ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น : เหลือเพียงวิญญาณก็จะรัก FanFic (ปรมาจารย์ลัทธิมาร) #วั่งเซี่ยน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2563 14:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

บทส่งท้าย 

 

วันเวลาผ่านไปยุทธภพยังอยู่ในความสงบ หากไม่นับว่ายังมีภูตผีปีศาจหรือพวกศพเดินให้ออกเยี่ยเลี่ยกันเป็นปกติ กับเรื่องทั่วๆ ไปเช่นการจี้ปล้นหรือการทะเลาะวิวาทที่สุดท้ายก็ถูกทางการจัดการได้ก็นับว่าสงบมาก มากเสียจนการจัดงานเทศกาลต่างๆ ทั้งใหญ่เล็กเกิดขึ้นได้แทบตลอดทั้งปี 

อย่างวันนี้เมืองไฉ่อีก็มีการจัดการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ ถึงจะบอกว่าเพื่อบูชาเทพเจ้าแต่ก็เพราะต้องการสร้างสีสันและความคึกคักให้กับเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบเท่านั้น และเพราะจัดเสียใหญ่โต 7 วัน 7 คืนผู้คนจึงได้หลั่งไหลกันมาร่วมงานมิขาดสาย แม้จะเป็นการจัดงานวันที่ 5 ไปแล้วก็ตาม 

อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันที่ประมุขทั้งสกุลหลานและเจียงจัดการสะสางงานของตนเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ พวกเขาจึงได้นัดกันมาร่วมงานเฉลิมฉลองกัน ผู้ที่มาร่วมงานทุกวันไม่เว้นอย่างเว่ยอู๋เซี่ยนจึงอาสาเป็นผู้นำเที่ยว แน่นอนว่าติดสอยห้อยตามมาด้วยร่างสูงสง่าของบุรุษในชุดสีขาวพิสุทธิ์ผู้เป็นคนรักอย่างคุณชายรองหลาน หลานวั่งจี 

รวมทั้งอนุชนของทั้ง 3 สกุลและขุนพลผีเวินหนิงก็มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย 

“ที่งานนี้มีร้านขายของเยอะแยะเลยล่ะ อยากกินอะไรก็บอกได้เลย เดี๋ยวข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง” ผู้เดินนำหัวขบวนเอ่ยน้ำเสียงร่าเริง สายตาสอดส่องไปทั่วงาน มองร้านนั้นที่ร้านนี้ที แต่ละร้านน่าสนใจทั้งนั้น 

“นี่เจ้ามางานนี้ทุกวันมิเบื่อหรืออย่างไร?” เจียงหวั่นอิ๋นอดถามไม่ได้ เขามองไปทางใดก็เห็นแต่ร้านเดิมๆ หากมิเป็นของกินก็จะเป็นของใช้ซ้ำๆ กันแทบจะทั้งงาน หากต้องมาเดินเล่นทุกวันคงน่าเบื่อแย่ 

“มิเห็นน่าเบื่อเลย ออกจะสนุก เน๊อะหลานจ้านเน๊อะ” มิถามเปล่า ยังกระแซะเข้าไปกอดแขนแกร่งเพื่ออ้อนใส่ 

หลานวั่งจีดวงตาเป็นประกาย “อืม” 

“เฮอะ! เจ้าคู่ยวนยางน่ารำคาญนี่...” อดไม่ได้ที่บัวคนน้องจะมองสายตาเหนื่อยหน่าย ไอ้เรื่องแสดงความรักโดยไม่สนหัวผู้ใดนี่ต้องยกให้จริงๆ 

“อย่าอารมณ์เสียเลยหวั่นอิ๋น นานๆ ได้พักผ่อนทีเรามาสนุกกันดีกว่า” มือหนากอบกุมมือบางพลางบีบเบาๆ ให้คนขี้โมโหอารมณ์เย็นขึ้น พอถูกความอบอุ่นโอบล้อมเจียงหวั่นอิ๋นก็คลายความขุ่นมัวลง หลานซีเฉินยิ้มกว้างกว่าเดิม 

“จิ้วจิ่ว พวกเราขอไปเดินเล่นทางโน้นได้หรือไม่?” จินหรูหลันกระตุกชายแขนเสื้อผู้เป็นน้าชาย เรียกให้ทั้งน้าและน้าเขย (?) หันไปมอง คิ้วของเจียงหวั่นอิ๋นขมวดอีกครั้ง 

“จะไปเล่นซนกันที่ใดอีก?” 

