ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 18 ; แมวเป็นสัตว์ที่ถูกรังแกง่าย 100%

ชื่อตอน : บทที่ 18 ; แมวเป็นสัตว์ที่ถูกรังแกง่าย 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.6k

ความคิดเห็น : 275

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2560 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 ; แมวเป็นสัตว์ที่ถูกรังแกง่าย 100%
แบบอักษร

            ผมฟังที่จากัวร์พูดแล้วก็ได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้น

            รักแล้ว... ให้เผื่อใจ

            มันสายไปไหม เพราะผมรักกรหมดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน...

            จากัวร์ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เขาทำเพียงแค่นั่งเฉยๆ แล้วดึงศีรษะผมให้ซบบ่าแกร่ง ผมน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ขณะที่คิดถึงเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่แรกในหัว

ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เจอกรจนถึงวันนี้...

            ระหว่างแมวกับคน... มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยใช่ไหมครับ

            ร่างสูงลูบหัวผมเบาๆ ผมใช้สองมือปิดปากร้องไห้สะอื้น พยายามกลั้นเสียงให้มากที่สุด แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเมื่อไหล่บางเริ่มสะท้านขึ้นมากเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายได้แต่กอดปลอบ

“เหมือนมีคนมาตามมึง” ร่างหนาเอ่ยเบาๆ

ผมที่กำลังร้องไห้ก็ได้ยินอะไรไม่ถนัดจนกระทั่งรู้สึกได้ถึงเท้าสองคู่หยุดยืนตรงหน้า เท้าคู่หนึ่งใส่รองเท้าแตะสีดำแบบผู้ชาย ส่วนเท้าอีกคู่หนึ่งอยู่ในส้นสูงสีครีมสวย ผมหยุดชะงัก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อคนที่กำลังยืนทำหน้าโกรธอย่างมากไม่ใช่ใครที่ไหน...

“ก... กร”

ผมหันไปมองจากัวร์ที่กำลังยกยิ้มมุมปากโดยที่มืออีกข้างของเขากำลังโอบเอวผมอยู่ ผมมองตามสายตากรก็ต้องตกใจเมื่อร่างหนาเริ่มกัดฟันแน่น และกำมือจนเส้นที่หลังมือหนาปูดโปน กรมองจากัวร์ด้วยแววตาน่ากลัวที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“อ๊ะ!!!”

จู่ๆ ร่างก็ถูกกระชากโดยแรง ผมที่ตั้งตัวไม่ทันก็ล้มแหมะลงไปบนพื้นจนเข่าเปื้อนดินและโดนเศษกรวดบาดจนต้องร้องโอ๊ยออกมา ผมเริ่มอยากร้องไห้อีกครั้ง น้ำหวานเอามือทาบอกด้วยความตกใจ เธอเรียกชื่อกรเสียงดังและพยายามจะเข้ามาแกะมือกรออกจากข้อมือของผม

“ฮึกก... กร... ไม่ใช่นะครับ...” ผมส่ายหน้าทั้งน้ำตา พยายามจะบอกให้กรเข้าใจ

ไม่ใช่แบบที่กรคิดเลย

แต่เหมือนกรจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เขาดึงผมให้ลุกขึ้นยืน บีบข้อมือผมแน่นจนเจ็บไปหมด จากัวร์ยืนขึ้นเต็มความสูง เขาสูงกว่ากรเล็กน้อย ก่อนจะใช้สายตาคมสีทองมองมาที่ผมช้าๆ

“อย่าทำจิเวลเจ็บ!”

“มึงมายุ่งอะไร!!”

ร่างหนาสองคนยืนประจันหน้ากัน น้ำหวานเข้าไปจับแขนกรไว้อีกข้างก่อนจะเอ่ยเสียงร้อนรน

“กรคะ เรากลับกันเถอะค่ะ เจอจิเวลแล้วไงคะ”

ตอนนี้ผมก็กลัวเหมือนกัน

กรเลือดขึ้นหน้าอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งแรงบีบข้อมือที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด

“กร... อย่าครับ! จากัวร์ อย่าเลยนะ”

พวกเขาสองคนยืนชิดกันมากกว่าเดิม จากัวร์ทำท่าทางสบายๆ เมื่อเห็นกรยิ่งโกรธ เขาก็ยิ่งยิ้มมุมปาก

“มึงทำอะไรจิเวล!”

“หึ... มึงต่างหาก ทำอะไรจิเวล”

“กร... กลับเถอะครับ ผมขอโทษ ผมยอมทุกอย่างแล้ว ฮึกก!!” ผมเป็นฝ่ายยื้อกรไว้เองเมื่อสถานการณ์ชักจะไม่ดีมากขึ้นทุกทีๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวระหว่างร่างหนาทั้งสองคนที่ผมสัมผัสได้

“มึงเงียบไปเลยแมว!!! ไอ้เหี้ยนี่เป็นใครกันแน่... มึงถึงได้หนีออกจากบ้านมากอดกับมันแบบนี้! ไหนว่าเป็นเพื่อนกันไง!!”

“ฮึกก... ฮึกกก...!!” ผมได้แต่ส่ายหน้าเมื่อกรตวาดเสียงดัง น้ำหวานเองก็ดึงกรไว้ไม่ให้เข้าไปหาจากัวร์ เธอมองผมอย่างไม่พอใจ ก่อนจะใช้สายตาจิกผมให้รู้ว่าเธอเองก็กำลังโมโหเหมือนกัน ผมก้มหน้าลง หยุดร้องไห้ไม่ได้เลย เพราะผมเป็นสาเหตุของเรื่องนี้แท้ๆ...

