แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 2 … หลงรส

ชื่อตอน : บทที่ 2 … หลงรส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 212

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 14:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 … หลงรส
แบบอักษร

บทที่ 2 … หลงรส 

 

นางนมมาเยี่ยมหญิงสาวอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่แรกที่มาถึง มีการพูดคุยซักถามถึงที่มาที่ไป ซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรให้ทราบได้ว่าเธอไม่ใช้คนในยุคนี้ แต่มีอุบัติเหตุทำให้เธอพลัดหลงข้ามกาลเวลามาแบบนี้

สิ่งที่หญิงสาวอธิบายไปจึงเป็นเพียงแค่ เธอมาจากกรุงสุโขทัย เมืองตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ไกลจากที่นี่อยู่มากเพราะเธอไม่เคยได้ยินชื่อเมื่องวิมายปุระมาก่อนเลย เธอเป็นลูกสาวพ่อค้าขายขนมเจ้าใหญ่ของเมือง (ไม่ได้อวดแต่เสื้อผ้าที่ใส่ตอนโผล่มา มันล้ำยุคเกินกว่าที่คนในยุคนี้จะผลิตได้จึงต้องอวดนิดนึงว่าบ้านรวยอ่ะนะ) วันที่เกิดเหตุเธอออกมาสอนผู้คนทำขนมที่ลานกลางเมือง ระหว่างทางกลับบ้านเธอแวะพักที่ริมน้ำแล้วอยู่ๆ ก็โดนไม้ฟาดเข้าที่กลางหลังจนตกลงไปในแม่น้ำ พอฟื้นขึ้นมาก็มาโผล่ที่นี่แล้ว เธอไม่รู้ว่าใครทำเพราะเธอเองก็ไม่มีเคยมีศัตรูที่ไหนมาก่อน

นางนมเชื่อในสิ่ที่หญิงสาวบอกเล่า เพราะทุกอย่างดูสอดคล้องกันไปหมด เหลือเพียงสองสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ นั่นก็คือเมืองที่หญิงสาวกล่าวถึง และหากเธอเป็นลูกสาวร้านขนมจริงหลักจากพักรักษาตัวจนหายดีแล้วคงจะต้องขอพิสูจน์ฝีมือทำขนมกันสักครั้ง

ระหว่างที่เวฬาพักรักษาตัวเป็นเวลากว่าสัปดาห์นั้นท่านนมสั่งให้เมญาและนารีคอยดูแลเธอเป็นอย่างดี ทั้งสองเป็นลูกสาวของพ่อค้าที่จัดว่ามีฐานะมั่งคั่งในเมืองและถูกถวายตัวให้เข้ามารับใช้เจ้านายในปราสาท เพราะค่านิยมที่ว่า การได้รับใช้ใกล้ชิดเจ้าแผ่นดินถือเป็นเกียร์ติของวงศ์ตระกูล และหากโชคดีถูกพระทัยเจ้านายผู้ชายพระองค์ใดก็อาจได้ขึ้นเป็นห้าม หรือที่รู้จักกันในนามสนม ซึ่งจะช่วยให้กิจการของครอบครัวเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นไปอีก

สองสาวเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองวิมายปุระให้ฟังมากมาย ที่เมืองนี้ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มีพระเจ้าบุษก (บุ-สะ-กะ) เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงมีพระเทวี พระสนม โอรสและพระธิดาหลายพระองค์แต่องค์ที่ได้สถาปณาขึ้นเป็นองค์รัชทายาได้แก่เจ้าชายฟูนันซึ่งกำเนิดแต่มหาเทวีองค์ปัจจุบัน และรัชทายาทลำดับรองลงมาได้แก่พระอนุชารชต (ระ-ชะ-ตะ) น้องชายร่วมมารดาเดียวกับกษัตริย์บุษก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นมหาอุปราช และบุรุษคนสำคัญอีกคนที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือพระโอรสของพระมหาอุปราชเจ้าชายวิรุณห์ ซึ่งเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่ง ออกทำศึกกับพระมหาอุปราชผู้เป็นบิดามาแต่เยาววัยจนบัดนี้เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์แถมรูปโฉมยังงดงามประหนึ่งเทวารังสรรค์บรรจงปั้นมาทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ในปราสาทแห่งนี้เก็บเอาไปเพ้อฝันกันถ้วนทั่ว แต่แม่ว่าพระชันษาจะล่วงเลยจนเข้าวัยเบญเพศแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าจะทรงสนพระทัยหญิงสาวนางไหน หรือธิดาเมืองใดเลยแม้แต่คนเดียว

ส่วนนางนมเป็นกษีระธาตรีของพระราชกุมาร ธาตรีคือตำแหน่งของหญิงที่คอยดูแลพระกุมาร-กุมารีของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ลำดับด้วยกัน ได้แก่ “กษีระธาตรี” (กะ-ษี-ระ-ธา-ตรี) คำว่า กษีระ แปลว่า น้ำนม นางนมประเภทนี้ บุคลที่คอยให้นมพระกุมาร-กุมารีของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นลำดับใหญ่สุดในพระราชฐานชั้นใน เป็นรองก็แต่พระองค์เทวีเท่านั้น ลำดับต่อมา “อังสะธาตรี” (อัง-สะ-ธา-ตรี) คำว่า อังสะ แปลว่า บ่า ใหล่ นางนมประเภทนี้ คือ บุคคลที่ทำหน้าที่คอยอุ้มพระกุมาร-กุมารี ลำดับต่อมา “มลธาตรี” (มะ-ละ-ธา-ตฺรี) คำว่า มละ แปลว่า สิ่งสกปรก สิ่งแปดเปื้อน นางนมประเภทนี้ คือ บุคคลที่คอยอาบน้ำแต่งตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาดให้พระกุมาร-กุมารี และลำดับสุดท้าย คือ “กรีฑานิกาธาตรี” (กรี-ทา-นิ-กา-ธา-ตรี) คำว่า กรีฑานิกา “ผู้เล่น” มาจากคำว่า กรีฑา แปลว่า การละเล่น นางนมประเภทนี้ คือ พวกที่คอยเป็นเพื่อนเล่นให้กับพระกุมาร-กุมารีนั่นเอง

เวฬาถึงบางอ้อเลยว่าทำไมนางนมถึงได้มีพาวเวอร์ในการออกคำสั่งสาวๆ แถวนี้ได้โดยไม่มีใครกล้าบิดพริ้ว เพราะตำแหน่งนี้ในยุคเราก็คือตำแหน่ง “แม่นม” นั่นเอง แต่ว่าในยุคของเราฟลูฟังค์ชั่นกว่า ไม่ต้องแบ่งแยกว่าใครทำอะไร คนเดียวทำทุกหน้าที่เรียกว่าคุ้มกว่าเยอะ

วันนี้อาการบาดเจ็บที่หลังดีขึ้นมากจนหญิงสาวนึกครึ้มอยากออกไปเดินชมปราสาทบ้านช่องของเมืองนี้บ้าง หลังนอนอุดอู้อยู่ในห้องมาเป็นอาทิตย์แล้ว สองสาวก็ไม่ขัดแต่อย่างใดกุลีกุจอช่วยกันขัดสีฉวีวรรณให้กันยกใหญ่ ผ้านุ่งที่จัดหามาให้ยังคงเป็นสีครามเหมือนเช่นทุกครั้ง ต่างจากที่สองสาวนุ่งเพราะตลอดเวลาที่เห็นสองสาวจะนุ่งผ้านุ่งสีเปลือกไม้เพียงสีเดียวเก่าบ้างใหม่บ้างสลับกันไป

“นี่ฉันถามอะไรหน่อยสิ สีของผ้านุ่งเนี่ยบ่งบอกอะไรเหรอ” เวฬาถามระหว่างที่สองสาวกำลังบรรจงมวยผมให้ ปิ่นไม้หัวทรงข้าวหลามตัดถูกปักลงบนผมยึดมวยเอาไว้จนแน่นหนา มาลัยดอกไม้สีเหลืองสดพวงงามถูกนำมาครอบสวมลงบนมวยอีกครั้ง

“สีของผ้านุ่งมีไว้สำหรับแบ่งแยกชนชั้นมังคะ สีแดงพิมพ์ลายนุ่งได้เฉพาะเจ้านาย สีแดงเรียบไม่พิมพ์ลาย จะใช้สำหรับขุนนางระดับสูง สีเขียวเปลือกไม้จะใช้สำหรับขุนนางทั่วไป สีน้ำตาลเปลือกไม้ที่อย่างที่เรานุ่งอยู่นี่ใช้สำหรับบ่าวรับใช้ในปราสาทมังคะ” เมญาอธิบาย

“ส่วนพวกนักบวชจะนุ่งขาวห่มขาวมังคะ” นารี อธิบายต่อ

“แล้วสีครามแบบที่ฉันนุ่งนี่เล่า” เวฬาจับชายนุ่งสะบัดไปมา

“สีครามสำหรับแขกหลวงมังคะ จะได้จำแนกออกว่ามิใช่ชาวเรา บ่าวไพร่จักได้มิกระทำการอันเสียมารยาทด้วย”

หญิงสาวถึงบางอ้อ แท้จริงสีก็ใช้สื่อความหมายต่างๆ มาแต่โบราณขนาดนี้เลย รองเท้าหญ้าสานถูกวางลงตรงหน้าเป็นลำดับสุดท้าย ก่อนที่ผ้าคลุมไหล่ผืนหนาปักลายสวยงามจะถูกคลี่คลุมลงมาเป็นลำดับสุดท้าย โดยฝีมือมารี

“วันข้างนอกอากาศค่อนข้างเย็นเจ้าค่ะ คลุมกายไว้จะดีกว่า” เจ้าตัวบอกยิ้มๆ

เวฬาแอบโล่งใจ อยากไปดูก็อยาก แต่จะให้เดินเปลือกอกดูมๆ อย่างที่สาวๆ ที่นี่ทำกันก็ไม่ไหว กำลังคิดหาทางออกระฆังช่วยชีวิตก็ลั่นโดยมารี อยากกระโดดหอมแก้มเสียจริงหากไม่กลัวว่าเธอจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกไม้ป่าเดียวกันไปซะก่อน

“ขอบน้ำใจจ่ะ” เวฬาเอ่ย หลายวันมานี่นั่งๆ นอนๆ แอบฟังเสียงคนโน้นคนนี้คุยกัน อันไหนที่ไม่เข้าใจก็ถามสองสาวซึ่งยินดีตอบและอธิบายให้เธอฟังเป็นอย่างมาก ทำให้เรียนรู้ที่จะใช้สำเนียงภาษาของที่ได้ไม่ผิดแปลกไปมากนัก

****************

 

 

วันนี้สถานที่ที่สองสาวพามาเป็นเรือนไม้อีกหลัง ทางเดินคดเคี้ยววกวนจนน่าเวียนหัว เลี้ยวตรงนั้นออกตรงนี้ จนสุดท้ายมาโผล่ที่เรือนไม้หลังหนึ่ง เท่าที่ดูหญิงสาวคิดว่าที่นี่คงเป็นเรือนครัว เพราะสาวๆ หลายคนกำลังก้มๆ เงยเตรียมหุงหาอาหาร หม้อดินเผาใบเขื่องหลายใบถูกตั้งวางไว้บนเตาถ่าน มีแม่ครัวสองคนเปิดหม้อนี้คนหม้อโน้น สาวๆ อีกกลุ่มกำลังนั่งตัดใบตองให้ได้รูปแล้วเอาไม้กลัดทำเป็นกระทง ถัดมา ผัดสดมากมายถูกกองไว้บนแคร่กำลังถูกคัดแยกลำเลียงไปล้างทำความสะอาดที่ด้านข้างของตัวเรือน ด้านในเรือนยังมีเข่งหวายอีกหลายใบบรรจุผลไม้อยู่เต็ม วางเรียงรายตามพื้น เครื่องเทศตากแห้งบ้างแขวน บ้างใส่กระจาดตากผึ่งเอาไว้เป็นชั้น ด้านในมีชั้นลอยยกสูงขึ้นไปทำเป็นชาญระเบียงกว้าง

สองสาวพาเวฬาเดินหลบขึ้นบันไดไปด้านบน ระหว่างทางทุกคนล้วนหยุดมือมามองหญิงสาวแปลกหน้าที่นุ่งผ้านุ่งสำหรับผู้มาเยือน ห่มคลุมมิดชิด บุกมาถึงเรือนครัว แถมยังสามารถขึ้นไปจนถึงสถานที่จัดเตรียมสำรับได้อีก ด้วยความสงสัย แม่หญิงหน้าขาวผู้นี้เป็นใครนางนมจึงรับรองดีถึงขนาด

เมื่อขึ้นถึงบันไดขั้นสุดท้ายสองสาวก็คุกเข่าลง และเข้าไปหานางนมด้วยวิธีการคลานเข้า หญิงสาวทำตาม

“นางนมมังคะ ท่านหญิงเวฬาประสงค์จะขอเดินชมปราสาทมังคะ” นารีเอ่ยกับนางนมอย่งนอบน้อม

อ่อ ที่แท้พามาขออนุญาตนี่เอง ระเบียงด้านบนมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่วางเรียงกันอยู่ 5 ตัว บนโต๊ะแต่ละตัวมีถ้วยชามดินเผาแกะสลักลวดลายงดงามหลาหลายขนาดวางไว้บนถาดไม้จนเต็ม บางอันมีอาหารถูกจัดลงไปบ้างแล้วถาดแต่ละใบถูกประดับตกแต่งด้วยดอกไม้นานาชนิด มุมโต๊ะแต่ละตัวมีพานไม้วางอยู่ บนพานมีผ้าทอลายพับวางไว้เป็นระเบียบ

“เป็นอย่างไรบ้างเล่า หายดีแล้วฤๅ” นางนมหยุดมือที่กำลังจัดสำรับ หันมาทักทายหญิงสาว

“ดีขึ้นมากแล้ว ขอบพระคุณที่เมตตามังคะ” หญิงสาวตอบแล้วยกมือไหว้ขอบคุณด้วยกริยางดงามเรียกร้อยยิ้มเอ็นดูจากนางนมได้อีกครั้ง

“จะไปเดินเล่นชมปราสาทวันนี้เห็นทีคงไม่เหมาะ ท่านมหาอุปราชเพิ่งกลับจากการศึก วันนี้คงคุยราชการกับองค์บุษกจนค่ำเช่นทุกครา วันนี้อย่าเพิ่งเลยหนา” พูดจบก็หันกลับไปตรวจเช็คสำรับอาหารต่อ “เครื่องหวานสำรับท่านมหาราอุปราชอยู่ที่ใด” เครื่องหวานของท่านอุปราชจะต้องถูกเตรียมเป็นพิเศษเนื่องจากท่านแพ้อาหารหรือขนมที่ปรุงจากถั่วทุกชนิดจึงต้องจัดแยกเป็นพิเศษ

“เพิ่งลงเคียวเจ้าค่ะ” บ่าวนางหนึ่งตอบอ้อมแอ้ม

“เพิ่งลงเคี่ยว!!! แล้วจะเสร็จทันได้เยี่ยงไร กว่าจะได้ที่ กว่าจะเย็นตัว แล้วขึ้นรูปได้ ผู้ใดรับผิดชอบ” นางนมตวาดเสียงดัง ชี้กราดหาผู้รับผิด บ่าวทั้งหลายก้มหน้างุดตัวสั่นด้วยเกรงโทษหวายกันถ้วนทั่ว

สำรับของเจ้านายต้องมีครบทั้งคาวทั้งหวาน วางเรียงตามลำดับ นำถวายเพียงครั้งเดียว ระหว่างเจ้านายกำลังเสวยห้ามมิให้มีผู้ใดเข้าใกล้หรือหยิบยื่นยกสิ่งใดเข้าออกจากโต๊ะเสวยเด็จขาด นี้คือกฏเหล็กของห้องเครื่องที่เป็นที่รู้กันดี สาเหตุที่ต้องตั้งกฏนี้ขึ้นมาก็เพราะเมื่อครั้งราชกุมารยังเยาว์ได้มีนางอังสะธาตรีนางหนึ่งบังอาจเอาขนมปนเปื้อนยาพิษให้เสวย เคราะห์ดีที่นางนมเห็นเสียก่อนจึงได้หยุดยั้งไว้ได้ทัน โทษของอังสะธาตรีนางนั้นคือประหารเพียงประการเดียว นับแต่นั้นมาสำรับเสวยของเจ้านายองค์สำคัญในปราสาทแห่งนี้จึงถูกแยกปรุงในโรงเรือนต่างหากที่ปิดมิดชิด และกำกับดูแลโดยนางนมอีกทอดเพื่อให้เพรียบพร้อมและปลอดภัย

“ของหวานเป็นอะไรฤๅเจ้าคะ” เวฬาทำใจดีสู้เสือเอ่ยถามนางนม

“ขนมคั่ว ทำจากน้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวผสมกับเนื้อมะพร้าวและปั้นเป็นคำคลุกด้วยมะพร้าวขูดคั่วไฟอีกที่ เคยกินไหมเล่า” นางนามอธิบายระหว่างเหลียวซ้ายแลขวาหาทางแก้ไข

“มิเคยเจ้าค่ะ แต่เดาว่าน้ำตาลคงต้องเคี่ยวให้ข้นเหนี่ยวจนได้ที่ก่อนจึงจะนำมาผสมเนื้อมะพร้าวและปั้นขึ้นรูปได้ คงใช้ระยะเพลาอีกพอสมควรใช่ฤๅไม่มังคะ” หญิงสาวเดา ซึ่งตรงกับสิ่งที่นางนมกำลังกังวลอยู่พอดี

“ถูกต้องแล้ว นางพวกนี้มันน่าลงหวายให้หลังขาดนัก รู้ว่าต้องเตรียมสิ่งใด ใยจึงทำมิทันเพลา”

“แล้วเยี่ยงนี้จักแก้ไขประการใดบ้างเจ้าคะ ให้ดิฉัยช่วยอะไรได้บ้างฤๅไม่” เวฬาอาสา ด้วยสปิริตของลูกสาวร้านทำขนมชื่อดังและศิทย์โรงเรียนทำอาหารชื่อดังแห่งสวิสต์ มันต้องจัดการได้สิ อย่าให้เสียชื่อนะไอ้เว

