facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

พลังวิญญาณทั้งเจ็ดก่อเกิดผู้แข็งแกร่ง และมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกป้องคนสำคัญไว้ได้!

บทที่ 6 นักฆ่าผู้มีข้อบกพร่องทางร่างกาย

ชื่อตอน : บทที่ 6 นักฆ่าผู้มีข้อบกพร่องทางร่างกาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 นักฆ่าผู้มีข้อบกพร่องทางร่างกาย
แบบอักษร

 

ม่อหลิน

เป็นหลานชายของม่อเซิน หากเปรียบเทียบตำแหน่งในสังคมของตระกูลม่อนั้นก็เหมือนกับตำแหน่งของสำนักจายเฟิงในบรรดาสำนักต่างๆ นั่นเอง ท่ามกลางตระกูลต่างๆ มากมายทั้งหลาย ตระกูลม่อเรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่ไม่มีความโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่มีเส้นสายหรือกิจการของตระกูลที่ใหญ่โต และไม่เคยวางแผนการบริหารให้กับอนาคตของตระกูล ดังนั้นในความเป็นจริงตระกูลนี้ก็เหมือนกับตระกูลใหญ่ธรรมดาๆ ทั่วไปเสียมากกว่า ไม่เคยต้องแบกรับชื่อเสียงเกียรติยศหรือสิ่งอื่นๆ ของตระกูลเลยสักครั้ง แต่ละคนก็สามารถดำเนินชีวิตไปตามความต้องการของตัวเอง มีเพียงสายเลือดซึ่งไหลเวียนอยู่ในร่างกายของแต่ละคนเท่านั้นที่เชื่อมโยงพวกเขาเอาไว้

ม่อเซินเป็นนักจัดสวนของสำนักจายเฟิง ส่วนม่อหลินกลับเป็นมือสังหารหรือที่เรียกกันว่านักฆ่านั่นเอง

ตั้งแต่ต้นม่อเซินก็กังวลว่าตัวเองจะจัดการเรื่องนี้ได้ไม่เรียบร้อยหมดจด ดังนั้นจึงขอให้หลานชายที่เป็นนักฆ่ามาช่วยเหลืออีกแรง ‘มนุษย์แต่ละคนก็มีเรื่องที่ตัวเองถนัดเป็นพิเศษ’ คำพูดนี้ถูกต้องอย่างที่สุด

“แล้วคนที่ข้าต้องไปฆ่าอยู่ที่ใดหรือขอรับ” หลังจากที่ทักทายกันเรียบร้อยแล้วม่อหลินซึ่งไม่ต้องการเสียเวลาอันมีค่าของตัวเองต่อ จึงถามเข้าประเด็นเพื่อจะได้เริ่มปฏิบัติตามภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายนี้โดยเร็วที่สุด

“มันพักอยู่ตรงนั้น” ม่อเซินชี้ไปที่บ้านไม้หลังเล็กที่อยู่ทางด้านหลังของม่อหลิน

“ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในบ้านหลังนั้นนี่ขอรับ” ม่อหลินแสดงความเป็นมืออาชีพของเขาออกมา เพราะในระหว่างที่กำลังคอยม่อเซินอยู่ตรงนี้เขาก็ได้ตรวจสอบและสืบรู้สถานการณ์ภายในทั้งหมดในพื้นที่บริเวณนี้อย่างชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ใช่แล้ว” ม่อเซินพูด

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องก็ยิ่งง่ายแล้ว” พอพูดประโยคนี้จบม่อหลินก็หมุนตัวแล้วก้าวยาวๆ ไปที่หน้าต่างของบ้านไม้หลังเล็กนี้อย่างรวดเร็วด้วยความไวระดับดาวตก หน้าต่างค่อนข้างอยู่สูง แต่ม่อหลินเองก็ได้ตรวจสอบและยืนยันถึงสภาพภายในบ้านเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบมันอีก มือทั้งสองข้างของเขายึดจับขอบหน้าต่างไว้จากนั้นก็พยายามใช้แรงปีนขึ้นไป ทว่าภาพลักษณ์อันดูดีของนักฆ่ามืออาชีพคนนี้ก็ได้แตกสลายอย่างไม่เหลือชิ้นดีกับภาพที่ได้เห็นต่อไปนี้

“ท่านอา มาช่วยข้าหน่อย!” ม่อหลินร้องเรียก พยายามออกแรงปีนขึ้นไปแต่สุดท้ายก็หมดแรงลื่นไถลตกลงมาบนพื้น ม่อหลินจึงต้องขอความช่วยเหลือจากม่อเซิน

ม่อเซินรู้สึกจนปัญญา หากถามว่าลักษณะพิเศษของคนในตระกูลเขาคืออะไร เขาก็คงจะตอบว่าเป็นสมรรถภาพร่างกายที่อ่อนแอและย่ำแย่นี่แหละ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก นี่เป็นข้อบกพร่องที่ติดตัวทุกคนในตระกูลมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ใช่ความสามารถพิเศษที่น่าภูมิใจอะไร ไม่มียังจะดีเสียกว่า

