ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 : แมวเป็นสัตว์ขี้กลัว 100%

ชื่อตอน : บทที่ 7 : แมวเป็นสัตว์ขี้กลัว 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 52.7k

ความคิดเห็น : 140

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2558 16:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 : แมวเป็นสัตว์ขี้กลัว 100%
แบบอักษร

 

THE CAT 

 

บทที่ 7

แมวเป็นสัตว์ขี้กลัว

 

 

         

 

            สิ่งที่กลัวยิ่งกว่าอะไรคือเขาจะไม่รักผมอีก กรยังคงนิ่งเงียบ มองผมผ่านดวงตาคมเข้มที่จับจ้องมาตรงๆด้วยความตกใจปนอะไรบางอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูก ความหวาดหวั่นแล่นลามเข้าสู่จิตใจอย่างหนัก ผมก้มหน้าจนคางชิดอก ไม่กล้าเงยขึ้นสบดวงตาสีดำสนิทราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนของอีกฝ่าย

"กรเกลียดผมแล้วใช่ไหมครับ ฮึก..." ผมว่าเสียงสั่นเครือ

แมวกลายเป็นคน ไม่ใช่เรื่องปกติ ถ้าเขาจะเกลียดจะกลัว ผมคงไม่รู้จะทำยังไงต่อไป ผมพูดออกไปแล้ว ผมพูดกับกรเป็นประโยคแรก สารภาพออกไปหมด หลักฐานตรงหน้าคงไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางศีรษะอีกฝ่าย แมวที่เขาเลี้ยง กลับกลายเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะเหมือนคนทั่วไปทุกประการ

“อ๊ะ...” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาใกล้ หลับตาปี๋จนกระทั่งรู้สึกว่าปลายนิ้วหนาแตะลงที่เครื่องประดับชิ้นสำคัญ ผมค่อยๆลืมตาขึ้นเล็กน้อย เห็นกรทำสีหน้าเรียบนิ่งอย่างเดาความรู้สึกไม่ออก

“มึงจริงๆเหรอ” เสียงแผ่วราวกระซิบเจือความไม่มั่นใจ ผมไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เอาแต่หลบตาลงมองหน้าขาเปลือยเปล่าของตัวเอง

“...”

“เป็นมึงงั้นเหรอ... จิเวล”

น้ำตาหยดแหมะลงหลายหยด ริมฝีปากเล็กสั่นระริก ทำใจกล้าค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยผ่านความมืด

ผมกลัว...

“ก... ก... กร... กะ... กรยัง... ฮึก... จะรักผม ฮึก! ใช่ไหมครับ...” พูดทั้งๆที่ร้องไห้ออกมา น้ำเสียงขาดห้วงและมือเกร็งจนสั่นทั้งสองข้าง ผมกำผ้าปูที่นอนแน่น พยายามเค้นเสียงออกไปด้วยความลำบาก กรนิ่งไปสักพัก เขาเงียบ เงียบจนผมใจหาย มองอีกฝ่ายอย่างคาดหวัง

“ไม่...”

!!!!!!

เสียงทุ้มเอ่ยสั้นๆ ทันทีที่ได้ยินมัน หัวใจผมเหมือนถูกกระชากออกจากอกตามด้วยการขยี้จนแหลกลาญไม่มีชิ้นดี ความเจ็บแล่นปะทะหน้าอกและเสียดลึกเข้าภายใน ลมหายใจหยุดไปชั่วขณะ เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

มะ... ไม่จริง...

กรไม่รักผม

กรไม่รักผมแล้ว

ผมแทบจะล้มลงตรงนั้น แต่สองเท้ากลับหยัดลุกขึ้นยืน ค่อยๆเดินถอยหลังทีละก้าวขณะมองคนใจร้ายที่พูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ หัวใจถูกกรีดทึ้ง คำพูดใจร้ายของกรทำให้ผมถอยหลังไปจนกระทั่งแผ่นหลังเล็กชนกับบานประตูสวย ไวเท่าความคิด ผมอ้อมมือไปด้านหลัง บิดลูกบิดประตูด้วยมือขวาและเกิดมันพร้อมกับวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

“จิเวล!

ตึกๆๆๆๆ

ผมซอยเท้าเล็กๆวิ่งลงบันไดอย่างทุกลักทุเล เกือบล้มอยู่หลายครั้งเพราะยังไม่คุ้นชินกับการเดินด้วยสองขา จำได้ว่าตรงนั้นคือประตูทางออกจากบ้าน ผมมองไปด้านหน้าเห็นลางๆ เสียงฝีเท้าหนักๆย่ำลงบันไดตามมา ผมหันไปมองด้วยความตกใจก่อนจะปาดน้ำตาลวกๆและพยายามคลำหาทางออก

โครม!

“โอ๊ย...!” เท้าผมเตะถูกวัตถุอะไรสักอย่างจนล้ม ความเจ็บแล่นจี๊ดเข้าตรงนิ้วเท้าอย่างจัง

“จิเวล!” เสียงทุ้มตะโกนเรียก ผมรีบวางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้น กระโผลกกระเผลกเดินต่อไป แต่ไม่ทันอีกคนที่ก้าวยาวกว่า เพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าประชิดตัวผม ใช้สองแขนกำยำตวัดรอบเอวเล็กและช้อนอุ้มขึ้นแนบอก

“อ๊ะ! กร!” ผมดิ้นเล็กน้อย พยายามบิดตัวให้หลุดจากอ้อมแขนหนา แต่กรรัดเข้ามาแน่นขึ้นอีกจนทำให้ผมขยับไม่ได้

“อยู่นิ่งๆ!” เสียงดุพูดสั่ง ผมคอหด น้ำตาหยดแหมะเต็มใบหน้าสวยอย่างน่าสงสาร ไม่กล้าหือกับสายตาคมปลาบดุดันที่จ้องคาดโทษมาแม้แต่นิด ได้แต่ปล่อยให้เขาอุ้มกลับไปจนถึงห้องนอนอย่างว่าง่าย

กรวางผมลงบนเตียงนุ่มของเขา ผมขดตัวกลม มือหนากดเปิดสวิทช์ไฟทั้งห้องจนสว่างโร่ ผมหลับตาปี๋เพราะไม่ชินกับแสงสว่างจนกระทั่งสายตาค่อยๆปรับโพกัสได้เต็มที่ ลืมตาขึ้นมองอีกครั้งก็พบว่าร่างหนากำลังนั่งมองอยู่ข้างเตียง

ความกลัวเข้าเกาะกุมจิดตใจอีกครั้ง คราวนี้ผมแทบหมดแรง ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง

“ปล่อย... ฮืออ... ปล่อยผมไป... ปล่อผมเถอะครับ...” ผมเอามือเล็กปิดใบหน้าพลางซบลงกับหมอนใบโต จู่ๆอะไรบางอย่างก็ถูกวางคลุมร่างทั้งร่าง ผมชะงัก ลืมตาหันไปมองก็พบว่าเป็นเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของกร เขาเอามันมาห่มให้ผมพลางใช้แรงมหาศาลดึงให้ผมลุกขึ้นนั่ง มือหนาอีกข้างช้อนเข้าที่ราวเอวประคองไว้ผ่อนแรง

“มาคุยกัน”

“ฮึกก...”

“พูดได้แล้วนี่”

“...”

“จะนอนโป๊ให้กูดูหมดแบบนี้ตลอดเลยหรือไง” กรว่าออกมาพลางจับแขนผมให้สอดลงไปในแขนเสื้อยาวย้วยที่ไม่พอดีกับผมเอาเสียเลย ตามด้วยแขนอีกข้างและก้มลงติดกระดุมให้สี่เม็ด ผมมองตามด้วยความอื้ออึงในหัว ตาลายพร้อมๆกับลมหายใจที่สะดุดห้วง สะอึกสะอื้นนิดๆ เม้มปากแน่นจนเจ็บ

“กร... ผมจิเวลนะ...” ผมบอกอีกครั้ง เขาถอนหายใจ

“รู้แล้ว”

!!!!

“กร...!

“กูเห็นตอนมึงกลายร่างแล้วเมื่อกี๊” เขาดึงผ้าห่มคลุมช่วงล่างให้ผมก่อนขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ ผมสะดุ้ง “วิ่งหนีกูทำไม”

“...”

“ตอบ”

กรดุจังเลย ผมกลัว ทุกครั้งที่เข้าย้ำเสียงเข้ม ผมก็จะสะดุ้งจนไหล่สั่นทุกครั้ง ไม่กล้ามองเขาตรงๆเลย

“กรไม่รักผมแล้ว... ฮึก... กรไม่รักผมแล้วใช่ไหม” ผมตอบเสียงกระท่อนกระแท่น ได้ยินเสียงถอนหายใจก่อนมือหนาจะรั้งเอวผมเข้าใกล้จนแทบจะเกยตักแกร่งพลางลูบหัวผมเบาๆ ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับการกระทำอ่อนโยนที่ได้รับ

“ทำไมคิดแบบนั้น” ผมเห็นแววตาของกรที่อ่อนแสงลง น้ำเสียงทุ้มนุ่มขึ้น ปลายนิ้วหนาเกลี่ยหยดน้ำตาที่ปลายหางตาสวยแผ่วเบา ผมสะดุ้งอีกครั้ง กรชะงัก

“ฮึก...” ผมยังคงสะอื้นนิดๆ “กรบอกว่า ไม่...”

“ลูกแมวเอ๊ย...” กรหัวเราะหึๆในลำคอ ผมตัวสั่นไม่หยุด กลัวคำตอบที่จะได้รับจากนี้ก่อนจะต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างอึ้งๆ “กูจะบอกว่า ไม่รักได้ยังไง...”

!!!!

 “มึงเป็นแมวของกูนะ”

“กร...” ผมแทบไม่เชื่อหู “แต่ผมผิดปกตินะ...” ผมกลายเป็นคนได้ ไม่มีแมวที่ไหนเป็นแบบนี้หรอกครับ มีแต่ผมที่...

“ผิดตรงไหน มึงรู้ไหมจิเวล...” จู่ๆกรก็อุ้มผมขึ้นไปนั่งบนตัก ลูบหัวผมเบาๆแล้วมองผมด้วยสายตาคมพราวจนผมนิ่งไป พวงแก้มร้อนๆเหมือนมีคนเอาถ่านมาอังไว้อย่างไม่ทราบสาเหตุ “กูยังเคยคิดเลย ว่าถ้ามึงเป็นคนได้ก็คงจะดี”

“กร...”

“นี่กูไม่ได้ฝันใช่ไหม บอกกูที” เขารัดร่างผมแน่นขึ้น “ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน”

“ก... กร...” ผมตกใจ ตัวแข็งทื่อเมื่ออีกฝ่ายกอดแน่นโดยไม่บอกไม่กล่าวก่อนล่วงหน้า ใบหน้าคมโน้มลงซบไหล่เล็กก่อนจะบอกเสียงทุ้มต่ำ

“อย่ากลัวนะลูกแมว กูไม่เคยเกลียดมึง ไม่เคยคิดแบบนั้น”

“กรเชื่อใช่ไหม ว่านี่คือผม...” อดจะถามออกไปไม่ได้ ผมกล้าๆกลัวๆยกแขนเล้กขึ้นโอบแผ่นหลังกว้างตอบ ซุกหน้าลงกับศีรษะใหญ่กว่า ตัวสั่นนิดๆด้วยความตกใจจากครั้งแรกยังไม่หายดี

“หึ...” เขาผละออก สองมือใหญ่ประคองใบหน้าผมไว้ “นี่ตาสีฟ้าเหมือนพลอยสีฟ้า” นิ้วโป้งใหญ่ไล้หลายหางตาผมเบาๆ

“นี่ผิวขาวๆเหมือนสีขน” มือหนาไล้ลงบนแก้มเนียน

“สร้อยนี่กูซื้อให้” เรื่องลงมาที่เครื่องประดับชิ้นสวย

“แล้วก็หน้าอ้อนๆแบบนี้มีตัวเดียว” จบด้วยการจูบลงที่หน้าผากเล็กเหมือนอย่างทุกครั้งที่เชาทำก่อนเข้านอน ผมน้ำตาไหล

“กรครับ ฮึก...” โผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น ปล่อยโฮอีกครั้งอย่างสุดกลั้น ซบหน้าลงกับอกกว้าง ปล่อยให้น้ำตาหยดลงไปหน้าอกแกร่งเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายจนเปียกไปหมด

“ผมรักกร... ฮึก... ผมรักกร!” ผมบอกออกไปเสียงดัง

“อย่าร้องไห้สิวะแมวเหมียว กูทำอะไรไม่ถูกแล้ว” เขาว่าพลางลูบแผ่นหลังเล็กปลอบโยน ผมยิ่งร้องหนักกว่าเดิม ทุกอย่างมันเอ่อล้นจากหัวใจเต็มไปหมด รู้สึกโล่ง รู้สึกดีใจ ตกใจ รู้สึกดีอย่างที่สุด ดีใจที่สุดที่เขาไม่ทิ้งผม

ผมมีแค่กร

โลกทั้งใบของผมคือกร

“ผะ... ผมขอให้คุณพระจันทร์ช่วยให้ผมมีประโยชน์กับกรบ้าง ผมขอให้คุณพระจันทร์ใจดีทำให้ผมช่วยอะไรกรได้บ้างนิดเดียวก็ยังดี ก็เลย... ผมรู้ตัวอีกที... ก็... เป็นแบบนี้แล้ว” ประโยคท้ายว่าเสียงเบา ก้มหน้างุดเกาะอีกฝ่ายแน่นไม่ยอมปล่อย ไออุ่นที่ผมโหยหามานาน แขนเรียวทั้งสองข้างที่ได้โอบร่างคนที่รักที่สุดไว้ได้คือสิ่งที่ผมเฝ้าภาวนาให้ทำได้สักครั้ง

ตอนนี้... ผมได้กอดกรแล้วจริงๆ    

และกร... ก็กอดผม

เรากอดกันอย่างนั้นสักพักจะเข้าขยับตัวจัดท่าใหม่โดยร่างหนานั่งพิงหัวเตียงและผมนั่งพิงเขาอีกที

“อ๊ะ!!” ผมร้องออกมาด้วยความเจ็บขณะที่ใช้เท้าข้างหนึ่งยันตัวไปอีกทางเพื่อไปนั่งตามที่กรบอก เพิ่งนึกได้ว่าก่อนหน้านี้สะดุดชนเข้ากับอะไรสักอย่างข้างล่าง กรขมวดคิ้ว

“เป็นอะไร” พอเห็นผมก้มลง เขาก็ก้มมองตาม มือหนาคว้าที่เท้าเล็กขึ้นวางบนตัก มองนิ้วผมที่แดงเป็นจ้ำ “เสียงของตกเมื่อกี๊ใช่ไหม สะดุดใช่ไหมลูกแมว”

กรวางของไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก เขาเป็นผู้ชาย ความมีระเบียบจึงไม่ค่อยเท่าผู้หญิง ที่สำคัญเพราะข้างล่างมืดมากและผมก็รีบบวกกับไม่ชินกับการเป็นคนเลยทำให้สะดุดกับของที่คงวางอยู่บนพื้นเข้า

“อ๊ะ!

“เจ็บมากไหม” มือหนาค่อยๆบีบนวดเบาๆ ผมนิ่วหน้าเล็กน้อย

“ไม่ครับ” มันไม่ได้เจ็บมากเท่าตอนแรก แค่จี๊ดๆนิดหน่อยเท่านั้น ไม่นานคงหาย แต่กรไม่ยอมให้ผมชักเท้ากลับ ผมมองใบหน้าคมเข้มหล่อจัดที่แสดงถึงความตั้งใจอย่างเผลอไผล ดวงหน้าหวานร้อนวาบลามมาถึงแก้มทั้งสองข้าง เขานวดให้ผมร่วมสิบนาทีก่อนจะวางเท้าผมลง

กรเอาตุ๊กตาหนูตัวโปรดของผมมาให้กอด ผมยิ้มกว้างและนั่งพิงอกอุ่นอย่างมีความสุข ไม่มีใครคิดจะนอนในตอนนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่สุดท้ายคำขอของผมก็ทำให้เราได้มานั่งคุยกันแบบนี้

“น่ารักว่ะแมว จนถึงตอนนี้กูยังคิดว่ากูฝัน และถ้ามันเป็นความฝันจริงๆ กูก็ขอให้ฝันแบบนี้ทุกวัน”

ไม่ใช่ความฝันหรอกครับกร ผมอมยิ้มคนเดียว

คุณพระจันทร์ใจดีที่สุด ผมมองผ่านบานหน้าต่างไปบนท้องฟ้า ราวกับดวงจันทร์สีเหลืองนวลจะส่งรอยยิ้มอ่อนโยนลงมา

“ลูกแมวที่เลี้ยงไว้ เป็นคนแล้วหน้าตาน่ารักชิบหาย”

“กร...” ผมทำแก้มป่อง ใบหน้าเห่อร้อนอีกครั้งกับคำชมตรงๆของเขา

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เอ๊ะ?”

“เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาถาม ผมคิดสักพักก็นึกได้

“ตั้งแต่... ที่กร... เลิกกับน้ำหวาน ผมเห็นกรรู้สึกไม่ดี เลยอยากจะทำอะไรบ้างเท่านั้นเอง”

“เหรอ” ไม่รู้ผมตาฝาดหรือเปล่าที่เห็นกรยิ้มมุมปากแบบแปลกๆที่ชวนให้เสียวสันหลังวูบวาบ ผมกอดตุ๊กตาแน่น มองอีกฝ่ายแล้วหันกลับไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แก้มขึ้นสีเรื่อ หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะเสียงดังจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเมื่อได้ฟังประโยคต่อมาที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่าข้างหู

“งั้นมึงก็มาแทนสิ”

!!!!

 

 

KORN’s PART •

ผมมองคนตัวเล็กกว่าที่นอนขดตัวกลมอยู่ในอ้อมกอดด้วยสายตาเอ็นดู เสียงหวานๆพูดคุยเจื้อยแจ้วไม่ต่างจากมนุษย์ปกติคนหนึ่งทำให้ผมแทบจะแยกไม่ออกระหว่างความฝันกับความจริง

มันเหลือเชื่อมาก

            แต่หลักฐานที่เป็นร่างนุ่มนิ่มบอบบางข้างกายและไออุ่นจากผิวเนื้อของอีกฝ่ายเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

            ว่าทุกอย่างคือความจริง

......

ราวสองชั่วโมงที่แล้ว ผมตื่นขึ้นมากลางดึกเพราได้ยินเสียงอะไรสักอย่างดังตุบใหญ่ๆ แว๊บแรกคิดว่าของบนโต๊ะที่ไหนสักแห่งในห้องคงหล่นเพราะผมมักวางของไม่เป็นระเบียบนัก แต่อะไรบางอย่างดลใจให้ผมอยากรู้ขึ้นมาว่าที่มาของเสียงนั้นคืออะไรกันแน่ทั้งๆที่ปกติผมไม่ใช่คนที่จะตื่นมาดูอะไรแบบนี้กลางดึก ผมค่อยๆลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังง่วงนอน กวาดสายตาคมมองไปรอบห้อง ไล่ตามโต๊ะทีละตัวและตู้เสื้อผ้าจนครบก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติจนกระทั่งปะทะเข้ากับตะกร้าที่ว่างเปล่า

จิเวลไปไหน?

ปกติจิเวลจะนอนในนั้นตลอด ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน มองหาลูกแมวไปรอบห้องในความมืด จังหวะนั้นเอง เสียงร้องโอดโอยเล็กๆดังเข้ากระทบโสดประสาท ตอนแรกผมนึกว่าหูฝาดหรือไม่ก็ใครสักคนมาร้องอะไรพิเรนทร์อยู่แถวบ้าน แต่เสียงขยับอะไรยุกยิกและเสียงร้องเบาๆที่ดังมาให้ได้ยินอีกทำให้ผมต้องชะโงกหน้าไปดู

บนพื้นลามิเนตสีไม้โอ๊คปรากฏร่างเล็กขาวเนียนสะท้อนแสงจันทร์นวล ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ใครวะ?!

ผมนิ่งไปพักใหญ่ กำลังจะถามออกไปว่าคนตรงหน้าเป็นใครและเข้ามาทำอะไรในห้องนอนผม แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้ผมพูดไม่ออกและนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเมื่อความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมอง

จิเวลหายไป

และมีร่างเล็กมาแทนที่...

“กร...”

!!!!

ได้ยินน้ำเสียงหวานใสกังวานเรียกชื่อผมแผ่วเบา ผมมองผ่านความมืดตรงไปข้างหน้า จ้องมองร่างบางๆอ้อนแอ้นนั่นไม่วางตา เริ่มหงุดงหิดขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าเป็นผี ผมจะไล่ตะเพิดไปไกลๆ แต่ถ้าเป็นคนผมจะ...

!!!!

“กร...”

ดวงตากลมคลอไปด้วยน้ำตาเม็ดโต ริมฝีปากเล็กๆกำลังสั่นระริก เจ้าตัวพยายามดันตัวลุกขึ้นจากพื้นและค่อยๆก้าวมาหาผมด้วยท่าทางสั่นๆ ผมเงียบกริบและจ้องการกระทำนั้นผ่านดวงตาคมปลาบ

อีกฝ่ายนั่งลงข้างๆ ใบหน้าเนียนยกเงยขึ้นช้อนสายตามองสบตาผมอย่างหวาดๆ

“กร...”

!!!!

ผมถึงกับอึ้งไปนานกว่าจะรู้สึกตัว

ไม่ผิดแน่...

ผมจดจำใบหน้าหวานสวยน่ารัก ดวงตากลมโตสีฟ้ากระจ่าง จมูกเล็กรั้นและริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มนั่นได้เป็นอย่างดี

คนที่ผมฝันถึงมาตลอด... บัดนี้อยู่ตรงหน้าผม!

ริมฝีปากหนาแห้งผาก หัวใจเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มองใบหน้าสวยไม่วางตา

น่ารักชิบหาย!!!

ผมตาค้างอยู่แบบนั้นพักใหญ่ ให้ตายเหอะว่ะ ผมไม่เคยเจอใครที่ทั้งสวยและน่ารักขนาดนี้มาก่อน ยิ่งดวงตาสีฟ้ากลมๆไร้เดียงสารื้นไปด้วยน้ำตานั่นและริมฝีปากเล็กสีชมพูที่เม้มจนสั่นระริกนั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูบอบบางราวกับแก้วเล่อค่า

“ผะ... ผม... ผม...” น้ำเสียงหวานพยายามเอ่ยบางอย่าง ผมเงียบและเอาแต่มองความน่ารักนั่นจนเสียงใสลอยผ่านหูไปกระทั่งได้ยินประโยคที่ทำให้ทั้งตัวแข็งทื่อ

“ฮึกก... ผม... จิเวล...”

!!!!!!

ผม... จิเวล”

คำพูดจากปากจุ๋มจิ๋มนั่นทำให้ผมช็อค กว่าจะได้สติอีกฝ่ายก็น้ำหูน้ำตาร่วง

"กรเกลียดผมแล้วใช่ไหมครับ ฮึก..."

            เกลียดงั้นเหรอ...

            ผมใช้ดวงตาคมกวาดมองไปทั่งร่างสวยที่สะท้อนแสงจันทร์ คนตัวเล็กตรงหน้าเป็นผู้ชาย แม้ใบหน้าแทบจะเหมือนผู้หญิง แต่ร่างเปลือยเปล่าที่ถึงจะมีส่วนเว้าโค้งมากกว่าผู้ชายปกติแต่กลับมีหน้าอกแบนราบก็บ่งบอกได้ว่าเป็นผู้ชายแน่นอน ผมกลืนน้ำลายลงลำคอหนาอึ้กใหญ่เมื่อสายตาสะดุดกับยอดอกสีเชอร์รีสดที่ตัดกับผิวขาวๆอย่างเซ็กซี่

            “มึงจริงๆเหรอ” เอ่ยเสียพร่า

“...”

“เป็นมึงงั้นเหรอ... จิเวล”

            ผมเผลอเอื้อมปลายนิ้วไปด้านหน้าเฉียดยอดอกน่ารักก่อนจะแตะลงบนสร้องคอที่จำได้ว่าผมเป็นคนเลือกเองกับมือ สร้อยนี่ผมให้จิเวล และร่างบางใส่มันอยู่ เหมือนในความฝันไม่มีผิด ตอนนั้นผมแค่ไม่รู้ว่าคนในฝันเป็นใครแต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว

            จิเวล...

            คนๆนี้คือจิเวลของผม

            จิเวลของผม... เป็นคน

            ผมสับสนอย่างหนักกับความคิดที่เรียบเรียงได้ แต่ปฏิกริยาจากอีกฝ่ายทำให้ผมถึงชะงัก

            “ก... ก... กร... กะ... กรยัง... ฮึก... จะรักผม ฮึก! ใช่ไหมครับ...” เสียงสั่นขาดห้วงพยายามเอ่ยถาม ร่างเล็กร้องไห้สะอื้นอย่างน่าสงสารจนผมอดจะแกล้งไม่ได้

            ผมได้คำตอบแล้ว

            ท่าทางน่ารัก ขี้อ้อน แบ๊วขนาดนี้ไม่ใช่จิเวลได้ยังไงล่ะวะ

            ไม่รู้อะไรที่ทำให้ผมเชื่อ ทั้งๆที่แม่งเป็นเหมือนเรื่องที่ไม่น่าเป็นความจริง แต่ผมสัมผัสได้ว่าคนตรงหน้าไม่โกหก ผมมองไม่เห็นความเสแสร้งในดวงตาคู่สวยเลย...

            “ไม่...”

            ผมเอ่ยสั้นๆ เพียงแค่นั้นคนตัวเลกกว่าก็เบิกตาโตแล้วลุกถอยห่างไปทีละก้าวๆ จนในที่สุดก็วิ่งออกไปนอกห้องและลงบันไดบ้าน ผมตกใจรีบวิ่งตามจนได้ยินเสียงของล้มโครมใหญ่ตามด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บ หัวใจผมเหมือนถูกกระชากออกจากอก รีบสาวเท้าเข้าไปหาคนที่ทรุดลงกับพื้น

“จิเวล!

บ้าชิบ!

ผมรีบช้อนร่างบางขึ้นอุ้มแนบอก พออีกฝ่ายดิ้นผมก็ใช้สายตาดุดันจ้อง จิเวลหดคอและสะอื้นไม่หยุดอย่างน่าสงสาร ผมวางร่างบางลงบนเตียงอย่างเบามือก่อนจะเดินไปเปิดไฟแล้วเดินกลับมายืนมองลูกแมวที่ขดตัวกลมร้องไห้กับหมอนนิ่งๆ

“ปล่อย... ฮืออ... ปล่อยผมไป... ปล่อผมเถอะครับ...”

จริงๆเลยนะมึง

ผมถอนหายใจเล็กน้อย เดินไปหยิบเสื้อเชิ้ตเนื้อนิ่มออกจากตู้มาคลุมร่างขาวเนียนแล้วออกแรงดึงคนตัวเล็กขึ้นนั่งคุยกันดีพร้อมจัดแจงใส่เสื้อให้เรียบร้อย

“กร... ผมจิเวลนะ...” เจ้าตัวเล็กพยายามบอก ผมถอนหายใจอีกครั้ง

“รู้แล้ว”

“กร...!”

“กูเห็นตอนมึงกลายร่างแล้วเมื่อกี๊” ผมเอาผ้าห่มผืนใหญ่มาคลุมท่อนล่างเปลือยเปล่าของจิเวลที่นั่งอยู่ในท่าหวาดเสียว เอ่ยถามเสียงทุ้ม “วิ่งหนีกูทำไม”

“...”

“ตอบ”

คำตอบที่ได้รับทำให้ผมใจอ่อนยวบ ประคองลูกแมวมานั่งใกล้ๆ มัวแต่คิดไปเองทั้งนั้น

กลัวผมไม่รักงั้นเหรอ

“ลูกแมวเอ๊ย... กูจะบอกว่า ไม่รักได้ยังไง...”

แม่งน่ารักขนาดนี้ใครไม่ชอบก็โง่เป็นควายแล้ว

 “มึงเป็นแมวของกูนะ”

ผมหัวเราะหึๆในลำคอเมื่อจิเวลพยายามบอกกับผมว่าตัวเองไม่ปกติและกลัวว่าผมจะไม่รัก กลัวว่าผมจะทิ้ง เหี้ยเอ๊ย ทั้งน่าสงสารน่าเอ็นดูจนผมรู้สึกวูบไหวในอกและแทบจะฟัดลูกแมวให้รู้แล้วรู้รอดอย่างน่าตกใจกับความคิดของตัวเอง

บางครั้งผมยังเคยคิด ว่าถ้าจิเวลเป็นคนขึ้นมาจริงๆจะเป็นยังไง ท่าทางผมคงจะบ้าตามที่ไอ้พวกเพื่อนเหี้ยมันเคยเพ้อ แต่เอาเข้าจริงผมก็เก็บมาคิดเป็นบ้าอยู่คนเดียว ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่บางทีผมก็เคยคิดแม้กระทั่งเอาภาพในฝันนั่นมาแทนภาพของน้ำหวานอย่างไม่ควรจะเป็นทั้งที่ไม่รู้ว่าคนในฝันนั่นเป็นใครมาจากไหนด้วยซ้ำ

ผมรู้ว่าผมทำผิดกับน้ำหวาน คงเพราะความห่างเหินและปรับความเข้าใจกันไม่ได้อยู่หลายครั้งทำให้เราไม่ค่อยได้คุยกันนานๆ จนกระทั่งเราทะเลาะกันครั้งล่าสุด เธอตบผมและขอเลิกเด็ดขาด

ใช่ว่าผมจะไม่เจ็บ ผมเจ็บมาก เจ็บจนไม่เป็นทำอะไร เรียนไม่รู้เรื่อง และตกเย็นก็ไปกินเหล้าจนเมาคนเดียว เมาจนกลับบ้านไม่ไหวต้องโทรเรียกให้เพื่อนมารับ ผมเสียศูนย์ เหมือนคนหาทางออกไม่เจอ จนกระทั่งวันนี้...

ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้า

“นี่กูไม่ได้ฝันใช่ไหม บอกกูที” ผมดึงจิเวลมากอดเหมือนตอนเป็นแมว แต่ครั้งนี้สัมผัสมันต่างออกไป ทั้งนุ่มทั้งตัวใหญ่ขึ้น สะโพกอวบที่เสียดสีกับหน้าตักแกร่งไปมาทำให้ผมนิ่งไปนิดหน่อยก่อนจะกระซิบเสียงพร่า  “ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน”

และถ้ามันเป็นความฝัน มันเป็นฝันที่โคตรดีจนไม่อยากตื่นมาพบความจริงเลย

......

ผมออกมาจากความคิดของตัวเอง จิเวลที่เมื่อครู่นั่งร้องไห้และคุยกับผมไม่หยุดเป็นตุเป็นตะหลับไปซะแล้ว

“หลับง่ายจริงๆนะลูกแมว” ผมยิ้มมุมปากบางๆ ก้มมองใบหน้าหวานที่หลับตาพริ้มอย่างน่ารัก วงแขนหนากระชับอ้อมกอดเข้าก่อนจะจูบลงบนหน้าผากเนียนเหมือนที่ชอบทำ

น่ารักเหี้ยๆ!

ผมไล่สายตาสำรวจใบหน้าสวยที่เหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอย่างเผลอไผล เกลี่ยปอยผมสีน้ำตาลทองที่ปรกใบหน้าออกให้แผ่วเบา

ลูกแมวที่ผมเลี้ยง กลายเป็นมนุษย์อย่างไม่น่าเชื่อ

เป็นเพราะพระจันทร์งั้นเหรอ

ผมแหงนหน้าขึ้นมองไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้าราวกับมีไอมนตร์ลึกลับ

หรือจิเวลจะพยายามบอกกับผมหลายครั้งแล้ว ที่ให้เปิดม่านทิ้งไว้ตอนกลางคืน หรือแม้กระทั่งชอบไปเกาะอยู่ที่หน้าต่างในช่วงหลายๆวันมานี้ เพราะจิเวลแค่อยากจะบอกกับผม

ผมหัวเราะในลำคอให้กับความใสซื่อบริสุทธิ์ของร่างบาง

กลัวผมจะเกลียดแต่ก็ไม่กล้าโกหก...

“แมวใครวะ” ผมว่าผมต้องเป็นบ้าแน่ๆที่มองหน้าจิเวลแล้วพูดคนเดียว ผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ผมเริ่มทำอะไรไม่ถูกและหายใจติดขัดเมื่อสอดตัวลงใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน

เหี้ยเถอะว่ะ!

เมื่อครู่ผมยังกล้ากอดจูบจิเวล แต่มาตอนนี้ผมกลับกล้าๆกลัวๆทีคว้าอีกฝ่านมากอดนอนต่างหมอนข้างเสียอย่างนั้น

“ยังไงมึงก็แมวกูล่ะวะ”

จะกอดจะหอมก็ไม่เป็นไรสักหน่อยนี่หว่า

หึ...

ไวเท่าความคิด ผมตวัดรวบเอวบางเข้าแนบชิด ฝังจมูกลงบนเรือนผมสีอ่อน สูดหายใจเข้าฟอดใหญ่เต็มปอด

“หวังว่าพรุ่งนี้เช้ามึงจะยังเป็นคนนะจิเวล”

 

KORN’s PARTEND •

 

 

 

ความคิดเห็น