丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 51 ผลกระทบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 51 ผลกระทบ

คำค้น : ฮัวหนิงเซียน, คุณชายมู่, นิยายจีนโบราณ, นิยายทุะลุมิติ, ย้อนยุค, เสี่ยวซี, กังฉิน, นักการเมือง, อ๋อง8, อ๋อง6, คุณชายมู่, เฟยเทียน, หยางอี้

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2561 23:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 51 ผลกระทบ
แบบอักษร

​ตอนที่ 51 ผลกระทบ​

“ไม่รู้ว่าองค์ฮ่องเต้ทรงคิดอะไรอยู่ถึงได้ประกาศไปเช่นนั้น”

“นั่นสินะ แม่นางคนนั้นก็รูปโฉมงดงามอยู่หรอก แต่กริยาท่าทางไม่ว่าดูอย่างไรก็ไม่สมกับองค์ชายสักนิด”

“ก็แค่ธิดาของคหบดีเมืองเล็กๆ ไม่เห็นจะเหมาะสมกับองค์ชายตรงไหน”

“ตำหนักฝ่ายหน้าเขาลือกันว่านางร่วมเตียงกับองค์ชายทั้งสามแล้วนะ”

“ตายล่ะ! น่าเกลียดจริงเชียว อย่างกับนางโลม”

“น่าไม่อายจริงเชียว นี่หรือธิดาคหบดี”

“สตรีอย่างนี้หรือจะมาเป็นหวังเฟย...”

สิ่งที่ลอยเข้ามากระทบหูนั้นทำให้คนที่เข้ามายกอาหารจากครัวฝ่ายในรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่นัก สตรีร่างโปร่งก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมสำรับด้วยความเงียบงันพร้อมกับข้อมูลทุกอย่างที่เข้าหัวมาด้วยความสับสนเท่าที่นางรู้มาเกี่ยวกับแม่นางหนิงเซียนนั้นไม่ใช่คนแบบที่คนพวกนี้พูดสักนิด... ไม่ว่าอย่างไรในคืนที่นางเข้าวังมาดูไปแล้วก็เป็นองค์ชายเจ็ดต่างหากที่เป็นคนจับตัวนางมา

มือเรียวขาวประคองสำรับที่เตรียมเสร็จแล้วแน่นก่อนจะรีบสาวเท้ากลับตำหนักหน้าอย่างรวดเร็วด้วยไม่อยากจะรับรู้เรื่องเหล่านี้เพิ่ม ฝีเท้าของหญิงสาวเร่งขึ้นตามความร้อนใจของตนเองจนกระทั่งไม่ทันได้สังเกตว่ามีกลุ่มคนกำลังเดินสวนมา

โครม!!!

“โอ้ย”

“นี่เจ้า!”

ทั้งอาหารที่หกเลอะเทอะรวมถึงจานชามแตกกระจายและเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนนั้นไม่มีอะไรให้น่ากังวลทั้งสิ้นเมื่อเทียบกับสีหน้าของบุคคลที่นางเพิ่งจะเดินชน มู่เหมยเหรินกงจู่มีสีหน้าดุดันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจนทำให้นางกำนัลก้นครัวของตำหนักเล็กๆ แทบจะลมจับในชั่วพริบตา

“เจ้าไม่เห็นรึไรว่ามู่เหมยเหรินกงจู่กำลังเสด็จผ่าน ทำไมไม่หยุดทำความเคารพ!”

นางสนองพระโอษฐ์ข้างกายผู้มีอำนาจตวาดเสียงดังทำให้นางกำนัลผู้โชคร้ายไม่อาจจะกล้าขยับแม้แต่ครึ่งก้าว ความเจ็บจากการชนและความหวาดกลัวนั้นพุ่งขึ้นจนไม่อาจจะรวบรวมสติได้

“ข้า..” ความกลัวทำให้นางลืมสิ่งที่ตนจะพูดไปเสียงหมดเหลือแต่เสียงอ้ำอึ้งคล้ายเด็กเพิ่งหัดพูดเท่านั้น

“เจ้า! มีอะไรจะแก้ตัวงั้นรึ!” นางสนองพระโอษฐ์อีกคนกล่าวย้ำอย่างน่ากลัวไม่แพ้กัน

ความน่ากลัวของมู่กงจู่นั้นเป็นที่รู้กันทั่วโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจากตำหนักขององค์ชายเจ็ดอย่างที่ได้เจอกับฤทธิ์เดชขององค์หญิงมู่คนเล็กไม่เว้นแต่ละวัน แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่เคยเจอกับตัวสักทีจนกระทั่งวันนี้...

