แนะนำติชมด้วยนะคะ

บทที่ 1 … หลงยุค

ชื่อตอน : บทที่ 1 … หลงยุค

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 216

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 14:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 … หลงยุค
แบบอักษร

บทที่ 1 … หลงยุค 

 

เจ็บ ความรู้สึกแรกที่หญิงสาวรู้สึก เธอยังไม่ตาย… ใช่ไหม?

“ฟื้นแล้วๆ” “ดูสิฟื้นแล้ว” “ใช่ๆ ยังไม่ตายจริง”

ความรู้สึกค่อยๆ กลับมาทีละน้อย แต่ความปวดร้าวกลับเพิ่มขึ้น มันร้าวไปทั้งตัว คนตายต้องไม่เจ็บสิ แล้วเสียงนั่น ใครกัน โหวกเหวกโวยวายไปหมด หนวกหูจริง

เปลือกตาบางค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ใบหน้าแปลกตามากมายมุงอยู่ล้อมรอบตัวเธอ คนที่ใจกล้าหน่อยถึงกับเอานิ้วมาจิ้มไปตามแขนตามขาของหญิงสาวเพื่อพิสูจน์ดูว่าเธอยังไม่ตายจริงๆ

“ไปๆ หลบไปให้พ้น มุงกันเช่นนี้ ประเดี๋ยวได้ตายจริงๆ เป็นแน่”

เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังทะลุฝูงชนออกมาจากทางด้านขวาของตัวเธอ เสียงนั้นดุดัน มีอำนาจ ทำเอาไทยมุงน้อยใหญ่ที่อยู่รอบถอยห่างไปโดยไม่อิดออด

“ฟื้นแล้วเจ้าค่ะคุณนม” หญิงสาววัยแรกรุ่นอีกคนรายงาน

“ฟื้นแล้วรึ เป็นไงบ้างนังหนู” หญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบ แต่กายประหลาด ท่อนล่างนุ่งผ้าถุงเนื้อหยาบสีแดงตุ่น พื้นเรียบไม่มีลาย ส่วนท่อนบนมีเพียงผ้าทอลายพาดจากบ่าซ้ายทบผ่าหน้าอกพาดไปยังบ่าขวา ซึ่งถ้ามองจากมุมที่เวฬามองอยู่ในขณะนี่มันช่าง ...เอิ่ม... อล่างฉ่างเสียจริง ส่วนทรงผมมวยไว้ง่ายๆ กลางศรีษะตรึงไว้ด้วยปิ่นไม้แกะสลักรูปจันทร์เสี้ยวมีดอกไม้หน้าตาประหลาดร้อยเป็นมาลัยครอบไว้อีกทีให้ดูสวยงาม เสียงที่เอ่ยถามไถ่อ่อนโยนผิดไปจากที่เอ่ยไล่ไทยมุมเมื่อสักครู่โดยสิ้นเชิง

“โอ๊ย...” เวฬา ขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ความเจ็บร้าวเกิดขึ้นอีกครั้ง จนขยับตัวแทบไม่ไหว

“อย่าเพิ่งขยับ อยู่นิ่งๆ ก่อน รอประเดี๋ยว ท่านหมอกำลังมา” หญิงวัยกลางคนแตะไหล่เวฬาให้นอนลงอีกครั้ง

ท่านหมอ? หมายถึงหมอเหรอ ทำไมเรียกแปลกๆ การแต่งตัวนี่อีก คุณป้าคนนี้ยังมีผ้าบังหน้าอก แต่สาวๆ คนอื่นนี้สิ เล่นนุ่งผ้าถุงผืนเดียว ท่อนบนเปิดเปลือยกันหมด นี่เธอถูกน้ำพัดหลงมาถึงกองถ่ายละครย้อนยุคที่ไหนกันล่ะเนี่ย จำไม่เห็นได้ว่าจะมีกองละครมาถ่ายแถวบ้านช่วงนี้

“ท่านหมอมาแล้วมังคะ” หญิงสาวคนหนึ่งคลานเข่ามามาตรงหน้าหญิงวัยกลางคนหมอบลงกับพื้นแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม ชายชราอีกคนคลานเข้าตามมาติดๆ พอเข้ามาใกล้พอก็หมอบกราบลงกับพื้น 1 ครั้ง

