกไปไม่ได้เวฬาก็ไม่ดื้อดึงแค่ขอเดินเล่นชมปราสาทชมพระจันทร์ไปเรื่อยเปื่อย เดินเพลินจนกระทั่งมาเจอสระน้ำขนาดใหญ่สร้างจากศิลาแลงมีน้ำใสไหลเต็มล้นออกขอบบ่อตลอดเวลา ริมสระมีต้นจำปาลาวและต้นลำเจียกขึ้นอยู่โดยรอบส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณเวฬานั่งลงริมสระน้ำหย่อนเท้าลงแช่ในน้ำ เอนกายไปด้านหลังใช้แขนบางยันพื้นเอาไว้เพื่อทรงตัว ปลายเท้าเรียวตวัดน้ำเล่นอย่างเพลิดเพลิน

ห้ามจันดาเสร็จกิจจากการถวายงานแล้วก็ตั้งใจมาอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวที่สระลำเจียกให้สบายอารมณ์ แต่กลับเห็นนังผู้หญิงแปลกถิ่นที่กล้าทำให้เธอเสียหน้าเมื่อบ่าย อารมณ์คั่งแค้นหวลกลับคืนมาอีกรอบและคราวนี้สบโอกาสดีปลอดผู้คนรู้เห็น มีเพียงบ่าวคนสนิทที่ปิดปากเงียบทุกเรื่องที่เธอกระทำเพียงนางเดียวเท่านั้น จึงได้เดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวโดยเร็ว

“นังหญิงแปลกถิ่น เจ้ามาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นป่านนี้” เมื่อเข้าใกล้ได้ก็ตวาดลั่น

เวฬาสะดุ้งเฮือก รีบลุกขึ้นมาจากน้ำทันที “ฉันมานั่งเล่นชมจันทร์”

“ชมจันทร์ ดึกป่านนี้เจ้ามาชมจันทร์ หรือนัดผู้ใดไว้กันแน่” ห้ามจันดาชี้หน้ากล่าวหา

“อย่ากล่าวหากันพล่อยๆ นะว่าแต่ฉันแล้วห้ามเล่า มาทำอะไรที่นี่เพลานี้” เวฬาถามกลับ หมดอารมณ์ชมจันทร์ต่อ

“ข้าจะเดินไปไหนมาไหนในปราสาทของข้าเพลาใดย่อมได้ ไม่เหมือนนางต่างถิ่นเช่นเจ้า”

“มังคะ ไม่เหมือน ก็ไม่เหมือน เช่นนั้น ฉันขอตัวก่อน เชิญห้ามตามสบาย” ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินเลี่ยงหลบออกไปเพราะไม่อยากมีเรื่อง แต่ไฉนเลยคนที่จ้องจะหาเรื่องแต่ต้นจะยอมปล่อยให้ไปง่ายๆ

“ประเดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่อนุญาต เจ้าจะไปไหนมิได้”

“เอ้า ห้ามนี่เอาแต่ใจจริง ฉันอยู่ก็กล่าวหา พอจะไปก็มิให้ไป” ไบโพล่าแน่ๆ เวฬาคิดในใจ

“เมื่อบ่าย เจ้าหักหน้าข้าต่อหน้าบ่าวมากมาย เจ้าต้องขอโทษข้าก่อน” ห้ามจันดาเอ่ย

“ขอโทษทำไม ก็ฉันพูดความจริงทั้งสิ้น ห้ามจะมาดูฉันก็ให้ดู ห้ามเอ่ยแนะฉันให้ทำ” เวฬาโต้กลับ

“เจ้า มันจะมากไปแล้วนะ กราบเท้าขอโทษข้าเดี๋ยวนี้” สองเท้ากระทืบเร่าๆ ลงบนพื้น

“ไม่ค่ะ ดิฉันไม่ได้ทำสิ่งใดผิด หากห้ามไม่มีธุระอื่นใด ดิฉันขอตัว” คนอะไรหน้าตาก็สวยคมอยู่ แต่กริยานี่เหลือร้ายจริงๆ ไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทโปรดเข้าไปได้ยังไง

