ฮะนะชิ

พลังสมาร์ทโฟนอ่านใจจะช่วยไขคดีให้ฟุยุกะรู้ตัวคนร้ายที่กำความลับดำมืดได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่เธอจะยอมเปิดใจให้โอคิตะเสียที มาลุ้นกันค่ะ :-) <อัพวันละตอนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ชื่อตอน : ตอนที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 240

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12
แบบอักษร

สมาร์ทโฟนอ่านใจจะเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อสนทนากับอีกฝ่ายแบบตัวต่อตัว  

แต่เมื่อใดที่อ่านใจบุคคลนั้นไปแล้ว เธอก็มักทำใจเย็นและพูดคุยสัพเพเหระกับคนคนนั้นต่ออีกไม่ไหว   

บรรดาเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป้าหมายที่ผ่านเข้าสู่สายตาเป็นความปรารถนาทางเพศไปเสียหมด  

ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของฟุยุกะถูกทำให้แปดเปื้อนเพราะจินตนาการอันเลยเถิดของอีกฝ่าย  

นึกไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะเป็นที่ปรารถนาตั้งแต่รอยแสกผมจนถึงพื้นร้องเท้าได้ขนาดนั้น 

ปัจจุบันเธอยอมรับสภาพจิตใจของเด็กหนุ่มทั้งหลายได้ในระดับหนึ่งแล้ว  

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มพวกนั้นไม่ได้เป็นคนผิดปกติ แล้วเธอก็ไม่เคยถูกจู่โจมในความเป็นจริงด้วย  ตรงกันข้ามเธอคิดว่าเพื่อนๆ ในห้องทั้งชายหญิงล้วนเป็นคนอ่อนโยนใจดีกันเสียด้วยซ้ำ  

เธอแค่ทนกับความรู้สึกสิ้นหวังจากการอ่านใจคนอื่นตามอำเภอใจไม่ได้เท่านั้น 

 

มิชิมะ ฟุยุกะ สะกดรอยตามเรามารึเปล่า เธอรู้รึเปล่าว่าเรากำลังสะกดรอยตาม อานัน โทโมเอะ อยู่ 

ผู้หญิงคนนี้รู้อะไรมาบ้าง เธอได้ฟังอะไรมาแค่ไหน 

ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ถ้าบริษัทรู้เข้าต้องแย่แน่ ถ้าทุกคนรู้เข้าต้องแย่แน่ ต้องทำอะไรสักอย่าง 

 

หลากหลายข้อความแสดงอยู่บนไทม์ไลน์ของ อุริโนะ มิจิทากะ อย่างต่อเนื่อง  

เธอมองเห็นถึงความเฉียบแหลมและความร้อนใจของเขาผ่านข้อความที่ถูกส่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว  

ผู้ชายอายุสามสิบหกปีย่อมไม่คิดอะไรตรงไปตรงมาเหมือนนักเรียนมัธยม และไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยให้ความปรารถนาอยู่เหนือการควบคุมด้วย  

เธออ่านได้ว่าเขากำลังตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล 

 

ภาพที่ปรากฏเป็นภาพที่เธอเคยเห็น เป็นภาพของทางเท้าแถวๆ บริษัท ขณะนั้นเป็นยามบ่ายที่แสงแดดเจิดจ้า ถนนฟากตรงข้ามมีร้านพาสต้าตั้งอยู่ เธอเห็นตัวเองกับโทโมเอะกำลังรับประทานมื้อกลางวันตรงระเบียงกลางแจ้ง ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน แต่มองเห็นสีหน้าไม่ชัด แล้วซุ้มเสียงก็ถูกกลบด้วยความอึกทึกรอบตัว 

 

ความทรงจำในอดีตที่อุริโนะเห็นสะท้อนภาพของเธอกับโทโมเอะ  

ดูจากบรรยากาศในเมืองและเครื่องแต่งกายของทั้งคู่ น่าจะเป็นตอนที่โทโมเอะมาปรึกษาเธอเรื่องสตอล์กเกอร์เมื่อไม่นานมานี้  

นั่นหมายความว่าตอนนั้นอุริโนะกำลังแอบดูอยู่ไม่ไกล ท่าทางเขาจะสงสัยว่าพวกเธอสองคนคุยอะไรกันอยู่ 

“ว่าไงล่ะ คุณมิชิมะ” 

“อ๊ะ ค่ะ เอ่อ หมายถึงว่าโทโมเอะเล่าเรื่องหัวหน้าอุริโนะให้ฉันฟังบ้างรึเปล่าน่ะเหรอคะ” 

“ใช่ คุณอานันไม่ได้เล่าอะไรให้คุณฟังบ้างเลยเหรอ” 

“ก็ไม่เห็นเล่าอะไรนี่คะ หัวหน้ามีเรื่องอะไรกับโทโมเอะเหรอคะ” 

“เปล่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว…ว่าแต่วันนี้คุณมิชิมะกลับก่อนคุณอานันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาเดินอยู่แถวนี้หลังคุณอานันเลิกงานได้ล่ะ” 

“ฉันกลับก่อนแต่มาอยู่แถวนี้ทีหลัง เอ่อ จริงอยู่ค่ะว่าฉันออกมาก่อน แต่พอดีแวะร้านแถวที่ทำงานระหว่างทางกลับน่ะค่ะ” 

“อ้อ งั้นเหรอ…” 

“เราอาจจะสวนกันละมั้งคะ เมื่อกี้หัวหน้าเจอโทโมเอะรึเปล่าคะ” 

“เปล่า ไม่ได้เจอ” 

“อ้อ…เอ่อ ขอโทษนะคะ หัวหน้าอุริโนะ ฉันไม่เข้าใจที่หัวหน้าพูดสักเท่าไหร่เลยค่ะ” 

ฟุยุกะเอียงคอแล้วผุดรอยยิ้มลำบากใจ  

ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องแสร้งทำไขสือแล้วถามข้อมูลจากอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด  

อุริโนะยังไม่รู้อะไรและยังไม่ได้ปักใจด้วยว่าเธอสะกดรอยตามเขามารึเปล่า  

แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย ที่รู้ก็เพราะการอ่านใจคนทำให้เธอสัมผัสถึงเจตนาร้ายของอีกฝ่ายได้ด้วย 

 

ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่ 

ถ้าเธอไม่รู้อะไรเลย เราควรรีบบอกลาแล้วไปจากที่นี่หรือเปล่า 

ไม่สิ เดี๋ยวก่อน ถ้าเราอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง เธอจะยอมช่วยเราไหม ท่าทางเธอเป็นคนปากหนัก แล้วก็มีเพื่อนน้อย ภาพลักษณ์ของเราในสายตาเธอก็ไม่น่าแย่ด้วย 

 

“เอ่อ หัวหน้าอุริโนะ ฉันไปได้รึยังคะ” 

“ระ…รอเดี๋ยวสิ คุณมิชิมะ” 

“เอ่อ…แต่หัวหน้าอุริโนะอยู่ระหว่างทำงานไม่ใช่เหรอคะ” 

“เอ๊ะ อ้อ ก็ใช่ แต่ขอคุยด้วยอีกเรื่องเดียว” 

  

จริงสิ เราอยู่ระหว่างทางไปบริษัทของคู่ค้า ตัวเองพูดเองแท้ๆ ดันลืมซะได้ 

แย่ละสิ มิชิมะเริ่มสงสัยแล้ว ถ้าเราแยกไปตอนนี้ เธออาจเอาเรื่องที่เจอเราไปเล่าให้โทโมเอะฟัง ไม่สิ ไม่ว่าเราจะพูดอะไรตอนนี้ เธอก็คงเอาไปเล่าอยู่ดี ต่อให้ขอร้องว่าอย่าเล่าก็คงเปล่าประโยชน์ 

อย่าลนลานสิ ใจเย็นไว้ เราควรเล่าออกไปตามตรง เราควรชิงบอกก่อนว่าเราไม่มีเจตนาร้ายเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อใจ ไม่เป็นไรหรอก เราทำได้แน่ 

 

เธอเห็นความขัดแย้งในจิตใจของอุริโนะผ่านไทม์ไลน์ อาจดูเหมือนกับว่าเป็นการพูดคนเดียวที่ไม่มีสาระสำคัญอะไร แต่เนื้อหาก็ยังคงเป็นความคิดของมนุษย์ผู้เยือกเย็นและมีสติปัญญา  

อุริโนะเดินเข้ามาใกล้เธออีกก้าว แล้วยกมือป้องปากเหมือนจะบอกความลับ 

“คุณมิชิมะ อันที่จริงผมมีเรื่องอยากไหว้วานคุณหน่อย” 

“เอ๊ะ เรื่องอะไรคะ กะทันหันจัง” 

“ผมอยากให้คุณช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ อันที่จริงคือดูเหมือนว่าคุณอานันกำลังสงสัยผมเรื่องแปลกๆ อยู่น่ะ” 

“โทโมเอะสงสัยอะไรคุณเหรอคะ” 

“สงสัยว่าผมอาจจะสะกดรอยตามเธออยู่น่ะสิ” 

“เอ๊ะ ทำไมล่ะคะ” 

ฟุยุกะกระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ แต่ในใจกำหมัดร้องเยสไปแล้วเรียบร้อย 

ภายในสถานีมีผู้คนสัญจรไปมาเพิ่มมากขึ้น เสียงจอแจจึงดังขึ้นตามไปด้วย  

ไม่มีใครสนใจฟุยุกะกับอุริโนะที่หยุดยืนคุยกันข้างผนัง บางคนหันมามองแต่ก็เดินผ่านไปทันที  

ไม่เห็น อานัน โทโมเอะ อยู่แถวนี้เลย เธอคงออกจากสถานีเพื่อไปต่อรถไฟอีกสายเรียบร้อยแล้ว 

“ทำไมโทโมเอะถึงต้องคิดว่าหัวหน้าอุริโนะสะกดรอยตามด้วยล่ะคะ” 

ฟุยุกะยิงคำถามที่สมควรถามสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลย อีกฝ่ายขมวดคิ้วแล้วผุดสีหน้าทุกข์ทรมานให้เห็น  

นี่ไม่ใช่การแสดง เธออ่านออกว่าเขายังคงลังเลว่าจะตอบอย่างไร 

 

อะไรกันเนี่ย ดูเหมือนมิชิมะจะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ปัดโธ่ เราไม่ควรชวนเธอคุยเลย 

ไม่สิ อย่าประมาทดีกว่า เธออาจสืบเรื่องของเราอยู่ เพราะได้ยินทุกอย่างมาจากโทโมเอะแล้วก็ได้ 

ไม่ว่าจะทำยังไง ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมอยู่ดี กลบเกลื่อนไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น 

ความคิดเห็น