ฮะนะชิ

พลังสมาร์ทโฟนอ่านใจจะช่วยไขคดีให้ฟุยุกะรู้ตัวคนร้ายที่กำความลับดำมืดได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่เธอจะยอมเปิดใจให้โอคิตะเสียที มาลุ้นกันค่ะ :-) <อัพวันละตอนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ชื่อตอน : ตอนที่ 16

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 188

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2562 10:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16
แบบอักษร

“แล้วคุณก็เลยคิดว่ามาปรึกษาผมดีกว่าสินะ” 

วันรุ่งขึ้นฟุยุกะชวน โอคิตะ ยูโตะ ที่เป็นเพื่อนร่วมงานไปรับประทานมื้อกลางวันเพื่อพูดคุยเรื่องโทโมเอะกับอุริโนะ  

หากเป็นแค่ปัญหารักๆ ใคร่ๆ ก็น่าจะใช้มาตรการขึ้นเด็ดขาดแก้ไขได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชาก็ต้องปฏิบัติกับเขาด้วยความระมัดระวัง 

เธอจึงเกิดความคิดว่าลองถามความคิดเห็นจากผู้ชายดูก็น่าจะดี 

พวกเธอนั่งคุยกันในร้านอาหารชุดตรงตรอกใกล้ๆ บริษัท  

ร้านนี้เป็นร้านที่บริหารจัดการเองแบบครอบครัว บรรยากาศจึงออกจะโบราณอยู่สักหน่อย แต่ก็ขึ้นชื่อว่าอาหารมีราคาย่อมเยาและรสชาติดี  

วันนี้พวกเธอมารับประทานมื้อกลางวันช้าอีกเช่นเคย ภายในร้านจึงโล่ง พนักงานบริษัทคนอื่นๆ น่าจะกลับไปทำงานเรียบร้อยแล้ว 

“ตอนคุณมิชิมะบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ผมนึกว่าเรื่องอะไรซะอีก” 

“ขอโทษที่รบกวนเวลางานนะ ถ้าอยู่ที่ทำงานก็มีคนอื่นอยู่ด้วย ฉันเลยคุยไม่ได้” 

“ผมไม่รังเกียจเลย เพราะยึดหลักว่าเวลาพักกลางวันจะลืมเรื่องงานให้หมด” 

โอคิตะกล่าวพลางเคี้ยวอาหารในชุดคัตสึด้งตุ้ยๆ เมนูนี้ประกอบด้วยข้าวหน้าหมูทอดและอุด้งไซส์เล็ก แคลอรี่จึงแตะสี่หลัก  

เขาอายุยี่สิบห้า อายุมากกว่าฟุยุกะหนึ่งปี แต่เข้าทำงานที่บริษัทรุ่นเดียวกัน  

โอคิตะเป็นผู้ชายผมสั้น คิ้วหนา เครื่องหน้าชัด รอยยิ้มดูไร้เดียงสา ตัวสูงใหญ่สมเป็นอดีตนักกีฬารักบี้ แผ่นอกหนาคับเสื้อเชิ้ตสีขาวเลยทีเดียว คอก็หนากว่าฟุยุกะสามเท่าเห็นจะได้ 

“แต่ผิดคาดแฮะที่คุณมิชิมะรับฟังที่รุ่นน้องมาปรึกษาอย่างเอาใจใส่แบบนี้ ผมหลงนึกว่าคุณจะพูดแค่ว่าเรื่องแบบนั้นฉันไม่สนใจหรอกซะอีก” 

“ฉันไม่ได้เย็นชาขนาดนั้นหรอกนะ ยิ่งโทโมเอะเป็นเพื่อนฉันด้วย แล้วนี่ก็เป็นเรื่องภายในบริษัท ถ้าไม่ช่วยทำอะไรสักอย่าง มันจะยิ่งแย่ จริงไหมล่ะ” 

ฟุยุกะใช้ตะเกียบคีบอาหารในชุดปลาซาบะต้มซีอิ๊ว  

แม้โอคิตะจะอายุมากกว่าเธอหนึ่งปี แต่ก็เข้าทำงานรุ่นเดียวกัน เขาจึงขอไม่ให้เธอใช้ภาษาสุภาพเวลาพูดคุย  

เขาสามารถทำตัวเป็นธรรมชาติกับทุกคนได้โดยไม่ประหม่าหรือไม่ต้องวางฟอร์มให้ตัวเองดูดีมากมาย  

บางทีเขาก็มีมุมที่ไม่รอบคอบเหมือนเด็กๆ อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ยิ่งเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งทำให้คนอ่านใจได้อย่างฟุยุกะเห็นเขาเป็นมนุษย์ผู้ชายแสนล้ำค่าที่เธอคุยด้วยได้โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจอะไรมากมาย 

“ตกลงนายคิดยังไงเรื่องหัวหน้าอุริโนะ” 

“ตกใจหมดเลย ไม่นึกว่าหัวหน้าอุริโนะจะทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์แบบนี้” 

“ไม่เคยได้ยินข่าวลือทำนองนั้นบ้างเหรอ” 

“อย่าว่าแต่ข่าวลือเลย ไม่เคยมีวี่แววซะด้วยซ้ำ ผมอุตส่าห์คิดว่าเขาเป็นหัวหน้าที่เอาจริงเอาจังแท้ๆ คนเรานี่ดูจากภายนอกไม่ได้เลยเนอะ” 

“ใช่ คนเราน่ะดูจากภายนอกไม่ได้หรอก” 

ฟุยุกะทวนคำพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา โอคิตะเบะปาก 

“ฉันเลยมองหัวหน้าอุริโนะแย่ลงเลย โทโมเอะก็ผิดที่ไปจีบเขาแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่หัวหน้าก็ผิดเหมือนกันที่หลงเสน่ห์โทโมเอะเพราะเรื่องอย่างว่า นี่ไม่ใช่ความรักในที่ทำงาน แต่เป็นการคบชู้ในที่ทำงานต่างหาก ในฐานะผู้ชาย คุณคิดว่ายังไง” 

“ผมยังไม่ได้แต่งงานก็เลยไม่รู้เหมือนกัน แต่เรื่องทำนองว่าคนที่มีแฟนอยู่แล้วไปชอบผู้หญิงคนอื่นเนี่ย ผมก็พอจะเข้าใจอยู่” 

“เข้าใจเหรอ แย่ที่สุดเลยนะ” 

“อย่าพูดแบบนั้นสิ หมายถึงว่ามันเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ต่างหาก ครั้นผมจะบอกว่าหัวหน้าอุริโนะนี่ไม่ไหวเลยแฮะ สมองเพี้ยนไปแล้วละมั้ง ผมก็พูดไม่ได้อีกใช่ไหมล่ะ คุณอานันก็เป็นสาวสวยซะด้วย” 

“หมายถึงเรื่องสตอล์กเกอร์ก็ด้วยเหรอ” 

“เปล่า เรื่องนั้นผมไม่เข้าใจเลยสักนิด” 

โอคิตะกล่าวแล้วสูดเส้นอุด้งเข้าปาก 

“ในกรณีของผม ถ้าดูท่าว่าน่าจะไปไม่รอด ผมก็จะตัดใจทันที” 

“โอคิตะคุงก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนแบบนั้นจริงๆ น่ะแหละ” 

“แต่ก็มีคนบอกเหมือนกันว่าผมน่ะเหลาะแหละเกินไป ต้องตื๊อให้มากกว่านี้อีกนิด คุณมิชิมะล่ะว่าไง คิดจะปฏิเสธสักครั้งนึงก่อนเพื่อทดสอบความจริงจังของอีกฝ่ายรึเปล่า จะรู้สึกไหมว่า ฉันอุตส่าห์ปฏิเสธไปแล้วแท้ๆ แต่คนคนนี้ก็ยังไม่ตัดใจจากฉัน คงรู้สึกร้อนรนมากเลยสินะ” 

“น่ารำคาญจะตาย” 

พอฟุยุกะสวนกลับทันควัน โอคิตะหัวเราะพรวด  

เพราะเธออ่านใจคนอื่นได้ จึงไม่จำเป็นต้องแสร้งให้ความหวังเพื่อลองใจอีกฝ่าย อีกอย่างเธอเองก็ไม่มีทักษะด้านวาทศิลป์ในการหยั่งเชิงคนอยู่แล้ว  

“ถ้าปฏิเสธชัดเจนแบบนั้น มันก็เข้าใจง่ายดีนะ ผมก็ไม่อยากพูดยังงี้หรอก แต่คนที่พูดจาคลุมเครือและทำตัวไม่ชัดเจนเพราะอยากรักษาน้ำใจหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็มีอยู่เยอะเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” 

“การปฏิเสธก็ต้องอาศัยความกล้าหาญเหมือนกันนะ โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายเป็นคนที่เราสนิทสนมด้วยมาตลอด จะกลายเป็นว่าเราทำให้ความสัมพันธ์พังทลายลงโดยไม่ได้ตั้งใจ พูดยากเหมือนกัน” 

“ก็ใช่ แต่ในกรณีนี้คุณอานันดันเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน เรื่องก็เลยยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ หัวหน้าอุริโนะอาจคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนเข้าหาเราเองแท้ๆ ต้องไม่รังเกียจเราอยู่แล้ว ผมเองก็รับไม่ได้นะเรื่องสตอล์กเกอร์ แต่ก็เห็นใจหัวหน้าอุริโนะในจุดนั้นอยู่” 

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่หัวหน้าอุริโนะมีภรรยาอยู่แล้ว ก็เลยอยากให้เขาปฏิเสธให้ชัดเจน” 

“…ถ้าว่ากันตามตรง ตอนนี้หัวหน้าอุริโนะไม่มีภรรยาแล้วนะ” 

“อ้าว ไม่มีเหรอ อย่าบอกนะว่าหย่ากันแล้ว” 

“เปล่า ภรรยาหัวหน้าเสียไปแล้วเมื่อปีก่อน” 

โอคิตะวางตะเกียบแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในขณะที่ฟุยุกะทำตาโตด้วยความตกใจ 

“…ภรรยาหัวหน้ารู้สึกว่าจะชื่อคุณโทชิเอะละมั้ง ผมไม่เคยเจอหรอก แต่เคยได้ยินมาบ้าง เห็นว่าคุณพ่อเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของคลาริสที่เป็นบริษัทแม่ของเรา หัวหน้าอุริโนะก็เคยเป็นพนักงานของคลาริสมาก่อน น่าจะมีชะตาบางอย่างต้องกันละมั้ง ได้ยินว่าทั้งตัวหัวหน้าและภรรยาก็อายุเท่ากันด้วย” 

ความคิดเห็น