“....ขะ... ข้า...” แค่คำว่าขอโทษยังยากในยามนี้

“ชุดของข้า!”

มู่เหมยเหรินกงจู่อุทานขึ้นหลังจากนางก้มสำรวจความเสียหายของตนเองแล้วพบว่าชายชุดของตัวเองนั้นมีรอยเปื้อนน้ำซุปเป็นวงเล็กๆ แววตาของกงจู่พระองค์เล็กเกรี้ยวกราดขึ้นกว่าเดิมทันทีเมื่อเห็นว่าชุดของพระองค์มีรอยตำหนิแม้มันจะเป็นรอยเล็กๆ ที่สามารถจัดการได้โดยง่ายก็ตามแต่ในตอนนี้ไม่ว่าใครๆ ก็รู้ว่าไม่ควรจะทำอะไรให้กงจู่อารมณ์ร้อนคนนี้ขุ่นเคืองพระราชหฤทัยแม้แต่คิด...

“เพคะกงจู่"

"กงจู่เสื้อพระองค์..”

นางสนองพระโอษฐ์สองคนดูกำลังวุ่นวายกับการสำรวจความเสียหายของฉลองพระองค์ของนายตนยิ่งสำรวจยิ่งอุทานถึงสิ่งที่เห็นก็ยิ่งกดดันคนที่ทำผิดพลาดมากขึ้นทุกขณะจิต สาวใช้ก้นครัวตำหนักเล็กได้แต่นั่งตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวและกังวล แต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องกงจู่อยู่แล้วแล้วตอนนี้นางกลับชนกงจู่แถมยังทำให้เสื้อผ้าของกงจู่เสียหายอีก หากพรุ่งนี้หัวนางยังติดอยู่กับบ่าก็นับว่าแปลกแล้ว

“เจ้า!!!! เป็นคนของตำหนักไหน” สุรเสียงของกงจู่นั้นไร้ความปราณีโดยสิ้นเชิง

“ข้าน้อย...” แม้ในตอนนี้นางก็ยังไม่สามารถที่จะเรียบเรียงคำพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้เสียที

“มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้!”

ยิ่งได้ยินเสียงกดดันก็ยิ่งทำให้นางไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้ น้ำตาของนางกำนัลสาวไหลรินอาบสองข้างแก้มด้วยรู้ชะตาของตัวเองดี แต่ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นหยุดความรุนแรงของเรื่องลงเสียก่อน

“นางเป็นคนของข้าเอง ขออภัยที่นางเสียมารยาทต่อกงจู่...”

น้ำเสียงนิ่งสงบของจางเสียนเฟยดังขึ้นเพื่อหยุดเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที บรรดานางกำนัลที่ตามเสด็จจางเสียนเฟยนั้นแม้จะแปลกใจแต่ก็ทำได้แค่สงบปากสงบคำเท่านั้นด้วยไม่อยากให้สิ่งที่นายของตนกำลังจะทำนั้นต้องเกิดความผิดพลาด

“คารวะจางเสียนเฟย”

น้ำเสียงของมู่เหมยเหรินกงจู่นั้นไม่สู้ดีนักนางกล่าวคล้ายกับว่าเป็นเพียงการทักทายไปตามหน้าที่เท่านั้นซึ่งถึงเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ทำให้สตรีสูงวัยกว่าระคายเคืองใจแต่อย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้นางยังถวายพระพรอยู่ก็ถือว่าการอบรบในวังหลวงไม่สูญเปล่าแล้ว

“ไม่ทราบว่ามู่เหมยเหรินกงจู่มีปัญหาอะไรกับคนของข้ารึ” จางเสียนเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบเช่นเคย

