ฮะนะชิ

พลังสมาร์ทโฟนอ่านใจจะช่วยไขคดีให้ฟุยุกะรู้ตัวคนร้ายที่กำความลับดำมืดได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่เธอจะยอมเปิดใจให้โอคิตะเสียที มาลุ้นกันค่ะ :-) <อัพวันละตอนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ชื่อตอน : ตอนที่ 23

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 132

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2562 10:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23
แบบอักษร

“หัวหน้าแผนกฆ่าภรรยาแล้วเอาศพไปฝังเหรอ ลูกไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น แล้วทำไมถึงรู้ว่าเป็นภรรยาเขาล่ะ” 

“ก็ตอนคุยกันเรื่องภรรยาเขา ภาพนั้นผุดขึ้นมาในหัวเขาน่ะสิ ได้ยินมาว่าเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่หนูคิดว่าเขาโกหก” 

เธอได้ฟังมาจากโอคิตะว่าโทชิเอะผู้เป็นภรรยาของ อุริโนะ มิจิทากะ เสียชีวิตแล้ว แต่โอคิตะก็ไม่ได้ไปร่วมงานศพ เขาบอกว่ามารู้เรื่องหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปนานแล้ว 

“ถ้าฟุยุกะอ่านใจคนแล้วเห็นภาพแสดงว่าความทรงจำนั้นก็น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง” 

มารดาทำหน้าอ่อนใจแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ 

“…ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ” 

“หนูก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ท่าทางน่าจะมีเรื่องแค้นเคืองกันอยู่” 

“ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงทำไมฟุยุกะถึงไปอ่านใจคนแบบนั้นล่ะ ลูกดูจะอ่านใจคนได้แม่นกว่าแม่ซะอีก แต่ที่ผ่านมาก็เคยเจอเรื่องโหดร้ายมามากมายเพราะความสามารถนี้อยู่แล้ว ลูกเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าไม่อยากเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นอีกแล้ว” 

“หนูก็ตั้งใจว่าจะทำอย่างนั้น แต่มันมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้หนูต้องอ่านใจเขา” 

“ลูกก็เลยเห็นแง่มุมน่ากลัวของหัวหน้า แล้วมารู้สึกแย่คนเดียวอีกน่ะเหรอ อะไรของลูกนะ ทำตัวเองแท้ๆ” 

“แต่ก็เพราะแบบนั้นหนูเลยได้รู้ว่าหัวหน้าเป็นอาชญากร แน่นอนว่าตอนนี้เรื่องยังไม่กลายเป็นคดีความเพราะตำรวจยังไม่ได้จับกุมเขา คนที่รู้มีแค่เจ้าตัวกับหนูเท่านั้น” ฟุยุกะลดเสียงให้เบาลง  

โครงสร้างของบู๊ธช่วยให้เสียงเล็ดลอดออกไปข้างนอกได้ยากก็จริง แต่ใช่จะมั่นใจได้ว่าไม่มีใครได้ยิน เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระโตกกระตาก 

“แม่คิดว่าหนูควรทำยังไงดี หาทางแจ้งตำรวจเรื่องคดีนี้โดยไม่ต้องเล่าเรื่องอ่านใจไม่ได้เลยเหรอ” 

“เลิกคิดเถอะ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย” 

มารดาหรี่ตาอย่างไร้ความสนใจ กลายเป็นฟุยุกะที่เบิกตากว้าง 

“ในเมื่อไม่มีใครรู้สักคนก็แสดงว่าไม่ใช่ปัญหา ไม่จำเป็นต้องไปบอกให้โลกรู้หรอก” 

“ไม่จำเป็นเหรอคะ เขาทำงานบริษัทเดียวกับหนูนะ ถ้าภาพที่หนูเห็นเป็นอาชญากรรมจริงๆ จะปล่อยไว้เฉยๆ ได้ยังไง” 

“แต่แม่ว่าลูกควรปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไว้เฉยๆ นะ การเข้าไปก้าวก่ายเรื่องที่ไม่ได้มีค่าอะไรเลยมันบ้าบอเกินไป ถ้าลูกคิดจะใช้เหตุการณ์นี้ข่มขู่หัวหน้าก็ว่าไปอย่าง ซึ่งลูกก็คงไม่ทำแบบนั้นอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ” 

“จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะคะ! จะให้หนูทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วทำงานกับคนอันตรายแบบนั้นต่อไปเหรอ” 

“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เขาไม่ได้มาทำร้ายลูกสักหน่อย” 

“แต่เขาอาจเป็นฆาตกรก็ได้นะ” 

“แล้วแน่ใจเหรอว่าคนอื่นไม่เป็น” 

มารดาส่งสายตาเย็นชามาให้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า 

“อาจมีคนอื่นในบริษัทที่เป็นฆาตกร ผู้ร้ายข่มขืน หรือหัวขโมยอีกก็ได้นะ” 

“…จะมีได้ยังไงล่ะ” 

“อย่างหัวหน้าคนที่ว่าลูกยังไม่รู้จนกระทั่งอ่านใจเขาเลยนี่นา คนเรามีชีวิตอยู่โดยปิดบังอดีตและโฉมหน้าที่ไม่อยากให้ใครรู้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ แล้วลูกจะฟันธงได้เหรอว่าคนอื่นๆ ดีหมด คิดจะผ่าสมองคนทั้งโลกดูรึไง” 

“…แม่เคยอ่านใจฆาตกรไหม” 

มารดาไม่ตอบคำถาม กลับยกมือขึ้นมาเหนือลูกแก้ว 

“คนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายเหลือเชื่ออย่างแทง ต่อย ข่มขืน หรือว่าทำร้ายคนอื่นน่ะ ก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนคนปกติธรรมดา แล้วก็ทำหน้าซื่อๆ ไร้พิษสงมาปรึกษาปัญหาที่บอกว่าหนักอกอย่างเรื่องความรักหรือเรื่องงานกับแม่ทั้งนั้นแหละรู้ไหม” 

“จริงเหรอ” 

“ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือคนที่นินทาว่าร้ายคนอื่นในใจอยู่ตลอดเวลา เช่น พอเห็นหน้าแม่ปุ๊บก็คิดเลยว่ายายแก่นี่น่ารำคาญ แต่งหน้าซะหนาเตอะเชียว หรือไม่ก็คิดว่ายายแก่นี่ทำเป็นอวดแหวนราคาแพง และสิ่งที่ลูกค้าที่เจอแม่เป็นครั้งแรกตั้งปฏิญาณไว้ในใจก็คือฉันจะไม่ยอมโดนหลอกหรอก ทำเอาแม่สงสัยจริงเชียวว่าแล้วคนพวกนั้นจะมาที่นี่กันทำไม” 

“แล้วเวลาเจอลูกค้าแบบนั้นแม่ทำยังไง” 

“ก็ไม่ทำยังไงหรอก ต่อให้เห็นความคิดของคนพวกนั้น แม่ก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน แม่แค่ดูดวงชะตา สนใจเนื้อหาที่ลูกค้าอยากปรึกษา ให้คำแนะนำ แล้วก็รับค่าบริการมาก็พอ แม่อ่านใจและถามข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาหนักอกก็จริง แต่ไม่คิดจะซอกแซกไปถึงเรื่องที่เจ้าตัวไม่ได้บอกหรอก” 

“เวลานั่งประจันหน้ากับคนเลว แม่ไม่กลัวบ้างเหรอ” 

“ขืนกลัวก็ต้องกลัวแบบนั้นไปไม่จบไม่สิ้น อีกอย่างคนแบบนั้นมักจะมาใช้บริการเป็นลูกค้าขาประจำซะด้วย ผิดคาดเลยไหมล่ะที่คนพวกนี้กลับกลายเป็นลูกค้าชั้นดี แม่ก็เลยคิดว่าที่จริงเขาคงอยากได้คนคุยด้วยเท่านั้นแหละ” 

มารดายิ้มให้ลูกแก้ว ในมุมมองของแม่ แม้จะเป็นฆาตกรใจโหดแต่ก็ถือว่าเป็นลูกค้า และความสามารถในการอ่านใจคนอื่นก็เป็นเพียงเครื่องมือในการหากิน ผลจากการรับฟังปัญหาของคนอื่นในแต่ละวันทำให้เธอติดนิสัยไม่แยแสเรื่องคนอื่นไปโดยสิ้นเชิง 

“นี่ ฟุยุกะ การอ่านใจคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับลูก แล้วก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลูกมีมาตั้งแต่เกิด ซึ่งคงเป็นเพราะกรรมพันธุ์จากแม่นั่นละ แม่เองก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน แต่มันก็เป็นชะตากรรมของลูกด้วย ลูกต้องยอมรับ ทำใจ และอยู่กับมันให้ได้” 

“…ซึ่งหนูก็พยายามทำความเข้าใจและอยู่กับมันมาตลอด” 

“งั้นถ้าลูกจะมาทุกข์ใจหรือเศร้าเพราะมันก็คงต้องบอกว่าไร้สาระ แม่ว่าลูกควรมีชีวิตอยู่โดยไม่ให้มันมาปั่นหัวลูกได้นะ” 

“ถ้าความสามารถนั้นคือชะตากรรมของหนู การแสดงความรับผิดชอบต่อจิตใจของคนที่ตัวเองเผลอไปอ่านก็คงเป็นหน้าที่ของหนูเหมือนกัน” 

“มันเป็นคำสาป ไม่ใช่ของขวัญจากพระเจ้า มันคือโซ่ตรวนที่มีไว้ทรมานลูกต่างหาก” 

ขณะนั้นมีนกตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากหน้าต่างบานเล็กของนาฬิกาโบราณที่แขวนไว้บนผนังด้านหลัง มันร้องเสียงแผ่วเป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาสำหรับปรึกษาปัญหาสิ้นสุดลงแล้ว  

ทั้งแม่ทั้งลูกต่างนิ่งเงียบกันไปครู่ใหญ่ ในไม่ช้าฟุยุกะก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง 

“เข้าใจแล้ว วันนี้ขอบคุณที่รับฟังหนูนะ เอาไว้หนูจะโทร.หานะคะ รับสายด้วยละ” 

“ไม่ได้นะ ฟุยุกะ” แม่พูดเสียงเข้มขึ้นมาทันควัน 

“เลิกยุ่งกับฆาตกรฆ่าคนซะเถอะ คนที่ไม่น่าจะรู้อะไรเลยอย่างลูกไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายนะ” 

“…แม่อ่านใจหนูเหรอ” 

“คนเป็นแม่ไม่จำเป็นต้องแอบอ่านใจเพื่อให้เข้าใจความคิดของลูกสาวหรอก เอาเถอะน่า เชื่อที่แม่พูดเถอะ” 

แม่เงยหน้ามองด้วยแววตาจริงจัง ฟุยุกะมองหน้าแม่พร้อมกับผงกศีรษะโดยไม่ปริปาก 

ความคิดเห็น