เวฬาเลี่ยงหลบจะเดินออกให้พ้นคนพาล แต่คนพาลก็ยังเป็นคนพาลอยู่วันยังค่ำ สองมือของห้ามจันดาคว้าแจกันไม้แถวนั้นได้ก็ฝาดเข้าไปที่ศีรษะของเวฬาโดยแรงเพื่อเป็นการระบายอารมณ์ เช่นทุกครั้งที่ทำกับบ่าวใกล้ตัว หากแต่ครานี้แรงที่ฟาดหนักมือกว่าทุกครั้ง และสถานที่ที่ทั้งสองยืนคุยกันก็เป็นริมสระน้ำ ส่งผลให้เวฬาหมดสติเพราะแรงกระแทก ตกลงไปในสระทันที

“ห้ามจันดามังคะ” บ่าวรับใช้อุทานอย่างตกใจ เจ้าตัวคนฟาดเองก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก

“นี่ อย่ามารยามากนักนะ ขึ้นมาเดี๋ยวนี้” ห้ามจันดาตะโกนเรียก แต่ก็ไร้วี่แววของหญิงต่างแดนนางนั้น

ด้วยความตกใจจึงเดินกึ่งวิ่งออกจากตรงนั้นกลับไปยังหอนนอนโดยพลัน โดยมีบ่าวคนสนิทรีบจ้ำตามไปด้วยความหวาดกลัว

 

*******************

“เมื่อครู่ข้าอ่อนข้อให้เจ้าดอกเจ้าจึงชนะได้” เสียงบุรุษนางหนึ่งเอ่ย

“ใครว่า เจ้าฝีมือตกเองต่างหากเวธางค์ อย่าแก้ตัวเลย” อีกเสียงแย้ง

“สัตตะเอ๋ย ฝีมือเจ้ายังมิเท่าข้าดอก อย่าได้ใจไป”

เจ้าชายวิรุณห์เดินนำสองขุนพลคู่ใจเข้ามาที่สระลำเจียกเพื่อล้างเนื้อล้างตัวหลังซ้อมดาบเสร็จ โดยปรกติเขาชอบแช่น้ำ ยิ่งในเวลากลางคืนอันดึกสงัด สระลำเจียกจะปลอดผู้คนเขาสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างสบายอารมณ์และไม่มีพิธีรีตองวุ่นวาย เพราะหากปกติเจ้าชายอย่างเขาหากอยากจะสงสระเล่นน้ำจะต้องมีการขึงผ้ากั้นเป็นสัดส่วน มีนางในมากมายคอยรับใช้หาความเป็นส่วนตัวไม่ได้ และที่สำคัญ คนอื่นๆ จะถูกกันให้ขึ้นจากน้ำทั้งสิ้นมิให้แช่รวมกัน

“นั่นอะไรอยู่ในสระ” ขุนพลสัตตอุทานลั่น ชี้นิ้วไปที่สระลำเจียกที่เคยว่างเปล่า แต่ตอนนี้มีบางสิ่งบางอย่างลอยอยู่

เจ้าชายวิรุณห์และขุนพลเวธางค์หันตามไปยังทิศทางที่สหายชี้นิ้วให้ดู ด้วยอานิสงค์ของแสงจันทร์ที่ส่องสว่างพวกกับแสงของคบเพลิงที่จัดวางรายล้อมอยู่รอบสระ เพียงแวบแรกที่เห็นเจ้าชายวิรุณห์ก็รู้ทันทีว่านั่นคือหญิงสาวต่างถิ่นผู้ลงมือปรุงขนมหวานแสนอร่อยนางนั้น

เกิดอะไรขึ้น? มีคำถามผุดขึ้นในหัว โดยไม่รอช้าและไม่ทันได้คิดสิ่งใดทั้งสิ้น ร่างใหญ่กระโจนลงไปในสระคว้าตัวหญิงสาวแล้วอุ้มขึ้นมาด้านบนโดยพลัน