“จริงสิ เจ้าบอกว่าเป็นลูกสาวร้านขนมนี่ คิดหาทางให้ข้าทีเถิด ทำอย่างไรจึงจะสามารถทำขนมให้ทันเพลาเสวย” ท่านนมเอ่ยอย่างดีใจประหนึ่งว่าเจอพระมาโปรด

“มีข้อห้ามอะไรบ้างที่ดิฉันควรรู้เจ้าคะ” เหอๆ สำรับเจ้านายปรุงง่ายๆ ผิดพลาดขึ้นมาก็หัวขาดสิขอรับ รอดมาได้ครั้งนึงแล้ว จะยอมตายอีกรอบเพราะพลาดในเรื่องง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้

“ท่านมหาอุปราชมิสามารถเสวยขนมที่ปรุงจากถั่วทุกชนิดได้ เพราะจะทรงแน่นพระอุระหายพระทัยไม่ออกทุกครั้งที่เสวยถั่ว” นางนมอธิบาย

“อ่อ แพ้ถั่ว” เวฬาพึมพัมกับตนเอง “ไข่เสวยได้ใช่ไหมมังคะ”

คำถามของเวฬาทำให้ทุกคนในเรือนครัวเกินความงุนงง ไข่เป็นของคาวหญิงแปลกหน้านางนี้จะนำมาทำเป็นของหวานให้เสวยได้อย่างไร พิลึกแล้ว

“ไข่ฤๅ ไข่เป็นของคาว เจ้าจะเอามาทำกระไร” นางนมถาม

“ทำขนมหวานมังคะ รับรองรสดีแน่นอน”

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินลงบันไดลงมาชั้นล่าง แต่ไม่ลืมกวักมือเรียกสองสาวคู่หูให้ตามลงมาด้วย เมญากับมารีเหลือบมองดูท่านนมอย่งเกรงๆ เมื่อนางนมพยักหน้าอนุญาตก็คลานเข้าถอยลงบันไดตามเวฬาไปทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าแม่หญิงจากกรุงสุโขทัยจะปรุงขนมหวานจากไข่ออกมาแบบใด

“น้ำตาลมะพร้าวที่เคี่ยวไว้อยู่ที่ใดจ๊ะ” เอ่ยถามกับบ่าวแถวนั้น

“ทางนี้เจ้าค่ะ” บ่าวที่กำลังเคี่ยวน้ำตาลเอ่ยเรียก

เวฬาเดินไปตามเสียงเรียงตรงด้านหน้าเรือนครัว หมอแขกที่ทำจากดินเผาใบเขื่องตั้งอยู่บนเตากำลังเดือดพล่านเป็นฟองปุดๆ กลิ่นน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ หอมฉุยเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี

“เมญา ไปเอาไข่มาให้ฉันทีเยอะๆ เลย ใครก็ได้หยิบชามใบใหญ่ให้ฉันสักสามสี่ใบเถิด นารีตัดใบตองให้หน่อยเอาประมาณเท่านี้นะ ส่วนเธอมีน้ำตาลอีกหรือไม่ ถ้ามีใส่เพิ่มลงไปอีกให้ได้สักครึ่งหมอเคี่ยวใช้ไฟอ่อนๆ นะ ที่นี่มีแป้งที่ทำจากข้าวหรือไม่จ๊ะ” เวฬาเรียกหาข้าวของที่เธอต้องการไม่ขาดปาด ใครอยู่ใกล้เป็นไหว้วานให้หาของหมด แต่ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำตามที่สั่งได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน

ตะกร้าที่บรรจุไข่เป็ดสีขาวนวลจนเต็มล้นถูกวางลงบนแคร่ไม้ไผ่ตรงหน้า หญิงสาวยิ้มหวานถูกใจ ตอนแรกไม่คาดหวังว่าจะเป็นไข่เป็ด ไข่อะไรก็ได้นาทีนี้ แต่พอได้ไข่เป็ดมาก็ถูกใจสุดๆ ใบตองขนาดที่ต้องการเช็ดทำความสะอาดอย่างดีถูกวางไว้ข้างตะกร้าไข่ ชามดินเผาใบเขื่องวางตาม เวฬาหยิบชามมา 2 ใบ

“นารีตอกไข่ให้ที ทำแบบนี้นะ” หญิงสาวหยิบไข่มาตอกใส่กัน แล้วใช้วิธีแยกไข่แดงออกจากไข่ขาวแบบคลาสสิค คือเทไข่ใส่เปลือกที่แตกออกสลับซ้ายขวาไปมา จนไข่ขาวไหลออกหมด จัดแจงเทไข่แดงแยกใส่ชามต่างหากเอาไว้

“เอาสัก 30 ฟองนะจ๊ะ ขอไม้พายแบบนี้แต่อันเล็กกว่าให้ฉันสักอัน ผ้าสะอาดอีกสักผืนด้วยหนา” เวฬาชี้ไปที่ไม้พายขนาดใหญ่ที่บ่าวใช้เคี่ยวน้ำตาลอยู่ เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมเสร็จสรรพจนถูกใจแล้ว เจ้าตัวก็ลงมือช่วยแยกไข่อย่างชำนาญ

เมื่อได้ไข่แดงตามปริมาณที่ต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จัดแจงใช้ไม้พายกวนจนเนื้อไข่ให้เข้ากันแล้วน้ำแป้งที่ทำจากข้าวซึ่งเนื้อแป้งค่อนข้างหยาบค่อยๆ เทผสมลงไปทีละนิดจนได้ปริมาณที่ต้องการ เมื่อกวนไข่กับแป้งจนได้ที่ ก็นำใบตองมาม้วนเป็นรูปทรงกรวย ใช้ไม้กลัดยึดใบตองไว้จนแน่น แล้วจัดแจงตักไข่ที่กวนไว้ลงไปจนเต็มกรวยจึงพับปิดด้านท้ายกรวย แล้วใช้มีดตัดด้านปลายแหลมของกรวยออก จากนั้นก็นำกรวยไปบีบไข่ให้หยดลงในน้ำตาลมะพร้าวที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนไว้เป็นเป็นคำๆ ระหว่างที่มือทำ ปากก็อธิบายให้สาวๆ ที่มามุงดูอยู่เข้าใจถึงกระบวนการทำขนมไปด้วย