นางกำนัลก้นครัวที่ได้รับการช่วยเหลือนั้นได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจอย่างเงียบงัน ไม่ใช่ว่านางจะไม่เคยได้ยินเสียงล่ำลือเรื่องความมีน้ำใจของจางเสียนเฟยแต่่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายในกำลังสั่นคลอนเช่นนี้การที่นางยื่นมือมาช่วยนางกำนัลจากตำหนักอื่นนั้นไม่ว่าอย่างไรมันก็ดูไม่เข้าทีเสียเท่าไหร่

“ข้าน่ะรึมีปัญหา คนของจางเสียนเฟยต่างหากที่เข้ามาชนข้าจนทำให้เสื้อผ้าของข้าเสียหายไปหมด”

แม้จะเห็นว่าเป็นผู้มีตำแหน่งสูงกว่าแต่ด้วยความเอาแต่ใจของมู่เหมยเหรินกงจู่แล้วก็ไม่อาจจะทำให้นางสามารถวางตัวอย่างเหมาะสมได้ คงจะต้องขอบคุณความใจเย็นที่มีมากจนเกินไปของจางเสียนเฟยที่ทำให้สถานการณ์ในครั้งนี้ไม่เลยเถิดไปจนกลายเป็นการทะเลาะวิวาท

“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขออภัยกงจู่แทนคนของข้าด้วย ส่วนเสื้อผ้าที่เสียหายไว้ข้าจะส่งเบี้ยและของไปชดใช้ให้แทนเพียงเท่านี้จะถือว่าเป็นคำขอโทษจากข้าได้หรือไม่...”

แม้แต่ไฟที่ร้อนเมื่อเจอน้ำเย็นจัดก็ยังลดทอนความรุนแรงลงนับอะไรกับแรงอารมณ์ของคน การใส่อารมณ์ต่ออีกฝ่ายที่นิ่งสงบก็เหมือนโยนไม้ขีดไฟลงทะเลสาปไม่ว่ากี่ครั้งก็ดับไปอย่างไร้ค่า มู่เหมยเหรินกงจู่ได้แต่เก็บงำความหงุดหงิดเอาไว้ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“เรื่องเพียงเท่านี้ไม่อาจรบกวนเสียนเฟย ข้าต้องขอตัวก่อน”

แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่ท่าทางของนางหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มู่เหมยเหรินกงจู่เดินสะบัดตัวผ่านหน้าจางเสียนเฟยไปอย่างไม่แสดงถึงความเคารพเช่นเคย กริยาของนางนั้นแม้จะไม่กระทบต่อความนิ่งเฉยของเสียนเฟยหากแต่ก็กระทบถึงความหงุดหงิดของเหล่านางกำนัลที่ตามเสด็จได้ไม่น้อย

“เสียนเฟยเพคะ ปล่อยไปแบบนี้จะเสียเกียรติของเสียนเฟยเอาได้นะเพคะ”

“เสียเกียรติงั้นหรือ เกียรติของข้ามันไม่ใช่เรื่องหนักหนานักหรอกนะเทียนเอ๋อร์”

จางเสียนเฟยยังคงตอบอย่างนุ่มนวลก่อนจะก้มตัวลงช่วยพยุงนางกำนัลที่ล้มอยู่ขึ้นมาด้วยความเมตตา เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้สาวก้นครัวผู้โชคร้ายถึงกับน้ำตาหลั่งรินด้วยความซาบซึ้งทันทีปากของนางสั่นระริกด้วยความกลัวที่ยังค้างอยู่ความตกใจทำให้นางไม่อาจจะเอ่ยอะไรออกไปได้แม้คำขอบคุณ

“อย่าร้องไห้เลย” เสียงของจางเสียนเฟยอบอุ่นอ่อนโยน “คนของตำหนักองค์ชายหยางอี้สินะ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนของข้าช่วยจัดสำรับให้ใหม่แล้วกัน เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

ความใจดีของจางเสียนเฟยไม่ใช่แค่ข่าวลืออีกต่อไปสำหรับนาง นางกำนัลก้นครัวได้แต่ก้มลงคำนับขอบคุณจางเสียนเฟยนับครั้งไม่ถ้วนจนลำบากนางกำนัลตามเสด็จต้องเข้ามาห้ามไว้ก่อนที่นางจะเอาหัวโขกพื้นวังจนตายไปเสียก่อน

ตั้งแต่องค์ฮ่องเต้ประกาศเรื่องงานอภิเษกสมรสนั้นภายในวังก็เหมือนเกิดสนามรบย่อมๆ ขึ้นในทุกครึ่งชั่วยาม นอกจากฝ่ายหน้าที่จากโอรสจอมเกี่ยงความดีความชอบทั้งสามพระองค์จะเริ่มทำผลงานกันให้วุ่นวายแล้วฝ่ายในเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน...