“ฝ่าบาท” สองขุนพลคู่พระทัยอุทานลั่น

“อย่าเพิ่งถาม ช่วยนางก่อน” หันไปรับสั่งกับขุนพลสัตต ผู้สืบเชื้อสายพราหมณ์ แม้รู้ว่าต่อจากนี้สตรีตรงหน้าจะสร้างปัญหาให้เขามากมาย แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงไม่เสียใจที่รีบลงไปคว้าตัวนางขึ้นมาจากสระแม่เพียงนิด ตอนนี้ขอเพียงแต่พระผู้เป็นเจ้าอย่ารีบทวงนางกลับคืนไปเร็วนัก

สัตตะรีบตรวจอาการหญิงสาวทันที พบบากแผลถูกกระแทกที่ด้านหลังศรีษะจนสลบไม่ได้สติ เคราะห์ดีที่ตอนตกลงไปนางมิได้คว่ำหน้าจึงมิได้จมน้ำ และนางยังหายใจ

“โดนตีที่หัวพระย่ะค่ะ ต้องรีบทำแผล” ขุนพลสัตตรายงาน

“อาวุธที่ตี น่าจะเป็นสิ่งนี้พะย่ะค่ะ” ขุนพลเวธางค์ยื่นแจกันไม้ให้สหายทั้งสองดู

“ในเขตพระราชฐานชั้นในแท้ๆ ยังมีคนถูกทำร้ายได้ เวธางค์เจ้าไปสืบมาว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ ข้าจะลงโทษให้เข็ดหลาบ”

“พะย่ะค่ะ” รับคำสั่งแล้วไม่รอช้า ขุนพลหนุ่มรีบเดินออกไปเพื่อสอบถามโขลนที่ยืนยามอยู่บริเวณนั้นเพื่อหาเบาะแสทันที

เจ้าชายวิรุณห์ขยับจะยกอุ้มหญิงสาวขึ้นเพื่อรีบนำตัวไปรักษา หากแต่ขุนพลสัตตเอ่ยห้ามไว้ก่อน

“ฝ่าบาท มิควรพะย่ะค่ะ” เอื้มมือจับอังสะ (บ่า) ของสหายดึงรั้งไว้

“ข้าแตะต้องตัวนางไปแล้ว เปลี่ยนแปลงสิ่งใดมิทันแล้วล่ะสัตต”

“แต่ยังมิมีผู้ใดรู้เห็น แม้แต่ตัวนางผู้นี้ ให้กระหม่อมเป็นผู้พานางไปแทนเถิดพะย่ะค่ะ” ขุ่นพลหนุ่มเอ่ย

“มิได้ดอก นางผู้นี้ฟูนันหมายใจจะรับเป็นห้ามอยู่ หากเจ้ารับนางไว้ มีหวังโดนอาญาแน่ แต่หากเป็นข้าฟูนันคงมิว่ากระไร อย่าช้าเลยชีวิตคนรอไม่ได้” สิ้นเสียงหัตถ์หนาก็ช้อนอุ้มหญิงสาวแปลกถิ่น และสาวเท้าออกเดินทางตรงไปยังเรือนพักฝ่ายในทันที

เรือนพักฝ่ายในวุ่นวายทันทีที่เจ้าชายวิรุณห์มาถึง ทรงมิสนกฎเกณฑ์ใดๆ สาวเท้าเดินเข้าฝ่ายในโดยมีหญิงแปลกถิ่นสลบไสลไม่ได้สติอยู่ในอ้อมพระกร เจ้าชายหนุ่มวางร่างสตรีต่างถิ่งลงบนตั่งตัวหนึ่งที่ใกล้ที่สุด แล้วเดินตรงไปเคาะประตูห้องที่ตนคุ้นเคยทันที

“นม นม เปิดประตูให้ข้าหน่อย” เอ่ยเรียกเจ้าของห้องเสียงดัง

ประตูหนาเปิดอ้าออกเจ้าของห้องโผล่หน้ามาถาม “มาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ มิควรเลย”

“อย่างเพิ่งถามมากเลย นมมากับข้าทางนี้ก่อน” ไม่รอช้าหัตถ์หนาจับจูงนางนมออกจากห้องมาตรงที่หญิงสาวหลับไม่ได้สติ โดยมีขุนพลสัตตเอ่ยร้องขอสิ่งของจำเป็นเพื่อทำการรักษาอยู่ข้างตั่ง