“ฉันไหว้จ่ะนางนม มีผู้ใดเป็นอะไรฤๅ” ชายชราที่ถูกเรียกว่าท่านหมอ แต่งกายคล้ายหญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่านางนมเพียงแต่เป็นสีขาวตุ่น และท่อนล่างชายผ้าถุงถูกม้วนพันนุ่งเป็นโจงกระเบน เส้นผมเป็นสีขาวโพลนทั้งศรีษะมุ่นเป็ฯมวยไว้กลางศรีษะปักปิ่นและคล้องมาลัยดอกไม้ไว้เช่นเดียวกับนางนม

“วานท่านหมอช่วยดูอาการแม่หนูนี่ทีเถิด มิรู้ไปมาอย่างไร มานอนจมน้ำไร้สติอยู่ในสระลำเจียกได้ นี่ก็เพิ่งฟื้นคืนสติได้เพียงครู่” นางนมบอกเล่ากับท่านหมอ

“ขอรับ” ท่านหมอเอ่ยรับคำ คลานเข้าเข้ามาใกล้ “ล่วงเกินแล้ว แม่หญิง” เอ่ยกับเวฬาแล้วจับที่ข้อมือหญิงสาวกดเบาๆ ตรงจุดชีพจรเพียงครู่ แล้วยกแขนเธอมองสำรวจไปทั่ว งอเข้าศอกเข้าออกสองสามครั้ง แล้วย้ายไปที่ปลายเท้าเดียวกันกับแขนเพียงแต่ไม่ได้เลิกโจงกระเบนเธอขึ้นและไม่ได้แตะล่วงเลยมากไปกว่าข้อเท้าเธอ ทำอย่างนี้จนครบซ้ายขวา แล้วจึงย้ายมาตรงกลางลำตัว กดมือลงบนท้องน้อยออกแรงกด แม้ไม่แรงมากแต่ก็ทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เผลยร้องโอยออกมา

“อภัยเถิด แม่หญิง เจ็บที่ใดอีกบ้างเล่า” ท่านหมอกล่าวขออภัยละเอามืออกทันที แล้วถามเธอเพิ่ม

“เจ็บหลังค่ะ” เธอตอบเบาๆ ท่านหมอช่วยพลิกตัวเธออย่างเบามือ แตะสำรวจไปตรงรอยม่วงช้ำกลางหลัง หญิงสาวสะดุ้งอีกครั้ง

“อาการโดยรวมถือว่าไม่อันตรายแล้วขอรับ เพียงแต่ธาตุเย็นในกายมีมาก ร่ายกายบอบช้ำแต่ไม่มีส่วนใดหักมีแต่เพียงรอยช้ำกลางแผ่นหลังที่รุนแรงหน่อย เป็นรอยคล้ายถูกของแข็งตีมาขอรับ เดี๋ยวกระผมจะจัดยามาให้สองสำรับ สำรับหนึ่งใช้ต้มดื่มเพื่อปรับธาตุในรางก่ายให้สมดุล อีกชุดสำรับใช้ประคบรอยช้ำที่กลางหลังนะขอรับ” ท่านหมอรายงาน

“ขอบน้ำใจท่านมากนะท่านหมอ” นางนมพยักหน้ารับ เอ่ยขอบใจท่านหมอ “ไปส่งท่านหมอแล้วรับยากลับมาที” นางนมหันกลับไปสั่งหญิงสาวคนที่คลานเข่าเข้ามารายงานตอนแรก

“อยากลุกนั่งไหม” นางนามถามเวฬา หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ จากนั้นหญิงสาวอีกคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็เข้ามาช่วยประคองให้เธอลุกนั่งแล้วเอาหมอนอิงใบใหญ่อีกสองใบมาวางไว้ให้เธอพิง ในขณะที่นางนมนั่งลงบนตั่งตัวใหญ่ด้านข้าง สาวน้อยสาวใหญ่กุลีกุจอยกพานหมาก กระโถน พัดใบลานมาปรนนิบัติอย่างรู้หน้าที่

