ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 163

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2562 11:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่4
แบบอักษร

เวลาตอนนี้ก็ยามเฉิน(07.00-08.59)เข้าไปแล้ว แต่ตัวลุ่นอวี้รู้ดีว่าซวี้เฟิ่งคงไม่ตื่นง่าย ๆ เป็นแน่ เขาได้แต่ส่ายหน้ากับความขี้เซาเกินเยียวยาของน้องน้อย(ที่ตัวไม่น้อย)ของเขา แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเข้าครัวตระเตรียมอาหารเช้า(หรือเที่ยง)ให้เจ้าหมีขี้เซาก่อนที่จะตื่นจากจำศีล

แถมเจ้าหมียักษ์นั่นยังบอกว่าวันนี้เราทั้งคู่ต้องเข้าไปทำธุระในวังหลวงให้ท่านลุงของเขาด้วย แม้ว่าลุ่นอวี้จะอยู่ในตระกูลชั้นสูงแต่อย่างไรเสียเขาก็ชอบความเรียบง่ายและความสามัญเป็นที่สุด

“ลุ่นอวี้ อรุณ..ฮ้าววว...สวัสดิ์” ดูท่าเจ้าหมีขี้เซาจะยอมออกจากกองผ้าห่มเสียแล้ว ซวี้เฟิ่งเดินไปตามทางที่คลำ ดวงตายังไม่เปิดดีด้วยซ้ำ ทำเอาลุ่นอวี้ที่ยืนยิ้มเอ็นดูอยู่อดที่จะเข้าไปจูงอีกฝ่ายมานั่งดี ๆ ไม่ได้

“อรุณสวัสดิ์ซวี้เฟิ่ง ล้างหน้าก่อนสิจะได้ตื่นเต็มตา” ลุ่นอวี้ยื่นอ่างล้างหน้าไปให้ ในเรือนของลุ่นอวี้มีเพียงบ่าวที่คอยทำความสะอาดและตักน้ำเท่านั้น เพราะด้วยความชอบที่จะทำอะไรเอง ดังนั้นการเตรียมอาหาร การเตรียมเสื้อผ้าและน้ำล้างหน้าเขาเป็นคนทำทั้งหมด

“เช้านี้มีอะไรกินบ้างรึ” ซวี้เฟิ่งที่ตื่นเต็มตาก็เอ่ยปากถึงของกิน เพราะยามนี้ก็ยามซื่อแล้ว ทั้งยังมีธุระที่วังหลวงยามเว่ย(13.00-14.59)อีก พอคิดถึงธุระที่ว่าดวงตาของซวี้เฟิ่งก็ดำมืดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาง่วง ๆ เหมือนคนเพิ่งตื่น

“วันนี้มีโจ๊กหมูสับกับเห็ดหอมทานคู่กับโหยวเถียน นอกจากนี้ก็มีผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ ไชโป๊หวานผัดไข่ สุดท้ายก็ปวยเล้งผัดหมูสับ” ลุ่นอวี้ร่ายรายชื่ออาหารเช้าให้ซวี้เฟิ่งฟังระหว่างรออีกฝ่ายเปลี่ยนชุด

“ข้าหิวแล้ว รีบไปกินกันเถอะ” ซวี้เฟิ่งรีบวิ่งนำไปที่โต๊ะอาหารรีบกิน ส่วนลุ่นอวี้ก็รีบเดินตามไป

ต้นยามอู่(11.00-12.59) ก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางเข้าวังหลวง ท่านลุงของลุ่นอวี้เดินมาส่งทั้งคู่ขึ้นรถม้า พร้อมอวยพรให้ปลอดภัยและฝากฝังเขาไว้กับซวี้เฟิ่งเสียดิบดี ซึ่งทำให้ผู้เป็นหลานงงงวยเป็นอย่างมา เพราะวังหลวงกับจวนของท่านลุงไม่ได้ไกลกันมากเท่าใดนัก ใยจึงต้องทำราวกับพวกเขาจะไปออกรบ แต่ซวี้เฟิ่งเข้าใจความนัยที่ผู้อาวุโสกว่าต้องการจะสื่อ จึงตอบรับคำอวยพรนั้นและให้คำมั่นว่าจะดูแลคนตัวบางกว่าให้ดี

เมื่อร่ำลากันเสร็จก็ต้องรีบออกเดินทางทันที

ปลายยามอู่(11.00-12.59)ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงวังหลวงก่อนกำหนดการเข้าเฝ้าเพียงหนึ่งเค่อ(15 นาที) ยามที่เท้าสัมผัสกับพื้นวังพวกเขาก็ต้องรีบไปเข้าเฝ้า ความจริงแล้วสิ่งที่ลุ่นอวี้รู้นั้นมีเพียงแค่ว่าต้องนำเอกสารสำคัญถวายแด่จักรพรรดิเท่านั้น แต่เบื้องลึกนั้นมีเพียงซวี้เฟิ่งและขุนนางบางกลุ่มเท่านั้นที่รู้

ยามเว่ย(13.00-14.59)เจ้าชีวิตของคนในแว่นแคว้นก็เสด็จมาที่ท้องพระโรงซึ่งมีเหล่าขุนนางรอพระองค์อยู่

 

“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เหล่าขุนนางทั้งหลายก็ทำความเคารพ รวมทั้งซวี้เฟิ่งและลุ่นอวี้ด้วย

“วันนี้เจิ้นได้ยินมาว่าแม่ทัพบูรพามีฎีกามาให้เจิ้นแต่ด้วยติดพันหน้าที่จึงให้หลานชายนำมาส่ง อยู่ไหนเสียล่ะ” ฮ่องเต้วัยราวห้าสิบเศษตรัสกับขุนนาง เมื่อซวี้เฟิ่งได้ฟังก็พลันรู้สึกศาแก่ใจอย่างบอกไม่ถูกที่จะได้เห็นคนดิ้นพล่าน

“นี่พะย่ะค่ะ” ลุ่นอวี้ส่งฎีกาสำคัญให้ขันทีนำไปถวาย

เมื่อฮ่องเต้ได้ทรงทอดพระเนตรก็บังเกิดโทสะสูงเทียมฟ้า ตบที่วางพระพาหา(แขน)ดังลั่น ร่างสูงส่งบนบัลลังก์เปี่ยมไปด้วยไฟโทสะเกินบรรยายเสียจนมิมีผู้ใดกล้ามองขึ้นไปบนบัลลังก์ ต่างก้มหน้าก้มตากันทั่วหน้า

“ไปตามหยู่ซูเฟยมาพบเจิ้นบัดเดี๋ยวนี้!!! รองเจ้ากรมอาญาหยู่จิ้นสิงก้าวออกมาพบเจิ้น!!!” จบพระกระแสรับสั่ง รองเจ้ากรมอาญาหยู่จิ้นสิงก็รีบกุลีกุจอออกมาคุกเข่าเบื้องหน้าพระยุคลบาท ในหัวก็คิดสะระตะไปมากมาย

“ถวายพระพรเพคะ ฝ่าบาท” ร่างงามชดช้อยของหยู่ซูเฟยที่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงย่อทำความเคารพสวามีตน เมื่อหางตาจะเหลือบเห็นลูกเลี้ยงที่น่าชังของตนก็ต้องอดทนไว้ หากแต่เล็บที่ถูกตัดแต่งมาอย่างดีก็จิกเข้าเนื้อเพื่อระงับกิริยา แม้ใบหน้าเปื้อนยิ้มเพียงใด แต่ใจนั้นร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์

“หยู่จิ้นอัน!!! เจ้ามีความผิดอันใดบ้างรู้รึไม่!!!” แม้ซูเฟยจะเป็นหนึ่งในสนมโปรดแต่ความผิดที่บิดานางและนางก่อนั้นยากจะหักล้าง

“หม่อมฉันมิทราบเพคะ” ปากว่าแต่ใจนั้นนึกถึงเรื่องมากมายที่ผ่านมา หรือว่าฝ่าบาทจะทรงทราบเรื่องอันใดที่นางเคยก่อไว้ เพียงคิดเท่านั้นเหงื่อกาฬพลันไหลออกมา

“ก็เรื่องที่เจ้าและบิดาวางยาฆ่าบุตรของเจิ้นไปมากมาย ทั้งยังวางยาเหวินฮองเฮาจนสวรรคตจะว่าอย่างไร นี่ยังมิรวมที่เจ้าสวมหมวกเขียวให้เจิ้นอีก เจ้าสิบสองจะใช่ลูกที่แท้จริงเจิ้นรึไม่ก็มิรู้”

“ฝ่าบาทเพคะ! เค่อเอ๋อร์เป็นบุตรของพระองค์แน่แท้เพคะ ต้องมีคนใส่ไคล้หม่อมฉันเป็นแน่เพคะ” หยู่ซูเฟยรีบแก้ต่างให้ตนทันที

“เสด็จพ่อพะย่ะค่ะ ลูกขอกล่าวความจริงอันใดเสียหน่อย” เสียงของซวี้เฟิ่งแทรกขึ้นมา ทุกคนต่างทราบดีว่าองค์ชายแปดผู้นี้เป็นศิษย์รักของแม่ทัพบูรพา ทั้งยังเป็นบุตรชายเพียงพระองค์เดียวของเหวินฮองเฮาผู้ล่วงลับอีกด้วย แต่คนที่ตกตะลึงคงมีเพียงลุ่นอวี้ที่มิรู้เรื่องอันใดด้วย ในยามนี้ร่างบางได้สับสนไปเสียทุกอย่าง

“ว่ามาเจ้าแปด”

“ทูลเสด็จพ่อ ระยะเวลาตั้งครรภ์ของซูเฟยในยามนั้นที่เป็นเจาหรงไม่สัมพันธ์กันพะย่ะค่ะ เสด็จพ่อได้เสด็จไปหาซูเฟยในยามนั้น ครั้งสุดท้ายต้นฤดูตงเทียน(ฤดูหนาว) แต่หมอหลวงตรวจพบว่าซูเฟยตั้งครรภ์ช่วงปลายฤดูเซี่ยเทียน(ฤดูร้อน) มิใช่ว่าระยะเวลาห่างกันนานไปหน่อยหรือพะย่ะค่ะ แม้จะอ้างว่าคลอดน้องสิบสองเร็วกว่ากำหนดหรือหมอหลวงตรวจพบช้าเกินแต่ก็ไม่สัมพันธ์กันเสียเลย” ซวี้เฟิ่งพูดพลางมองไปที่แม่เลี้ยงตนด้วยแววตาเยาะเย้ย

...อา ผู้ที่คิดว่าตนเหนือใครในวังหลังบัดนี้เหลือเพียงสตรีนางหนึ่งที่ไร้เค้าความสูงศักดิ์เช่นแต่ก่อน หากกุ้ยเฟยมิได้ย้ายไปประทับที่อารามหลวงถาวรล่ะก็ นางคงไม่มีทางมาไกลถึงเพียงนี้...

“เสด็จพ่อจำอดีตซูเฟยผู้เป็นน้องสาวแม่ทัพบูรพาที่ตายอย่างเป็นปริศนา จนต้องฝากฝั่งพี่สี่ไว้กับแม่ทัพบูรพาได้หรือไม่พะย่ะค่ะ” ซวี้เฟิ่งหันไปมองลุ่นอวี้เล็กน้อย

“เจ้าหมายถึงถังเฟิงลี่ อดีตซูเฟยผู้เป็นน้องสาวร่วมมารดาของถังเฟิงเหลยสินะ” ฮ่องเต้ตอบ

“พะย่ะค่ะ ยามนั้นก่อนที่เสด็จแม่จะสวรรคตได้สองเดือน ถังซูเฟยก็ล้มป่วยและเสียชีวิต ลูกบังเอิญได้ยินหยู่ซูเฟยคุยกับนางกำนัลถึงพิษไร้กายาที่จะทำให้ผู้ต้องพิษป่วยและตายไปอย่างเป็นปริศนาว่ายาดีจึงส่งถังซูเฟยกลับสู่แผ่นดินได้พะย่ะค่ะ” ซวี้เฟิ่งนึกถึงยามนั้นที่ซุกซนไปทั่ว องค์ชายแปดวัยสี่หนาวบังเอิญได้ยินเรื่องนี้เข้าจึงเก็บเอาไว้หมายจะไปบอกมารดา แต่ตนไม่มีหลักฐานจึงได้เก็บเอาไว้ถึงยี่สิบสี่ปี จนวันนี้ได้เผยออกไปเสียที

ลุ่นอวี้ได้แต่นิ่งเงียบ เรื่องทั้งหลายล้วนประดังประเดเข้ามายภายในเวลาสั้น ๆ จนเขาร้องไห้ไม่ออก ความเสียใจตีตื่นขึ้นมาแต่สายธารแห่งความเสียใจนั้นไม่มีท่าทีว่าจะไหลเลยแม้แต่น้อย สายธารนั้นคงจุกอยู่ที่ใจเขา

หยกแสนงามได้แต่นึกย้อนไปยังอดีตสมัยที่เขายังอยู่ในวัง ลุ่นอวี้มักจะปรีกวิเวกอยู่กับมารดาเพิ่งเท่านั้น มิใคร่เจอพี่น้องเสียเท่าใด เขามิแปลกใจที่เขามิรู้ว่าซวี้เฟิ่งเป็นอนุชาต่างมารดา ยามที่อยู่ในวังกับมารดาเพิ่งสองคนนั้นก็มิเคยระรานใคร มารดาของเขานั้นงดงามล่มบ้านล่มเมืองหากแต่ชื่นชอบความเรียบง่ายและเขาได้รับส่วนนี้ของมารดามาเต็ม ๆ เหมือนโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ทั้งยังอ่อนโยน มิสู้คนจึงเก็บตัวเงียบในตำหนัก

แต่กระนั้นเพียงเพราะความริษยางั้นหรือที่พรากมารดาของเขาไป เพียงเพราะแค่นี้คนเรากลับฆ่าฟันกันงั้นหรือ

เป้ากงกงได้พาองค์ชายสี่ไปพักผ่อนที่ตำหนักรับรอง เพราะฮ่องเต้เห็นท่าไม่ดี โดยมีซวี้เฟิ่งมองตาม เพราะเขาอยากเห็นความวินาศของผู้หญิแพศยาคนนี้แล้วจึงตามไป

“ได้เวลาตัดสินโทษของพวกเจ้าแล้ว สกุลหยู่ มิต้องเอ่ยอันใดมากมายความผิดทั้งหมดของพวกเจ้ามีโทษประหารเจ็ดชั่งโคตร!!! ยึดทรัพย์สินเข้าท้องพระคลัง!!! จบการว่าราชการ” อดีตหยู่ซูเฟยกรีดร้องราวกับคนบ้าในขณะที่นางและบิดาถูกทหารลากตัวไป

 

ณ ตำหนักรับรอง ลุ่นอวี้ได้ร้องไห้อย่างเงียบงันรวกกับแก้วที่พร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อหากมีใครไปสะกิด

ซวี้เฟิ่งเดินเข้ามาหาแล้วย่อตัวนั่งข้าง ๆ

“เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อใดว่าเราเป็นพี่น้องกัน” ลุ่นอวี้ถามคำถามที่คาใจ

“เมื่อเจอแม่ทัพบูรพาครั้งแรก” ซวี้เฟิ่งตอบไปตามจริง ยามนั้นหยกน้อยพาเขากลับไปที่จวนสกุลถังยามนั้นเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้คือพี่สี่ของเขา เนื่องด้วยยามนั้นถังเฟิงเหลยยังมิแต่งภรรยา ดังนั้นเด็กที่อยู่จวนสกุลถงคนนี้คือองค์ชายสี่แน่นอน

“ไม่คิดจะบอกกล่าวกันเลยหรือ”

“ไม่เคยคิด ในยามนั้นข้าคิดว่าท่านรู้อยู่แล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้ข้าพึ่งรู้จากท่านแม่ทัพว่าท่านยังไม่รู้” ซวี้เฟิ่งตอบกลับนิ่ง ๆ

“ข้าขอยืมไหล่เจ้าได้หรือไม่...” ลุ่นอวี้หันไปด้วยที่เริ่มตาแดง ซวี้เฟิ่งไม่ตอบแต่ขยับเข้าไปใกล้แล้วจับลุ่นอวี้มาพิงอก ราวกับกดถูกจุดอ่อนไหว สายธารแห่งความโศกศัลย์ไหลบ่าคล้ายเขื่อนทะลัก ไม่มีท่าทีฟูมฟามจนเกินพอดี แต่ราวกับบุปผางามยามต้องฝน เหมือนฟ้ารับรู้ความเศร้านี้ได้ หยาดพิรุณหยดลงมาพร่ำ ๆ คล้ายกับร่ำไห้เป็นสหายหยกงาม

 

 

ความคิดเห็น