พอบีบไข่แดงจนหมดกรวย ก็ตักไข่แดงที่ต้มในน้ำตาลจนสุกแล้วลอยขึ้นมาบนผิวหน้าลงพักไว้บนใบตองอีกอักอันที่เตรียมไว้ ขนมชุดแรกเสร็จพร้อมชิมแล้ว เวฬาบอกให้บ่าวที่เคี่ยวน้ำตาลอยู่ทำส่วนที่เหลือให้หมด แล้วแบ่งกันชิมได้ ส่วนที่เธอทำเสร็จ ก็จัดใช่ชามดินเผาอีกใบน้ำขึ้นไปให้นางนมด้านบน

“ลองชิมดูมังคะ” มือบางยื่นขนมให้นางนมทดลองชิม

“อืม รสดี หวานกลมกล่อม หอมน้ำตาลมะพร้าว เนื้อไข่นุ่มลิ้น มิกระด้าง มิคาว ขนมนี้เรียกว่ากระไรรึ” นางนมชิมแล้วเอ่ยชม

“ทองหยอดมังคะ” ซวยแล้ว บอกชื่อขนมไปจะมีผลกับประวัติศาสตร์ชาติขนมมั๊ยนี่

“ชื่อเพราะ” นางชมอีกครั้ง “เอ้า เอ็งน่ะ รีบจัดลงชามเครื่องหวานให้ไว สายมากแล้ว”

อาหารคาวหวานถูกจัดลงชามดินเผาสลักลายงดงามเป็นสำรับ วางไว้บนถาดไม้มีขาตั้งเหมือนขันโตกบ้านเรา แต่ไม่ดูหนาหนักกว่า โต๊ะหนึ่งตัวจะมีสำรับ 4 ถาด แยกเป็นของว่าง ของคาว ของหวาน และ เครื่องดื่ม สำหรับเจ้านายแต่ละพระองค์แยกกัน เมื่อสำรับจัดเสร็จจะต้องถูกคลุมด้วยผ้าทอลายขอบทอง เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมระหว่างอัญเชิญไปถวาย ระหว่างทางจะมีทหารหลวงตั้งแถวคอยคุมไปตลอด เรียกได้ว่าป้องกันแน่นหนามาก

“ขอบน้ำใจเจ้ายิ่งแล้ว ที่ช่วยทำให้เครื่องเสวยจัดถวายได้ตามเพลา” นางนามกล่าวขอบใจอีกครั้งเมื่อทั้งหมดกลับมาที่เรือนรับรองฝ่ายใน

เวฬาเพิ่งได้สังเกตุอย่างจริงจังโถงกลางของเรือนรับรองฝ่ายในช่างงดงาม แม้ตัวอาคารจะก่อสร้างจากอิฐ แต่บานประตูหรือหน้าต่างล้วนทำจากไม้แผ่นบานใหญ่แกะสลักลายงดงาม ขอบประตูหน้าต่างจะถูกแขวนไว้ด้วยมาลัยดอกไม้สด และผ้าทอลายแปลกตา เช่นเดียวกับการประดับประดาร่างกายของคนที่นี่ หากเป็นคนมี่ตำแหน่งจะนิยมใช้ดอกไม้มาประดับร่างกายเช่น เสียบผม คล้องคอ หรือข้อมือเป็นต้น บ้างร้อยแบบง่ายๆ บ้างร้อยเป็นมาลัยอย่างงาม

เรือนรับรองมีลักษณะรูปทรงเป็นเหลี่ยมผืนผ้า สองข้างซ้ายขวาแบ่งเป็นห้องพักหลายสิบห้อง ซึ่งคนที่จะได้ห้องส่วนตัวนั้นจะต้องเป็นห้าม (นางห้าม) ของเจ้านาย และนางในระดับสูงเท่านั้น ส่วนพวกที่ระดับรองลงมา ห้องพักจะถูกจัดไว้ที่เรือนไม้ด้านหลังและต้องนอนรวมกันหลายคนไม่มีห้องส่วนตัว หากห้ามทั้งหลายได้เลื่อนยศเป็นสนม ก็จะได้ย้ายเข้าไปพักที่ตำหนักของเจ้านายทันที ไม่ปะปนกับนางในส่วนอื่น ตรงกลางเป็นบ่อน้ำสองบ่อ บ่อแรกอยู่ตรงประตูทางเข้า มีลักษณะเป็นบ่อตัก คล้ายบ่อน้ำบาดาลของบ้านเราแต่เตี้ยกว่ามีน้ำล้นออกมาจากบ่อตลอดเวลา และไหลลงไปด้านข้างตรงที่เป็นทางน้ำไหลซึ่งถูกขุดเป็นทางให้ไหลไปยังอีกบ่อ รอบๆ บ่อมีถังตักน้ำที่ทำจากไม้วางไว้สี่ถังรอบด้าน ใช้เป็นลานซักล้างสำหรับผ้านุ่งของห้ามและนางใน อีกบ่อเป็นบ่อน้ำล้น สร้างคล้ายบ่อแรกแต่สูงกว่าเล็กน้อย รอบๆ บ่อปลูกต้นไม้ดอกเอาไว้หลากลายสายพันธ์ เพื่อสร้างความรื่นรมย์ให้กับหญิงสาวที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

ด้านในสุดเป็นโถงกว้าง มีตั่งไม้หลายตัววางเรียงรายอยู่ตามริมหน้าต่าง บนตั้งไม้มีผ้าปูลวดลายงดงามต่างกันไปวางรอง หมอนอิงใบเขื่องวางอยู่ด้านขาว และโต๊ะเตี้ยอีกตัวสำหรับวางพานหมากพลูที่ทำจากทองคำเหลืองอร่ามไปทั่วชนิดที่ถ้าโจรมาเห็นคงจะต้องตาโตแน่ๆ

นางนมนั่งลงบนตั่งตัวใหญ่มุมซ้ายสุด ห้ามหลายนางนั่งเล่นพักผ่อนอยู่กับบ่าวรับใช้ เมื่อเห็นนางนมเดินเข้ามา ก็ยกมือไหว้ทักทาย แม้จะได้เป็นห้าม แต่ฐานะก็ยังต่ำกว่าธาตรีทั้งสี่ ยิ่งนางนมที่เป็นถึงกษีระธาตรีขององค์รัชทายาทด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ห้ามทั้งหลายยิ่งต้องเกรงใจและให้ความเคารพไม่ต่างจากเจ้านายชั้นสูงพระองค์นึงเลยทีเดียว