“กร...! ไม่เอา... ไม่ใช่แบบ...”

“มึงต้องรับโทษแน่แมว!! น้ำหวาน เธอกลับไปก่อนไป เรื่องนี้เป็นเรื่องของเรากับสองคนนี้”

“กรคะ แต่ว่า...”

“ตามนั้นนะหวาน”

“ก็ได้ค่ะ!” เธอลังเลใจชั่วขณะ มองผมด้วยสายตาน่ากลัวอีกครั้งก่อนจะยอมเดินออกไป เหลือเพียงผม กร และจากัวร์...

“มึงอย่ามายุ่งกับจิเวล!”

กรเปิดฉากด้วยการใช้มืออีกข้างที่ว่างกระชากคอเสื้อจากัวร์เอาไว้ ก่อนจะทำสายตาดุดันใส่อีกฝ่าย ผมยื้อกร แต่แรงที่มีน้อยนิดจะรั้งเขาไว้ได้ยังไง

ผลัก*!!!*

“กร!!”

ผมตกใจมากเมื่อจู่ๆ กรก็ซัดหมัดใส่หน้าคมคายของจากัวร์ดังปั้กใหญ่ๆ ร่างหนาเซผงะถอยหลังแต่ยังไม่ล้ม มือใหญ่ลูบตรงรอยที่ถูกชกก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกวนๆ

“ทำได้แค่นี้หรือไง คิดจะปกป้องจิเวล? หึๆ มึงมันโง่ กูกับจิเวลรู้จักกันมากกว่าที่มึงคิดอีก!”

“มึงหมายความว่าไง!!!”

“กร...!! จากัวร์!! หยุดเถอะครับ! ฮืออ...!” คราวนี้ผมหันไปขอร้องจากัวร์แทน เขายืนยิ้มเยาะอย่างไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่กรกลับมองหน้าผมดุอย่างถึงที่สุด ผมร้องไห้หนักขึ้นเมื่อทุกอย่างมันแย่กว่าเดิม

“กร... ผมจะไม่ดื้อ ไม่หนีออกมาอีกแล้ว หยุดเถอะครับ ฮึก... ฮือออ...”

“ก็ถ้ามึงเป็นแบบนี้ต่อไปกูก็ไม่ทนเหมือนกันว่ะจิเวล”

“จิเวลเป็นของกู! คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง!!” กรตอบกลับเสียงกร้าว เขากำมือแน่น กำลังจะชกจากัวร์อีกครั้ง ผมยื้อไว้จนสุดแรง ร้องไห้ตัวสั่นสะท้านอย่างหนัก

“ถ้าอย่างนั้นมึงก็ดูแลให้ดีๆ สิวะ!!”

“กูดูแลของกูดีอยู่แล้ว!!”

“ถ้าดีแล้วทำไมจิเวลถึงได้ร้องไห้เพราะมึง...!!!”

กรชะงักนิ่งไป ร่างหนาหันกลับมามองผมที่ยืนร้องไห้เงียบๆ ด้วยความกลัว มือของผมถูกบีบจนช้ำและไม่สามารถขัดขืนกรได้ เขาคลายแรงออกช้าๆ เหมือนได้สติ

“ฮึกก...”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของกูกับจิเวลสองคน มึงคงไม่เกี่ยวอะไรแล้ว ขอตัว”

จบประโยคกรก็พาผมออกมาโดยไม่ให้ผมได้บอกลาจากัวร์เลย ดวงตาสีทองมองผมด้วยความเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงให้กำลังใจผมเบาๆ ผมละสายตาจากตรงนั้นมาได้ไม่นาน เมื่อมองกลับไปก็ไม่เห็นร่างหนาแล้ว

กรพาผมกลับมาถึงบ้าน น้ำหวานนั่งรออยู่ที่โซฟา เธอกอดอกและมองผมด้วยสายตาตำหนิอย่างเห็นได้ชัด ผมก้มหน้า น้ำตายังไม่แห้งจากแก้ม ดวงตาเริ่มแสบนิดๆ

“มึงไปนั่ง” กรดันร่างผมให้เข้าไปในห้องรับแขกเบาๆ ผมพยักหน้า ก่อนจะนั่งลงตรงโซฟาตัวถัดไปจากน้ำหวาน ก้มหน้าอยู่แบบนั้นเพราะรู้สึกได้ถึงความกดดันบางอย่าง

“ดีแต่ก่อเรื่อง”

เสียงหวานเปรยขึ้นเบาๆ ผมนิ่งไป...

“พี่น้องก็ไม่ใช่ ญาติก็ไม่ใช่”

น... น้ำหวาน...

ผมเงยหน้าขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

หมายถึงผมใช่ไหมครับ...

เหมือนถูกน้ำเย็นจัดราดใส่ คำพูดของน้ำหวานทำให้ใบหน้าของผมแทบไร้ความรู้สึก

ผมกำมือแน่น ก้มหน้าลงคางชิดอก ไม่กล้าส่งเสียงสะอื้นออกมาแม้แต่นิดเดียว ทำได้เพียงนั่งตัวสั่นระริกอย่างหวาดกลัว

พอดีกับที่กรเดินกลับเข้ามา เขานั่งลงข้างผม ส่งผ้าขนหนูที่ชุบน้ำให้ ผมรับมาถือไว้ มือสั่นไปหมด ใช้มันเช็ดน้ำตาที่ยังไหลออกมาเรื่อยๆ

“ที่บ้านโอเคหรือยังหวาน”

“คะ?”

“เราถามว่า เธอเคลียร์กับที่บ้านหรือยัง ถึงเราจะรู้จักกัน แต่ผู้หญิงมาอยู่ที่บ้านเรานี่ใครรู้จะมองเธอไปในทางไม่ดีเอาได้นะ” กรเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

“กรหมายถึง... ไม่อยากให้หวานอยู่ต่อใช่ไหมคะ”

“เราแค่เป็นห่วงทางบ้านของเธอ ทะเลาะกันนานๆ ก็ไม่ดีใช่ไหม”

ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะน้ำตามันเปียกหน้าไปหมด ถึงจะใช้ผ้าเช็ดแล้วก็ยังไหลออกมาเรื่อยๆ อยู่ดี ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศกดดันที่ทำให้รู้สึกอยากจะออกไปจากตรงนี้

“ก็ได้ค่ะ หวานจะลองโทรหาที่บ้านดู ขอตัวสักครู่นะคะ”

น้ำหวานเดินออกไป เหลือเพียงผมและกร ผมนั่งตัวลีบบนโซฟาในขณะที่กรไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียว

ผมไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง ผมกลัวกรตอนนี้มาก...

เขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน

ข้อมือผมเริ่มขึ้นเป็นรอยช้ำทีละนิด มันไม่ได้เจ็บที่ตรงนี้ แต่เจ็บที่อกข้างซ้ายที่กำลังบีบรัดอย่างรุนแรงจนหายใจไม่ออก

เพราะอึดอัดมาก ผมจึงค่อยๆ มองผ่านม่านน้ำตาไปยังเสี้ยวหน้าคมคาย

“ก... กร...”

“มึงผิดนะแมว”

“ฮึกก...” ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลยจริงๆ “ผม... ฮึก... ขอโทษครับ...”

ผมไม่น่าออกไปแบบนั้นเลย

ผมทำให้กรเป็นห่วงมาก

ทั้งๆ ที่สัญญาแล้วว่าจะไม่ทำอีกเป็นครั้งที่สอง...

ผมมันไม่ดีเอง...

“กรครับ...”

กรเงียบ ไม่ตอบอะไรเลย เขานั่งนิ่งจนผมใจหาย มีเพียงดวงตาคมที่มองไปอีกทางอย่างเย็นชา

ผมอยากเข้าไปกอดกร อยากจะกราบขอโทษร่างหนาให้สาสมกับความผิดที่ทำไป แต่ตอนนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเลย

ผมไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้ที่สุด ความกลัวถาโถมเข้ามาอย่างหนัก กลัวว่ากรจะไม่รัก ไม่ให้อภัยผมอีกแล้ว...

และผมต้องอยู่ไม่ได้แน่ถ้ากรจะไม่ให้อภัยผมอีกเลย


“หวานโทรหาที่บ้านแล้วนะคะกร” ร่างบางของน้ำหวานเดินกลับเข้ามา ในมือถือโทรศัพท์เครื่องสวยเอาไว้แน่น เธอปรายตามองผมนิดๆ ก่อนจะหันกลับไปมองใบหน้าคมคาย “หวานไม่อยู่กวนกรแล้วล่ะค่ะ หวานกลับก่อนนะคะ ขอบคุณมากที่ให้หวานพักที่นี่นะคะ”

“ดีแล้วหวาน”

“งั้นหวานขอไปเก็บของก่อนนะคะ” เธอเดินขึ้นไปข้างบน ห้องที่กรให้น้ำหวานพักคือห้องถัดจากห้องของกร

ต่อจากนั้นเป็นอะไรที่อึดอัดสุดๆ เพราะผมกับกรกลับมาอยู่เงียบๆ แบบเดิม ผมยังคงมีน้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย ขณะที่กรเอาโทรศัพท์ของตัวเองมากดๆ ดูสักพักแล้วลุกออกจากห้องไป ผมแอบมองตามด้วยความกล้าๆ กลัวๆ เห็นร่างหนาถือกระเป๋าของน้ำหวานลงมาจากชั้นบน กรเดินไปที่หน้าบ้านส่งน้ำหวานขึ้นรถสีขาวสวยของเธอ

“ฮึกกก!!!” ผมยกมือขึ้นปิดปากเมื่อจู่ๆ น้ำหวานก็ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้แก้มสาก ก่อนจะกดปลายจมูกลงไปเบาๆ

เหมือนมีมีดกรีดที่อกข้างซ้าย มันเจ็บมากจนผมร้องไห้ไม่ออก น้ำตาไหลแบบไม่มีเสียงใดๆ

ท่าทีของกรที่เปลี่ยนไปทำให้ผมมืดแปดด้านไปหมด

ผมแสบตามากๆ อยากจะลุกไปล้างหน้า แต่ล้างไปก็ไม่ได้อะไรเพราะถ้าน้ำตายังไหลไม่หยุดแบบนี้ ผมต้องตาบวมมากแน่ๆ กรกลับเข้ามาอีกครั้งในท่าทางไม่ต่างจากเดิม ผมขดตัวกลมอยู่บนโซฟา คราวนี้ร่างหนานั่งลงตรงข้าม สายตามองผมดุดัน

ผมกอดตัวเองไว้แน่น...

“กูบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกไปข้างนอกโดยที่กูไม่อนุญาต”

“ฮึกก...”

“แถมยังไปกับไอ้เวรนั่น!!!” เสียงทุ้มสบถคำราม “เพื่อนกันเขาทำแบบนั้นกันเหรอวะ!!!”

เฮือก*!!!*

“เพื่อนกัน... ต้องกอดกันท่านั้นเหรอ!!!”

“ฮึกกก...” ผมตัวสั่น มองกรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัว ภาพเมื่อครู่นี้ย้อนเข้ามาในหัวอีกครั้ง  “ล... แล้วกรกับน้ำหวานล่ะครับ...!”

เขานิ่งไป

“กรกับน้ำหวาน... ไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว ฮึกก... ท... ทำไมต้องหอมแก้มกันด้วยล่ะครับ!”

กว่าจะรู้ตัวว่าพูดสิ่งที่คิดอะไป กรก็ได้ยินหมดแล้ว...

ดวงตาสีเข้มเบิกขึ้นเหมือนไม่เชื่อหู กรชะงัก แววตาร่างหนามองใบหน้าผมอย่างที่บรรยายไม่ถูก

“เดี๋ยวนี้มึง...”

ผมกัดริมฝีปากแน่น ในใจสั่นไหวจนเจ้าก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายเกือบจะสลาย

“ผม... ขอโทษครับ ฮึก...”

ผมอยากให้กรหอมแก้มผมแค่คนเดียว

ได้ยินเสียงถอนหายใจ กรเงียบไปอยู่พักใหญ่ ผมเองก็นั่งตัวลีบอย่างไม่รู้จะทำยังไง ผมแทบไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านี้แล้ว...

“กร... ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ”

ได้แค่พูดออกไปอย่างสำนึกผิดเท่านั้น...

“ทำไมมึงถึงไม่เชื่อกูวะแมว!!”

ผมสะดุ้ง

“กูบอกมึงแล้ว กูกำชับมึงแล้ว แต่มึงก็ยังขัดคำสั่ง!! แถมยังไปทำอะไรแบบนั้นอีก!!”

“กร...”

“ถ้ามึงหายไปจริงๆ ล่ะ กูจะทำยังไง! เพราะมึงยังจำทางไม่ได้ กูเลยไม่ให้มึงไปไหนคนเดียว แต่นี่มึงเล่นตามมันไป” เขายกมือขึ้นลูบหน้าไปมา ดวงตามีแววเครียดขึง ผมก้มหน้าลง

“กูบอกมึงแล้วไง... ว่ามึงจะไปกอดกับใครไม่ได้ทั้งนั้น... นอกจากกู!”

“กร...”

“มึงต้องรับการลงโทษนะแมว”

“ฮึกก... ครับ...” กรจะลงโทษผมยังไงก็ได้ จะตีผมเจ็บๆ ก็ได้ ขอแค่กรไม่โกรธผม ไม่ไล่ผมก็พอครับ...

ทว่าการลงโทษของกรไม่ใช่การตีผมเจ็บๆ แต่มันส่งผลร้ายยิ่งกว่านั้น นั่นคือการที่เขาเมินเฉยกับผม พูดกับผมแทบนับคำได้

ผมเอาแต่มองกรเดินไปมาโดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดด้วย เขาเดินเลยผ่านหน้าผมไปทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่ผมนั่งก้มหน้าอยู่กับตัวเองไปเงียบๆ ตอนกินข้าวเขาก็ยังไม่ค่อยพูดเลย ผมรู้ว่าผมทำผิด แต่การทำแบบนี้ของกรแทบทำให้ผมใจสลาย

ผมพยายามเรียกร้องความสนใจ ทั้งช้อนสายตามองเวลาเขาเดินผ่าน ทั้งส่งเสียงร้องหวานๆ ในลำคอเมื่ออยากจะอ้อน แต่จนแล้วจนเล่าเวลาก็ผ่านเลยไปถึงตอนกลางคืนกรก็ไม่เปลี่ยนท่าทีไปจากเดิมเลย

ผมอาบน้ำเสร็จแล้ว กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา ไม่รู้ว่าพี่ปลาทูจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า จากัวร์อาจจะเล่าให้ฟังก็ได้ แต่ผมก็ไม่อยากให้พี่ปลาทูมาลำบากใจเพราะผมอีก พี่ปลาทูช่วยผมมาตลอดแล้ว

“ฮัลโหล” กรรับโทรศัพท์ เขาเดินไปยังมุมห้องซึ่งก่อนหน้านี้กำลังเขียนการบ้านที่โต๊ะทำงานด้านล่าง ผมไม่ได้ขึ้นไปนอนก่อนเพราะไม่กล้า ผมอยากจะรอให้แน่ใจว่ากรเริ่มหายโกรธผมแล้วจริงๆ ถึงจะนอนหลับได้สนิท มีบางวันที่กรจะใช้โต๊ะเล็กในห้องนี้เป็นโต๊ะเขียนหนังสือแทนโต๊ะในห้องนอนข้างบน

“ว่าไงนะ!!!” เสียงร้อนรนทำให้ผมเงยหน้าขึ้นจากจอสี่เหลี่ยมที่กำลังฉายละคร เห็นกรกำลังทำหน้าเครียดเอามากๆ มือกำโทรศัพท์แน่นพร้อมสบถอะไรบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ ผมขมวดคิ้ว

“กร...”

“กูจะไปหาน้ำหวาน!!”

“กรครับ!” คราวนี้เป็นผมเองที่ร้องออกมาเสียงดัง

ทำไมกันล่ะครับ

น้ำหวานเพิ่งจะกลับไปได้ไม่นานเอง ทำไมกรต้องหาน้ำหวานอีกแล้วล่ะครับ

ภาพที่น้ำหวานหอมแก้มกรยังติดตาผม ผมรู้ว่าไม่ควรคิดไปในทางที่ไม่ดี แต่การเป็นคนทำให้จิตใจที่ผมไม่เคยรู้สึกแสดงตัวตนออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องของกร...

กรไม่ได้ฟังผมเลย เขารีบขึ้นไปข้างบน เอากุญแจรถคันใหญ่มาก่อนจะใส่รองเท้าลวกๆ แล้วเดินออกจากบ้าน ผมวิ่งตาม

“กร! กรจะไปหาน้ำหวานที่ไหนครับ”

“อยู่บ้านดีๆ นะ” เขาไม่ได้ว่าอะไรมากไปกว่าเสียงเย็นชาประโยคนี้ มือหนาชี้นิ้วเข้าไปในบ้านพร้อมกับอีกมือที่เปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งที่คนขับอย่างรวดเร็ว ผมเข้าไปเกาะประตูเอาไว้แน่น ส่ายหน้าไปมา

“กร! น้ำหวานกลับบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต่อต้านและแสดงพฤติกรรมแบบนี้ออกมา

ผมไม่เคยกีดกันน้ำหวานออกจากกรมากขนาดนี้มาก่อนเลย

“มึงเข้าไปบ้านไป อย่าขัดคำสั่งอีก”

“กร แต่ว่า...”

เขาดึงประตูรถปิดปังแล้วสตาร์ทออกไปอย่างรวดเร็ว ผมทรุดลงนั่งตรงประตู มองตามรั้วบ้านที่ตั้งระบบเปิดปิดเองได้อย่างท้อใจและไม่เข้าใจหลายๆ อย่าง

มองเลยไปยังบ้านอีกหลัง ไฟที่บ้านของพี่ปลาทูยังเปิดอยู่ แต่กรบอกแล้วว่าให้ผมกลับเข้าไปอยู่ในบ้านดีๆ ผมก็จะทำตาม ในหัวอดคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้ำหวานกันแน่นะครับ...?

ผมกลับเข้าไปรอในบ้าน นั่งขดตัวอยู่บนเตียงเมื่อเสียงฟ้าคำรามเริ่มดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานจะต้องมีฝนตกหรือพายุแรงๆ แน่ ผมไม่ชอบเอาซะเลย มันทำให้ผมกลัว... แล้วยิ่งกรไม่อยู่แบบนี้...

ครืนนนน...**!!!

ผมยกมือขึ้นปิดหู ได้ยินแค่เบาๆ ก็ไม่ชอบ อีกแป๊บนึงจะต้องดังกว่านี้มากแน่ๆ ผมไม่ได้ปิดไฟ แต่เปิดเอาไว้อย่างนั้นเพราะไม่กล้าลุกไปไหน ชะโงกหน้าไปมองหน้าต่างบานข้างห้องก็เห็นว่าพี่ปลาทูคงยังไม่นอน เงาสลัวๆ ของร่างเล็กทอดผ่านหน้าต่างออกมา ตอนนี้ผมอยากไปอยู่กับพี่ปลาทูจังเลย ผมกลัว...

ผมกลัว...!

ครืนนนนน*!!!*

เสียงฟ้าร้องดังอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิมมาก ผมรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมเอาไว้เหลือแต่ใบหน้า นั่งหลังชิดหัวเตียงอย่างไม่กล้าขยับไปไหน

เมื่อไหร่กรจะกลับมาล่ะครับ...

กรไปหาน้ำหวานเพราะอะไรเหรอ

ผมมีเบอร์ของกร เขาเคยเขียนติดไว้ให้ตรงโทรศัพท์ข้างล่าง แต่ผมก็ไม่เคยโทรหากรเลยสักครั้งเดียว สายฟ้าแลบทะลุผ่านเข้ามาทางผ้าม่าน ผมสะดุ้งเฮือกก่อนจะรีบขดตัวให้กลมกว่าเดิม เอาหมอนใบโตมากอดพร้อมตุ๊กตาหนูตัวโปรด นอนอยู่แบบนั้นจนได้ยินเสียงฝนตก

“กร...”

กลับมาเร็วๆ นะครับ

ผมคิดแบบนี้อยู่ในใจไม่รู้ว่านานเท่าไหร่จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงแปลกเข้าหู

เสียงไม่คุ้นเอาซะเลย มันดังกริ๊งๆ แต่ก็จำได้ว่าเคยได้ยินอยู่หลายครั้งก่อนหน้านี้ ผมเดินตามเสียงนั้นลงไปข้างล่าง มันยังดังไม่หยุด

กรบอกว่าวิธีจัดการคือยกหูขึ้นมาแล้วพูดคำว่าฮัลโหล...

“ฮ... ฮัลโหล...”

[“นั่นจิเวลใช่ไหมจ๊ะ!”]

อ๊ะ?!

“น... นั่นใครครับ” ผมตอบกลับเมื่ออีกฝ่ายรู้จักชื่อผม แถมเสียงนั้นยังคุ้นเอามากๆ ด้วย แต่เป็นใครกันล่ะ?

[“จิเวล! ตอนนี้กรเกิดอุบัติเหตุกลางทางน่ะ รถลื่น อยู่โรงพยาบาลนะ น่าจะแขนหักด้วย!”]

“น้ำหวาน?!”

ผมตาโตตกใจ ต้องเป็นเสียงน้ำหวานไม่ผิดแน่ๆ เพราะว่ากรบอกว่าจะไปหาน้ำหวาน แล้วมันอะไรกันครับ เมื่อกี้ทำไมน้ำหวานถึงได้บอกว่า...

“กร... เป็นอะไรเหรอครับ!!”

[“รถชนน่ะ ได้รับบาดเจ็บ! จิเวลอยากมาดูกรไหม เดินออกมาจากหมู่บ้านเลี้ยวซ้ายมาเลยนะ ไม่ไกลหรอก เร็วๆ หน่อยนะจ๊ะ กรร้องเจ็บมากแล้ว!”]

กร!!!

กรบาดเจ็บ?!

ผมไม่ได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหมครับ!

กรแขนหักอย่างนั้นเหรอ...!!!

มือเล็กถึงกลับปล่อยหูโทรศัพท์ตกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง แทบทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนคิดถึงคำพูดของน้ำหวานที่ดังก้องในหูไปมาไม่หยุด...

ผมต้องไปหากร!!




            หลังจากวางสายจากน้ำหวาน ผมก็ไม่สนใจสถานการณ์ด้านนอกอีกเลย สองเท้ารีบวิ่งไปหยิบรองเท้าแตะที่ใส่ประจำก่อนจะนึกได้ว่ากุญแจเปิดรั้วอยู่ที่ไหน กรมักเก็บไว้ในที่ที่ผมหยิบได้ ผมจะได้เข้าออกบ้านได้เองเมื่อจำเป็น ผมไม่รอช้า รีบไขกุญแจเปิดรั้วออกไปทันที

            เสียงฟ้าร้องดังสลับกับเสียงฝนที่ตกหนักราวพายุ ผมไม่ได้กลัวแล้ว เพราะตอนนี้ผมต้องไปหากรให้เร็วที่สุดเท่านั้น!

            หัวใจผมแทบระเบิดเมื่อคิดว่ากรต้องเจอกับอะไรบ้าง น้ำเสียงของน้ำหวานทำให้ผมกลัวมาก

            ผมอยู่ไม่ได้จริงๆ นะถ้าไม่มีกร...

            กรอย่าเป็นอะไรไปนะครับ!!

            ตัวที่เริ่มเปียกเพราะฝนไม่ได้ทำให้สองเท้าหยุดก้าวขา ผมปิดประตูโดยที่ไม่ได้ล็อกเพราะความเร่งรีบ สาวเท้ายาวๆ วิ่งผ่านรั้วบ้านของพี่ปลาทูไปยังเป้าหมายคือทางซ้ายของหน้าหมู่บ้าน เสียงฟ้าคำรามดังก้อง ผมยกมือขึ้นป้องใบหน้าเมื่อแสงจากสายฟ้าเข้าตาจนทำให้ตกใจกลัว

            “ฮึกก...!!!”

            ทุกครั้งที่ฟ้าคำราม ผมจะสะดุ้งเฮือกจนสุดตัว น้ำตาเริ่มไหลออกมา ผมป้องปาก ยกมือขึ้นปิดใบหน้า ข่มความกลัวและวิ่งไปเรื่อยๆ ตามทางที่จำได้ กรเคยพาออกจากหมู่บ้านทางนี้ ผมเห็นป้อมของคุณยามเล็กๆ ข้างหน้า ใกล้จะถึงแล้ว

            โฮ่งๆๆ*!!!*

            ผมสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเสียงเห่าคำรามพร้อมเสียงตะกุยประตูรั้วเหล็กดังเข้ามากระทบโสตประสาท หันไปยังด้านขวาก็เห็นสุนัขของบ้านนั้นกำลังจ้องมาที่ผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนักและเห่าใส่เสียงดัง

            ผมเป็นแมว...

            ผมไม่ชอบสุนัขเท่าไหร่

            “ฮึก...”

            เปรี้ยง...**!!!

            สายฟ้าเหมือนจะฟาดลงพื้นดิน ผมหดคอวูบ ตัวเปียกไปหมดจนเหมือนกำลังอาบน้ำ หนาวสั่นเพราะอุณหภูมิลดลงในตอนกลางคืน ผมอยู่ในชุดนอน มันจะบางกว่าปกติ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงหนาวมาก แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อคิดถึงใบหน้าของกร ผมก็ไม่รอช้าที่จะเดินต่อไปทันที

            โฮ่งๆๆ*!!!*

สวบบบ*!*

เสียงแหวกพุ่มไม้ทำให้ผมหันขวับไปมอง ใบไม้ที่สั่นไหวไม่รู้เพราะแรงลมหรือเพราะเจ้าของเสียงประหลาดทำให้ผมหวั่นวิตก ฝนยังเทลงมาเรื่อยๆ ไม่มีท่าจะหยุด แถมยังหนักขึ้นไปอีก ผมกอดตัวเองแน่น ไม่เคยกลัวอะไรเท่านี้มาก่อน...

แต่เพื่อกร...

ผมพยายามเดินต่อไป

โฮ่ง*!!!*

“อ๊ะ!!!” ผมชะงักเท้าเมื่อมีสิ่งหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางตรงหน้า ผมตาโต มือสั่นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจ้าสุนัขสีน้ำตาลตัวใหญ่ยืนขวางอยู่ตรงนั้น ผมขาสั่นระริก

โฮ่งๆๆ*!!!*

“ฮึกก... กร...”

ไม่ว่ายังไง สุนัขก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมกลัวมากๆ แมวอย่างผมทำอะไรไม่ได้นอกจากหนีเท่านั้นเมื่อต้องเจอ

เท้าผมก้าวถอยหลังอัตโนมัติ สุนัขสีน้ำตาลก้าวเข้ามา ผมถอยหนึ่งก้าว อีกฝ่ายก้าวเข้ามาหาอีกหนึ่งก้าว

“ป... ปล่อยผมไปเถอะนะ...” พูดด้วยเสียงสั่นๆ ที่แทบจับใจความไม่ได้

ก่อนหน้านี้นานแล้วเหมือนกันผมก็เคยถูกสุนัขมาข่มขู่ แต่กรจะมาไล่ไปทุกครั้ง คราวนี้กรไม่อยู่แล้ว...

ผมควรจะทำยังไงดี...

ผมร้องไห้ออกมา ไม่รู้จะทำยังไงนอกจากขอร้องให้สุนัขสีน้ำตาลตัวใหญ่ไม่ยืนขวางทาง เป็นความคิดที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แต่ผมก็ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว...

“ถ... ถอยไปเถอะนะ... ผม... ต้องไปหากร กรต้องการผม...”

ผมแทบจะคุกเข่าขอร้อง แต่ลืมไปว่าตอนนี้ผมเป็นคน ส่วนอีกฝ่ายเป็นสุนัขที่ฟังกันไม่รู้เรื่อง ผมมองซ้ายมองขวา กำลังคิดว่าจะวิ่งไปดีหรือเปล่า ต... แต่ถ้าผมวิ่งไม่ทันแล้วถูกกัดเข้าล่ะ...?

“กร...”

เสียงฟ้ายังร้องไม่หยุด ไม่รู้ป่านนี้กรจะเป็นยังไงบ้าง ยังนอนเจ็บอยู่หรือเปล่า...

ในที่สุดผมก็กลั้นใจหยิบก้อนหินเล็กๆ ใกล้ปลายเท้าปาไปด้านหน้า ไม่ได้ให้โดนตัวสุนัขตัวใหญ่ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายผงะถอยได้เหมือนกัน จังหวะนั้นเอง ผมวิ่งไปด้านหน้าอย่างไม่ลืมหูลืมตา แสงไฟจากรถที่ไหนไม่รู้ส่องแยงเข้ามาจนต้องป้องไว้ด้วยมือบาง

“อ๊ะ!! โอ๊ยย!!”

ผมล้มลงเพราะสะดุดกับอะไรบางอย่างที่ขวางทางจนเจ็บ หัวเข่ากระแทกพื้นก่อนจะขยับตัวไม่ค่อยได้เพราะความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาตามร่างกายอย่างตั้งตัวไม่ทัน รถคนนั้นขับผ่านไปแล้ว... ผมก้มมองตัวเองที่เปียกปอนชุ่มทั้งร่าง ค่อยๆ ยันตัวขึ้นอย่างทุลักทุเลก็เดินไม่ตรงแล้ว

แต่ผมก็ไม่ละความพยายาม

ผมค่อยๆ ลากขาที่มีเลือดไหลออกมาไปยังหน้าหมู่บ้าน จะถึงแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น...

เจ็บจังเลยครับ ฮึก...

แต่ผมก็จะอดทนเพื่อกร...

สวบบบ*!!!*

“อ๊ะ?!!” เสียงแว่วเข้าหูอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงดังเพียงครั้งเดียว...

อะไรน่ะ...

เงาตะคุ่มที่ทอดยาวบนพื้นถนนที่มีแสงไฟทางมัวๆ ทำให้ผมหวั่นในใจ

ผมเริ่มหดคออย่างไม่ไว้ใจอีกครั้ง แต่พอเดินไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเหลียวไปมองด้านหลัง

หรือว่าบางที...

“ช... ช่วยด้วยครับ!”

ผมรวบรวมความกล้า ตะโกนออกไปเสียงสั่นเครือท่ามกลางสายฝน เผื่อว่าจะมีใครช่วยผมได้บ้าง

“ช่วยผมด้วย!!”

ได้ผล!

มีเสียงคนวิ่งมาทางนี้ เงาเมื่อกี้คือเงาคนจริงๆ ด้วย! ผมจะให้พวกเขาช่วยพาผมไปหากร... ผมจะให้พวกเขา...

“อ๊ะ!!!”

ผมชะงักเมื่อตรงหน้าคือผู้ชายราวห้าคนเข้ามาขวางทาง ผมมองผ่านม่านน้ำตาที่เปรอะใบหน้าก่อนจะต้องตกใจหนักกว่าเดิมเมื่อแต่ละคนนั้นดูน่ากลัวมากๆ

ทุกคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าไม่ค่อยใหม่ แถมยังหน้าตาแปลกๆ แบบที่บรรยายไม่ถูก ผมถอยหลังไปหลายก้าว เบิกตากว้างสุดขีดเมื่อหนึ่งในนั้นแสยะยิ้ม...

“เรียกเรามามีอะไรหรือจ๊ะคนสวย หรือว่า... หลงทาง”

“ฮึกกก!”

ผมมองไปที่พวกเขาทีละคนๆ อย่างหวาดกลัว แบบนี้ไม่เอา... ไม่ใช่แบบนี้...

ผมเริ่มลนลาน แถวนี้ไม่มีใครอยู่เลย ฝนยังไม่ซาลงและพวกเขาทั้งห้าคนก็ดูไม่น่าไว้ใจด้วย พวกเขาไม่มีร่มหรืออะไรเพื่อกันฝน เดินมาตัวเปล่าๆ ซ้ำยังทำหน้าตาน่ากลัวอีก ผมส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา

“ผม... ขอโทษครับ... ผม... จ... จะไปหากร... อ๊ะ!!”

ร่างถูกดึงไว้ด้วยแรงมหาศาล ใครคนหนึ่งในนั้นกระชากตัวผมไว้แล้วออกแรงบีบข้อมือเข้ามา ผมนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ตัวผมเล็กกว่าพวกเขามาก และตอนนี้พวกเขากำลังรังแกผม!

“ปล่อย ฮึก... ปล่อยผมนะ”

ผมร้อง แต่เสียงที่ออกไปมันราวกับกระซิบอย่างคนไม่มีแรง

ผมกลัวมากจนพูดไม่ออก

สติผมเริ่มแตกกระเจิง ความกลัวที่ออกมาจากบ้านคนเดียวผสมกับความกลัวที่เกิดจากคนแปลกหน้าทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากกระถดตัวหนีถอยหลังไปเรื่อยๆ

“สวยจริงนะ แบบนี้พี่ชอบ! ฮ่าๆๆ”

“ไม่นะ ฮึก...”

ผมไม่ชอบเสียงหัวเราะแบบนี้เอาซะเลย หน้าตาพวกเขาไม่ได้เป็นมิตรสักนิด แถมยังยื่นมือมาแตะที่ตัวผมอีก ผมปฏิเสธด้วยการส่ายหน้าไปมาเร็วๆ และร้องไห้สะอื้น ริมฝีปากสั่นระริก

“ป... ปล่อย...” ร้องออกไปเสียงแผ่ว “ปล่อยผม... เถอะครับ...”

แต่ละประโยคนั้นช่างพูดยากลำบากเหลือเกิน

คำพูดแผ่วที่ฝ่าไปท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักและท้องฟ้าที่สาดแสงพร้อมเสียงดังเปรี้ยงปร้างไม่หยุดไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

ผู้ชายอีกคนเข้ามาล็อกตัวผมไว้ คราวนี้แขนทั้งสองข้างของผมถูกพวกเขาจับไว้อย่างแน่นหนา ผมร้องเสียงดัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะน่ากลัวจับใจ

“ไปกับพวกพี่เถอะนะจ๊ะ ไหนๆ ก็ตะโกนเรียกกันขนาดนี้แล้วน่ะ หืมม...”

“ไม่... อื้อ...!”

ผมยื้อยุดกระชากกับพวกเขาไปมา แต่ด้วยกำลังที่มีน้อยกว่า และพวกเขามากันหลายคนก็ทำให้ผมที่กลัวจนร่างทั้งร่างสั่นไปหมดไม่มีแรงทำอะไรเลย ได้แต่ร้องไห้อย่างหนักและถูกลากเข้าไปที่ไหนสักแห่งมืดๆ

มันคือพงหญ้าที่เมื่อถูกผลักลงไปนอนแล้วก็เจ็บระคายไปทั่วแผ่นหลัง ผมตัวสั่นงันงก พยายามปัดป้องมือที่รุกรานเข้ามา

“อย่า...!”

เสื้อของผมถูกดึงออกไป แต่ไม่สำเร็จจึงได้ยินเสียงแควกดังขึ้นเหมือนมีอะไรขาด

ผมตาเหลือกเมื่อเห็นว่ามือใครสักคนกระชากเสื้อผมจนขาดจริงๆ สายฝนที่เทลงมาทำให้ผมมองเห็นอะไรไม่ถนัดเท่าไร หัวใจผมเต้นรัวแรง หายใจแทบไม่ออก มันแน่นในหน้าอกไปหมด

ตามด้วยแรงกระชากที่บริเวณคอจนได้ยินเสียงอะไรสักอย่างหลุดออกไป...

กลัวจับใจ

กร... กรครับ...

“ฮึกก...”

            พวกเขาจะทำอะไรผม

            ผมกลัว...

            ผมกลัวแล้ว!

            ผมจะไปหากร

            “ปล่อยผม... ไปเถอะครับ ได้โปรด...”

            ผมแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าที่แม้จะถูกเมฆฝนบดบังแต่ก็ยังเห็นแสงสีเหลืองเรืองรอง นึกถึงใบหน้าหล่อคมที่อยู่ในหัวใจมาตลอด...

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมจะถูกทำอะไร พวกเขากำลังจะทำร้าย จะฆ่าผมหรือเปล่า ผมไม่รู้อะไรเลย

แต่ใจผมกลับนึกถึงแต่กร...

            ฮึกก...

            ผมขอให้กรปลอดภัย...

            ได้โปรดเถอะครับคุณพระจันทร์...

            ผมกลัวแล้ว... ผมจะกลับไปเป็นแมวก็ได้... แต่ขอให้กรปลอดภัย...

ผมขอเพียงเท่านี้...


ความคิดเห็น