“ตายจริงแม่เวฬา เกิดอะไรขึ้น” นมอุทานตกใจ รีบเดินเข้าไปดูหญิงสาวอยู่ในความดูแลของตนทันที

“มิรู้ว่าโดนผู้ใดทำร้ายจนตกลงไปในสระลำเจียก ข้าจักไปอาบน้ำเจอนางสลบมิได้สติ เลยเอาขึ้นจากน้ำแล้วพามาส่งให้” เจ้าชายวิรุณห์เอ่ยเสียงเรียบ สีหน้าและน้ำเสียงมิได้บ่งบอกว่าทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ

“ทรงเอานางขึ้นจากน้ำ และพานางมานี่ โดยวิธีใดเพคะ” นางนมซัก วางใจได้เปลาะหนึ่งเพราะขุนพลสัตตเป็นหมอประจำทัพหลวงกำลังลงมือรักษาหญิงสาวให้ เลยมีเพลาเอ่ยซักความกับเจ้าชายวิรุณห์

“อุ้ม” สั้นๆ คำเดียวง่ายๆ แต่ทำเอานางนมลมแทบจับ เพราะกฎมณเฑียรบาลที่นี่เจ้านายชั้นสูงจะแตะต้องตัวสตรีมิได้ เพราะหากแตะต้องตัวนางผู้ใด นางผู้นั้นจะต้องตกเป็นห้ามของเจ้านายพระองค์นั้นทันที เจ้าชายน้อยของพระองค์ก็ทรงทราบดี และที่ผ่านมาก็ทรงวางตัวได้อย่างดียิ่ง ทรงมิใยดีสตรีนางใดมาก่อนเหตุใดจึงยอมอุ้มหญิงสาวมาด้วยองค์เอง

“ฝ่าบาท”

“ข้ารู้ธรรมเนียมเราดีนม แต่ชีวิตคนสำคัญกว่า เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ยิ่งนางโดนทำร้ายในเขตราชฐานชั้นในแบบนี้ยิ่งมิควรนิ่งเฉย คนที่ทำร้ายนางต้องได้รับโทษ”

 

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโถงกลางของเรือนพักอยู่ในสายตาของห้ามจันดาทั้งสิ้น มือเรียวกำผ้านุ่งแน่นบิดหมุนจนเนื้อผ้าแทบขาด ใบหน้าสวยบูดบึ้งเต็มไปด้วยความแค้น แต่แรกหวังเพียงจะสั่งสอนมิให้นางหญิงต่างถิ่นกำเริบเกินตัวจนไม่เห็นหัวนาง แต่กลับพลาดพลั้งหนักมือไปหน่อย แต่หากมันตายไปก็จะเป็นผลดีจะได้ไม่มีใครปากสว่างไปบอกว่าเป็นฝีมือตน แต่นี่เหตุการณ์กลับตาลปัดไปหมดสิ้น นางหญิงต่างถิ่นนั่นยังไม่ตาย แต่กลับถูกช่วยไว้โดยเจ้าชายวิรุณห์ผู้ไร้หัวใจ แถมยังตอนนี้สถานะนางมิใช่หญิงต่างถิ่นอีกต่อไป แต่กลายเป็นห้ามของเจ้าชายไปเรียบร้อย จะทำสิ่งใดก็ยากยิ่งขึ้นไปอีก

“เอ็งต้องเป็นพยานให้ข้า ว่านังหญิงต่างถิ่นผู้นี้พยายามทำร้ายข้าก่อน ข้าเพียงป้องกันตัวเท่านั้น” ห้ามจันดาเอ่ยสั่งบ่าวรับใช้

“นางจะบอกว่าเป็นฝีมือท่าน และเราจะโดนโทษกันสิ้น” นางบ่าวหมอบต่ำอยู่ติดพื้นละล่ำลักพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว

“เอ็งอย่าขาดเขลาให้มากไปนัก นังนั่งเป็นเพียงคนแปลกหน้าใครจะไปเชื่อคำพูดมัน วันพรุ่งข้าจะรีบเข้าเฝ้าเจ้าชายฟูนัน กราบทูลเรื่องให้ทรงทราบก่อน เมื่อนางหญิงต่างถิ่นผู้นั้นฟื้น มันเล่าความภายหลังก็จะมิมีผู้ใดเชื่อมัน ส่วนเอ็งถ้ายังไม่เลิกร้องไห้ฟูมฟาย และทำตัวมีพิรุจเยี่ยงนี้ เอ็งนั่นแหละจะเป็นศพต่อไป” เท้าบางถีบระบายอารมณ์จนบ่าวรับใช้กลิ้งไม่เป็นท่าและรีบเดินกลับเข้าห้องไปทันที

 

วันรุ่งขึ้นข่าวห้ามคนใหม่ของเจ้าชายวิรุณห์ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกลือกระฉ่อนไปทั่ววัง มิมีผู้ใดที่ไม่ได้ข่าว ซึ่งเนื้อความก็แล้วแต่ว่าจะถูกเล่าบิดเบือนความจริงไปกี่มากน้อย เช่นเดียวกับในห้องบรรทมของเจ้าชายฟูนัน ที่บัดนี้ห้ามคนงามที่เคยให้ความสำราญกับพระองค์ มานั่งร้องไห้เล่าความให้ฟังแต่เช้าตรู่อยู่ตรงหน้า

“หลังจากที่หม่อมฉันกลับไปเมื่อคืนก็ตั้งใจจะไปอาบน้ำที่สระลำเจียก แต่ไปเจอแม่หญิงต่างถิ่นชื่อเวฬาดักรออยู่เพคะ แม่หญิงผู้นั้นพูดจาหาเรื่องหาความด้วยความอิจฉาริษยา ต่อว่าหม่อมฉันต่างๆ นาๆ แล้วยังบอกอีกว่า รสมือนางนั้นหาใครเสมอเหมือนมิได้ องค์รัชทายาททรงโปรดฝีมือนางเพราะนางทำเสน่ห์ใส่ในขนมที่นางปรุง และอีกไม่นานนางก็จะได้ขึ้นเป็นห้าม และนางจะกำจัดห้ามอื่นทีละคน โดยเริ่มจากหม่อมฉัน เพราะแค้นเคืองที่ไปคอยขัดขวางการทำเสน่ห์ในขนมที่โรงครัวเมื่อบ่ายวาน แล้วนางก็คว้าแจกันหวังจะใช้ทำร้าย หม่อฉันต่อสู้แย่งแจกกันจากมือนาง ยื้อไปยื้อมาแจกันจึงหลุดมือแล้วไปโดนศีรษะแม่หญิงต่างถิ่นผู้นั้นจนตกไปในสระ หม่อมฉันตกใจทำอันใดมิถูกจึงได้รีบหนีออกมา เหตุการณ์ทั้งหมด มีบ่าวคนสนิทเป็นพยานได้นะเพคะ” เล่าไปร้องไห้ไปดูน่าสงสารยิ่งนัก

“เป็นความจริงฤๅ” เจ้าชายฟูนั้นมิอยากเชื่อว่าแม่หญิงเวฬาที่ดูบอบบางเรียบร้อยอ่อนหวานเพียงนั้น จะหึงหวงตนถึงขั้นทำร้ายนางห้ามคนอื่นเพื่อหวังขึ้นเป็นห้ามเสียเองเรื่องที่เล่าฟังดูไร้เหตุผลเหลือเกิน

“หม่อมฉันมิกล้าปดแม้เพียงนิดเพคะ ตอนนี้เจ้าชายวิรุณห์ก็ทรงกริ้วมาก หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเพคะ” ห้ามจันดาคลานเข่าเข้าไปกอดพระบาทแน่น

“เอาเถอะ ไว้ข้าจะแจ้งความกับวิรุณห์ให้ เรื่องนี้สำคัญนัก ด้วยว่าตอนนี้วิรุณห์ก็รับนางเป็นห้ามแล้ว คนของเขาเขาคงต้องสืบความจนได้นั่นแหละ” เจ้าชายฟูนันรับปาก

