facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Blood 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 693

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2563 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Blood 9
แบบอักษร

การจะเข้าพิธีสมรสกับแวมไพร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมนุษย์อย่างเจคอปเลยแม้แต่น้อย แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรที่เข้าใจยากนักเนื่องจากเจคอปเป็นคนหัวดีอยู่แล้ว และแน่นอนการที่เขาได้อ่านกฎมนเทียรบาลของโลกแวมไพร์แล้วมันทำให้เขารู้ว่าในอดีตก็เคยมีมนุษย์แต่งงานกับแวมไพร์ และมันทำให้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะแต่งงานกับเอวา

 

จากที่เจคอปได้อ่านประวัติของโลกแวมไพร์ มันทำให้เจคอปรู้ว่าคนที่มีเชื้อสายของราชาแวมไพร์ทุกคนจะมีคู่ครองจากการฝังเขี้ยวซึ่งนั่นทำให้พวกเขาไม่สามารถดื่มเลือดจากคอได้ ส่วนคนที่โดนกัดไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์หรือมนุษย์จะมีกลิ่นเลือดที่หอมหวานมากขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้าหากทั้งสองที่ทำพันธสัญญาไม่มีอะไรกันและแลกเลือดกันในคืนเข้าหอ คนที่ถูกกัดก็จะถูกแวมไพร์ดึงทึ้งแย่งกันราวกับแร้งลง

 

“นายรู้เรื่องคืนวันแต่งงานใช่มั้ย?” เจคอปที่กำลังคิดถึงสิ่งที่ได้อ่านมาอยู่ หยุดความคิดของตัวเองลงก่อนจะหันมาถามเอวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องคืนเข้าหอ

 

“รู้”

 

“แล้วในกรณีที่เราเป็นผู้ชายทั้งคู่ แล้วฉันเป็นคนที่โดนกัดแบบนี้ฉันจะต้องอยู่ในตำแหน่งไหน?” เจคอปเอ่ยถามเอวาไปตามที่ตนสงสัย เอวาที่ได้ยินสิ่งที่เจคอปถามก็รีบหันมามองเจคอปทันที

 

“แน่นอนว่าต้องเป็นน้องข้าที่โดนกดตัวเจ้าพอๆ กับข้าจะให้น้องข้ากดเจ้าก็ยังไงอยู่ หรือเจ้าอยากจะโดนกดก็ได้นะข้าโอเค ดีซะอีกน้องข้าจะได้ไม่บุบสลายเพราะเจ้า” คนที่ตอบไม่ใช่เอวาแต่เป็นอีคอนที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้จนเจคอปเกือบตกใจ

 

“ไม่ใช่อย่างหลังอยู่แล้ว เพียงแต่ผมสงสัย เพราะเห็นในตำราจะพูดถึงฝ่ายโดนกัดจะเป็นคนถูกกด ผมเลยอยากถามให้แน่ใจ” เจคอปว่า

 

“ก็ไม่แปลกที่จะสงสัย เพราะตั้งแต่ข้าเกิดมาและอ่านหนังสือมาจนหมดห้องแล้ว ก็ยังไม่เคยเจอเรื่องที่คนโดนกัดเป็นฝ่ายกด แต่ข้าก็ได้ถามท่านพ่อแล้วท่านพ่อบอกว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนกดก็ถือว่าพิธีเสร็จสิ้น ถือว่าทั้งคู่มีสิทธิ์ในการดื่มเลือดของกันและกัน หากใครที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาดื่ม เลือดของคนที่ถูกดื่มก็จะกลายเป็นพิษทันทีแต่มันในกรณีที่คนโดนกัดไม่ยอมนะ ถ้าหากคนโดนกันยอมให้คนอื่นกัดเองมันก็อีกเรื่องนึง” อีคอนว่ายาวเหยียดตามที่ตัวเองรู้

 

“ผมคิดว่าผมคงไม่ยอมให้ใครดื่มเลือดผมนอกจากเอวา” เจคอปว่า

 