สถานที่ที่หญิงสาวนั่งอยู่ตอนนี้เป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่กว้างพอๆ กับศาลาวัด เสาไม้แต่ละต้นขนาดไม่ต่ำกว่าสองคนโอบ พื้นไม่กระดานขัดแม้ไม่ได้ถูกเคลือบจนมันเงาแต่ก็ดูออกว่าผ่านการดูแลอย่างดีแถมไม้แต่ละแผ่นหน้ากว้างไม่ต่างจากขนาดของต้นเสาเลยทีเดียวหลังคาทำจากแป้นเกร็ดไม้ไสเป็นแผ่นเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ดอกไม้ขนาดและสีสันต่างๆ ถูกร้อยเป็นมาลัยรูปแบบต่างๆ แขวนประดับประดาไปทั่วส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินขวักไขว่ไปมาล้วนนุ่งห่มเช่นเดียวกับสาวๆ ที่อยู่รายล้อมต่างกันตรงสีของผ้านุ่ง มีเพียงหญิงวัยกลางคนตรงหน้าเท่านั้นที่นุ่งสีแดงตุ่น นอกนั้นเป็นผ้านุ่งสีเปลือกไม้ทั้งสิ้น และไม่มีผ้าพาด

“ที่นี่ ที่ไหนคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม

ทุกอย่างรอบตัวแปลกประหลาดไปหมด เธอจำได้ว่าโดนกิ่งไม้กระแทกหลังแล้วตกลงมาในแม่น้ำจากนั้นก็หมอสติไป ตอนแรกนึกว่าไม่รอดแล้ว แต่พอฟื้นขึ้นมาดันมาโผล่ในที่แปลกๆ แถมคนรอบตัวก็แปลกประหลาดอีก ตอนแรกคิดว่ามาโผล่ในกองถ่ายละคร แต่ดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่น่าใช่ ถ้ากำลังถ่ายทำกันอยู่ แล้วเอาคนที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุใกล้ตายอย่างเธอมาเข้าฉากโดยที่ไม่พาไปโรงพยาบาลก็เกินไปล่ะ หรือเธอจะลอยตามน้ำจนมาโผล่ในหมู่บ้านลับแล ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะจังหวัดบ้านเกิดของเธอนั้นแม้ว่าจะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ก็จริง แต่ก็ถือเป็นเมืองที่เจริญแล้วไม่น่าลอยมาไกลได้ขนาดนี้หรอก

“ที่นี่คือเมืองวิมายปุระ แล้วแม่หนูเล่ามาจากเมืองใด คงมิใช่คนเมืองเรา การแต่งกายประหลาดแท้แต่ก็เป็นของล้ำค่ายิ่ง เป็นธิดาของเมืองใดฤๅ” นางนมเอ่ยถาม พลางพินิจการแต่งกายของคนตรงหน้า ผ้าแถบมันวาวสีน้ำเงินเข้มพันคาดอกอย่างมิดชิดผิดผู้ผิดคน และโจงกระเบนลวดลายงดงามอ่อนช้อยนั่นแม้เจ้านายชั้นสูงในวิมายปุระยังมิอาจสรรหามานุ่งห่ม ใบหน้านวลเนียนผุดผ่อง แม้ยามนี้จะเปียกปอนไปด้วยน้ำจากสระ แต่ก็มิอาจปิดบังความงดงามของเจ้าตัวไปได้เลย

“ฉันมาจากสุโขทัยค่ะ” เวฬาเลือกตอบสั้นๆ ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าเธอหลงมาไกลถึงไหน หรือจะย้อนมายุคโบราณอย่างที่เคยอ่านในนิยายจริงๆ บ้าแล้ว เรื่องแบบนี้มีจริงเหรอ

“สุโขทัย มิเคยได้ยิน อยู่ที่ใดเล่าไกลจากวิมายปุระมากน้อยเพียงใดฤๅ” ท่านนมซักต่อ

หญิงสาวยังไม่ทันตอบ ก็มีลมพัดมาเบาๆ ทำให้ร่างบางที่เปียกน้ำสั่นสะท้าน สองแขนเรียวยกขึ้นโอบกอดตัวเองแก้หนาว ใบหน้างามยู่ลงจากอาการเจ็บแปลบที่กลางหลัง

“ตายจริง ข้านี่เสียมารยาทโดยแท้ เจ้าเจ็บอยู่แถมเปียกปอนยังมาซักถามความอยู่ได้ เมญา นารี เจ้าสองคนช่วยเป็นธุระดูแลนางทีเถิด” มืออวบหนาทาบอกตัวเองอุทนด้วยความตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าเพิ่งฟื้นจากการจมน้ำ จากนั้นจึงหันไปสั่งหญิงสาวร่างบางอีกสองคนที่นั่งเปลือยอกสร่างอยู่ด้านข้างให้เป็นธุระดูแล “มังค่ะ” หญิงสาวทั้งสองรับคำ แล้วคลานเข่าเข้ามานั่งประกบด้านข้างเวฬาทันที