ด้วยรู้นิสัยห้ามจันดาดีว่าแท้จริงเป็นคนอารมร์ร้าย แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ร้ายกาจจนเกินไปนัก เวลาที่มารับใช้ก็ทำตัวเรียบร้อยเอาอกเอาใจและให้ความสำราญกับตนได้มากกว่าคนอื่น จึงเรียกหาบ่อย แต่ก็มิเคยคิดจะยกนางสูงไปกว่านี้ แถมเรื่องที่นางหวังจะมีประสูติการณ์พระโอรสยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะตนสั่งให้นางนมปรุงยาคุมกำเนิดให้ทานอย่างสม่ำเสมอซึ่งเจ้าตัวก็เข้าใจมาตลอดว่าเป็นยาบำรุง

“ออกไป” สุรเสียงทรงอำนาจของเจ้าชายวิรุณห์ดังขึ้นขณะที่นางห้ามจันดากำลังจะออดอ้อนออเซาะด้วยวิธีการที่ถนัด

“วิรุณห์น้องข้า มาแล้วฤๅ ข้ากำลังจะไปหาเจ้าพอดี” เจ้าชายฟูนันลุกขึ้นยืนจากแท่นบรรทมก้าวข้ามห้ามจันดาไปหาน้องชายโดยไม่สนใจใยดีอันใดอีกเลย “ไหนๆ เล่ามาซิ เหตุใดจึงใจอ่อนยอมรับหญิงต่างถิ่นเป็นห้ามได้”

เจ้าชายฟูนั้นกอดคอน้องชายพาเดินออกนอกห้อง “อย่าเพิ่งพูดอันใด ตามข้ามาก่อน” แอบกระซิบเบาๆ ข้างหูน้องชายแล้วพาออกเดินไปยังศาลาริมสระบัว

“ต้องลึกลับเพียงนี้เลย” เจ้าชายหน้านิ่งเอ่ยยิ้มๆ

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ” เจ้าชายฟูนันแยกเขี้ยวใส่น้องชาย “เล่ามาซะดีๆ เกิดอะไรขึ้น เจ้าก็รู้ว่าข้าถูกใจแม่หญิงผู้นั้นอยู่เหตุใดจึงตัดหน้าข้าเอาไปเป็นห้ามซะเล่า” เจ้าชายฟูนันโวยวายน้องชายแบบไม่จริงจังนัก

“ก็ที่มาเช้านี้ กระหม่อมก็มาเพื่อขอรับประทานโทษทัณฑ์ในการนี้พระย่ะค่ะ” รู้ว่าตนแย่งสตรีที่พี่ชายหวังใจจะครอบครองมา แต่ก็เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ อย่างที่บอกกับนมว่า ชีวิตคนสำคัญกว่า จะมัวห่วงกฏก็ใช่ที่

“เหว๋ย เหว๋ย โทษทัณฑ์อันใดเล่า ต้องฉลองให้เจ้าเสียมากกว่า ข้ามิลงโทษน้องชายสุดที่รักของข้าเพียงเพราะเขาอยากมีเมียดอกหนา” ทรงเอ่ยเย้าน้องชายอย่างอารมณ์ดี “ข้าต้องขอบน้ำใจเจ้าเสียอีก ที่รีบมาพาข้าให้พ้นจากเรื่องปวดหัวที่อยู่ในห้องนั่น” เรื่องราวที่ห้ามจันดากราบทูล ถูกเล่าต่อให้น้องชายฟังจนสิ้น

“เจ้าเชื่อที่นางพูด” เจ้าชายวิรุณห์ถามพี่ชาย

“เอาตรงก็ … ไม่” เจ้าชายฟูนันยักไหล่เบ้ปากตอบ “ใช่ว่าข้าจะหลงนางจนหน้ามืดตามัว ความร้ายกาจของนางข้าก็ได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะร้ายจนถึงทำร้ายหรือเอาชีวิตผู้ใดได้”

“หากเป็นฝีมือจันดาจริง จะทรงให้ทำประการใด” แม้เจ้าชายวิรุณห์จะขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดในกฎระเบียบ แต่ก็ยังเกรงพระทัยพี่ชายยิ่งกว่า

“ทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถิด เมียเจ้าทั้งคน อย่าได้เกรงใจข้าเลยน้องรัก” 

ความคิดเห็น