“มิได้ไปเล่นซนเสียหน่อย ก็แค่ไปเดินเที่ยวเฉยๆ” หลานชายวัย 16 หนาวพองแก้มใส่ 

“น่าๆ อาเฉิง ให้เด็กๆ ไปเที่ยวเล่นส่วนของเด็กๆ เถิด เราจะได้ไปเที่ยวแบบผู้ใหญ่ๆ กันอย่างไรเล่า” เห็นรอยยิ้มของเจ้าตัวแสบอย่างบัวคนพี่ เจียงหวั่นอิ๋นก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่พ้นเรื่องสุราของโปรดของเจ้าตัวแน่ๆ 

“หึ หากเจ็บตัวกลับมาข้าจะหักขาเจ้าให้” แล้วมีหรือที่คนอย่างเจียงหวั่นอิ๋นจะปฏิเสธพี่ชายตัวเองได้ ยอมเอ่ยอนุญาตในที่สุด 

“อาเฉิงจะบอกว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ น่ะ แล้วก็เอานี่ไป” มือเรียวดึงถุงเงินที่คล้องอยู่เอวประมุขแดนบัวออกแล้วส่งให้หลานชาย ไม่สนสีหน้าทะมึนตึงของเจ้าของถุงเงินสักนิด “ใช้อย่างประหยัดๆ ด้วยเล่า อ๊ะ... แต่ถึงใช้หมดขนหน้าแข้งจิ้วจิ่วเจ้าก็มิร่วงนี่นา ช่างเถิดๆ ไปเที่ยวเล่นให้สนุกหนาเด็กๆ ส่วนพวกเราก็ไปกัน ไปกานๆ” 

“เดี๋ยวสิ เจ้าเว่ยอู๋เซี่ยนนั่นมันถุงเงินข้า!” 

“น่าๆ ให้หลานใช้จะเป็นไรไป เจ้าก็ใช้ถุงเงินของเจ๋ออู๋จวินเอาสิ ข้ายังใช้ถุงเงินของหลานจ้านเลย” 

“เจ้ามันหน้าไม่อาย!” 

“อย่าว่าเว่ยอิง” 

“เจ้า! ...” 

“อาเฉิงใจเย็นๆ คนดีอย่าโมโหไปเลย” 

“ฮ่าๆๆๆ” 

 

เหล่าอนุชนได้แต่มองตามกลุ่มผู้อาวุโสที่พวกตนนับถือเดินหยอกล้อห่างออกไป เห็นพวกเขามีความสุขกันเช่นนี้ก็พากันยิ้มออกมา ก่อนปลีกตัวไปเดินเที่ยวเล่นตามประสาเด็กๆ ที่แวะร้านโน้นพักร้านนี้ ซึ่งส่วนมากก็เป็นร้านของกินหรือขนมที่แต่ละคนจะมีอยู่ในมือคนละอย่างสองอย่าง 

“ซือจุย เจ้าทำอันใดอยู่น่ะ?” หลานจิ่งอี๋เอ่ยถามสหายที่ยืนอยู่หน้าร้านขายของเล่น ดวงตากลมจดจ้องผีเสื้อสานในมือไม่วาง เหมือนกำลังคิดถึงบางอย่างอยู่ 

“ข้าแค่... รู้สึกคุ้นเคยกับมัน” รอยยิ้มบางแย้มออกยามได้ทอดมองของเล่นในมือที่เห็นกี่ครั้งก็ให้รู้สึกคิดถึงบางอย่างที่เลือนราง แต่กลับทำให้มีความสุขทุกครั้ง 

“อันใดกัน? โตป่านนี้แล้วยังจะเล่นของเล่นอยู่อีกหรือ?” จินหรูหลันเดินถือถังหูลู่เข้ามา ปากก็ยังเคี้ยวงับๆ แต่ไม่วายเย้าใส่ เลยโดนหลานจิ่งอี๋เย้ากลับ 

“ซือจุยเขาจะเล่นหรือทำอันใดของเรื่องของเขาน่ะ เจ้านั่นแหละยังกินไม่พออีกหรือ?” 

“ก็มันอร่อยนี่ เจ้าไม่ยอมซื้อมากินเอง ข้ามิแบ่งให้ดอกนะ หึ” 

“ขี้งก!” 

“หึ” จินหรูหลันเมินใส่คำต่อว่า กัดขนมในมือกินต่อทั้งที่ยังจ้องหลานซือจุยอยู่ “ของเล่นนั่นน่ะ... ง่ำๆ หรือเคยมีคนซื้อให้เจ้าเล่นตอนเจ้าเด็กๆ?” 

“ข้าก็ไม่แน่ใจ” หลานซือจุยเคยป่วยหนักจนทำให้ความทรงจำตอนเด็กๆ หายไปบางส่วน เขาจำไม่ได้ว่าเคยมีใครซื้อของเล่นพวกนี้ให้เล่นหรือไม่ แต่เท่าที่จำได้เขาไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน อยู่ก็แต่ในอวิ๋นเซิ่นกับเจ๋ออู๋จวินและหานกวงจวินมาตลอด แต่ก็ให้รู้สึกว่าเคยมีคนซื้อให้มาก่อนเหมือนกัน 

ไยจึงรู้สึกเช่นนั้นได้นะ? 

“วะ...ว่าแต่เขาจะเดินตามเราไปถึงเมื่อไหร่หรือ?” ‘เขา’ ที่เด็กหนุ่มในชุดสีแดงเลือดหมูถามกล้าๆ กลัวๆ คือขุนพลผีเวินหนิงที่ตั้งแต่กลุ่มอนุชนแยกจากพวกผู้อาวุโสก็เดินตามมาไม่ใกล้ไม่ไกล แต่มองออกว่าคนเดินตามมาจริงๆ 

“เขาก็แค่อยากมาเดินเล่นนา เจ้าอย่าไปกลัวเขาเลย เขามิได้ทำอันใดพวกเราเสียหน่อย” 

“นั่นสิ เจ้าดูเขาดีๆ ขุนพลผี... คุณชายเวินก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปดอก” หลานซือจุยเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะวางของเล่นในมือลง “เราไปที่อื่นต่อดีกว่า” 

“อื้ม!” หลานจิ่งอี๋พยักหน้ารับ กลุ่มอนุชนจึงได้ผละจากร้านไปเดินเล่นต่อ 

ส่วนเวินหนิงเมื่อเห็นว่าเด็กๆ เดินออกจากร้านขายของเล่นไปแล้วก็เดินมาหยุดอยู่หน้าร้านแทน คนมองไปยังผีเสื้อสานตัวเดียวกับที่หลานซือจุยถือ ครุ่นคิดด้วยความสงสัยบางอย่างก่อนจะตัดสินใจซื้อมันแล้วเดินตามเด็กๆ ไป 

 

ในทางสองพี่น้องบ้านเมฆและบ้านบัว เจียงหวั่นอิ๋นถูกพี่ชายกอดคอลากไปโน่นมานี่จนมาจบที่ร้านขายสุราเทียนจื่อเซียว ของโปรดของเว่ยอู๋เซี่ยน ไม่พอ คนยังถูกลากไปดื่มสุราเคล้ากับแกล้มเป็นเมล็ดบัวอบกรอบด้วยกัน มีหยกคู่คอยนั่งจิบชาเคล้ามองคนของตนด้วยสายตาฉายประกายความสุขอยู่ข้างๆ รอจนสองบัวดื่มจนหมดไป 2 ไหแล้วจึงพากันเดินเล่นต่อ 

เว่ยอู๋เซี่ยนผู้ชื่นชอบการดื่มเป็นชีวิตจิตใจต่อให้ดื่มเป็น 10 ไหก็ยากจะเมา แต่มิใช่กับเจียงหวั่นอิ๋นที่แม้จะชอบดื่มไม่ต่างกันแต่ด้วยความที่มิได้ดื่มมานานเพราะหน้าที่ประมุข บวกกับต้องเดินท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ก็ออกอาการเวียนศีรษะเล็กน้อย หลานซีเฉินจึงพาบัวคนน้องกลับไปพักผ่อน ให้บัวคนพี่อยู่ในความดูแลของหลานวั่งจีต่อ 

“เจ้าจะไปที่ใดต่อ?” หลานวั่งจีถามเมื่อพวกเขาอยู่กันเพียง 2 คนแล้ว เว่ยอู๋เซี่ยนจึงทำท่าครุ่นคิด 

“อืม~ นั่นสิๆ เราจะไปที่ใดต่อดี ของกินก็กินมาเกือบทุกร้านแล้ว เทียนจื่อเซียวก็ดื่มแล้ว หรือเราจะกลับกันเลยดี?” 

“ดี...” 

“โอ๊ะโอ~ ดูซิว่าเราเจอผู้ใด” เสียงยียวนดังขึ้นขัด ดึงให้ทั้ง 2 หันไปมอง ก่อนจะพากันตระหนกเมื่อพบคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ 

“เซวียหยาง... พี่ซ่ง อาจารย์อา” เว่ยอู๋เซี่ยนและหลานวั่งจีประสานมือคารวะ 2 คนที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่มที่กอดอกแสยะยิ้มมาให้ 

“ข้าก็มาด้วยนะ” เด็กสาวที่อยู่ด้วยกันกับทั้งสามร้องบอกด้วยกลัวถูกลืม เว่ยอู๋เซี่ยนจึงทักทายด้วยรอยยิ้มแล้วจึงหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้ง 

“ไยเจ้าถึงมานี่ได้? มิใช่ว่าละทางโลก ปิดกั้นตัวเองอยู่แต่ในเมืองอี้หรืออย่างไร” 

“เรื่องนั้นมันก็ใช่ แต่นานๆ ทีก็อยากเที่ยวบ้างนี่” 

“หึ เจ้าก็บอกไปสิว่าได้ยินข่าวลือว่าเว่ยอู๋เซี่ยนกลับมาแล้ว ถึงจะอยู่ในร่างคนอื่นก็เถิด แต่กลับมาก็คือกลับมา เลยอยากมาดูให้เห็นกับตาน่ะ” ซ่งจื่อเชินเห็นคนปากไม่ตรงกับใจเลยพูดความจริงออกมา จึงโดนดวงตาดุดันหันไปมองใส่ 

“เจ้าอยากเจอข้าหรือเด็กน้อย” ได้ทีเว่ยอู๋เซี่ยนเลยยิ้มแซว กลายเป็นว่าเป็นอีกคนที่โดนเซวียหยางมองค้อนใส่ แต่ครานี้หน้าแดงเล็กน้อย 

ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละ เขาแค่อยากมาดูให้เห็นกับตาว่ามีคนฝืนชะตาลิขิตอย่างพวกเขาได้จริงๆ 

“อาหยางอยากเจอเจ้าก็จริง แต่พวกข้าเองก็อยากมาให้แน่ใจว่าเป็นเจ้ากลับมาจริงๆ จะได้หายกังวล” เสี่ยวซิงเฉินเองก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันถึงได้ตัดสินใจพากันมาดูให้เห็นกับตา เมื่อพบว่าเป็นคนที่เป็นห่วงจริงจึงให้โล่งใจ 

“อืม ข้ากลับมาแล้ว” การมีคนเป็นห่วงมันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ แถมยังอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาถึงที่เช่นนี้ต้องยอมรับว่าดีใจไม่น้อย “เอาเป็นว่ามาถึงแล้วก็เที่ยวชมงานเฉลิมฉลองได้ตามสบาย ขาดเหลือสิ่งใดโปรดให้บอก” 

“ขอบน้ำใจเจ้านัก เช่นนั้นพวกเราขอตัว” 

“ว่างๆ จะไปเที่ยวเล่นเมืองอี้ก็ได้หนา ข้าอยากหาคนฝึกฝีมือ” 

“อยากให้เขาไปช่วยสอนเจ้าก็พูดมาตรงๆ เถิด” 

“ซ่งหลาน!” 

“พวกท่านทะเลาะกันอีกแล้ว น่าเบื่อๆ ข้าอยากไปหาของกินแล้วนะ” 

“เอาล่ะๆ แยกย้ายกันเถิด พวกเราขอตัวก่อน” 

“ขอให้โชคดี” 

ทั้ง 4 ประสานมือคารวะให้กันก่อนแยกจากไป แม้จะเดินห่างมาสักพักเว่ยอู๋เซี่ยนก็อดหันกลับไปมองไม่ได้ แต่พอเห็นกลุ่มคนจากเมืองอี้ดูมีความสุขดีก็ให้หายห่วง 

“อ๊ะ เว่ยซยง!” เสียงร้องเรียกดังขึ้นไม่ไกล ดึงให้ทั้งเว่ยอู๋เซี่ยนและหลานวั่งจีหันไปมอง ก็พบเนี่ยหวายซังโบกพัดในมือทั้งรอยยิ้มเรียกอยู่ ด้านหลังของเนี่ยคนน้องมีเนี่ยคนพี่กับประมุขจินตามมาติดๆ 

“ประมุขเนี่ย ประมุขจิน เนี่ยซยง” ทั้ง 5 คนประสานมือคารวะให้กัน “มาเที่ยวงานเฉลิงฉลองกันหรือ?” 

“อาซังอยากมาพวกเราเลยพามาน่ะ” ประมุขจินเป็นคนตอบ 

“ก็แหม~ นานๆ ทีมีงานใหญ่เช่นนี้ข้าก็อยากมาเที่ยวเล่นบ้างสิ” 

“เอาแต่เที่ยวเล่นวันๆ มิทำอันใด ต่อไปเจ้าจะปกป้องชิงเหอได้อย่างไรกัน” 

“มิเอาน่าต้าเกอ อย่าไปเร่งรัดอาซังเลย” จินกวงเหยาใช้น้ำเย็นเข้าลูบ ก่อนหันกลับมาสอดส่องสายตาหาใครบางคน “อาเฉิงเล่า?” 

“อาเฉิงกลับไปแล้วน่ะ ข้าพาไปดื่มเทียนจื่อเซียวแค่ 2 ไหก็เมาแล้ว ใช้ไม่ได้เลยๆ” 

“อาเฉิงต้องทำงานหนักเลยไม่ค่อยมีเวลาดื่มน่ะ ว่าแต่กลับไปคนเดียวหรือ? มีใครดูแลหรือไม่?” 

“ก็เจ๋ออู๋จวินอย่างไรเล่า มีเจ๋ออู๋จวินคอยดูแลมิมีอันใดต้องห่วงเลย” 

“นั่นสิ เช่นนั้นพวกเรามิกวนแล้ว ขอตัวก่อน” 

“ไว้เจอกันนะเว่ยซยง” 

ทั้ง 5 ล่ำลาก่อนแยกย้ายกันไป เว่ยอู๋เซี่ยนหันไปบอกหลานวั่งจีว่าควรกลับอวิ๋นเซิ่นปู้จื้อฉู่กันได้แล้ว เพราะนี่ก็ใกล้ยามไห่ (21.00-22.59 น.) เข้าไปทุกที 

“คุณชายเว่ย! คุณชายเว่ย!” แต่ยังมิทันได้เดินออกนอกงานก็ถูกขัดด้วยเสียงเรียกขึ้นอีก ให้ทั้ง 2 หันไปมองทางต้นเสียง พบเป็นหลานซือจุยที่วิ่งหน้าตั้งมา ตามด้วยเด็กๆ คนอื่น ปิดท้ายด้วยขุนพลผี 

“หลานซือจุย เจ้าหัวผักกาดน้อย ไยต้องวิ่งมาด้วยเล่า ประเดี๋ยวก็ชนผู้อื่นหรอก” พอเด็กหนุ่มวิ่งมาหยุดยืนหอบอยู่ใกล้พอก็เอ่ยตักเตือนเล็กน้อย ทว่ามือที่ลูบศีรษะให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยนัก 

“คุ...คุณชายเว่ย ท่านจำสิ่งนี้ได้หรือไม่?” หลานซือจุยน้ำตาคลอ เอ่ยถามพลางยื่นผีเสื้อสานในมือให้ดู เว่ยอู๋เซี่ยนจึงหยิบมาพลิกซ้ายพลิกขวา มองอย่างไรมันก็เป็นแค่ผีเสื้อสานธรรมดาๆ ที่เห็นได้ทั่วไป จะให้เขาจำสิ่งใดได้กัน “ท่านจำมิได้จริงๆ หรือ เมื่อ 16 ปีก่อนน่ะ...” 

“16 ปีก่อน?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน คิดย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อนว่าเขาเคยเห็นของเล่นชิ้นนี้บ้างหรือไม่ ซึ่งก็รู้สึกคุ้นเคยว่าเหมือนเคยเห็น 

ของเล่นผีเสื้อสาน... 

ชุดสีฟ้า... 

เด็ก... 

‘เซี่ยนเกอเกอ’ 

“...อาเยวี่ยน” พลันชื่อที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในหัว คนพึมพำออกมาเบาๆ แต่คนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยิน 

“ใช่ขอรับ คุณชายเว่ย ข้า... ข้าคืออาเยวี่ยน!” เด็กหนุ่มร้องบอกน้ำตาคลอ ทั้งตื่นเต้น ดีใจ ยินดี ที่ได้พบกับพี่ชายที่แสนดีที่เขาเคยลืมเลือนไปอีกครั้ง แต่ตอนนี้เขาจำได้แล้ว 

“อาเยวี่ยน... เจ้าคืออาเยวี่ยนจริงๆ หรือ?” เว่ยอู๋เซี่ยนก็น้ำตาคลอไม่ต่างกัน คนทั้งตกใจและยินดีที่ได้รู้ว่าเด็กสกุลเวินที่เขาเคยเลี้ยงดู รักใคร่ดั่งน้องชายแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ 

คิดว่าจากเหตุการณ์ในวันนั้นจะมิมีผู้ใดเหลือรอดแล้วเสียอีก 

ดีแล้ว ดียิ่งนักที่ยังมีชีวิตอยู่ 

“ใช่ขอรับ ข้าคืออาเยวี่ยน เป็นอาเยวี่ยนของเซี่ยนเกอเกอ” 

“อาเยวี่ยน...” มือเรียวยกขึ้นแนบแก้มของเด็กหนุ่มที่เมื่อ 16 ปีก่อนยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เป็นก้อนหัวผักกาดตัวน้อย แต่บัดนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว และยังเป็นเด็กหนุ่มที่เติบโตมาอย่างดีด้วย “เป็นเจ้าจริงๆ” 

“ฮึก เซี่ยนเกอเกอ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง โผเข้ากอดพี่ชายที่แสนคิดถึงไว้แน่น พอๆ กับที่เว่ยอู๋เซี่ยนกอดตอบเช่นกัน 

หลานวั่งจีมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ ดีใจไปด้วยที่ทั้งสองได้รู้ความจริงกันเสียที 

ทว่าในเรื่องนี้เขามิได้ตั้งใจจะปิดบัง แต่ต้องการรอให้ทุกอย่างจบลงเรียบร้อยแล้วจึงค่อยบอก เพียงแค่ยังมิมีโอกาสดีๆ ในการบอกให้คนได้รู้ จนพวกเขามารู้กันเองแล้ว 

เหล่าเด็กหนุ่มก็มองด้วยความตื้นตันใจ ต่างน้ำตาคลอไปตามๆ กัน 

ส่วนเวินหนิงก็ยิ้มบาง ยินดีไปกับภาพแห่งความสุขตรงหน้าที่เขาเองก็มีส่วนทำให้เกิดขึ้น 

นับว่ายังดีที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับหลานซือจุยตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ จนมีโอกาสได้พูดคุยกันถึงได้รู้ว่าคนคือหลานชาย แม้ตอนแรกจะมิได้แสดงตัวกับเด็กหนุ่มว่าเขาเป็นใคร ด้วยมิอยากให้ชาติกำเนิดที่แท้จริงจะเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิต 

เวินหนิงคิดว่าดีแล้วที่หลานชายกลายเป็นคนสกุลหลาน เป็นหลานซือจุย หลานเยวี่ยน มิใช่สกุลเวินที่ถูกผู้คนรังเกียจ ทว่าเด็กหนุ่มกลับจดจำได้เอง จึงได้รีบวิ่งมาหาเว่ยอู๋เซี่ยน หาเซี่ยนเกอเกอของอาเยวี่ยน 

“แต่มิอยากเชื่อเลย ข้านึกว่าคนสกุลเวินถูกกำจัดหมดไปแล้วเสียอีก” เว่ยอู๋เซี่ยนคลายกอด มองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่มิคิดว่าจะได้พบกันอีกให้เต็มๆ ตาอีกครั้ง ก่อนหันไปมองค้อนใส่คนที่รู้ทุกอย่างมาตลอดแต่กลับปกปิดไว้ “เจ้าร้ายกาจจริงๆ หลานจ้าน รู้แต่มิยอมบอกข้าได้อย่างไร” 

“ข้า...” หลานวั่งจีมิมีข้อแก้ตัว เขาผิดเองที่บอกช้าเกินไป 

“มิใช่ความผิดของหานกวงจวินหรอกขอรับ หากมิได้หานกวงจวินคอยดูแลเลี้ยงดู ก็คงจะมิมีข้าในวันนี้” 

“ยังจะปกป้องเขาอีก” เว่ยอู๋เซี่ยนหันกลับมามองค้อนเด็กหนุ่มแทน ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วลูบศีรษะเด็กหนุ่มอีกครั้ง “แต่ดีแล้วที่เจ้าเติบโตมาได้ดีเช่นนี้ นับว่าหานกวงจวินเลี้ยงเจ้ามาดีจริงๆ” 

“เจ้าก็เลี้ยงเขามาดี” หลานวั่งจีรีบพูดเอาใจ ประเดี๋ยวโดนงอนขึ้นมาเขาจะถูกไล่ไปนอนนอกเรือนกันพอดี 

“หึ แน่นอนอยู่แล้ว ข้าซะอย่าง” คนถูกยอเชิดหน้าภูมิใจ ยังรอยยิ้มมาให้กับทุกคน 

ก็นับว่าเรื่องจบลงด้วยดี หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อยจนหายคิดถึงบ้างแล้วต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อน 

ซึ่งแน่นอนว่าราตรีนั้น ทุกวันคือทุกวัน ก็มิได้เว้นขาด 

นับว่าหลานวั่งจีรักษาคำพูดไว้ได้จากการที่เว่ยอู๋เซี่ยนอารมณ์ดีเพราะหลานซือจุยช่วยพูดให้ ไว้วันพรุ่งคงต้องหาขอไปตอบแทนเด็กหนุ่มเสียแล้ว 

 

วันรุ่งขึ้นมาเยือน ผู้คนต่างตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเว่ยอู๋เซี่ยนที่ตื่นขึ้นมาเพื่อซุกตัวอยู่ในกองผ้าห่ม จิบชาสมุนไพรเพื่อฟื้นฟูพลังหลังจากกรำศึกมาตลอดราตรี พร้อมฟังเสียงฉินบรรเลงคลอไปด้วย 

ซึ่งแน่นอนว่าทั้งชาสมุนไพรที่ถูกชงอย่างพิถีพิถัน ผ้าห่มผืนหนาที่คลุมมิดทั้งร่าง และเสียงดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งมาจากฝีมือคนคนเดียว 

คนที่ทำให้เว่ยอู๋เซี่ยนหมดสภาพในทุกเช้าทุกวันอย่างไรเล่า 

“หลานจ้าน หมดแล้ว” เสียงเง้างอดดังขึ้นเรียกให้คนรู้หน้าที่ 

หลานวั่งจีละจากการบรรเลงฉิน ลุกจากโต๊ะมาเก็บถาดชาไปวางไว้นอกเรือน เดินกลับมานั่งเคียงข้างคนทำหน้างอที่คุดคู้ตัวอยู่ในกองผ้าห่ม 

“ดีขึ้นหรือไม่?” 

“อืม” 

“อยากไปเดินเล่นหรือไม่?” 

“ไม่ ...อยากนอน” มิพูดเปล่า คนทิ้งตัวลงนอนตักแกร่งทั้งที่ยังห่อตัวเป็นดักแด้อยู่ หลานวั่งจีก็มิได้ว่าอันใด ลูบศีรษะกล่อมคนบนตักอย่างอ่อนโยนเช่นเคย ให้เว่ยอู๋เซี่ยนยิ้มแป้นอย่างมีความสุขที่ได้รับการดูแลอย่างดีไม่เคยเปลี่ยน 

ไม่ว่าจะตอนนี้ ตอนที่เป็นวิญญาณ ตอนที่เป็นอี๋หลิงเหล่าจู หรือตอนที่ยังเป็นเว่ยอู๋เซี่ยน หลานวั่งจียังคงคอยปกป้องและดูแลเขาอย่างดีมาโดยตลอด โดยที่ไม่ต้องร้องขอ ไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องบีบบังคับ ทุกอย่างที่ได้รับมาหลานวั่งจีเป็นผู้ตั้งใจและเต็มใจมอบให้ทั้งสิ้น เว่ยอู๋เซี่ยนถึงได้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รู้จัก ได้เป็นสหาย ได้เป็นคนรักของหลานวั่งจี 

หลานวั่งจีเองก็คิดเช่นเดียวกันว่าเขาช่างเป็นคนโชคดีที่ได้รู้จักและได้รักเว่ยอู๋เซี่ยน ถึงจะมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่การได้มีเว่ยอู๋เซี่ยนเข้ามาในโลกอันมืดมิด ทำให้เขาได้รู้จักคำว่าการมีชีวิตจริงๆ มันเป็นอย่างไร 

และการได้รักหรือถูกรักมันเป็นเช่นไร 

หากไม่มีเว่ยอู๋เซี่ยนที่ทำลายกำแพงแล้วก้าวเข้ามา ป่านฉะนี้ชีวิตของหลานวั่งจีก็คงเป็นเพียงหยกไร้ชีวิตที่อยู่ทำหน้าที่ไปวันๆ เพื่อรอวันตาย มิได้รู้สึกอยากมีชีวิตเพื่อสิ่งใดหรือเพื่อใครสักคนเช่นนี้ 

แต่ว่ายามนี้เขาอยากมีชีวิตเพื่อได้อยู่ปกป้อง ดูแล และรักเว่ยอู๋เซี่ยนไปจนกว่าดวงตะวันจะสิ้นแสง 

“ขอบใจที่มีเจ้าอยู่” 

เว่ยอู๋เซี่ยนลืมตามองสบดวงตาสีอ่อนที่ทอดมองเขาด้วยความรักใคร่ เช่นที่เขารู้สึกแบบเดียวกัน 

รอยยิ้มงดงามปรากฏบนดวงหน้าหวาน “ขอบใจที่มีเจ้าอยู่เช่นกัน หลานจ้าน ข้ารักเจ้า” 

“ข้าก็รักเจ้า เว่ยอิง” 

 

 

 

THE END 

ความคิดเห็น