ฮะนะชิ

พลังสมาร์ทโฟนอ่านใจจะช่วยไขคดีให้ฟุยุกะรู้ตัวคนร้ายที่กำความลับดำมืดได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่ฟุยุกะจะเปิดใจให้โอคิตะสักที มาลุ้นกันค่ะ :-) <อัพวันละตอนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ชื่อตอน : ตอนที่ 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 171

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2562 10:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17
แบบอักษร

“ยังสาวยังแส้อยู่แท้ๆ ทำไมถึงเกิดเรื่องอย่างนั้นได้ล่ะ ป่วยเหรอ” 

“อุบัติเหตุจราจรน่ะสิ เดือนตุลาคมปีที่แล้ว แถมคู่กรณีชนแล้วหนีด้วยนะ” 

“ไม่จริงน่า โหดจัง…” 

ฟุยุกะใจหายวาบจนพูดไม่ออก รู้สึกตกตะลึงกับข้อเท็จจริงเหนือความคาดหมายซึ่งเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ไร้เหตุผลที่ปลิดชีวิตคนได้ภายในเสี้ยววินาที  

เหตุผลที่เธอไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว คงเพราะมันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นทั้งกับตัวเองและคนใกล้ชิดได้ทุกเมื่อ 

“ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ทุกคนรู้กันอยู่แล้วเหรอ” 

“อืม ถ้าเป็นคนในบริษัท คิดว่าน่าจะมีคนไม่รู้เยอะนะ ผมคิดว่ายิ่งเป็นอุบัติเหตุ หัวหน้าอุริโนะก็คงยิ่งขอทางบริษัทไว้ไม่ให้ประกาศให้ทุกคนรู้” 

โอคิตะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบข้าวหน้าหมูทอดกินต่อ 

“…ผมก็เพิ่งรู้เรื่องหลังจากเหตุการณ์ผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว เอ่อ คือเวลาผู้ชายคุยกันเนี่ยเรื่องเกี่ยวกับภรรยาหรือว่าลูกก็มักจะเป็นหัวข้อที่ต้องผุดขึ้นมาอยู่แล้ว ถ้าไม่พูดถึงเลยจะยิ่งผิดสังเกต อ้อ แต่ได้ยินมาว่าหัวหน้าอุริโนะไม่มีลูกนะ” 

“ฉันพูดจาโหดร้ายกับหัวหน้าอุริโนะไปบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้” 

“ไม่ต้องใส่ใจหรอก ก็เจ้าตัวไม่ยอมเล่าให้ใครฟังเองนี่นา คุณไม่รู้ก็ไม่ผิดหรอก”      

“ก็จริง…” 

“ในทางกลับกัน ถ้าคุณรู้จะทำให้เขาสงสัยซะอีกว่าไปฟังจากใครมา หรือไม่ก็ใช้โทรจิตรึยังไง” 

โอคิตะพูดเล่นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด ในขณะที่ฟุยุกะจิบชาเงียบๆ ไม่รู้ว่าควรจะแสดงปฏิกิริยาแบบใดออกไปดี 

“สรุปคือเพราะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น การกระทำของหัวหน้าอุริโนะจึงไม่เข้าข่ายคบชู้ แต่ภรรยาเขาเพิ่งเสียไปไม่ถึงปี จะหันมาคบหาผู้หญิงคนอื่นทันทีแบบนี้ผมว่าก็ไม่เหมาะนะ” 

“จะว่าไปโทโมเอะก็บอกว่าตัดใจเหมือนกันพอรู้ว่าหัวหน้าอุริโนะมีภรรยาแล้ว เพราะเห็นเขาสวมแหวนแต่งงาน…แต่ได้ยินมาว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ก็แปลว่าหลังจากที่ภรรยาเขาเสียชีวิตแล้วสินะ” 

“กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้นี่นาว่าพอภรรยาเสียชีวิตแล้วต้องถอดแหวน ถ้าเกิดว่าใส่จนเป็นกิจวัตรไปแล้ว การจงใจไม่ใส่สิดูแย่กว่าอีก หรือว่าเขาจะมีสัมพันธ์กับคุณอานันตั้งแต่ก่อนหน้านั้นซึ่งเป็นช่วงที่ภรรยาเขายังมีชีวิตอยู่ล่ะ” 

“หมายความว่าตอนแรกเกรงใจภรรยาในปัจจุบันที่ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว หัวหน้าอุริโนะก็เลยไม่คบหากับโทโมเอะน่ะเหรอ” 

“ทีนี้พอภรรยาเสียชีวิต เขาก็เลยเข้าหาคุณอานันได้อย่างสง่าผ่าเผย” 

“เอ๊ะ แบบนั้นมัน…” 

ฟุยุกะตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ลังเล ชักเริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับความเป็นไปของเหตุการณ์ 

“แต่ถึงยังไงการเปลี่ยนใจจากคนเก่าไปหาคนใหม่ก็ดูรีบร้อนเกินไปอยู่ดี” 