หลังจากที่ม่อเซินมองซ้ายมองขวา แน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ก็รีบเข้าไปช่วยม่อหลินปีนขึ้นไป จนในที่สุดม่อหลินก็สามารถเข้าไปในตัวบ้านจนได้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงม่อหลินบ่นออกมาอย่างหัวเสียว่า “คนอะไรออกจากบ้านแต่ไม่ลงกลอนประตู”

ม่อเซินรู้สึกกลุ้มใจ เขารู้เพียงว่าหลานชายคนนี้มีอาชีพเป็นนักฆ่า แต่ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นอย่างไร ตอนแรกยังพอรู้สึกอุ่นใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่น่าจะได้เรื่องสักเท่าไหร่

“เลิกบ่นได้แล้ว ว่าแต่เจ้าเตรียมแผนอะไรไว้บ้าง” ม่อเซินพยายามเขย่งเท้าสุดแรงเกิดเพื่อมองดูการเคลื่อนไหวของม่อหลินที่อยู่ในห้อง

“ง่ายมาก” ม่อหลินพูดจบก็เริ่มปฏิบัติตามแผนการที่ตัวเองวางไว้ เมื่อมาถึงข้างเตียง เขาก็ใช้มือขวาหยิบที่หนีบออกมาจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็คีบเข็มเล่มหนึ่งออกมาจากภายในกระเป๋าหนังซึ่งเย็บติดกับเสื้อด้านในข้างซ้ายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

“นี่เป็นยาพิษที่ข้าสกัดมาจากต้นยี่โถและต้นลำโพงขาว ปริมาณพิษที่ฉาบอยู่บนเข็มเล่มนี้เพียงพอที่จะฆ่าศิษย์ของสำนักจายเฟิงแห่งนี้ได้ทั้งชั้น และตอนนี้...” ในระหว่างที่อธิบายอยู่นั้นม่อหลินก็นำเข็มเล่มนี้ปักลงบนเตียงโดยหันหัวเข็มขึ้นมาอย่างเบามือ จากนั้นก็ถอยออกมาพยักหน้าชื่นชมผลงานของตัวเองอย่างพอใจ

แม้ไม่ต้องถามม่อเซินก็รู้แล้วว่าแผนการของม่อหลินคืออะไร ง่ายแต่ใช้ได้ผล เพราะจะมีสักกี่คนที่จะสังเกตเห็นเข็มเล่มเล็กซึ่งปักอยู่บนที่นอนนั้นได้บ้าง แม้แต่เขาที่มีพลังวิญญาณแห่งรูปขั้นที่หกยังมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ

“ท่านอาขอรับ ช่วยรับข้าหน่อย” ม่อหลินกลับมาที่หน้าต่างเพื่อเรียกม่อเซินมาช่วยเขาปีนออกมาอีกครั้ง

“ทำไมไม่ออกทางประตูเล่า” ม่อเซินถาม

“ข้าไม่อยากหลงเหลือร่องรอยที่ไม่จำเป็นเอาไว้น่ะขอรับ” ขณะที่ตอบม่อหลินก็ออกมาแล้วครึ่งตัว

แผนการถือว่ารัดกุมอีกทั้งยังไตร่ตรองอย่างเป็นระบบและรอบคอบ แต่ท่าปีนหน้าต่างที่แสนจะทุลักทุเลนี้กลับทำลายภาพลักษณ์ที่นักฆ่ามืออาชีพควรจะมีไปจนหมดสิ้น ยังดีที่ม่อเซินเป็นคนในตระกูลจึงรู้ถึงข้อบกพร่องทางร่างกายของม่อหลิน หากเปลี่ยนเป็นผู้ว่าจ้างคนอื่นละก็แค่เห็นท่าทางการปีนหน้าต่างนี้ก็คงจะหมดความเชื่อมั่นในตัวม่อหลินอย่างแน่นอน

“หลังเที่ยงคืนข้าจะกลับมาเก็บเข็มอีกที ส่วนท่านอาก็รอเก็บศพมันได้เลย!” ม่อหลินพูดพร้อมกับจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยหลังจากที่ปีนออกมาจากหน้าต่างเมื่อสักครู่

“เวลาออกไปจากที่นี่ก็ระมัดระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน” ม่อเซินกำชับ ต่อให้สำนักจายเฟิงจะปล่อยปละละเลยแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะไม่สนใจชีวิตของศิษย์ตัวเองหรอก ไม่ว่าอย่างไรทางสำนักก็คงจะต้องตรวจสอบถึงที่สุดอย่างแน่นอน และคนแปลกหน้าเช่นม่อหลินย่อมต้องตกเป็นที่สงสัยเป็นคนแรก

“ท่านอาไม่ต้องห่วงหรอก ตอนที่มาเก็บเข็มข้าจะจัดการเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยอยู่แล้ว จะไม่มีใครสงสัยว่ามันไม่ได้ตายโดยธรรมชาติ” ม่อหลินยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ เมื่อไม่ต้องปีนหน้าต่างบุคลิกความเป็นนักฆ่าของม่อหลินก็แสดงให้เห็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพูดจบเขาก็เดินไปยังทิศทางที่ไร้ซึ่งผู้คนและเพียงไม่นานก็หายลับไปจากสายตาของม่อเซิน

เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วหรือ หลังจากที่มองม่อหลินเดินจากไปแล้วม่อเซินก็หันกลับมามองที่บ้านไม้หลังเล็กแห่งนั้น ในที่สุดสวนดอกไม้สุดที่รักของเขาก็จะไม่มีเจ้าตัวขวางหูขวางตาคนนี้อีกต่อไป แต่เมื่อคิดถึงตรงนี้ม่อเซินก็พบว่าตัวเองไม่ได้รอคอยหรือคาดหวังกับเรื่องในครั้งนี้เหมือนกับตอนศาลาพักร้อนในตอนเช้า อีกทั้งสภาพจิตใจของเขาก็หนักอึ้งขึ้นมาในทันที

“หวังว่าซูถังจะไม่เศร้าเสียใจจนเกินไป...” ม่อเซินคิดกับตัวเอง จากนั้นก็เริ่มก้มลงไปตรวจดูสภาพของดอกไม้ใบหญ้าต่างๆ มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้

หลังเที่ยงคืน

ในค่ำคืนนี้มีดวงดาวเพียงหยิบมือเดียวที่ยังคงประดับประดาอยู่บนท้องฟ้า แม้มีแสงสว่างเพียงเท่านี้ แต่สำหรับผู้มีพลังวิญญาณแห่งรูปขั้นที่สองกลับสามารถที่จะมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจนแล้ว

เงาสายหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้แห่งนี้ อีกทั้งยังได้ยินเสียงฝีเท้าดังเป็นระยะๆ และเสียงฝีเท้านี้ก็ผสมปนกันกับเสียงลมที่พัดผ่านดอกไม้ดังซ่านี้โดยบังเอิญ

หากเป็นผู้มีพลังวิญญาณแห่งเสียงที่เก่งกาจอาจจะสามารถแยกออกระหว่างเสียงฝีเท้าและเสียงลม แต่ม่อหลินรู้ดีว่าคนที่อยู่ภายในบ้านไม้หลังน้อยนี้ไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณเลยเสียด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นตอนนี้เจ้านั่นก็คงจะกลายเป็นศพไปแล้วเรียบร้อย

แม้จะคิดเช่นนี้แต่ม่อหลินก็ยังคงพยายามที่จะย่องไปที่ใต้หน้าต่างให้เบาที่สุด จากนั้นก็ก้มลงไปวางอิฐสองก้อนบนพื้นเพื่อเป็นที่รองเท้า

สภาพเช่นนี้ดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่ม่อหลินเองก็จนปัญญาเช่นกัน ใครใช้ให้เขาเกิดมามีร่างกายแบบนี้กันล่ะ เขาเองก็อิจฉาคนเหล่านั้นที่มีฝีมือเก่งกาจสูงส่ง เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายลม ในขณะที่คนในตระกูลม่อมีข้อบกพร่องทางร่างกายตั้งแต่เกิด ประสาทสัมผัสหรือการรับรู้ด้านพลังวิญญาณนั้นทื่อเป็นอย่างมาก

ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ ได้แต่อาศัยปัญญาที่มีในการแก้ไขปัญหานี่แหละ

ม่อหลินเหยียบก้อนอิฐสองก้อนเพื่อใช้เป็นที่รองเท้า ส่วนมือก็ยึดจับขอบหน้าต่างเอาไว้ แม้ภายในห้องจะมืดยิ่งกว่าภายนอกแต่ขอแค่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย การมองท่ามกลางความมืดสำหรับผู้มีพลังวิญญาณแห่งรูปขั้นที่สองก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น

ม่อหลินเห็นเป้าหมายนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงโดยไม่ขยับตัวแม้สักนิด แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว พลังวิญญาณแห่งรสขั้นที่หกอันกล้าแกร่งของเขาก็แจ้งเตือนถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นทันที

แปลก!

อุณหภูมิร่างกายไม่ถูกต้อง

แม้เขายังไม่ได้สัมผัสร่างกายของฝ่ายตรงข้ามโดยตรง แต่ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ม่อหลินก็สามารถรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิร่างกายซึ่งแผ่ออกมาจากตัวเป้าหมาย ตอนนี้เวลาก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ยกเว้นแต่ว่าเจ้านี่เพิ่งจะเข้านอนได้ไม่นาน มิฉะนั้นคนที่ควรตายไปนานแล้วไม่มีทางที่ร่างกายจะยังอุ่นอยู่เช่นนี้

สถานการณ์ผิดปกติเช่นนี้ เขาควรเข้าไปตรวจสอบและยืนยันให้แน่ใจ หรือว่า...

ในขณะที่ม่อหลินยังคงลังเลอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นคนที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มขยับตัว

หลบ!

ม่อหลินระวังตัวไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แม้ตอนนั้นเขากำลังใช้ความคิดอยู่แต่เขาก็ไม่ได้ชะล่าใจเลยแม้สักวินาทีเดียว ทันทีที่คนบนเตียงเริ่มขยับตัวเขาก็รู้สึกได้ในบัดดล จึงรีบถอยหลบออกห่างจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลาคิดสักนิด

ทำไมเข็มพิษถึงใช้ไม่ได้ผล หรือว่าถูกพบเจอก่อน

ม่อหลินมีความเชื่อมั่นต่อยาพิษตัวนี้ที่เขาสกัดเองกับมือเป็นอย่างมาก การที่เป้าหมายไม่เป็นอะไรคาดว่าคงจะไม่ถูกเข็มแทง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีคำอธิบายอื่นที่สมเหตุสมผลกว่านี้อีกแล้ว

ม่อหลินหลบหนีออกมาโดยไม่ได้หันกลับไปมอง เพียงเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวทางด้านหลังเท่านั้น พลังวิญญาณแห่งรสของเขากล้าแข็งที่สุด เพราะฝึกจนถึงขั้นที่หกแล้ว หากสามารถเชื่อมต่อกับพลังวิญญาณแห่งปัญญาก็สามารถบรรลุถึงระดับ ‘ผู้เชื่อมต่อ’ และครอบครองพลังที่กล้าแกร่งมากยิ่งขึ้น ส่วนพลังวิญญาณอีกห้าชนิดที่เหลือของเขา ล้วนอยู่ในขั้นที่ไม่เลวทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นพลังวิญญาณแห่งเสียงเขาก็ฝึกจนถึงขั้นที่สามแล้ว ด้วยระดับความสามารถที่กล่าวมาทั้งหมดอีกทั้งระยะห่างเพียงเท่านี้ เสียงหรือการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากหูของเขาได้

ลุกขึ้นมา...ลงจากเตียง...เดินมาที่หน้าต่าง...กระโดดออกมาแล้ว!

ม่อหลินได้ยินเสียงดังตุบหนักๆ จากทางด้านหลัง ทำให้รู้ว่าเป้าหมายถึงกับไล่ตามตัวเองออกมา

ม่อหลินอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองดู เจ้าตัวไร้ความสามารถที่ไม่มีอะไรดีสักอย่างคนนี้ก็ไม่ได้แย่อย่างที่ท่านอาม่อเซินเคยเล่าให้ฟังจริงๆ หรอก เพราะอย่างน้อยมันก็ยังมีความกล้าหาญอยู่บ้าง แม้ในสายตาเขานั่นจะเป็นเพียงความกล้าที่ไร้หัวคิดก็ตาม

แม้พลังวิญญาณแห่งกำลังของเขาจะอ่อนด้อยอีกทั้งตัวเขาก็มีข้อบกพร่องทางร่างกายอยู่บ้าง แต่ในฐานะของผู้ที่มีพลังวิญญาณ อย่างน้อยๆ ก็มีความสามารถในการต่อสู้ดีทีเดียว หากเทียบกับคนธรรมดาเรียกได้ว่าเหนือกว่าโดยสิ้นเชิง แต่เจ้านี่ซึ่งไม่มีพลังวิญญาณใดๆ กลับกล้าไล่ตามเขาออกมาแบบนี้ หรือจะเป็นเพราะ‘ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว’ กันแน่นะ!

เนื่องจากเจ้านี่ไม่สามารถรับรู้หรือสัมผัสพลังวิญญาณได้ ดังนั้นมันจึงไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเป้าหมายที่มันไล่ตามออกมานั้นกล้าแกร่งและน่ากลัวถึงเพียงใด

ฆ่ามันเลยดีไหมนะ

ไม่ได้...

ถึงแม้ม่อหลินจะทำอย่างนั้นได้สบายๆ แต่ม่อเซินก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องทำให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ ไม่ให้คนนึกสงสัยว่าเป็นการฆาตกรรมโดยเด็ดขาด

“คิดไม่ถึงว่าแค่กำจัดคนธรรมดาคนหนึ่งข้าถึงกับต้องใช้วิธีที่ลับเฉพาะนี้จนได้” ม่อหลินบ่นออกมาเบาๆ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว