ฮะนะชิ

พลังสมาร์ทโฟนอ่านใจจะช่วยไขคดีให้ฟุยุกะรู้ตัวคนร้ายที่กำความลับดำมืดได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่เธอจะยอมเปิดใจให้โอคิตะเสียที มาลุ้นกันค่ะ :-) <อัพวันละตอนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ชื่อตอน : ตอนที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 167

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ย. 2562 08:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20
แบบอักษร

“ค่ะ ฉันก็คิดยังงั้นเหมือนกัน ถ้าแก้ปัญหาได้ตามนี้ ฉันก็พอใจแล้ว…” 

โทโมเอะที่ยืนอยู่ข้างหลังฟุยุกะตอบแบบกล้าๆ กลัวๆ 

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ หัวหน้าอุริโนะ ฉันก็สำนึกผิดเหมือนกันที่ทำอะไรตามอำเภอใจ” 

“…ไม่หรอก ผมไม่ดีเอง แค่ลืมความใจดีของคุณไม่ได้ ก็เลยเผลอพึ่งพิงคุณ” 

 

ถูกแล้ว เราถึงได้ประมาทว่าเธอจะยอมเราง่ายๆ 

สุดท้ายก็เลยกลายเป็นแบบนี้ ไม่นึกเลยว่าเราจะพลาดท่าในที่แบบนี้ 

โธ่เว้ย ใครจะไปยอมให้ชีวิตตัวเองย่อยยับเพราะผู้หญิงพรรค์นี้กันเล่า!  

พวกแกจงเชื่อฉันซะ! 

 

มนุษย์เราไม่สำนึกผิดกันง่ายๆ หรอก ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ยิ่งชอบสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง มันเป็นกลไกหนึ่งในการป้องกันตัว  

ดังนั้นการจะทำให้อุริโนะกลับใจในที่แบบนี้คงเป็นไปไม่ได้ 

ถึงกระนั้นเขาก็เป็นคนมีเหตุผล แม้จะก่นด่าอยู่ในใจ แต่เขาก็ยอมรับความผิดพลาดและหวาดกลัวว่าจะถูกแฉให้สังคมรับรู้  

หลังจากนี้คงคอยตามวอแวโทโมเอะไม่ได้แล้ว 

“ค่อยยังชั่ว…ผมโล่งอกที่คุณยอมเข้าใจครับ หัวหน้าอุริโนะ” 

น้ำเสียงโอคิตะอ่อนลงเหมือนคลายความกดดัน 

“ผมกังวลอยู่เลยว่าหัวหน้าอุริโนะจะโกรธรึเปล่า ขอโทษที่พูดจาอวดดีนะครับ” 

“โอคิตะคุง…ไม่หรอก ผมต่างหากที่ผิด คุณมิชิมะด้วย ผมสร้างความเดือดร้อนให้พวกคุณสองคน” 

อุริโนะเงยหน้ามองโอคิตะกับฟุยุกะ 

“พอได้ฟังที่พวกคุณพูดผมก็ตาสว่าง ขอโทษนะที่ทำให้วุ่นวาย แบบนี้ผมคงแก้ตัวกับภรรยาที่ตายไปแล้วไม่ได้เหมือนกัน” 

ในตอนนั้นเองภาพเคลื่อนไหวในไทม์ไลน์ของอุริโนะก็ปรากฏขึ้น 

 

เขากำลังขับรถ ฝนกระหน่ำลงมายังถนนสายเล็กๆ บนภูเขาในค่ำคืนที่มืดมิด  

นอกจากไฟหน้ารถยนต์แล้วก็ไม่มีแสงสว่างอื่นใดอีก ไร้วี่แววว่าจะมีรถแล่นสวนมาในเลนตรงข้าม 

ไม่มีคนโดยสารมาด้วย ทั้งที่นั่งข้างคนขับและที่นั่งเบาะหลังซึ่งเห็นผ่านกระจกส่องหลังก็ไม่มีใครเช่นกัน  

คนที่อยู่ตรงนี้มีเพียงอุริโนะที่เป็นคนขับเท่านั้น 

มองเห็นหน้าจอบางส่วนของระบบนำทางที่ด้านซ้ายล่าง นอกจากถนนคดเคี้ยวเส้นนี้แล้วก็มองไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆ เลย เห็นตัวหนังสือเขียนว่า ‘เมืองยัตสึงะโมริ’ 

ไม่ช้ารถก็จอดตรงข้างทาง เขาใส่เสื้อกันฝนแล้วหยิบไฟฉายกับพลั่วด้ามใหญ่ออกไปนอกรถ  

เสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบฮู้ดซึ่งคลุมศีรษะอยู่ดังกึกก้องประหนึ่งคลื่นรบกวน  

เขาเดินขึ้นทางลาดโดยอาศัยแสงไฟดวงน้อย 

พอมาถึงบริเวณที่พื้นเรียบขึ้น เขาก็พลันหยุดยืนแล้วปักพลั่วลงดินก่อนจะเริ่มขุดลงไป  

ไม่นานก็ขุดได้หลุมลึกพอสมควร เขาเดินกลับไปที่รถ แล้วขนสัมภาระขนาดมหึมาที่ห่อด้วยผ้าใบสีน้ำเงินออกมาจากกระโปรงหลัง 

สัมภาระชิ้นนั้นท่าทางหนักเอาเรื่อง หลังจากที่วางมันลงบนพื้น เขาก็ดึงเกลียวเชือกสีดำเหลืองที่มัดอยู่แล้วลากมันไปจนถึงข้างหลุมอย่างแข็งขัน  

เมื่อไปถึงจุดหมาย เขายังไม่หยุดพัก รีบลงมือแก้เชือกแล้วดึงผ้าใบสีน้ำเงินออกทันที ก่อนจะกลิ้งเฉพาะสิ่งที่อยู่ด้านในไปบนพื้นดิน           

ร่างของผู้หญิงผมยาวตกลงไปอยู่ในหลุมลึก            

 

“คุณมิชิมะ?” 

“เอ๊ะ?” 

ฟุยุกะหันไปทางเสียงเรียก เห็นโอคิตะจ้องมองมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ 

“จู่ๆ ก็เงียบไป เป็นอะไรรึเปล่า เหนื่อยเหรอ” 

“เอ่อ เปล่า…ฉันไม่เป็นไร ไม่มีอะไรหรอก” 

ฟุยุกะตอบพลางส่ายหน้า อุริโนะที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังก้มมองพื้น  

เธอมองไม่เห็นไทม์ไลน์แล้ว สมาร์ทโฟนสิ้นสุดการทำงานโดยไม่รู้ตัว 

เมื่อกี้เราเห็นอะไรกันแน่ 

“ดีละ เอาเป็นว่าทั้งสองฝ่ายก็เข้าใจกันแล้ว เราจบเรื่องนี้ไว้เท่านี้กันเถอะ” 

โอคิตะประกาศบอกทุกคนอย่างร่าเริง 

“เดี๋ยวพวกผมจะไปส่งคุณอานันถึงบ้านด้วยกัน หัวหน้าอุริโนะจะกลับก่อนก็ได้นะครับ ไม่ต้องห่วง ผมไม่บอกใครหรอกครับ เรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวเหมือนเดิมนะครับ!” 

“อืม ผมก็ว่าจะกลับแล้วเหมือนกัน คุณอานัน ขอโทษด้วยจริงๆ โอคิตะคุง แล้วก็คุณมิชิมะด้วย ขอบใจนะ ฝากด้วยละ ผมขอตัวก่อน…” 

อุริโนะค้อมศีรษะแล้วค้อมศีรษะอีกขณะเดินหมดเรี่ยวแรงไปจากสวนสาธารณะ  

มองไม่เห็นไทม์ไลน์ของเขาแล้ว  

แต่ดูจากสิ่งที่ฟุยุกะอ่านใจมาจนถึงขณะนี้ เขาคงไม่ได้โกหก คงเลิกเซ้าซี้โทโมเอะจริงอย่างที่พูด 

ฟุยุกะเขม้นมองแผ่นหลังของอุริโนะที่กลืนไปกับความมืดในยามราตรีพร้อมกับยับยั้งเสียงร้องว่า 'รอเดี๋ยว' ได้อย่างหวุดหวิดก่อนที่มันจะหลุดลอดออกจากปาก 

“งั้นพวกเราก็ไปกันบ้างดีไหม คุณอานัน พวกเราจะไปส่งถึงหน้าบ้านนะ” 

“คุณโอคิตะ ขอบคุณนะคะที่ช่วย ” 

“ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก ขอบคุณคุณมิชิมะดีกว่า ผมแค่ติดสอยห้อยตามมาด้วยเท่านั้นเอง” 

“รุ่นพี่ฟุยุกะ ขอบคุณนะคะ ขอโทษที่โกหกหลายเรื่องเลย โชคดีจริงๆ ที่ฉันเลือกปรึกษารุ่นพี่” 

“อือ…จ้ะ ดีแล้วละนะ” 

ฟุยุกะตอบเสียงสั่น ใบหน้ายังเคร่งเครียด แต่โทโมเอะมัวแต่ยินดีที่แก้ปัญหาได้จึงไม่ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น  

ส่วนโอคิตะท่าทางจะนึกว่าเธอแค่เหนื่อยเฉยๆ จึงไม่ได้เอ่ยถามอะไรเป็นพิเศษ 

คนเราโกหกใจตัวเองไม่ได้ 

ภาพเคลื่อนไหวที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำคือความจริงที่บุคคลนั้นเคยประสบพบเจอมาในอดีต 

ในชั่วพริบตาที่เขากล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อภรรยาผู้ล่วงลับ อุริโนะ มิจิทากะ ย้อนนึกถึงภาพการฝังศพผู้หญิงคนหนึ่งบนภูเขา 

 

*** 

 

สองวันถัดจากวันที่คลี่คลายคดีสตอล์กเกอร์ระหว่างโทโมเอะกับอุริโนะได้เป็นวันหยุด  

ฟุยุกะออกจากแมนชั่นตั้งแต่ช่วงบ่าย นั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะมาถึงตัวเมืองอันเป็นจุดหมายปลายทาง 

พอเข้าเดือนสิงหาคม อุณหภูมิในเมืองก็เพิ่มสูงขึ้นเพราะเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของปี  

ย่านการค้าอันไร้ระเบียบเต็มไปด้วยความคึกคัก เหล่าหนุ่มสาวที่ใส่เสื้อผ้าเนื้อบางพากันหลั่งไหลไปตามถนนใหญ่ ผู้คนที่มารวมตัวกันจากที่ต่างๆ เดินแยกย้ายจากกันไปตามทิศทางของตน  

กระแสความคิดจำนวนมหาศาลไหลเวียนดั่งกระแสโลหิตเข้าครอบครองภายในร้านที่ตั้งเรียงรายไปจนถึงตรอกซอกซอยราวกับการนำพาพลังงานมาสู่เมืองแห่งนี้     

ความคิดเห็น