โอคิตะพูดต่อโดยไม่ใส่ใจ 

“คงเป็นอย่างที่คุยกันเมื่อกี้จริงๆ นั่นแหละ ทั้งสองคนเริ่มข้องแวะกันหลังจากที่ภรรยาหัวหน้าเสียชีวิต แล้วเขาก็คงแค่ไม่ได้บอกคุณอานันเรื่องที่ตัวเองเคยแต่งงานละมั้ง” 

“นั่นสินะ ฉันก็คิดแบบนั้น…” 

ตามปกติมันก็ควรจะเป็นอย่างที่โอคิตะพูด แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนว่าเหตุการณ์นี้ผ่านการวางแผนอย่างแยบยล 

แท้จริงแล้วสิ่งที่อุริโนะปรารถนาคืออะไรกันแน่ พอสูญเสียโทชิเอะผู้เป็นภรรยาไปจากอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เขาก็เลยต้องการโทโมเอะขึ้นมาอย่างนั้นหรือ  

หรือว่าเขาทำให้โทชิเอะเสียชีวิตในอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเพื่อให้ได้โทโมเอะมากันแน่  

พบตัวคนร้ายที่ขับรถชนโทชิเอะแล้วหรือยังก็ไม่รู้ 

โทโมเอะรู้จักอุริโนะแค่ไหนกัน ไม่รู้จริงๆ หรือว่าภรรยาของเขาตายแล้ว  

หรือว่าเพราะรู้มาตั้งแต่แรกถึงได้กลัวที่เขาทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์ 

หรือว่าอุริโนะกับโทโมเอะสมคบคิดกัน  

ถ้าอย่างนั้นทำไมโทโมเอะถึงได้มาปรึกษาเธอ เกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ผิดแผนหรือเปล่า 

เป็นไปไม่ได้ ถึงบางครั้งโทโมเอะจะโกหกโดยไม่เจตนาก็จริง แต่ฟุยุกะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ดูแคลนตนด้วยความมุ่งร้าย  

ถ้าอย่างนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่จินตนาการที่เลยเถิดเท่านั้นน่ะหรือ 

เธอเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ไม่รู้ว่าทำไมโอคิตะจึงมองมาด้วยแววตาเป็นประกาย 

“อะไรเหรอ?” 

“เวลาคุณมิชิมะกลุ้มใจจะทำปากยื่นเนอะ” 

“หา?” 

เธอยกมือปิดปากโดยไม่รู้ตัว  

พอได้ยินคนอื่นบอก เธอก็เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอาจทำอากัปกิริยาเช่นนั้นอยู่จริงๆ  

โอคิตะหัวเราะก๊าก 

“…แล้วนายคิดว่าฉันควรทำยังไงดี” 

“เอ๊ะ ว่าไงนะ เอามือปิดปากแบบนั้นผมไม่ได้ยินเลย” 

“อย่ากวนประสาทน่า! เรื่องที่ฉันเอามาปรึกษาโอคิตะคุงจะให้คำตอบว่ายังไง” 

“เรื่องนั้นผมว่า…ต้องให้ทั้งคู่คุยกันสถานเดียวละมั้ง” 

โอคิตะยกแขนกำยำกอดอกแล้วเอ่ยออกมา  

ฟุยุกะขมวดคิ้วแบบไม่สบอารมณ์ แต่สุดท้ายก็เห็นด้วยว่าคงมีแค่ทางนั้นทางเดียว 

 

*** 

 

สามวันให้หลัง ฟุยุกะนั่งยองๆ อยู่กลางสุมทุมพุ่มไม้ในสวนสาธารณะใกล้แมนชั่นของโทโมเอะช่วงพลบค่ำ 

ขณะนี้เป็นยามโพล้เพล้ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่อากาศร้อนชื้น เวลาล่วงเลยไปจนทุ่มครึ่งแล้ว  

ท้องฟ้ามืดครึ้มมองไม่เห็นดวงดาว ได้กลิ่นฉุนๆ ของหญ้าลอยอบอวลจนแทบสำลักท่ามกลางเสียงแมลงที่ร้องระงมจนหนวกหู 

สวนสาธารณะตั้งอยู่บริเวณที่มีถนนใหญ่ตัดผ่าน ตลอดเส้นทางเดินสองฟากฝั่งเรียงรายไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มตลอดปี  

เวลานี้ไม่เหลือใครอยู่ในละแวกใกล้เคียงแล้ว  

ไฟริมทางส่องแสงสีส้มตกกระทบม้านั่งกับพื้นทรายดูหงอยเหงา 

ถ้าเป็นช่วงกลางวันบริเวณนี้จะมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในชุดสูท แม่บ้านที่เข็นรถเข็นเด็ก คนชรามาเดินเล่น หรือไม่ก็พวกเด็กๆ ที่เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับโรงเรียน  

แต่อาจเพราะบริเวณนี้มืดมากกระมัง พอพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ผู้คนจึงหายไปอย่างรวดเร็ว  

โทโมเอะเคยเล่าว่าพอตกกลางคืน พวกอันธพาลมักจะมารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ส่งเสียงดังโหวกเหวก เธอจึงพยายามเลี่ยงไม่เดินผ่านแถวนี้เวลากลับบ้าน  

ความคิดเห็น