“ก็ดี แล้วก็เรื่องเป็น…”

 

“ท่านพี่น้องขอเรื่องนั้นน้องจะคุยกับเขาเอง” อีคอนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างกับเจคอปแต่อยู่เอวาก็พูดขึ้น ทั้งเจคอปและอีคอนเลยหันไปมองเอวา

 

“เฮ้อ~~ ตามใจเจ้าแล้วกัน แต่รีบคุยหน่อยก็ดี พรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าพิธีแล้ว ทั้งเจ้าและเขาจะได้ตอบคำถามของท่านปู่ได้” เจคอปถอนหายใจก่อนจะพูดกับเอวา

 

“ครับ”

 

“งั้นพี่ไม่กวนแล้ว เดี๋ยวไปหาเลนนี่ก่อนดีกว่า” อีคอนว่า จากนั้นเขาก็เดินออกไป ภายในห้องเลยเหลือแค่เอวากับเจคอป

 

“เรื่องที่อีคอนจะพูดคือเรื่องอะไร” เจคอปเอ่ยถามเอวา

 

“เรื่องเป็นแวมไพร์ การทำพันธสัญญากับมนุษย์ ฝ่ายที่เป็นมนุษย์จำเป็นจะต้องมาเป็นแวมไพร์เพื่อการดำเนินชีวิตที่เหมือนกันและเป็นเหมือนสัญญาต่อกันว่าทั้งคู่จะไม่แยกจากกันนอกจากความตาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีมนุษย์ที่เลือกจะไม่เป็นแวมไพร์นะ มันอยู่ที่คนสองคนจะตัดสินใจ”

 

“การเลือกที่จะเป็นกับการเลือกที่จะไม่เป็นมันมีผลลัพธ์ต่างกันยังไง นอกจากคนที่เป็นมนุษย์จะตามอายุของมนุษย์” เจคอปที่นั่งฟังสิ่งที่เอวาพูดก็เอ่ยถามขึ้นมา

 

“ถ้าเลือกที่จะเป็นแวมไพร์ก็จะต้องทนเห็นครอบครัวของเขาตายจากไป ในขณะที่เขาจะต้องอยู่กับคู่ครองจนกว่าจะถึงอายุขัยของคู่ครอง ถ้าคนหนึ่งตายอีกคนจะตายตามเพราะยังไงก็อยู่โดยที่ไม่ดื่มเลือดของคู่ครองไม่ได้ ส่วนถ้าเลือกที่จะเป็นมนุษย์ทางฝั่งแวมไพร์ก็ต้องเลือกที่จะทิ้งครอบครัวของตนเพื่อรอวันที่จะตายตามคู่ครองไป มันเหมือนกันต่างกันแค่เวลาตาย” เอวาตอบเจคอปออกไปตามตรง

 

“ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องมีคนต้องเลือกสินะ” เจคอปว่า

 

“อืม แล้วนายล่ะจะเลือกทางไหน สำหรับฉันแล้วการที่ดึงนายเข้ามาเจอเรื่องแบบนี้ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะค้านไม่ว่านายจะเลือกทางไหน” เอวาว่า

 

เจคอปยังคงไม่ได้ตอบเอวาแต่เขาเลือกที่จะมองเอวาและจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เจคอปเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านเป็นหมอทั้งตระกูลตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า จนมาตอนนี้เขาเองก็เดินตามรอยพวกท่าน ครอบครัวของเจคอปจะเรียกว่าอยู่คนเดียวก็ได้ เพราะแม่ไปมีครอบครัวใหม่ ส่วนพ่อเองก็ไม่ต่างกัน เจคอปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