“เจ้ามีชื่อเรียกว่ากระไร” นางนามถาม

“เวฬาค่ะ ฉันมีชื่อว่าเวฬา” หญิงสาวเอ่ยตอบ

***********

ประตูไม้ที่ทำจากไม้เต็มแผ่นบานใหญ่ถูกเปิดอ้าออก เวฬาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้อง นอนขนาดกว้างขวางตัวอาคารทำจากอิฐก้อนใหญ่ก่อซ้อนสูงประตูหน้าต่างทำจากไม้ เตียงนอนอยู่ฝั่งมุมขวาของห้องทำจากอิฐก้อนใหญ่วางเรียงซ้อนกันจนสูงได้ระดับ ด้านบนฉาบไว้ด้วยดินจนเรียบ ปลายเตียงมีฝูกผืนหนาวางพับอยู่อย่างเรียบร้อย ถัดจากเตียงเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่ตอนนี้มีผ้าฝ้ายย้อมสีครามขึงปิดแทนผ้าม่าน ด้างล่างเป็นตั่งไม้วางกระจกทองเหลืองไว้ หนึ่งบานและพานดอกไม้อีกหนึ่งพาน ด้านซ้ายของห้องเป็นชั้นวางของขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ว่างเปล่า มุมห้องด้านซ้ายฝั่งประตูมีฉากไม้ฉลุลายงดงามตั้งบังอะไรบางอย่างเอาไว้

“ห้องนอนของแม่หญิงเวฬาที่ท่านนมให้จัดไว้ให้มังคะ” เมญา หญิงสาวร่างบางหน้านวลผู้มีผิวสีน้ำผึ้งเข้มเอ่ย

“แม่หญิงอะไร เรียกฉันว่าเวฬาก็พอจ่ะ หรือเรียกพี่เวก็ได้ เธอสองคนน่าจะอายุน้อยกว่า

“มิได้มังคะ แม่หญิงเป็นแขกของท่านนม บ่าวมิบังอาจตีตนเสมอนับญาติดอกมังคะ” เมญาที่กำลังพยุงเวฬาเข้าไปด้านหลังม่านไม้เอ่ยระล่ำระลัก

“ท่านนมนี่เป็นใครเหรอ ทำไมใครๆ ก็ดูยำเกรงท่านจัง” เวฬาเอ่ยถาม

ด้านหลังม่านไม้เป็นอ่างไม้รูปทรงรีใบใหญ่ขอบตรงกลางทั้งสองด้านเว้าลงเล็กน้อย ตรงมุมมีกระโถนดินเผาใบเขื่องวางไว้ และมีตั่งไม้อีกตัววางโถใบเล็กที่ทำจากดินเผาจำนวนหลายใบเอาไว้พร้อมทั้งพานดอกไม้ใบใหญ่ เวฬาถูกสองสาวประคองให้นั่งลงบนตั่งอย่างเบามือ

“ท่านนมเป็นกษีระธาตรีของพระราชกุมารมังคะ ภายในราชฐานชั้นในนี่ท่านเป็นรองเพียงองค์กษัตริย์และพระราชกุมารฟูนันเท่านั้น” นารี หญิงสาวอีกนางเป็นผู้ตอบ

สองสาวช่วยกันอย่างรู้งาน คนหนึ่งเตรียมน้ำและผ้าสะอาดพร้อมหอบเครื่องอาบน้ำมาตั้ง อีกคนกำลังตั้งอกตั้งใจจะเปลื้องผ้าหญิงสาวติดตรงผ้านุ่งของหญิงตรงหน้าช่างแปลกตายิ่ง ตั้งแต่เกิดมานารีมิเคยพบหญิงผู้ใดแต่งกายปกปิดเยี่ยงนี้มาก่อน ผ้านุ่งที่วิจิตรงดงามที่แม่หญิงกำลังนุ่งห่มอยู่นี้อีก ช่างล้ำค่าเกินกว่าผู้ใดเคยพบเคยเห็น

“ฉันอาบเองก็ได้จ่ะ” เวฬาเห็นหญิงสาวที่ชื่อนารีกำลังจะเปลื้องผ้าแต่เก้เก้กังกัง ไม่รู้จะจับจะปลดตรงไหนก็นึกขำ

เห็นตึกรามบ้านช่องแล้วก็ทำใจว่าคงหลงยุคมาแน่แท้แล้ว แต่ยุคไหนก็สุดจะรู้เพราะว่าเธอไม่เคยสนใจประวัติศาตร์บ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าเป็นประวัติของกิน อันนี้ค่อยพูดคุยกันได้รู้เรื่องหน่อย แต่เมื่อดูจากสิ่งปลูกสร้างและผู้คนแล้ว ก็เดาว่ายุคที่หลงมาน่าไกลเกินกว่ากรุงศรีอยุทธยาอย่างแน่นอน

“มิได้มังคะ เป็นหน้าที่ของพวกบ่าว หากปล่อยให้ท่านหญิงอาบเองหวายคงลงหลังกันถ้วนทั่ว” มารีรีบห้าม

“โอเค อาบให้ก็อาบให้” เวฬาอ่อนใจ เรื่องอายคงไม่อาย เพราะผู้หญิงทั้งนั้น ตอนไปเรียนที่สวิสต์ก็นุ่งบิกินี่ตัวจิ๋วเล่นน้ำกับเพื่อนสาวบ่อยๆ บางครั้งยังนึกครึ้มถอดบรานอนอาบแดดกับเพื่อนๆ ด้วยซ้ำ คิดซะว่ามาพักร้อนในสถานที่ท่องเที่ยวซักประเทศละกันเนอะ

“โอเค? คืออะไรมังคะ”

“อุ้ย ลืม ฉันหมายถึงตกลงจ่ะ แล้วต้องอาบยังไง”

“ผ้าผืนนี้ปลดอย่างไรมังคะ” นารีถาม

“อ๋อ ปลดแบบนี้” ว่าแล้วก็ปลดโชว์โดยมีนารีคอยช่วย เพราะเจ้าตัวเอื้อมมือจับชายผ้าอ้อมรอบตัวไปด้านหลังไม่ได้ เสื้อในเกาะอกสีดำลายลูกไม้เรียกความสนใจจากสองสาวได้อีกครั้ง

“ไม้อึดอัดฤๅมังคะ พันรัดเสียแน่นขนาดนี้” เมญาเอ่ยปาดถามด้วยความสงสัย

“เมญา เสียมารยาท” นารีตวาดทันที การสอดรู้เรื่องส่วนตัวของเจ้านายเป็นสิ่งต้องห้ามของปราสาทหลังนี้ เพราะท่านนมประสงค์ให้เจ้านายทุกพระองค์ที่มาได้รับความสำราญอย่างเต็มที่โดยมิต้องระวังองค์เช่นเวลาอยู่ต่อหน้าประชาชนทั่วไป

“ไม่เป็นไรจ่ะ ถามได้ฉันไม่ถือ ตัวนี้เรียกว่าเสื้อใน ส่วนที่เพิ่งถอดออกไปเรียกว่าผ้าแถบ เอาไว้พันรัดหน้าอกมิให้ผู้ใดเห็น สถานที่ที่ฉันจากมาผู้หญิงจะเปิดเผยเรือนร่างได้เฉพาะกับบุรุษผู้เป็นสามีเท่านั้น (มั้ง) จึงต้องแต่งกายให้มิดชิดจ่ะ ส่วนผู้หญิงที่เปิดเปลือยเช่นคนที่นี่ จะเป็นผู้หญิงที่แต่งงานมีสามีแล้วเท่านั้นจ่ะ” เอาวัฒนธรรมโบราณมาอธิบายละกันเนอะ แต่งนิดเติมหน่อยจะได้ไม่แปลกไปจากกันมากนัก

“แล้วผ้านุ่งนี่ล่ะเจ้าคะ” เมญาชี้ไปที่ผ้านุ่งผืนงาม

เวฬาค่อยๆ ลุกยืนโดยมีนารีช่วยประคอง “การนุ่งแบบนี้เรียกว่าโจงกระเบน ผู้หญิงที่ต้องทำงาน หรือเดินทางไปที่ต่างๆ นิยมนุ่งเพราะเคลื่อนไหวสะดวก แต่ว่านุ่งเป็นผ้าถุงแบบนี้แล้วจับจีบหน้านางก็มีคนนิยมมากอยู่เช่นกัน” อธิบายใปปลดโจงกระเบน เรือนร่างขาวบอบบางบัดนี้เหลือเพียงชุดชั้นในลายลูกไม้ตัวจิ๋ว 2 ตัวแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้รู้สึกเขินอายแต่อย่างใด

“ส่วนนี่ เราเรียกว่ากางเกงชั้นใน ไว้นุ่งข้างในสุด กันโป๊” คนพูดไม่เขิน แต่คนดูและคนฟังกลับเขินหน้าแดงแทน

เวฬาถูกลอกคราบจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า ผ้านุ่งแห้งๆ อีกผืนถูกนำมาผลัดให้นุ่ง เจ้าตัวก็จัดการนำมากระโจมอกซะอย่างนั้น นารีพาหญิงสาวลงไปนั่งในอ่างไม้ นำผ้ามารองตรงส่วนที่เว้าลง แล้วให้หญิงสาวนำศรีษะพาดลงบนผ้ารอง ปล่อยมวยผมให้เส้นผมผมสยายยาวออกไปด้านนอกอ่าง แล้วเริ่มลงมือสระผมให้เธอด้วยมะกรูดอย่างเบามือ เมื่อสระผมเสร็จก็ราดน้ำรดตัวและเริ่มอาบน้ำ ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างระมัดระวังเพราะรอยช้ำที่เริ่อมเปลี่ยนเป็นสีม่วงกระจายอยู่รอบตัวเธอแทบจะทุกจุด หนักสุดคงเป็นที่กลางแผ่นหลังรอยกระแทกพาดจากไหล่ขวายาวลงมาจนถึงสะบักด้านซ้าย สีม่วงช้ำดูน่ากลัว

“เจ็บมากหรือไม่มังคะ” กลายเป็นนารีผู้เคร่งกฎเอ่ยถามซะเองเมื่อเห็นรอยช้ำอย่างชัดเจน

“เจ็บสิ เจ็บร้าวไปทั้งตัวเลยล่ะ” เจ้าตัวโอด

“ใครกัน ช่างโหดร้ายยิ่งนัก แม่หญิงตัวเล็กบอบบางเพียงนี้ยังทำกันได้ลงคอ” คราวนี้เป็นเมญา

“ฉันไม่รู้หรอก จำได้แค่โดนไม้ตีที่หลังจนตกน้ำ แต่มาโผล่ที่นี่ได้ยังไงก็ไม่รู้” เวฬาเลือกที่จะไม่เล่าความจริง เพราะไม่รู้ว่าคนที่นี่จะรู้จักรถยนต์ หรือ งานโอทอปหรือเปล่า เอาว่าเล่าคลุมเคลือไว้ก่อน แต่ไม่ได้โกหกนะ แค่เล่าไม่หมด

หลังจากอาบน้ำ น้ำมันบางอย่างกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็ถูกชโลมลงบนเส้นผมที่ถูกเช็ดจนหมาดแล้ว หวีที่ทำจากซี่ไม้ค่อยๆ บรรจงสางเส้นผมให้ อีกคนก็ใช้แป้งดินสอพองผสมกับน้ำที่ลอยดอกไม้ลูบทาให้ตามแขนขาและลำตัว จากนั้นผ้านุ่งสีครามก็ถูกนำมานุ่งให้เช่นเดียวกับหญิงสาวทั้งสองคน

อกเปลือยได้รูปงดงามชูชันเด่นชัดไร้ซึ่งสิ่งปกปิดแม้จะเอ่ยปากร้องขอ แต่ก็ต้องยอมเพราะจำนนด้วยเหตุผลที่ว่าจะต้องประคบยาที่หลัง หากพันผ้าแถบไว้จะลำบากในการประคบ

เมญาและนารีประคองเวฬาให้ล้มตัวนอนคว่ำลงบนเตียงที่บัดนี้ถูกปูฟูกแผ่นหนาเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมอนใบนุ่มถูกนำมารองเพื่อให้หญิงสาวนอนได้สบายขึ้น

“ผักผ่อนสักครู่เถิดมังคะ บ่าวจะไปดูยาและสำรับข้าวให้ว่าได้หรือยัง”   

ความคิดเห็น