****จางเสียนเฟยและเหล่านางกำนัลตามเสด็จ**หอบหีบผ้าที่ได้รับกำนัลจากพระสนมตำหนักต่างๆ ออกมาเรียงกันก่อนจะเริ่มจดรายการบันทึกข้าวของต่างๆ ที่ได้รับมาเป็นสินน้ำใจในฐานะที่นางคือมารดาขององค์ชายแปด...

“ตั้งแต่ทรงประกาศเรื่องหวังเฟย ดูเหมือนฝ่ายในจะวุ่นวายขึ้นนะเจ้าคะ” นางสนองพระโอษฐ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบในการนับผืนผ้า...

"อย่างนั้นหรือ" จางเสียนเฟยตอบรับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

มือของนางไล้ไปตามผืนผ้าที่ได้รับมาด้วยความเพลิดเพลินกับลวดลายอันประณีตงดงามของผืนผ้าโดยพยายามจะใส่ใจกับเรื่องวุ่นวายนอกตำหนักให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายจะมีเรื่องต่างๆ มารายงานเข้าหูนางอยู่ดี...

“มู่เหมยเหรินกงจู่ก็หาทางเบียดเบียนคุณหนูฮัวให้ไม่ต้องสมรสกับองค์ชายเจ็ดให้จงได้...”

เรื่องนี้สำหรับคนเป็นมารดาของโอรสที่ชอบพอกับเด็กสาวคนนั้นแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว หากตัดองค์ชายเจ็ดที่ดูเหมือนจะมีทั้งผลงานและความเกี่ยวข้องกับแม่นางฮัวออกไปแล้วโอกาสที่โอรสของนางจะได้หวังเฟยคนใหม่ก็ยิ่งมากขึ้น...

“องค์หญิงสิบสามก็พยายามจะไปปรนนิบัติองค์ชายหกไม่เว้นวัน”

“องค์หญิงในไทเฮาคนก่อนก็เข้าหาองค์ชายชงหยวน...”

เหล่านางกำนัลแลกข้อมูลกันอย่างสนุกปากโดยลืมไปว่ามารดาขององค์ชายชงหยวนก็นั่งประทับอยู่ไม่ห่างด้วย แต่ถึงอย่างนั้นน้ำใจที่กว้างขวางราวกับมหาสมุทรของจางเสียนเฟยนั้นก็ทำให้นางไม่นึกถือโทษอะไร มือเรียวไล้ไปตามผืนผ้าสีแดงสดอย่างเพลิดเพลิน

เป็นไปอย่างที่เหล่านางกำนัลเอ่ยในตอนนี้ฝ่ายในเองก็วุ่นวายไม่แพ้ฝ่ายหน้าเสียเท่าไหร่ เหล่าองค์หญิงในสนมต่างๆ ที่เคยคิดว่าไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งหวังเฟยก็ต้องเป็นของตนนั้นพอได้รู้ว่าตำแหน่งที่ตัวเองจับจองไว้กำลังสั่นคลอนด้วยสตรีไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแล้วก็ย่อมทำให้พวกนางออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างไม่น้อยหน้าเช่นกัน

"เห็นว่าองค์ชายเจ็ดจะออกเสด็จเยี่ยมฝูซุน อย่างนี้ไม่เท่ากับประกาศว่าตัวเองมีสิทธิ์มากกว่ารึ...”

คำบอกกล่าวนี้สามารถหยุดมือที่กำลังลูบไล้ผืนผ้าของจางเสียนเฟยได้ชะงัก เรื่องการเสด็จเยือนฝูซุนขององค์ชายเจ็ดนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน หากว่าเขาไม่ได้ไปเพื่อราชการแล้วล่ะก็นั่นก็เท่ากับว่าเขากำลังไปแสดงตัวต่อสาธารณะชนในฐานะของคนที่กำลังจะอภิเสกสมรสกับแม่นางฮัวเป็นแน่

...ไวเหลือเกิน...