จะสรุปเอาง่ายๆ เลยก็ได้ว่าเขาไม่ได้เป็นห่วงอะไรเรื่องครอบครัวนัก เพราะบ้านเขาเองก็มีแต่ไม่ได้อยู่ทั้งกับพ่อและแม่ บ้านหลักของเขาเป็นบ้านที่พ่อของเขาซื้อให้เมื่อเขาตัดสินใจที่จะออกมาใช้ชีวิตคนเดียว เงินที่ใช้ในช่วงแรกๆ เป็นเงินของพ่อ แต่ตอนนี้เป็นเงินของเขาเองที่ได้จากการเล่นหุ้น ดังนั้นไม่ว่าจะมองยังไงเขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง ต่างจากเอวาที่ยังมีครอบครัวที่อยู่กับเอวา นั่นเลยทำให้เจคอปตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

“ถ้านายให้ฉันเลือก…ฉันเลือกที่จะเป็นแวมไพร์” เจคอปมองไปที่เอวาก่อนจะตอบไปตามที่ใจของเขาคิด

 

“นายคิดดีแล้วหรอ แล้วครอบครัวนายล่ะ” เอวารู้สึกตกใจที่เจคอปเลือกที่จะเป็นแวมไพร์ เพราะเขาคิดว่าคงไม่มีมนุษย์ที่ไหนอยากจะทิ้งครอบครัวของตัวเองและยอมทนดูคนในครอบครัวตายจากไปทีละคนเป็นแน่ ยกเว้นแม่ของเขาที่ยอมสละเพื่อพวกเขา

 

“ฉันไม่มีห่วงเรื่องนั้นหรอก นายต่างหากที่มี ฉันคงทนไม่ได้หากทำให้นายต้องยอมทิ้งครอบครัวของนายเพื่อฉัน” เจคอปว่าพลางส่งยิ้มให้เอวา มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เอวารู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ

 

“ขอบคุณ…ขอบคุณนะ” เอวาว่าก่อนจะมองไปที่เจคอปและส่งยิ้มหวานไปให้เจคอป มันเป็นยิ้มที่เจคอปไม่เคยเห็นแต่เมื่อเขาได้เห็นมันก็ทำให้ใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะเลย ราวกับว่าเขากำลัง…ตกหลุมรัก

 

“ยิ้มให้บ่อยๆ ได้มั้ย รอยยิ้มนายน่ารักมาก” เจคอปพูดออกไปตามตรง

 

“อะ…เอ่อ…จะพยายาม..” เอวาที่ได้ยินสิ่งที่เจคอปพูดก็รู้สึกเหมือนหน้าของตัวเองร้อนขึ้นมาซะอย่างนั้น มันมีความรู้สึกที่เขาไม่เคยมีมาก่อน เอวาได้แต่สงสัยว่าทำไมตนถึงเป็นแบบนี้มันเหมือนมีใครมาบีบที่ใจ มันไม่ได้เจ็บแต่มันทำให้รู้สึกแปลกๆ

 

“เอวา….”

 

“เด็กๆ ได้เวลามื้อค่ำแล้วนะ ออกไปกินข้าวกันปะ” ยังไม่ทันที่เจคอปจะได้พูดอะไร เสียงของมีแอลแม่ของเอวาก็ดังมาจากประตูทางเข้า

 

“ครับท่านแม่…เราไปกินข้าวกันเถอะ” เอวารีบหันไปตอบแม่ของตนก่อนจะหันกลับมาพูดกับเจคอป จากนั้นทั้งสองก็พรากกันเดินมาที่ห้องรับประทานอาหาร พอมาถึงก็เห็นว่าทุกคนนั่งกันอยู่พร้อมหน้าแล้ว พวกเขาเลยไปนั่งประจำที่จากนั้นพวกเขาก็เริ่มรับประทานอาหารกัน ระหว่างกินข้าวก็มีการพูดคุยกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากอะไร จนทุกคนกินกันเสร็จก็พากันแยกย้าย

 

และแล้วก็ถึงเวลาสำคัญนั่นก็คือเวลาเข้าพิธีสมรสของทั้งสอง ในตอนเช้าพวกสาวใช้จะวิ่งวุ่นจัดเตรียมงาน พอช่วงเย็นทั้งเอวาและเจคอปก็ถูกพาตัวไปแต่งตัวและเตรียมในการเข้าพิธี คราวนี้พ่อและแม่ของแอลไม่ได้พูดห้ามหรืออะไร เพราะทั้งแอลและมีแอลได้บอกเหตุผลและการตัดสินใจของทั้งสองคนไปแล้ว พวกเขาเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในทางของมัน

 

งานคราวนี้ไม่ได้จัดใหญ่โตอะไร แต่ก็ไม่ได้เล็กจนน่าเกลียด แขกที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นผู้นำตระกูลต่างๆ และเป็นญาติๆ และคนรู้จักของเอวา เช่นโอเว่น และป้าที่เป็นพี่สาวแม่กับน้าที่เป็นเพื่อนของแม่ ส่วนทางฝั่งของเจคอปนั้นไม่มีอยู่แล้วเพราะเขาไม่ได้บอกพ่อและแม่ แต่เขาคิดอยู่หากมีเวลาเขาก็จะบอกทั้งสองว่าเขาแต่งงานกับเอวาแล้ว

 

“ใกล้ถึงเวลาแล้วไปเถอะ” มีแอลที่แต่งตัวให้เอวาอยู่พูดขึ้น

 

ชุดที่เอวาใส่เป็นชุดที่คล้ายๆ กับของที่มีแอลเคยใส่ตอนเข้าพิธีกับแอล แต่ของเอวาจะเป็นชุดกระโปรงยาวรัดรูป ด้านในจะเป็นเดรสสั้นสีแดงส่วนด้านนอกเป็นเหมือนผ้าลูกไม้สีดำบางยาวลากพื้นตรงแขนก็เป็นผ้าลูกไม้ยาวตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อมือ ส่วนที่หัวของเอวาก็มีผ้าคลุมสีดำผืนบางที่ยาวไปจนถึงขา

 

“ลูกแต่งตัวเสร็จหรือยังมีแอล” จังหวะที่มีแอลกับเอวาจะเดินไปเปิดประตูแอลก็ตะโกนถามเสียก่อน

 

“เสร็จแล้วครับ” มีแอลเปิดประตูออกไปก่อนจะตอบแอลยิ้มๆ

 

แอลมองไปที่ลูกชายของตนที่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นเจ้าสาวของคนอื่น ก็ได้แต่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารู้ว่าลูกเครียดและกลัวว่าเขาจะไม่โอเค แต่สำหรับแอลแล้วการตัดสินใจของลูกไม่ว่าผลมันจะเป็นยังไงเขาก็รับได้เสมอ เพราะไม่ว่ายังไงนั่นก็คือสิ่งที่ลูกเลือก

 

“ไม่ว่าเจ้าจะเลือกทางไหน ข้าก็จะยอมรับในการตัดสินใจของเจ้า ไม่ต้องเครียดหรือกังวลเพราะไม่ว่ายังไงทั้งข้า แม่เจ้า และพี่ชายของเจ้าก็จะอยู่ข้างเจ้าเสมอเอวา”

 

“ท่านพ่อ ข้ารักท่าน ข้ารักท่านแม่และข้าก็รักท่านพี่” เอวาเดินตรงเข้าไปหาแอลก่อนจะสวมกอดอย่างเต็มรัก ไม่ว่ายังไงครอบครัวของเขาก็มักจะอยู่ข้างเขาเสมอ

 

“เจ้ากำลังจะมีสามีแล้ว อย่าร้องไห้เป็นเด็กเชียว” แอลกอดตอบเอวาก่อนจะพูดน้อยๆ

 

“ครับ” เอวาตอบรับพ่อของตนเล็กน้อย

 

จากนั้นทั้งสามก็คุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่แอลจะพาเอวาไปยังที่จัดพิธี เอวาเดินคล้องแขนแอลไปเรื่อยๆ จนทั้งสามมาถึงที่จัดพิธี แอลก็พาเอวาเดินไปจนถึงจุดที่เจคอปยืนอยู่ พอเอวามาหยุดอยู่ประจำที่ พิธีการต่างๆ ก็เริ่มดำเนินขึ้น จนกระทั่งถึงเวลาสำคัญนั้นก็คือแลกเลือด

 

ในส่วนของตรงนี้เอวาจะเป็นคนเริ่มดื่มเลือดของเจคอปก่อน เอวาค่อยๆ ฝังคมเขี้ยวเข้าที่ต้นคอของเจคอปก่อนจะเริ่มดูดเลือดของเจคอป จนเมื่อได้ประมาณหนึ่งเอวาจึงถอดคมเขียวออก ส่วนทางเจคอปที่ต้องเป็นคนดื่มเลือดเอวา เขาต้องให้เอวากรีดลำคอเพื่อให้เลือดไหลเขาจึงสามารถดื่มได้ รสชาติของเลือดที่เจคอปได้สัมผัสมันก็เหมือนๆ เลือดที่เขาเคยดูดที่นิ้วของตนเวลาเป็นแผล แต่มันก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดที่เขารับไม่ไหว

 

“พิธีเสร็จสิ้นแล้ว และมันจะสมบูรณ์เมื่อเจ้าทั้งสองได้ทำการแลกเลือดอีกครั้งในค่ำคืนนี้” คนที่เป็นคนดำเนินพิธีได้พูดขึ้น จากนั้นก็เดินออกไป ส่วนแขนที่เหลือเองก็ทยอยกันกลับ ที่เหลืออยู่ก็มีแค่คนญาติๆ ของพวกเขา

 

“เจ้าตัดสินใจแล้วหรือยังว่าจะเลือกเป็นอะไร” ปู่ของเอวาเอ่ยถามเจคอป

 

“ผมตัดสินใจแล้วครับ ผมจะเป็นแวมไพร์” เจคอปตอบไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น จนคนที่ได้ยินคำตอบก็ได้แต่พยักหน้าอย่างพอใจ

 

“ข้านับถือในการตัดสินใจของเจ้า” ย่าของเอวาว่า เจคอปก็โค้งให้เล็กน้อย

 

“ไปเถอะ ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว พวกเจ้าต้องทำพิธีให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยงคืน ส่วนเรื่องจะทำให้เจคอปเป็นแวมไพร์เมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที” ปู่ของเอวาว่า

 

จากนั้นพวกเขาก็พาทั้งสองมาส่งที่ห้อง เมื่อส่งเสร็จทุกคนก็พากันออกไปจากห้อง ภายในห้องนอนเลยมีแค่เอวากับเจคอปสองคน ทั้งสองนั่งอยู่ข้างๆ กันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกัน เพราะทั้งสองนั้นมีความเกร็งต่อกัน จนเมื่อเจคอปนึกถึงที่อีคอนพูดไว้ได้เขาเลยเดินไปหยิบไวน์ที่อีคอนยื่นให้มาดื่ม

 

“สักหน่อยมั้ย” เจคอปหันไปมองเอวาก่อนจะยื่นแก้วไปทางเอวา

 

“ก็ดี” เอวารับมาก่อนจะกระดกขึ้นดื่มทันที

 

ในเวลานี้สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสิ่งที่จะทำให้ลืมความอายและความเกร็ง และแน่นอนว่าไวน์ที่อีคอนหามาให้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถช่วยทั้งสองได้เป็นอย่างดี ทั้งสองดื่มได้สักพักก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย แต่ในความผ่อนคลายนั้นก็มีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นกับทั้งสองคน!! ...

 

 

 

 

แต่งกันแล้วค่ะทุกคนนนนน ตอนหน้าแลกเลือดแล้วน๊า~~~ ว่าแต่พี่เจเราน่ารักเนอะยอมเลือกที่จะเป็นแวมไพร์เพื่อเอวา หุๆ

 

 

ความคิดเห็น