“จะไม่แนะนำหญิงแปลกหน้าผู้นี้ให้พวกเรารู้จักหน่อยหรือมังคะนางนม นำมาเตรียมเป็นห้ามให้องค์ใดเล่า” หญิงนางหนึ่งดูจากการแต่งกาย น่าจะเป็นห้ามสักคนเป็นแน่ ผ้านุ่งสีแดงพิมพ์ลายพันรอบสะโพกไว้หมิ่มเหม่จะหลุดมิหลุดแหล่บนคอสวมมาลัยดอกไม้พวงยาวห้อยคล้องลงมาจนถึงสะดือปิดบังยอดอดที่ชูชันเอาไว้พองาม ผมยาวถูกปล่อยสยายลงกลางหลังผิดกับห้ามนางอื่นที่นิยมมวยไว้กลางศีรษะแล้วปักปิ่นยึดไว้

“กงการอันใดของเจ้ากันเล่าแม่จันดา” นางนามปลายตามองเอ่ยเสียงเรียบ

เวฬานั่งพับเพียบลงบนพื้นข้างตั่งของนางนมอย่างเรียบร้อย แม้ขัดใจกับคำพูดคำจาและท่าทางของห้ามที่ชื่อจันดาจนอยากจะสวนกลับสักที แต่เธอก็รู้ว่าไม่ควร ยิ่งต่างยุคต่างสมัยแบบนี้ สงบเสงี่ยมไว้ก่อนดีกว่า

“แหม คุณนม มิใช่กงการอันใดของอิฉันดอกมังคะ แค่คิดว่า ห้ามใหม่มาผูกมิตรกันไว้ก่อนคงดี มีอันใดขาดเหลือจะได้ช่วยจัดหาให้เท่านั้นเองมังคะ” จันดาจีบปากจีบคอพูดจนเกินงาม แต่สายตาร้ายๆ นั่น ไม่มีใครมองไม่ออกหรอกว่าแท้จริงแล้ว ก็แค่สอดรู้สอดเห็นไม่ได้หวังดีอย่างปากว่า

“คงมิต้องรบกวนเจ้าดอก ข้าจัดการเองได้” นางนมเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สนใจท่าทีฮึดฮัดของห้ามคนนั้นอีก แต่กลับยื่นพานดอกไม้มาให้เวฬาแทน “ร้อยมาลัยเป็นไหมเล่า ร้อยสวมเสีย ตัวเปล่าเปลือย ไม่งาม” น้ำเสียงที่เอ่ยกับเธออ่อนโยนผิดจากที่เอ่ยกับห้ามชื่อจันดาคนละเรื่อง ทำเอาฝ่ายโน้ยที่ได้ยินยิ่งแสดงทีท่าไม่พอใจในตัวเธอเข้าไปอีก

“ขอบพระคุณมังคะ” เวฬายกมือไหว้ รับพานดอกไม้มาดู

เข็มร้อยมาลัยอันยาวเหมือนที่เคยเห็นและเคยใช้ แต่ดอกไม้แปลกตาสารพัดชนิดวางเรียงรายอยู่ในพาน บางดอกก็คุ้นตาคล้ายเคยเห็นแต่จำชื่อไม่ได้ หญิงสาวเลือกหยิบดอกไม้กลีบแข็งมาเด็ดกลีบออกทีละกลีบ หลายคนแปลกใจนึกว่าหญิงต่างถิ่นผู้นึ้ มิรู้ประสาไม่มีผู้ใดเด็ดดอกไม้ก่อนนำมาร้อยมาลัยหรอก ดอกไม้จะช้ำเสียของหมด แต่นางนมไม่ได้ว่าอะไร กลับนั่งอมยิ้มดูหญิงสาวตรงหน้า บ่าวคนอื่นเลยได้แต่เงียบ แล้วทำหน้าที่ตัวเองต่อไป แต่ก็อดชำเรืองดูเป็นระยะไม่ได้

เวฬาเลือกดอกไม้ที่มีลักษฯคล้ายดอกมณฑาเด็ดกลีบกลมมลออกทีละกลีบ จนได้มากพอ แล้วจึงพับกลีบดอกทั้งสองข้างทบเข้าหากันแล้วร่อยลงเข็มเรียงสลับกันไปมาเป็นหกแฉกซ้อนไปเรื่อย จึงนำดอกไม้อีกสีมาทำสลับกันอีกครั้งได้มาลัยดอกไม้แปลกตา แต่ประณีตงดงามยิ่งกว่าที่นางนมเคยเห็นมา

“ไหน ขอดูหน่อยสิ” นางนามเอ่ยขอ หญิงสาวยื่นให้ทันที

“งามจริง ดอกไม้เด็ดแล้วนำมาทำแบบนี้ได้ เพิ่งเคยเห็น เมืองเจ้านิยมเช่นนี้ฤๅ” นางนมถามต่อ

“ความจริงการร้อยแบบนี้ เวร้อยไว้ประดับพานขนมมังคะ ร้อยวนจนเป็นวงกลมวางรองพานแล้วทำอุบะห้อยรอบๆ ส่วนขนมวางเรียงไว้ตรงกลาง การจัดพานขนมแบบนี้จะทำให้ดูน่ารับปทานมากยิ่งขึ้น ส่วนเครื่องประดับที่เมืองของเว เรานินมใช้เครื่องประดับที่ทำจากเงินและทองมาสวมมังคะ” หญิงสาวอธิบาย

****************

“นางนม นางนมมังคะ” บ่าวนางหนึ่งวิ่งกระหืดกระกอบเข้ามาจากประตู พลางตะโกนโหวกเหวกโวยวายเข้ามาก่อนตัว

“กระไรของเอ็ง โวยวายเสียดังมิงาม ประเดี๋ยวข้าสั่งลงหวายเสียนี่” เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นโขลนหญิงเฝ้าประตูเข้าฝ่ายในจึงได้ดุเสียงเข้ม

“อภัยดิฉันเถิดเจ้าค่ะ แต่ท่านขุนพลเวธางค์มารออยู่ที่ด้านนอกมังคะ ท่านบอกว่านำรับสั่งถามหาคนทำขนมของท่านอุปราชมาให้นางนมมังคะ รับสั่งให้เข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้เลย” โขลนหญิงเอ่ย

เมื่อได้ฟังนางนมถอนหายใจแผ่วเบา นำมาลัยที่ได้จากจากหญิงสาวสวมให้เจ้าตัวคนร้อยเอ่ยน้ำเสียงเอ็นดู “ไปกันเถอะ” เอ่ยกับหญิงสาวแล้วลุกขึ้นเดินนำออกไป

ทางเดินจากฝ่ายในไปยังส่วนหน้าของปราสาทต้องเดินผ่านสนามหญ้าซึ่งมีทางเดินปูด้วยศิลาแลงแผ่นใหญ่ไปตลอดทาง เวฬาตะลึงมองปราสาทหลังใหญ่ที่ปรากฎตรงหน้า เคยเห็นแต่ซากปรักหักพังจากยุคของตัวเอง พอได้มาเห็นของจริงที่ยังดูใหม่ แต่ยิ่งใหญ่อลังการ ประดับประดาไปด้วยดอกไม้และผ้าทอและลูกปัดหลากสีช่างสวยงาม สีแดงของตัวปราสาทตัดกับสีเขียวของสนามหญ้าและต้นไม้ใหญ่โดยรอบดูร่มรื่นและเข้มขลัง ทหารยามนุ่งโจงกระเบนสีเขียวเปลือกไม้หน้าดุผิวสีแทนกล้ามแน่นไปทุกสัดส่วน

ขุนพลเวธางค์นำนางนมและหญิงสาวแปลกหน้ามาที่ศาลารับรองด้านท้ายปราสาท ตัวศาลาทำจากไม้สักทั้งหลังเป็นศาลาทรางสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบเปิดโล่งมีเสาไม้ขนาดสองคนโอบฝั่งละแปดเสา ริมศาลามีรั้วทำจากไม้แผ่นฉลุลายสูงเพียงเอวล้อมรอบกั้นเป็นอาณาเขต เปิดทางเขาออกเพียงสามทาง ทางแรกคือด้านหน้าสุด สำหรับผู้คนเดินเข้าออก ด้านที่สองและสามอยู่ฝั่งซ้ายและขวาด้านตรงข้ามของทางเข้า เป็นทางเข้าออกของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ พระแท่นที่ประทับเป็นเพียงพื้นไม้ยกสูงกว่าพื้นธรรมเพียงหนึ่งขั้น แต่มีรั้วไม้ฉลุลายตาถี่กั้นด้านหน้าเพื่อความเป็นสัดส่วน มีทางขึ้นลงอยู่ด้านข้าง สองฝั่งของศาลามีตั่งไม้ตัวใหญ่วางเรียงรายตลอดสองข้างทางระหว่างเสาแต่ละต้น ตั่งแต่ละตัวมีชายหนุ่มต่างวัยนั่งอยู่หลังสำรับอาหารและมีหญิงสาวเปลือยอกยืนอยู่ด้านหลังคอยรับใช้

“รอตรงนี้สักครู่นะขอรับ” ขุนพลเวธางค์เอ่ยกับนางนมและเวฬา แล้วจึงเดินเข้าไปในศาลาคุกเข่าลงด้านหน้ามหาอุปราชยกมือถวายบังคม แล้วกราบทูลความ “นางนมนำตัวผู้ปรุงเครื่องหวานมาเข้าเฝ้าพระยะค่ะ”

“ให้เข้ามา” เสียงเอ่ยอนุญาตทุ่มกังวาลน่าเกรงขาม

เมื่อได้ยินเสียงเอ่ยอนุญาตนางนมก็พาหญิงสาวเดินเข้าไปต่อหน้าพระพักต์นั่งลงพับเพียบก้มกราบครั้งหนึ่ง แล้วจึงหันมาหาท่านมหาอุปราชและกระทำเช่นเดียวเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง เวฬาทำตามได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะระหว่างรอนางนมแอบกระซิบบอกวิธีมาแล้วหนหนึ่ง

“ทรงพระสำราญดีนะเพคะ” นางนมเอ่ยทักมหาอุปราช

“ข้าสบายดีธาตรีเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” ท่านมหาอุปราชเรียกนางนมด้วยตำแหน่ง น้ำเสียงอ่อนโยนและให้เกียรตินางนมเป็นอย่างเพราะว่าหลังจากที่ชายาให้กำเนิดบุตรชายก็ตกเลือดจนจากไปทิ้งมหาอุปราชไว้กับโอรสองค์น้อย ดีว่านางนามท่านนี้เมตตาเลี้ยงดูบุตรชายของตนแบ่งปันน้ำนมคู่กับรัชทายาทจนกระทั่งเติบใหญ่มาเป็นทหารที่แข็งแกร่งในทุกวันนี้

“สบายดีเพคะ เห็นท่านขุนพลว่าฝ่าบาทรับสั่งหาคนทำขนม รสชาติมิถูกพระทัยฤๅเพคะ” นางนามเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างกัยคนที่มาด้วย หมอบก้มหน้างุดอยู่กับพื้นนิ่งไม่ไหวติง

“มิได้ รสดี มิเคยกินมาก่อน เลยอยากเห็นหน้าคนทำ จะให้รางวัล” ท่านมหาอุปราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั่วหัวเราะอารมณ์ดี “แลมีผู้อิจฉา มิได้ทาน อยากขอรับทานบ้าง” ปากเอ่ยกับนางนม แต่สายตามองไปยกพื้นด้านบน

“นั่นสิ เห็นเจ้ารชต เอ่ยชมมิขาดปาก กินจนเกลี้ยงมิแบ่งผู้ใด จึงใคร่รู้รสจะดีสักแค่ไหนกัน” สุรเสียงทรงอำนาจดังมาจากด้านบน

“หากทรงปรารถนาจะเสวย ก็เอ่ยโอษฐ์กับคนทำเองเถิดเพคะ” นางนมกราบทูลยิ้มๆ อดภูมิใจในตัวสาวน้อยที่ช่วยเหลือไว้มิได้ ได้ดั่งใจทุกอย่างจริๆ แม่หญิงต่างเมืองผู้นี้

“ผู้ใดกันฤๅ” องค์บุษกรับสั่งถาม

“นางมีนามว่า เวฬา มังคะ เป็นหญิงต่างถิ่นที่หม่อมฉันช่วยเหลือไว้ นางว่าเป็นลูกสาวพ่อค้าร้านขนมหวานจากเมืองสุโขทัยเพคะ” นางนมกราบทูล

เวฬาเหงื่อแตกพลักเอาแล้ว เจอของจริงแล้วไอ้เวเอ๋ย ตรงหน้าเป็นกษัตริย์, แม่ทัพ, ขุนพลนักรบ แน่นอนว่าต้องรู้จักบ้านเมืองต่างๆ เป็นอย่างดี แล้วเมืองสุโขทัยของเธอนี่จะมีตัวตนในยุคนี้แล้วหรือยังเนี่ย โอน ตายๆๆๆ ไอ่เวตายแน่

“เมืองใดกัน ชื่อแปลกมิเคยได้ยินมาก่อน” ท่านมหาอุปราชเอ่ย

“เอ้าเจ้าเอย กราบทูลเล่าความเสียสิ” นางนมหันมาเอ่ยอนุญาต

“เมืองสุโขทัยเป็นเมืองทางเหนือเพคะ คาดว่าอยู่ไกลจากที่นี่โขอยู่ เพราะหม่อมฉันก็มิเคยได้ยินชื่อเมืองวิมายปุระมาก่อน เมืองใกล้เคียง ได้แก่ล้านช้าง ล้านนา เชียงรุ่ง สิบสองปันนา และอีกมามายเพคะ” เอาวะ มั่วๆ ไปเท่าที่นึกออกยุคเดียวกันมั๊ยก็ไม่รู้ ใส่ไปก่อน

“แถบลุ่มน้ำสาละวินฤๅ” คราวนี้คนถามชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามหน้าอกสีน้ำผึ้งหนาแน่นเป็นมัดๆ เต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลน้อยใหญ่ ใบหน้าคมไว้หนวดเคราแต่ตัดเล็มจนได้ทรง จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาคมดุแต่ดูใฝ่รู้อยู่ในที

“ แม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองของหม่อมฉันคือแม่น้ำโขง แต่แม่น้ำทั้งสองสายมีต้นกำเนิดจากที่เดียวกันเพคะ” เป็นใครหว่า แต่ด้นราชาศัพท์ไว้ก่อนละกัน

“แล้วเจ้ามาไกลถึงนี่ได้อย่างไร ชาวเราที่นี่ยังมิมีผู้ใดเคยล่วงผ่านลุ่มน้ำสาละวินได้เลยสักผู้ เจ้าเป็นสตรีแท้ๆ แต่กลับมาถึงนี่ได้เองเลยฤๅ” ชายหนุ่มคนเดิมถามต่อ

เอ่อ... ไหนว่าเรียกมาชมขนม ไหนมาถกกันเรื่องภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ได้ฟระ คนยิ่งฉลาดน้อยเรื่องแบบนี้อยู่ แต่เวฬาก็ตัดสินใจเล่าความแบบเดิมกับที่เล่าให้นางนมฟังแต่แรก โดยปฏิเสธเหมือนเดิมว่า ไม่รู้จริงๆ ว่ามาโผล่ที่นี่ได้ไง

“ความตรงกับที่หมอมฉันพบเพคะ วันก่อนจะไปอาบน้ำ เจอนางแต่งกายประหลาดนอนเกยหมดสติอยู่ริมสระอาบ เลยให้การช่วยเหลือไว้ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยถูกตีจนช้ำม่วง นี่ก็ยังมิดีเท่าไร รอยช้ำม่วงกลางหลังยังช้ำน่ากลัวอยู่เลยเพคะ” นางนมเอ่ย

“อืม แล้วขนมนี่เจ้าทำฤๅ” มหาอุปราชเอ่ยถามกลับเข้าเรื่องที่เรียกมา

“เพคะ” เวฬาเอ่ยรับ

“รสดี ขนมนี่มีชื่อเรียกฤๅไม่”

“ขนมทองหยอดเพคะ ทำจากไข่แดงผสมกับแป้งข้าวเจ้า แล้วนำไปต้มให้สุกในน้ำตาลมะพร้าว”

“น่าสนใจ แล้วทำขนมอะไรได้อีกบ้าง” ทรงตรัสถามต่อ

“หลายอย่างเพคะ แล้วแต่วัตถุดิบที่มี เครื่องปรุงที่เมืองหม่อมฉันกับที่นี่ต่างกันมากอยู่ คงต้องขอศึกษาเรื่องอาหารการกินของคนที่เมืองนี้ก่อนจึงจะตอบได้เพคะ ว่าสามารถทำขนมอะไรได้บ้าง” เวฬาตอบตามจริง

“แล้วเย็นนี้ข้าจะมีวาสนาได้ชิมขนมรสดีฝีมือเจ้าบ้างฤๅไม่เล่า” เสียงเอ่ยเย้ามาจากด้านบน น้ำเสียงยังหนุ่มดูสดใสผิดแผกกับบุรษผู้อื่น

“ถ้าเช่นนั้นเครื่องหวานของมื้อเย็นวันนี้ หม่อมฉันจะให้แม่เวฬาเป็นผู้ปรุงถวายทุกพระองค์ ดีฤๅไม่เพคะองค์รัชทายาท” นางนมเอ่ยกระเซ้าเจ้าชายน้อยที่เธอเลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก

เจ้าชายหนุ่มได้เป็นรัชทยาทตามสายเลือดเพราะประสูตแต่องค์บุษกกับมหาเทวีมิรา แต่พระวรกายก็มิใครจะแข็งแรงเท่าใดนัก ป่วยไข้อยู่บ่อยครั้ง จึงได้แต่ร่ำเรียนตำราอยู่ปราสาท แต่ด้วยอุปนิสัยร่าเริงขี้เล่น จึงทำให้ทรงเป็นที่รักต่อทุกผู้ที่พบเห็น และเป็นเจ้าชายที่มีห้ามเยอะที่สุดในตอนนี้

“นมรู้ใจข้าที่สุด” เจ้าตัวเอ่ยอย่างยินดี 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว