ฮะนะชิ

พลังสมาร์ทโฟนอ่านใจจะช่วยไขคดีให้ฟุยุกะรู้ตัวคนร้ายที่กำความลับดำมืดได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่เธอจะยอมเปิดใจให้โอคิตะเสียที มาลุ้นกันค่ะ :-) <อัพวันละตอนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ชื่อตอน : ตอนที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 274

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2562 11:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8
แบบอักษร

ขณะที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างแอพพลิเคชันนานาชนิด จอสัมผัส ฟังก์ชั่นเสียง โซเชียลเน็ตเวิร์ก และระบบปฏิบัติการไทม์ไลน์ เธอก็ได้เรียนรู้วิธีอ่านใจคนอื่นไปพร้อมกันด้วย 

เนื่องจากพลังพิเศษอย่างสัมผัสที่หกหรือพลังจิตปราศจากรูปร่าง โดยมากมักมีอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้และไม่สามารถพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นได้ ด้วยเหตุนี้ผู้มีพลังพิเศษจึงมักใช้อุปกรณ์ที่ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังนั้นเพื่อควบคุมและสำแดงพลังของตัวเองออกมาอย่างเป็นรูปธรรม 

ในกรณีของไพ่ทาโรต์ กระดาษไม่ใช่คำทำนายในตัวของมันเอง แต่เป็นสื่อที่นักทำนายใช้เพื่อแสดงพลังของตน  

กล้องถ่ายรูปไม่ได้ถ่ายติดวิญญาณ แต่เลนส์เป็นสื่อกลางที่ทำให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของวิญญาณด้วยการกดชัตเตอร์ ซึ่งวิญญาณจะสะท้อนให้เห็นบนฟิล์มกลายเป็นข้อมูลภาพ  

อุปกรณ์หาใช่เครื่องกำเนิดพลังงาน แต่มนุษย์ใช้อุปกรณ์เพื่อสำแดงพลังต่างหาก  

แม้ในอดีตอันไกลโพ้นนักพยากรณ์ก็เคยใช้กระดองเต่าตรวจดวงชะตาบ้านเมืองมาแล้ว 

ในกรณีของฟุยุกะ หลังจากใช้งานสมาร์ทโฟนในจินตนาการแทนที่การรับรู้ผ่าน ‘การคาดเดา’ ที่เคยคลุมเครือมาตลอด เธอก็ได้ความสามารถในการรับรู้ผ่าน ‘การอ่านความคิด’ มาครอบครอง  

คนเราทุกคนต่างมีสมาร์ทโฟนอยู่ในสมอง ความคิดและอารมณ์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ถูกอัพเดทไปเรื่อยๆ ทุกวินาทีประหนึ่งไทม์ไลน์  

การค้นพบดังกล่าวทำให้เธอรู้แน่ชัดถึงพลังพิเศษของตัวเอง ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่วิธีที่จะทำให้พลังงานนั้นแสดงความสามารถออกมา 

ฟุยุกะเรียกพลังนั้นว่า ‘สมาร์ทโฟนอ่านใจ’ 

การจินตนาการว่าแตะหน้าผากของอีกฝ่ายในตอนแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อสับเปลี่ยนการรับรู้ของตัวเองเข้าสู่โหมด ‘สมาร์ทโฟนอ่านใจ’ เท่านั้น ก็เหมือนเวลาหมอดูกล่าวว่า ‘เอาละ จะเริ่มแล้วนะคะ’ ก่อนเปิดไพ่นั่นเอง 

แต่ความสมบูรณ์แบบของสมาร์ทโฟนอ่านใจกลับนำพาความทุกข์มาสู่ฟุยุกะ 

มนุษย์เราใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนในสังคมโดยปิดบังความรู้สึกอันแท้จริงอยู่เสมอ การสื่อสารกับผู้อื่นด้วยคำพูดและท่าทีโป้ปดคือการกระทำที่เป็นไปเองตามธรรมชาติโดยไม่ได้แคร์ว่าอีกฝ่ายจะชอบหรือไม่ 

ความจริงแล้วเพื่อนสนิทที่ไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้าอาจเกลียดเรา เพื่อนร่วมห้องที่มารวมกลุ่มกันเสมอช่วงเวลาพักอาจนินทาเราลับหลัง บุคคลที่เราเพิ่งพบหน้าเป็นครั้งแรกอาจดูแคลนเราอยู่ อาจารย์ผู้คอยรับฟังปัญหาของเราอย่างมีน้ำใจอาจกำลังตีตัวออกห่างเพราะความรำคาญ เด็กผู้ชายที่เป็นคนคุยสนุกและอัธยาศัยดีอาจกำลังจินตนาการถึงเราแบบลามกจกเปรตอยู่ก็ได้ 

สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเพียงเจตนาร้ายที่ไม่มีวันโผล่มาให้เราเห็นแบบจะจะ คนเหล่านั้นอาจคบหากับเราเพราะมีความรู้สึกดีๆ มากกว่าความรู้สึกในแง่ลบก็ได้  

ลองได้อ่านความคิดเหล่านั้นแล้ว ทั้งหมดก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริง ผลลัพธ์คือต่อให้อีกฝ่ายเข้าหาเราอย่างสนิทสนมเพียงใด เราก็ไม่สามารถรักษาความใกล้ชิดสนิทสนมให้คงอยู่ต่อไปได้ 

สมาร์ทโฟนอ่านใจสร้างความทุกข์ทรมานให้ฟุยุกะแม้กระทั่งตอนทำกิจกรรมชมรม 

เธอสังกัดชมรมแบดมินตัน สมาร์ทโฟนอ่านใจช่วยให้เธอมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดจากนักกีฬาระดับกลางไปสู่นักกีฬาผู้มีทักษะระดับท็อปคลาส 

เธออ่านใจคู่แข่งออก ทำให้เข้าใจตั้งแต่กลยุทธ์ วิธีการเล่น ไปจนถึงมุมที่อีกฝ่ายจะตีลูกมาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  

เธอขยับร่างกายก่อนที่คู่ต่อสู้จะแกว่งไม้แบดและรับลูกได้ทุกครั้ง ทำคะแนนได้เหนือความคาดหมาย แม้แต่ลูกเสิร์ฟเธอก็สามารถปั่นหัวอีกฝ่ายได้ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่า 

สมาชิกในชมรมพากันชื่นชมว่าเธอแข็งแกร่งและฝีมือไร้ที่ติ แม้แต่โค้ชยังชมว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเธอรวดเร็วระดับมืออาชีพ ทว่าตัวฟุยุกะเองกลับสูญเสียความทะเยอทะยานไปทีละน้อย  

เธอเริ่มสูญเสียความมีชีวิตชีวาเวลาลงแข่ง ความอยากเอาชนะจนถึงกับต้องอ่านใจคนอื่นทำให้เธอรู้สึกว่างเปล่า ขมขื่นกับความต่ำช้าของตัวเองที่ปิดบังความจริงในขณะที่แข่งขันกับสมาชิกคนอื่นๆ ในชมรมซึ่งต่างคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน        

สุดท้ายฟุยุกะก็เลิกใช้สมาร์ทโฟนอ่านใจ เนื่องจากตระหนักว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้นมากมายกว่าสิ่งที่ได้รับมา  

ที่สำคัญคือยิ่งเธอใช้มันมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งไม่เชื่อใจมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น 

แต่ราคาค่างวดของการใช้พลังจิตอ่านใจคนก็ใหญ่หลวงจนประเมินค่ามิได้ 

ระหว่างการสนทนากันในชีวิตประจำวัน มันทำให้เธอไม่กล้าเชื่อใจอีกฝ่ายและไม่อาจยิ้มให้อย่างไร้เดียงสาได้อีกต่อไป  

ไม่ว่าจะได้รับคำชมหรือคำว่าร้าย เธอก็จะนึกสงสัยว่าอาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังจนไม่สามารถรู้สึกยินดีหรือรู้สึกผิดได้อีก 

หลังจากปิดผนึกลางสังหรณ์อันเฉียบแหลม เธอก็ยืนอยู่ในสนามแบดมินตันด้วยสภาพดั่งถูกมัดมือมัดเท้า ไม่ว่าจะได้รับชัยชนะหรือพ่ายแพ้ เธอกลับรู้สึกว่ามันไร้เหตุผลและไม่อาจยอมรับผลลัพธ์ได้อย่างซื่อตรง 

ประสบการณ์เหล่านั้นเปลี่ยนให้ฟุยุกะกลายเป็นผู้หญิงที่เก็บเนื้อเก็บตัวและเย็นชา 

ในเมื่อกลัวจะรู้ว่าแท้จริงแล้วคนอื่นรู้สึกอย่างไร เธอก็แค่ลดระดับการคบหากับผู้คนก็พอ  

ในเมื่อเชื่อใจอาจารย์ไม่ได้ เธอแค่เข้าเรียนเฉยๆ ก็พอ  

ในเมื่อทำกิจกรรมชมรมอย่างกระตือรือร้นไม่ได้ เธอก็แค่คิดเสียว่ามันคือการเล่นสนุกก็พอ  

ความหวาดกลัวว่าตัวเองจะเจ็บปวดและผิดหวังเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามคาด ทำให้เธอสร้างกำแพงด้วยการแสดงออกว่าตนเป็นคนไม่สนใจใคร รวมทั้งไม่ได้รับความสนใจจากใคร เป็นคนไร้อารมณ์และไม่ยืนกรานในความคิดของตัวเอง 

นับแต่นั้นมาจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ฟุยุกะยังคงนิสัยดังกล่าวไว้ เธอทำตัวเหินห่างกับคนอื่นๆ ยิ่งกว่าสมัยอยู่มัธยมปลาย รวมถึงรักษาระยะห่างกับเพื่อนที่มีอยู่น้อยนิดอย่างเหมาะสม  

ทุกคนคุ้นเคยกับท่าทีจองหองของเธอดี  

ต่อให้มีใครมาบอกว่าฟุยุกะชอบปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง เธอก็มักจะกลบเกลื่อนด้วยการปั้นแต่งรอยยิ้มโดยไม่เปิดเผยสีหน้าเอือมระอา 

และแล้วหลังจบการศึกษาเธอก็เลือกอาชีพโอเปอเรเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการช่วยเหลือลูกค้าทางโทรศัพท์ เนื้อหาของงานคือการสนทนากับคนแปลกหน้าจำนวนมากมายทางโทรศัพท์  

ในเมื่อไม่ได้เห็นหน้า เธอจึงใช้สมาร์ทโฟนอ่านใจไม่ได้และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ด้วย          

ความคิดเห็น