“นั่นสินะ..." นางสนองพระโอษฐ์ที่อยู่ไม่ไกลเอ่ยตอบรับกับสหายของตน

“วุ่นวายกันไปเสียทุกฝ่าย...” จางเสียนเฟยเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม

ในตอนนี้คงเรียกได้ว่าสมพระทัยองค์ฮ่องเต้แล้วที่โอรสของพระองค์ตั้งใจรับสนองราชโองการมากขึ้น แต่จิตใจมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหากยังคงทำกับมันเหมือนเกมกระดานในวันหนึ่งก็ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับความเจ็บปวดจากเรื่องนี้จะกลับมาโต้คืนเมื่อไหร่

...ไม่รู้ว่าวันโต้กลับนั้นจะไวกว่าวันที่องค์ฮ่องเต้จะเลิกเล่นเกมนี้หรือไม่...

ความหนักใจของจางเสียนเฟยนั้นแสดงออกมาทางใบหน้าจนหมด แม้แต่นางสนองพระโอษฐ์คนสนิทยังไม่อาจจะเอ่ยให้กำลังใจได้ เพราะสิ่งที่นายของตนกำลังทุกข์ใจนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายทั้งสิ้น

“เจ้าเป็นอะไรไปรึเสียนเฟย”

สรุเสียงหนึ่งที่ตรัสขึ้นนั้นทำให้เหล่าบรรดานางกำนัลทั้งหมดรวมทั้งจางเสียนเฟยต้องคุกเข่าลงคารวะทันที องค์ฮ่องเต้และเหล่าข้าราชบริพารส่วนพระองค์ที่เสด็จโดยไม่บอกกล่าวนั้นสร้างความแปลกใจให้กับบรรดาคนจากฝ่ายในไม่น้อย

“ถวายพระพรองค์ฮ่องเต้ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี” จางเสียนเฟยเอ่ยถวายพระพรแผ่วเบา

แม้จะตกใจแต่นางก็ยังสามารถรักษากริยาที่พึงปฏิบัติได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เหล่าบรรดานางกำนัลต่างก็รีบกุลีกุจอเก็บห่อพับผ้าและเตรียมพลับพลาประทับให้องค์ฮ่องเต้กันอย่างเร่งรีบจนกลายเป็นภาพที่น่าขันไม่น้อย

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก”

องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางปลดเสื้อคลุมมังกรของตัวเองออกส่งให้ขันทีตามเสด็จก่อนจะพยักหน้าให้บรรดาเหล่านางกำนัลและขันทีออกไปข้างนอกเพื่อที่พระองค์จะได้ใช้เวลาพักผ่อนกับพระชายาอย่างเต็มที่หลังจากที่ทรงเหน็ดเหนื่อยจากราชกิจมาทั้งวัน

“ข้ามาเยี่ยมฝ่ายในเพราะเห็นกงกงรายงานว่ามีเรื่องวุ่นวายมากเหลือเกิน ไม่คิดว่าแม้แต่เจ้าก็มีเรื่องทุกข์ใจด้วย”

แม้จะฟังดูเหมือนการหยอกล้อแต่ก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสถานการณ์ไม่ใช่น้อย อย่างไรเสียเขาก็เป็นฮ่องเต้คนเหล่านี้ก็คือคนของเขามีหรือเขาจะไม่รู้ความเป็นไปในฝ่ายใน ถ้าขนาดจางเสียนเฟยผู้ไม่ยินดียินร้ายใดๆ ถอนหายใจด้วยความหนักใจแล้วดูท่าว่าสถานการณ์ตรงนี้จะหนักไม่ใช่เล่น

...ขนาดจางเสียนเฟยยังมีท่าทีอึดอัด...

องค์ฮ่องเต้เริ่มคำนึงด้วยความกังวลมากขึ้น เขาเลือกที่จะมาตำหนักนี้ก่อนก็เพราะว่าจางเสียนเฟยนั้นไม่ใช่คนที่จะอ่อนไหวไปกับสถานการณ์เสียเท่าไหร่จึงทำให้เขาเลือกจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องจากตำหนักนี้ก่อนเพื่อให้สามารถวางใจเป็นกลางได้โดยง่าย แต่ในตอนนี้แม้แต่ตำหนักที่น่าจะสงบที่สุดก็ยังสั่นคลอนแล้ว...

“มิบังอาจรบกวนเพคะ” จางเสียนเฟยยังคงสงบปากสงบคำเช่นเคยแต่ท่าทีของนางนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดที่ไม่อาจจะเอ่ยออกมาได้

“รบกวนงั้นรึ การที่เจ้าไม่พูดออกมาต่างหากที่กวนใจข้าอยู่บอกข้ามาเถอะ”

ผู้ครองบัลลังก์มังกรพยายามเกลี่ยกล่อมอยู่ไม่ใช่น้อย ในตอนนี้หากรู้สถาการณ์ฝ่ายในอย่างชัดเจนแล้วก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสามารถหาทางจัดการกับเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นก็ได้

"ตัวหม่อมชั้นเองหาได้มีปัญหาไม่ แต่..."

การที่เสียนเฟยกล่าวว่าเป็นเรื่องของผู้อื่นก็เป็นจริงตามนั้นเพราะตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งกับเรื่องในตำหนักของนางเสียเท่าไหร่ มู่เหมยเหรินกงจู่นั้นก็จ้องแต่จะจัดการกับคนที่จะมาแย่งองค์ชายเจ็ดของนาง ส่วนมู่ซูเฟยนั้นก็ง่วนอยู่กับการหาวิธีให้โอรสของตัวเองได้หวังเฟยองค์ใหม่

ในขณะที่สนมอู่ที่ป่วยอยู่แต่ก็จำต้องรับแขกอย่างกงจู่ทุกวัน เหล่าองค์หญิงในหวังองค์อื่นๆ ก็พากันไปแสดงตัวต่อฝ่ายหน้ามากกว่าจะยุ่งกับนางแล้วอย่างนี้จะเรียกว่านางวุ่นวายได้อย่างไร

"เรื่องเหล่านั้นหม่อมชั้นมิควรสอดปาก"

จางเสียนเฟยตัดสินใจเงียบเอาไว้น่าจะเป็นการดีที่สุดในตอนนี้แม้ว่านางจะรู้ความเป็นไปมากแต่ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่นางจะต้องกล่าวออกไปด้วยตัวนางเองสักนิด แล้วก็ไม่แน่ว่าองค์ฮ่องเต้อาจจะเสด็จไปรับทราบเรื่องราวจากตำหนักอื่นมาแล้วก็ได้ ยิ่งเป็นเช่นนั้นนางก็ยิ่งไม่ควรเอ่ยเข้าไปใหญ่

“ไม่ควรสอดปากงั้นหรือ...” องค์ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “แต่เจ้าเป็นคนบอกให้ข้าเลื่อนการพิจารณาเรื่องหวังเฟยเองนะ”

องค์ฮ่องเต้ทรงยอกย้อนได้อย่างน่าหงุดหงิดเป็นที่สุด จางเสียนเฟยได้แต่ก้มหน้าลงด้วยไม่อาจแก้ตัว ในตอนนั้นนางเองก็สอดปากให้องค์ฮ่องเต้ระงับการพิจารณาเรื่องการอภิเสกไปก่อนเพียงเพราะนางห่วงโอรสของตนแต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางจะต้องการสอดปากเรื่องของผู้อื่นเสียหน่อย

...ก็ไม่ใช่พระองค์หรอกหรือไม่ไม่ยอมแพ้เด็กสาวคนนั้นจนเรื่องมันวุ่นวายขนาดนี้...

จางเสียนเฟยนึกพลางค้อนควับ มีหรือนางจะไม่รู้สิ่งที่อยู่ในพระทัยขององค์ฮ่องเต้ในวันนั้นก็เป็นเพราะแม่นางฮัวหนิงเซียนได้เอ่ยในสิ่งที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ออกมา สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะไหลลื่นไปด้วยดีแล้ว แต่องค์ฮ่องเต้กลับทรงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะเป็นเหตุผลกำปั้นทุบดินก็ยังคงพยายามยกมาจัดการกับเด็กคนนั้นจนได้

“...ถึงอย่างนั้น” จางเสียนเฟยเอ่ยอย่างอึกอัก

ท่าทางอึดอัดและลำบากใจของพระชายาทำให้องค์ฮ่องเต้เลือกที่จะหยุดรังแกจางเสียนเฟยต่อ เจ้าบัลลังก์มังกรทิ้งตัวเอนลงข้างหลังเล็กน้อยด้วยความผ่อนคลายเขาทอดสายตามองพระชายาที่กำลังมีท่าทีไม่สู้ดีนักอยู่พักใหญ่ก่อนจะแจ้งในสิ่งที่ตัวเองคิดไว้แล้ว

“ข้าก็คิดทบทวนอีกครั้งแล้ว...” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“งั้นหรือเพคะ..” เสียงของจางเสียนเฟยมีแววยินดีอยู่ไม่น้อย “แล้ว... เอ่อพระองค์จะ...”

แม้จะอยากถามว่าพระองค์จะพิจารณาเลือกใครแต่ก็ไม่อาจจะออกปากได้อย่างเต็มที่ แต่หากพระองค์เสด็จมาเยือนตำหนักนี้ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นชงหยวนที่ได้รับโอกาสนั้น แม้จะมีแววดีใจแต่ก็ไม่อาจจะแสดงออกได้อย่างเต็มที่เพราะส่วนหนึ่งนางก็ต้องเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังเช่นกัน...

“ข้าเห็นว่าผลงานองค์ชายแต่ละองค์ไม่ต่างกันมากนัก...”

แววตาชั่วร้ายขององค์ฮ่องเต้นั้นไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยสักนิด จางเสียนเฟยเริ่มจะลดความดีใจที่คิดว่าโอรสของตัวเองจะได้รับเลือกลงไปกว่าห้าส่วนใบหน้าของนางเฝื่อนขึ้นอย่างชัดเจน

“ขนาดข้ารับสั่งงานเพิ่มเพื่อวัดฝีมือแล้ว ทุกองค์ก็ยังทำได้มีไม่ขาดตกบกพร่อง...”

คำกล่าวนั้นไม่อาจจะเรียกใจที่เคยพองฟูด้วยความยินดีของพระชายากลับมาได้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันในตอนนี้ต้องเรียกว่าเพิ่มพูนความหนักใจเป็นเท่าทวีคูณไปเสียด้วยซ้ำ องค์ฮ่องเต้เพียงแต่ชายตามองพระชายาของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมาด้วยสีหน้าเปรมปรีด์ที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ข้าคงจะต้องปล่อยให้การสมรสนั้นเป็นเรื่องของลิขิตฟ้า..."

โอ้ มาแล้วค่ะ เดี๋ยวจะมารัวๆ และ(อาจจะ)มารีไรท์(ตอนนี้) ค่ะ ไรท์ป่วยนิดหน่อยเลยทำให้มาช้า และอ่าาาา สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้เป็นปีที่ดีของทุกๆ คน ของขวัญปีใหม่ก็ว่าจะอัพเปิดฟรีไปสักอาทิตย์ค่า (ประมาณนั้นแหล่ะค่ะ จะพยายามาติดๆ กันในปีนี้ให้ได้)

และมีเรื่องจะประกาศค่ะ เรามีเพจแล้ว (ตอนแรกคิดอยู่นานว่าควรมั้ย แต่ก็เปิดแล้ว) ชื่อเพจ 丽月 ลี่เยว่​ สามารถหาได้เลย แต่เดี๋ยวเราจะแปะลิงค์อีกทีค่ะ ก็สามารถไปพูดคุยเกี่ยวกับนิยาย ไปทวงงานและตดตามข่าวสารตารางการอัพได้จากเพจนะคะ (ปกติเราไม่ค่อยอยู่กับเฟสเลยไม่ค่อยคล่องเพิ่งจะเปิดได้นี่แหละค่ะ) อย่างไรปีนี้ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ

สัญญาว่าตอนหน้าจะมายาวขึ้น ^^ ตอนหน้าน้องหนิงเอ๋อร์อาละวาดนะคะ ติดตามๆ**

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น