丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 10 ความกังวลของฮัวหนิงเซียน

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 ความกังวลของฮัวหนิงเซียน

คำค้น : ทะลุมิติ, นิยายจีน, คุณหนู, ยาพิษ, จีนโบราณ, ใต้เท้า, ขึ้นศาล, ฮัวหนิงเซียน

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2560 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 ความกังวลของฮัวหนิงเซียน
แบบอักษร

“โอ้ย จะทำอย่างไรดี...”

**เสียงพร่ำบ่นไม่หยุดของเด็กสาวตัวน้อยในชุดสีเหลืองอ่อนปักลายนกไห่โอว*(นกนางนวล)เดินวนไปมาในห้องใหม่ของตนเองไม่หยุดมาได้เกือบครึ่งชั่วยามโดยไม่มีท่าทีจะเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากสีเรื่อขบเม้มเข้าหากันประเดี๋ยวก็คลายออกพร่ำบ่นคำเดิมซ้ำไปมา ทำให้เสี่ยวซีที่กำลังจัดเตรียมชุดพิธีอยู่ไม่ไกลเริ่มเวียนหัวแทน

“คุณหนู ได้โปรดหยุดเดินไปมาเถอะเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีพูดขึ้นเมื่อคุณหนูของเธอเริ่มเดินวนรอบเสาเตียงอีกรอบ

“เสี่ยวซี...”

คิ้วเรียวของสตรีที่กำลังจะต้องเข้าสู่พิธีความเป็นผู้ใหญ่ขมวดเข้าหากันแน่นขนัด แววตาเต็มไปด้วยความกังวล สีหน้าของฮัวหนิงเซียนหม่นหมองแถมยังมีท่าทีราวกับคนจะตายวันตายพรุ่งจนทำให้สาวใช้ตัวน้อยอดจะกังวลไปด้วยไม่ได้

“คุณหนู ตื่นเต้นเรื่องพิธีปักปิ่นหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซีลองถามดู

ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรให้คุณหนูเธอกังวลมากไปกว่าพิธีปักปิ่นที่จะมีวันรุ่งขึ้น เพราะมันคือพิธีที่สำคัญของเด็กสาวทุกคน หากแต่เมื่อกล่าวประโยคนั้นออกไปดวงหน้างามนั้นกลับงอง้ำลงทันที

“ไม่ใช่สิ แค่พิธีประกาศขายลูกสาวมันไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกน่า” มือบางปัดไปมาราวกับไม่ใคร่ใส่ใจนัก ก่อนจะเริ่มเดินวนไปรอบๆ ห้องต่อ

ห้องใหม่ของเธอก็สวยดีอยู่หรอกโดยเฉพาะเตียงใหม่ที่กว้างมากๆ ของเธอนั้นเป็นสิ่งที่ถูกใจเธอที่สุด ฮัวหนิงเซียนอ่อนเพลียง่ายร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์นัก คนที่ใช้ชีวิตติดเตียงก็ควรได้รับเตียงที่ดีจึงจะเหมาะสม ส่วนข้าวของประดับตบแต่งอื่นๆ นั้นก็สวยดีแต่เธอไม่มีเวลามาใส่ใจมากนักเพราะตอนนี้เธอมีเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่าจะมาสนอกสนใจสถาปัติยกรรมตบแต่งภายในของบรรพบุรุษตอนนี้...

“พิธีประกาศขายลูกสาว?” เสี่ยวซีทวนคำอย่างไม่เชื่อหู

“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าบอกเองว่าพิธีปักปิ่นก็คือพร้อมออกเรือน ก็เหมือนติดป้ายพร้อมขายไม่ใช่รึไง”

ฮัวหนิงเซียนเอ่ยไม่มีท่าทีล้อเล่นแม้แต่น้อย เดิมทีเธอก็ไม่ใช่คนที่อินกับพิธีการอะไรพวกนี้อยู่แล้วยุคสมัยของเธอจะเป็นสาวหรือไม่ขึ้นอยู่กับกฏหมายกำหนดอายุถึงบรรลุนิติภาวะก็จบไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นพิธีปักปิ่นที่จะเกิดขึ้นในความคิดเธอก็เหมือนแค่การประกาศว่า ‘ลูกสาวบ้านนี้โตเป็นสาวพร้อมแต่งแล้ว จีบได้ ให้พ่อมาขอด้วย’

“มันไม่ใช่แค่นั้นนะเจ้าคะ… พิธีปักปิ่นเป็นความภูมิใจของตระกูลด้วยเจ้าค่ะ อย่างไรเสียคุณหนูก็เป็นบุตรของภรรยาหลวงแห่งจวนคหบดีฮัว หลังจากปักปิ่นแล้วเหล่าแม่สื่อจะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมากแน่นอนเจ้าค่ะ มันจึงเป็นพิธีที่สำคัญมาก”

เสี่ยวซีอธิบายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับกำลังจะเข้าพิธีนี้เสียเอง ดรุณีน้อยได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองสาวใช้ของตัวเองด้วยความทึ่ง เสี่ยวซีถึงแม้จะดูใสซื่อขลาดเขลาในหลายๆ เรื่อง หากแต่นางมีความรู้รอบตัวเรื่องการวางตัวในสังคมไม่น้อยเลยทีเดียว รวมถึงมาตรฐานข้อปฏิบัติในฐานะสตรีโบราณคนหนึ่งแล้วเสี่ยวซีถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ไม่ด้อยไปกว่าใคร

“เพราะฉะนั้นเจ้าถึงมาเตรียมข้าวของตั้งแต่วันนี้สินะ…”

ฮัวหนิงเซียนปรายตาไปที่เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เพิ่งจะได้คืนมาไม่นานแต่เสี่ยวซีผู้เก่งกาจก็สามารถจัดการมันเข้าที่เข้าทางและเตรียมทุกอย่างได้พร้อมสรรพสำหรับพิธีพรุ่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้คุณหนูต้องตื่นแต่เช้า นี่ก็เข้ายามสุกซี้ (07:00 PM -09:00 PM)แล้ว คุณหนูนอนเถอะเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีตอบรับสีหน้ายิ้มแย้ม

…นอนรึ ตอนนี้เนี่ยนะ…

ต่อให้ได้ยาสลบล้มช้างก็ไม่แน่ว่าจะทำให้เธอหลับได้ตอนนี้ ความกังวลในหัวของเธอมันกดดันตัวเธอเองจนทำให้จะคิดอะไรก็คิดไม่ออกจะนอนก็นอนไม่หลับ เป็นความทุกข์ทรมาณที่ยากจะอธิบาย ความกังวลของเด็กสาวหาใช่พิธีปักปิ่นพรุ่งนี้ไม่ หากแต่เป็นเรื่อง…

**“หนิงเอ๋อร์พูดจาฉะฉานเป็นเหตุเป็นผล วันนี้พี่ได้เห็นแล้ว เพียงอยากให้น้องช่วยเป็นพยานในเหตุการณ์เท่านั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงพี่ก็จะอยู่ด้วย..”

คำอธิบายของเฟยอวี่ก็ดูเป็นเหตุเป็นผลอยู่ แต่อย่างไรเสียจะให้คนอย่างเธอไปขึ้นศาลน่ะหรือไม่มีทางอื่นแล้วหรือไร เด็กสาวคิดหาเหตุผลให้ตัวเองไม่ต้องไปขึ้นศาลจนหัวหมุน จนแล้วจนรอดอุปนิสัยของคนในวงการสีเทาก็ยังคงครอบงำเธอไว้อยู่ดี

“หนิงเอ๋อร์เป็นคุณหนูตระกูลฮัว หากไปให้การเรื่องนี้แล้วจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงตระกูลหรือไม่…”

เหตุผลเอาชื่อเสียงตระกูลมาอ้างนี่แหละดีที่สุดเท่าที่เธอจะคิดออกแล้ว ใครจะอยากคบค้าสมาคมกับคนที่มีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเล่า ยิ่งตัวเธอเป็นสตรีแล้วด้วยยิ่งดูเข้าไม่ท่าเข้าไปใหญ่

“นั่นสิ เฟยอวี่เจ้าคิดอีกทีเถอะ อย่างไรเสียหนิงเซียนก็เป็นคุณหนูตระกูลฮัวเกิดมีข่าวหลุดรอดไปจะแย่เอา” เฟยเทียนเองก็สนับสนุนเธออยู่

“พี่ใหญ่ บัดนี้จับคนร้ายได้แล้วแต่คดียังไม่มีเจ้าทุกข์ครั้นจะดำเนินการอะไรต่อก็ลำบาก” เฟยอวี่อธิบาย

จริงของผู้ตรวจการดูอย่างไรคนเสียหายในคดีนี้ก็คือเธอเอง ถ้าตัวเธอไม่ไปฟ้องศาลแล้วต่อให้ใต้เท้าหรือใครก็ตามที่มีหน้าที่ตัดสินเรื่องนั้นก็ไม่อาจจะตัดสินความได้เพราะมันไม่มีคดี

“ถ้าเช่นนั้น ทำไมท่านพี่ไม่ลองไปถามนักพนันคนอื่นๆ ของโรงเตี๊ยมดูเล่า” เธอพยายามเสนอทางออกให้อีกทาง

“มีปัญหาอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือไม่มีใครยอมบอกชื่อนักพนัน อีกอย่างต่อให้หานักพนันได้ก็จะฟ้องได้แค่คดีโกงการละเล่นไม่สามารถโยงไปถึงคดีบังคับหญิงทำงานหอโคมแดงได้…” สีหน้าของผู้ตรวจการคนเก่งดูเคร่งขรึมเมื่อกล่าวเรื่องงาน

“หอโคมแดง..” เฟยเทียนพึมพำ

เธอเข้าใจความลำบากของเฟยอวี่ดี คนที่ทำความชั่วแบบเห็นก็รู้ว่าชั่วแต่ถ้าพูดกันตามข้อความผิดแล้วก็ไม่อาจบอกว่าผิดได้ เป็นความชั่วร้ายที่เทาๆ แบบนี้ต่อให้เก่งเพียงใดก็หาทางเอาผิดได้ยาก เธอรู้ดีกว่าใครเพราะตัวเธอก็เป็นคนประเภทนั้นเหมือนกัน อีกทั้งกฏหมายในยุคเธอเองก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ด้วย แต่ด้วยเหตุผลแค่นี้คงไม่ทำให้คนอย่างเธอยอมไปขึ้นศาลแน่ๆ

“แล้วถ้าเกิดหนิงเอ๋อร์ ไปให้การว่าตัวเองถูกล่อลวงจนเกือบต้องเข้าหอโคมแดง.. ถึงคราวนั้นชื่อเสียงของน้องไม่ป่นปี้ไปหมดหรือ…” เธอเลือกทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในมือลงทันที

…คิดจะพานักพนันขึ้นศาลมันก็ต้องแบบนี้แหละ ไม่ว่าอย่างไรฮัวเฟยอวี่ก็ไม่ยอมให้น้องเสียชื่อแน่ๆ…

“ก็จริงของหนิงเอ๋อร์" ฮัวเฟยอวี่เงียบไปเพียงครู่ สีหน้าลำบากใจ

"ถ้าเช่นนั้นพี่ไม่รบกวนน้องแล้ว เสี่ยวซีเองก็รับปากพี่แล้วว่าจะไปช่วย ถ้าเจ้าไม่อยากไปจริงๆ พี่ให้เสี่ยวซีไปคนเดียวก็ได้พี่แค่ลองมาถามดูเท่านั้นเพราะเห็นว่าเจ้าน่าจะอธิบายใต้เท้าได้ดีกว่าเสี่ยวซี”เฟยอวี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“งั้นข้าไปด้วย…”

**เพราะความเป็นห่วงเสี่ยวซีแท้ๆ ที่ทำให้คนอย่างเธอตบปากรับคำไปให้การที่ศาล ฮัวหนิงเซียนมองไปที่สาวใช้ที่กำลังนั่งพิจารณาปิ่นปักผมทีละอันโดยเอาไปวางเทียบกับชุดมงคลทีละชิ้นด้วยสีหน้าแช่มชื่นอย่างอ่อนใจ

…สบายใจเหลือเกินนะแม่คุณ…

ตั้งแต่เล็กจนโตชีวิตของฟ่านหยางสือไม่เคยกินเส้นกับตำรวจเลยสักครั้ง แถมออกจะเรียกได้ว่ารังเกียจเดียจฉันท์เสียเป็นมาก เธอโดนตั้งแต่สั่งปรับจอดรถในที่สาธารณะไปจนถึงตั้งค่าหัวฐานลักลอบฟอกเงิน อย่างนี้จะให้เธอทำใจญาติดีได้อย่างไรกันเล่า คนแบบเธอน่ะหรือจะขึ้นไปให้การเป็นพยานในศาล บอกว่าปลาวาฬกำลังปีนต้นไม้ยังน่าเชื่อกว่า

เธอไม่รู้ว่าเทพเซียนหรือจ้าวปิศาจองค์ไหนไปดลใจให้เฟยอวี่คิดจะพาเธอกับเสี่ยวซีไปให้การที่ศาล แต่ขอฝากเตือนไปถึงทวยเทพองค์ปิศาจองค์นั้นด้วย ถ้าเธอจับได้เมื่อไหร่ไม่ตายดีแน่!!!

เด็กสาวได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจเท่านั้น ร่างเล็กเดินโฉบไปตรงที่สาวใช้ตัวดีกำลังนั่งเลือกปิ่นอยู่ด้วยหวังจะหาเรื่องแกล้งเพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านที่อยู่ในใจบ้าง แต่เมื่อเดินไปถึงกลับเป็นเธอที่โดนตั้งคำถามเสียก่อน

“คุณหนูมาพอดีเลยเจ้าค่ะ ถ้ายังไม่อยากนอนแล้วล่ะก็ มาช่วยข้าเลือกปิ่นเถอะนะเจ้าคะ”

มือบางของเสี่ยวซีดันถาดปิ่นมาตรงหน้าเธอ ในถาดมีปิ่นและเครื่องประดับสวยงามหลายชิ้นวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แค่มองฮัวหนิงเซียนก็รู้สึกตาพร่าลายไปหมด เดิมทีเธอนิยมผมสั้นจึงไม่ค่อยจะรู้เรื่องเครื่องประดับพวกนี้นัก ดวงตากลมกระพริบปริบๆ ก่อนจะดันถาดนั้นคืนไป

“อันไหนก็เลือกไปเถอะ... ถ้าเลือกไม่ได้ก็ปักไปหมดนั่นนั่นแหละ” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยส่งๆ

“แต่คุณหนูเจ้าคะ ภาพลักษณ์วันพรุ่งนี้สำคัญนะเจ้าคะ จะเลือกสุ่มๆ ไม่ได้ ปิ่นที่ท่านเฟยเทียนสั่งแกะมาก็สวยนะเจ้าคะ ลองดูก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

เสี่ยวซีส่งปิ่นเงินที่ถักทอด้วยเส้นเงินละเอียดเป็นรูปช่อดอกหลันฮวา*(กล้วยไม้)และมีอัญมณีสีแดงอมม่วงติดประดับอยู่ ฮัวหนิงเซียนรับมาก่อนจะพิจารณาดูพอเป็นพิธี

“ก็ดี”

“ถ้างั้น ปิ่นตัวชิงถิง*(แมลงปอ)ที่ท่านเฟยอวี่ซื้อมาเล่าเจ้าคะ สวยเหมาะกับสีผ้าคาดมากเลย”

เสี่ยวซีผู้กำลังสร้างบรรยากาศของสาวน้อยสองคนที่ช่วยกันเลือกเสื้อผ้าไปงานมงคลนั้นยังคงส่งปิ่นรูปแมลงปอที่ถักทอด้วยอัญมณีสีขาวกับเส้นเงินมาให้เธอชมอย่างต่อเนื่อง...

“ก็ดีนะ...” ฮัวหนิงเซียนได้แต่กระพริบตาปริบๆ

ครั้งสุดท้ายที่เธอเลือกเครื่องประดับและเสื้อผ้ากับเพื่อนอย่างสนุกสนานก็ตอนไปงานสละโสดของเพื่อนสมัยมัธยมที่จัดในบาร์ที่สามารถเรียกผู้ชายนุ่งน้อยห่มน้อยมานั่งดริ้งค์ได้ ทุกตรรกะการแต่งตัวในวันนั้นคงไม่สามารถนำมาประยุคใช้กับวันนี้ได้แน่ๆ เธอได้แต่มองใบหน้าของสาวใช้ที่ดูเหมือนจะไม่ทุกข์ร้อนใจอะไรด้วยความสงสัย

“ขึ้นศาลเชียวนะเสี่ยวซี ทำไมเจ้าถึงสบายใจนัก” ฮัวหนิงเซียนตัดสินใจถามสาวใช้ที่กำลังเลือกปิ่นอย่างสนุกสนาน

“...เราแค่ไปอธิบายสถานการณ์วันนั้นให้ใต้เท้าฟังไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซีถามน้ำเสียงใสซื่อ

ในตอนนี้สาวใช้คนซื่อเข้าใจแล้วว่าสีหน้าและอาการเป็นกังวลของคุณหนูของเธอเกิดจากอะไร แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมคุณหนูต้องกังวลกับเรื่องนั้นในเมื่อคุณชายเฟยอวี่บอกให้พวกเธอแค่ไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง

“ขึ้นศาลมันไม่เสื่อมเสียชื่อเสียหรือ?” ฮัวหนิงเซียนพยายามหาเหตุผลที่น่าจะใช้ได้กับยุคนี้มาถามกับวิกิเสี่ยวซี

“ไม่หรอกเจ้าค่ะคุณหนู ท่านเฟยอวี่แค่ให้พวกเราไปให้การเท่านั้นเอง คำพูดของพวกเราจะได้เป็นหลักฐานจับคนชั่วเข้าคุกไงเจ้าคะ” เสี่ยวซีตัวน้อยยิ้มด้วยสีหน้าภูมิอกภูมิใจที่ตนเองสามารถเป็นกำลังในการจัดการคนเลวได้

มือบางของฮัวหนิงเซียนคว้าไหล่สาวใช้ตัวน้อยของตัวเองทันควัน เธอจ้องตรงไปที่ดวงตาของเสี่ยวซีผู้อ่อนต่อโลกอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะเอ่ยคำสอนที่สำคัญที่สุดที่คนอย่างเสี่ยวซีไม่รู้และควรจะได้รู้ไว้

“เสี่ยวซี... ฟังข้านะ คนเลวเขาไม่ยอมเข้าคุกง่ายๆ หรอก

“ทำไมหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซีน้อยได้แต่เอียงคอถามอย่างสงสัย

“โอ้ย” มือทั้งสองของฮัวหนิงเซียนขยี้ผมของตัวเองด้วยความขัดใจ “เจ้าอยากเข้าคุกหรือเปล่าเล่า?”

“ไม่อยากเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด

“คนเลวเขาก็ไม่อยากเหมือนกันนั่นแหละ!!” ฮัวหนิงเซียนตอบพลางทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ไม่ห่างนัก

เธอนั่งโยกเก้าอี้ไปมาด้วยความหงุดหงิดใจ ถึงแม้จะมาเกิดใหม่แล้วแต่นิสัยไม่เชื่อใจและไม่เคารพกฏบ้านเมืองของเธอดูเหมือนจะรักษาไม่หายจริงๆ แค่คิดว่าจะต้องไปขึ้นศาลขนหัวเธอก็ลุกไปเสียหมดแล้ว ความสนุกสนานกับการใช้ชีวิตใหม่ของเธอเริ่มต้นอย่างนี้หรือ? เริ่มจากขึ้นโรงขึ้นศาลน่ะหรือ

...มีแววได้เจริญทั้งชีวิตที่เหลือจริงจรี้ง พับผ่าสิ!...

“แต่ถ้าเราพูดความจริงไป ใต้เท้าก็ต้องจับพวกนั้นเข้าคุกนี่เจ้าคะ” เสี่ยวซีไม่เข้าใจความกังวลของฮัวหนิงเซียนเลยแม้แต่น้อย

“เราพูดความจริงแล้วใต้เท้าจะจับคนพวกนั้นไปน่ะหรือ คิดง่ายไปแล้ว” ฮัวหนิงเซียนพูดพลางหมุนเก้าอี้ที่ตัวเองกำลังโยกนั่งบนขาข้างเดียว

“คุณหนู อันตรายเจ้าค่ะ นั่งดีๆ ประเดี๋ยวตกหัวฟาด” เสี่ยวซีรีบลนลานไปคว้าขาเก้าอี้ของฮัวหนิงเซียนไว้ทันที ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนปลอดภัยแล้ว

“...” ฮัวหนิงเซียนถอนหายใจยาวยืดพลางเทินหน้าลงบนโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหมดอาลัยตายอยาก

“ไม่ต้องห่วงเรื่องที่ศาลหรอกเจ้าค่ะ เราเข้าศาลไปพูดความจริงทั้งหมดใต้เท้าก็จะลงโทษคนชั่วเอง”

เสี่ยวซีให้ความมั่นใจกับคุณหนูของเธอ ถึงแม้ว่าตัวเธอเองจะไม่เคยไปศาลก็ตามแต่เท่าที่รู้มาก็น่าจะประมาณนี้ สำหรับเสี่ยวซีแล้วศาลนั้นถือเป็นสถานที่ที่ให้ความยุติธรรมและช่วยคนดีจัดการคนเลวอย่างไรเสียการไปศาลก็ย่อมต้องเป็นผลดีแน่ๆ

“แล้วเจ้าคิดว่าพวกชั่วนั่นจะพูดความจริงหรือไร..” ฮัวหนิงเซียนถามเสียงเอื่อยเฉื่อย

“พูดเจ้าค่ะ” น้ำเสียงและคำตอบของเสี่ยวซีนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจที่เธอไม่รู้ว่าเอามาจากไหนนักหนา คำตอบนั้นทำเอาฮัวหนิงเซียนแปลกใจจนต้องหันมามองสาวใช้ของตัวเองอีกครั้ง

“ทำไมล่ะ?” เธอสงสัยอย่างสุดใจว่าด้วยเหตุใดจึงทำให้คนพวกนั้นพูดความจริง

“เพราะว่าเมื่อขึ้นศาลแล้วจะโกหกไม่ได้เจ้าค่ะ ถ้าไม่พูดความจริงเจ้าหน้าที่จะทำโทษเจ้าค่ะ” น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของเสี่ยวซีทำเอาเธอแทบอยากจะเอาหัวพุ่งไปชนผนังเล่นให้หายบ้าสักที และแน่นอนว่าไม่ใช่หัวเธอ!

“แล้ว ใต้เท้ากับเจ้าหน้าที่จะแยกคำโกหกกับคำพูดจริงได้อย่างไรเล่า” ฮัวหนิงเซียนถามจี้ไปอีก

“ก็ใต้เท้าจะฟังคนที่พูดจริงไงเจ้าคะ”

“แล้วใต้เท้าท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนพูดจริง”

“...” เสี่ยวซีจนด้วยคำตอบ สีหน้าของสาวใช้ตัวน้อยเริ่มมีแววกังวลขึ้นมาในสายตา

“นั่นไงที่ข้ากำลังกังวล...” ฮัวหนิงเซียนสรุป “คนชั่วพูดโกหกไปก็ไม่ใช่ว่าจะมีใครรู้เสียหน่อยว่าคนนั้นพูดโกหก”

“แต่.. แต่ ถ้าเราจะพูดโกหกเสียงเล็กๆ ในหัวเราจะห้ามไว้ไม่ให้พูดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

...เสียงเล็กๆ ในหัว...

ฮัวหนิงเซียนมองเสี่ยวซีคล้ายตัวประหลาด เด็กสาวเดินเข้าไปโอบกอดสาวใช้ตัวน้อยที่เปรียบเสมือนเพื่อนที่สนิทที่สุดตอนนี้ไว้แน่น มือเล็กของฮัวหนิงเซียนตบลงที่หลังของเสี่ยวซีเบาๆ คล้ายกับปลอบเด็กน้อย สายตาของเธอทอดยาวออกไปนอกหน้าต่าง

“เสี่ยวซี คนชั่วเขาไม่ฟังเสียงเล็กๆ ในหัวหรอกนะ...”

**หลังจากที่มั่นใจว่าคุยกับเสี่ยวซีแล้วไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรแน่ๆ อย่างไรเสียเธอก็ต้องไปขึ้นศาลสู้ไปหาข้อมูลทำให้เธอชนะคดีคงจะมีประโยชน์เสียกว่า คิดได้เช่นนั้นเธอจึงเดินถือโคมออกมาที่ห้องหนังสือด้วยหวังว่าน่ามีจะอะไรที่พอช่วยได้บ้าง ปราชญ์ในยุคสามก๊กเมื่ออ่านตำราจบมักจะเผาทิ้ง เธอเคยอ่านเจอมาว่าเรือนของขงเบ้งไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียวมีเพียงแค่ปฏิทินเท่านั้น ตอนนี้ฮัวหนิงเซียนได้แต่หวังว่าคหบดีฮัวจะไม่ใช่ปราชญ์ของยุคก็พอ

ภายในห้องหนังสือของเรือนใหญ่นับว่าค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร มีหนังสือและม้วนบันทึกวางอยู่ไม่น้อยในแต่ละชั้น คหบดีฮัวนั้นถือเป็นบุคคลสำคัญของเมืองฝูซุนทำให้มีเอกสารค่อนข้างมาก ฮัวหนิงเซียนจัดการจุดตะเกียงรอบๆ ห้องก่อนจะเริ่มเดินหาสิ่งที่จะช่วยเหลือเธอได้ทันที

...ถ้าขึ้นศาลก็ต้องหาเรื่องกฏหมายก่อน...

“กฏหมายเมือง..” เสียงหวานพึมพำขณะเดินไปหาหนังสือเหล่านั้น

เฟยอวี่เป็นผู้ตรวจการของเมืองนี้จึงทำให้เธอมั่นใจว่าต้องมีตำราเกี่ยวกับเรื่องกฏหมายแน่นอน เธอเองไม่มั่นใจว่ากฏหมายของคนยุคนี้รัดกุมแค่ไหน แต่จากการคาดเดาแล้วคงไม่มีทางรัดกุมไปกว่ายุคเธอมากเท่าไรนัก เพราะกฏหมายต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ถ้ากฏหมายในศตวรรษที่ 21 ยังทำอะไรคนอย่างพวกเธอไม่ได้ก็ไม่น่าจะมีกฏหมายข้อไหนในยุคนี้ที่จัดการได้เช่นกัน และนั่นคือความหนักใจที่สุดของฮัวหนิงเซียน

“เจอแล้ว...”

มือบางคว้าเอาตำราสองสามเล่มออกมากางไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ มือเรียวถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อความสะดวกก่อนจะเริ่มกวาดสายตาไปตามตัวหนังสืออย่างรวดเร็ว เท่าที่พอจะนึกออกเธออ่านหนังสือหนักล่าสุดแบบนี้ก็ตอนเขียนธีสิสแต่ด้วยความจำระดับคนที่สามารถจำไพ่ของทุกคนในทุกเกมที่เล่นได้นั้นทำให้การอ่านและวิเคราะห์ตัวหนังสือโบราณพวกนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“การจัดเกมการละเล่น โดยตั้งใจเพื่อหารายได้...”

จากที่เธอได้อ่านไปคร่าวๆ แล้วกฏหมายเกี่ยวกับการจัดการละเล่นค่อนข้างหละหลวมมาก ไม่ต้องนับว่าจะเอาผิดคนพวกนั้นเลยแค่จะเอาผิดเธอที่รู้ผลก่อนที่จะแทงพนันยังไม่สามารถจะทำได้ด้วยซ้ำ มือบางปิดหนังสือกฏหมายลงฉับ ร่างเล็กเอนตัวไปผิงตู้หนังสือหลังโต๊ะด้วยความเหนื่อยล้า

...ไม่มีทางเอาผิดคนเลวด้วยวิธีคนดีได้หรอก...

อย่างที่เธอได้เรียนรู้มาทั้งชีวิตที่แล้ว วิธีปกติตามกติกาบ้านเมืองนั้นมีแต่จะทำให้คนพวกนั้นรอดไปได้ง่ายๆ เพราะเป็นแบบนี้เธอจึงหมดศรัทธากับกฏหมายบ้านเมืองไปตั้งนานแล้ว ป่านนี้พวกเถ้าแก่ชั่วคงจะนั่งสบายใจเฉิบรอวันขึ้นศาลเพื่อจะพ้นผิดเป็นแน่

อากาศภายนอกเริ่มเย็นลงเสียงเคาะบอกเวลาดังขึ้นอีกครั้งบ่งบอกว่าตอนนี้ล่วงเลยยามไหซี้(09:00PM-11:00PM)ไปแล้ว บุตรีคนเล็กยังคงนั่งมองเปลวไฟในเทียนที่วูบไหวไปมาด้วยสายตาเหม่อลอย พลันความทรงจำเก่าๆ ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

**“ไอ้พวกเลวนั่นมันมาหากินบนที่ของเรา!!” เสียงของลู่หรงคำรามกร้าวใบหน้าชายหนุ่มแดงก่ำราวกับจะระเบิดออกได้ในเร็วๆ นี้

“งานลักลอบค้ามนุษย์สกปรกแบบนั้นมีแต่จะทำให้ชื่อเสียงของคาสิโนเราเสื่อมเสียไปด้วย...” นายใหญ่ฟ่านพึมพำขณะมองไปที่ภาพบุคคลที่กำลังต้อนคนอีกกลุ่มอยู่

“เตี่ย อั๊วว่าเก็บมันเลยดีกว่า” ลู่หรงตัดสินใจทันควัน สีหน้าของเขาตอนนี้ไม่ว่าใครหน้าไหนก็คงไม่อยากเข้าใกล้แน่

ฟ่านหยางสือมองผู้เป็นนายสองคนเจรจากันด้วยสีหน้าสงบ เธอไม่ยินดียินร้ายกับการที่คนเหล่านั้นจะทำงานสกปรกแต่สิ่งที่เธอไม่ชอบใจก็คือพวกนั้นมาเหิมเกริมทำในที่ของเธอ จะไปล่อลวงคนที่ไหนไปขายก็ไม่ว่า แต่อย่ามาก้าวข้ามอาณาเขตกันแบบนี้

แต่ไม่มีทางใดเลยที่จะจัดการได้คนพวกนั้นมีตำรวจและนักการเมืองหนุนหลัง ธุรกิจของนายใหญ่เป็นธุรกิจสีเทาที่มันเทาก็เพราะว่าอาณาบริเวณที่ทำอยู่ในอาณาเขตของอ่าวไม่ได้กระทำสิ่งที่ผิดบนแผ่นดิน อาณาเขตการประกอบธุรกิจคือช่องว่างทางกฏหมายที่พวกเธอใช้ และเมื่อพวกเธอยังเห็นช่องว่างนี้มีหรือคนอื่นๆ จะไม่เห็น

เมื่อไม่กี่วันก่อนมีลูกน้องคนหนึ่งจับได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งลักลอบพาชาวคนออกจากฝั่งผ่านทางเรือคาสิโนของนายใหญ่เพื่อข้ามไปค้าแรงงานที่เรือประมงกลางทะเล โดยใช้ช่องว่างของกฏหมายการข้ามฝั่งที่คร่อมกับกฏหมายการทำธุรกิจบนน่านน้ำทำการส่งคนพวกนั้นออกไป

การที่ฟ่านลู่หรงไปไล่ยิงพวกนั้นมันก็เป็นแค่การจัดการเรื่องจากปลายแถวเท่านั้น ไม่นานก็คงมีคนใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอีก

“เก็บก็คงได้แค่ลูกกระจ๊อก ไม่นานก็คงส่งคนมาเพิ่มอีก” ฟ่านหยางสือเอ่ยเรียบๆ

"แล้วลื้อจะทำอย่างไงอาหยาง ลื้อจะโร่ไปฟ้องหม่าต๋ารึไง?" ลู่หรงถามอย่างหงุดหงิด

ฟ้องหม่าต๋า... เป็นตลกร้ายที่สุดที่เธอจะนึกถึง ถึงแม้ว่าในทางกฏหมายค้ามนุษย์ผิดมากกว่าการเล่นพนันอยู่แล้ว กล้องวงจรปิดถ่ายภาพคนพวกนั้นไว้ชัดเจนหลักฐานชัดเจนแต่ถ้าพวกเธอไปแจ้งความ เจอตำรวจที่ฉลาดได้ไม่นานก็จุดใต้ตำตอ ครั้นไปแจ้งตำรวจคนอื่นก็ดีแต่ทำเสียเรื่องเท่านั้น

“ลื้อพูดอย่างนี้แปลว่าลื้มีแผนหรืออาหยาง” นายใหญ่ฟ่านมองดูเด็กสาวที่เขาเลี้ยงมาด้วยสายตาพอใจ

“จะย้อนทางโจร ก็ต้องคิดแบบโจร”

**...จะย้อนทางโจรก็ต้องคิดแบบโจร...

พลันดวงหน้างามก็ปรากฏรอยยิ้มกระจ่างขึ้นทันที ฮัวหนิงเซียนเก็บเอาบรรดาหนังสือกฏหมายเข้าชั้นไปจนหมดสิ้นก่อนที่เธอจะเริ่มเดินไปหาหนังสืออย่างอื่นในห้องหนังสือแทน ถ้าเธอเดาไม่ผิดแล้วล่ะก็มันจะต้องมีอยู่แน่ๆ ในบ้านหลังนี้..

และในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเด็กสาวก็ได้สิ่งที่ต้องการมาอยู่ในมือ เธอนั่งลงกับโต๊ะอ่านหนังสืออีกครั้ง เทียนที่จุดไว้สั้นลงเหลือเพียงหนึ่งข้อนิ้วเท่านั้นและนั่นถือเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เธอต้องเร่งมืออีกหน่อย

หนังสือจดบันทึกการประชุมและการค้าขายและการจ่ายส่วยของเมืองฝูซุนถูกกางเต็มโต๊ะ ดวงหน้างามฉายประกายสดชื่นกว่าเคย ดวงตาของเด็กสาวตื่นเต็มที่ในขณะที่เธอไล่อ่านรายชื่อและบันทึกการค้าขายต่างๆ ของผู้เป็นบิดาด้วยสีหน้าพึงพอใจ ยิ่งมือเธอพลิกหน้ากระดาษไปมากเท่าใดรอยยิ้มของเธอก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น

...กะแล้วเชียว...

กึก!

ทันใดนั้นเสียงประหลาดก็ดึงความสนใจของเด็กสาวออกจากบันทึกตรงหน้า ร่างบางสบัดมือดับเทียนในห้องทันที ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความมืดก่อนจะเงี่ยหูฟังเสียงอีกครั้ง

กึก กึก

ไม่ผิดแน่มีเสียงประหลาดดังขึ้น เมื่อมั่นใจแล้วว่าต้นเสียงมาจากที่ไหน เด็กสาวก็ค่อยๆ ยกตัวออกจากที่นั่งของตัวเองอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอไม่รู้เรื่องวิชาตัวเบาของคนยุคนี้แน่ๆ แต่วิชาย่องเบาล่ะก็เธอไม่แพ้ใครแน่ ฮัวหนิงเซียนลอบเดินไปจนใกล้จุดที่จะมองเห็นที่มาของเสียงได้ชัด ก่อนจะซ่อนตัวหลังบานหน้าต่างของห้องหนังสือ

ร่างโปร่งดูคุ้นตากำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ริมรั้วของจวน ฮัวหนิงเซียนเพ่งสายตาอีกครั้งให้แน่ใจว่าบุคคลที่เธอเห็นใช่คนเดียวกับที่เธอคิดไว้หรือไม่

...ใช่จริงๆ ด้วย...

โชคดีที่คืนนี้เป็นคืนเดือนหงายเธอเลยมองเห็นการกระทำนั้นได้ชัดจากตรงหน้าต่างห้องอ่านหนังสือ ใบหน้าของฮัวเหมยซือที่ดูลุกลี้ลุกรนหันไปซ้ายทีขวาที เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแล้ว มือของเธอที่กำวัตถุบางอย่างไว้ก็คลายออกก่อนจะสอดสิ่งนั้นลงไปในสิ่งที่คล้ายก้อนอิฐที่ถืออยู่อีกมือหนึ่ง เมื่อดูจะเรียบร้อยแล้วฮัวเหมยซือก็นำก้อนอิฐนั้นใส่กลับเข้าที่เดิมในกำแพง

กึก!

บุตรสาวคนรองของบ้านหันมองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเธออีกครั้งก่อนจะรีบลี้ตัวหายไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

ฮัวหนิงเซียนลอบยิ้มในความมืด ดูเหมือนว่าคืนนี้เธอจะได้อะไรดีๆ มากกว่าที่คิดเสียแล้ว เด็กสาวนั่งรออยู่เพียงครึ่งเค่อให้แน่ใจว่าฮัวเหมยซือหายกลับเข้าเรือนไปแน่แล้วจึงรีบพับเก็บตำราทั้งหมดก่อนจะพาตัวเองออกมาจากห้องหนังสือทันที เธอเดาไม่ถูกหรอกว่าสิ่งที่อยู่ในก้อนอิฐนั้นคืออะไร และเธอก็ไม่อยากคาดเดาด้วยสู้ออกไปดูเองจะดีกว่า

ฮัวหนิงเซียนใช้วิชาย่องเบาของตัวเองเดินออกมาจนถึงบริเวณที่เหมยซือยืนอยู่เมื่อครู่ มือบางเคาะไปที่อิฐสองสามก้อนเพื่อหาอิฐก้อนนั้น เมื่อได้ยินเสียงสะท้อนของอิฐที่กลวงแล้ว เด็กสาวค่อยๆ งัดอิฐก้อนนั้นออกมา

จดหมายชิ้นน้อยพร้อมกับเงินตำลึงทองจำนวนหนึ่งอยู่ในอิฐก้อนนั้น เธอรีบเปิดจดหมายนั้นออกอ่านอย่างรวดเร็วโดยไม่กลัวจะเสียมารยาทแต่อย่างใด

หงอนกระเรียนแดง สองชั่ง ก่อนยามอิ๋งซี้

ตัวอักษรในจดหมายทำเอาเด็กสาวขนหัวลุก ตอนแรกเธอคิดว่าเหมยซือออกมาแอบส่งจดหมายรักติดต่อกับใครสักคนหนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่จดหมายรักหากแต่เป็นจดหมายสั่งตายต่างหาก ฮัวหนิงเซียนเก็บอาการตกใจของตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนจะใส่ก้อนอิฐกลับไปตามเดิมทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะบอกโมงยาม

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

“ยามจื้อซี้ ยามจื้อซี้ ระวังฟืนไฟ”

เสียงฝีเท้าดังต่อเนื่องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่อีกฝากของกำแพงตรงบริเวณที่ก้อนอิฐนั้นซ่อนอยู่ ฮัวหนิงเซียนเร้นตัวเองเข้ากับเงาต้นไม้ใหญ่ทันทีเด็กสาวแทบลืมหายใจเมื่อเห็นว่าอิฐก้อนที่เธอเพิ่งใส่คืนไปเมื่อครู่ถูกบางคนดึงออกไป

ชั่วเวลาไม่เกินใบไม้ร่วงถึงพื้นอิฐก้อนเดิมก็ถูกใส่กลับเข้ามา เด็กสาวรอจนเสียงฝีเท้าของคนผู้นั้นพ้นเรือนไปแล้ว ใจของฮัวหนิงเซียนเต้นระรัวในอกจนได้ยินเสียงก้องอยู่ในหูของตัวเอง เธอก้าวเท้าไปที่กำแพงช้าๆ ตอนนี้ราวกับว่าขาทั้งสองของเธอไม่อาจทำงานปกติได้อีกต่อไป เด็กสาวหยิบอิฐก้อนเดิมออกมาดูก่อนจะพบว่าทั้งจดหมายและเงินได้หายไปแล้ว...

ความตื่นเต้นปนความกลัวทำให้เด็กสาวไม่อาจเก็บอาการได้ เธอรีบรุดกลับเข้าเรือนไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ใบหน้าของเธอกลับเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม เด็กสาวรีบสาวเท้ากลับไปที่ห้องตงเทียนอย่างรวดเร็ว มือบางพลักประตูก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหาสาวใช้ที่กำลังนั่งสับปะหงกอยู่ข้างเตียง แม้จะพอเดาสถานการณ์ได้บ้างแล้วแต่เธอต้องการความมั่นใจ

“เสี่ยวซีๆ ตื่นเร็ว!!” เธอเขย่าตัวสาวใช้ตัวน้อยอย่างแรง

“เจ้าคะ.. มีอะไรหรือเจ้าคะคุณหนู...”

เสี่ยวซีที่งัวเงียขึ้นมาตอบรับด้วยน้ำเสียงงุนงง เธอรู้ว่าฮัวหนิงเซียนจะไปหาหนังสือที่ห้องหนังสือเธอจึงนั่งรออยู่ที่ห้องตั้งแต่ยามสุกซี้จนเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ เสี่ยวซีกระพริบตาช้าๆ ใบหน้างดงามของฮัวหนิงเซียนที่พราวไปด้วยเหงื่อปรากฏอยู่ตรงหน้า แววตาของคุณหนูดูมีประกายแตกตื่นแปลกๆ

“พรุ่งนี้!!” ฮัวหนิงเซียนละล่ำละลักเอ่ยทั้งที่ยังหายใจไม่ทัน

“เจ้าคะ?” เสี่ยวซีที่ยังไม่ตื่นดีนั้นไม่สามารถเรียบเรียงคำตอบที่ยาวเกินกว่าตอบรับได้

“ใครเป็นคนเตรียมสำรับหรือ...” ฮัวหนิงเซียนไม่อาจระงับความตื่นเต้นยามเมื่อถามออกไปได้เลยแม้แต่น้อย

“สำรับ.. เป็นหลินหลิน กับ จี่ซิน เจ้าค่ะ” เสี่ยวซีขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่คาดคิด

“งั้นหรือ...” ฮัวหนิงเซียนขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนจะถามต่อ “แล้วเหล้ามงคลล่ะ?”

“คุณหนูเหมยซือเจ้าค่ะ..”****

...บิงโก! งานประกาศขายลูกสาวพรุ่งนี้ได้สนุกแน่...****

มาต่อแล้วค่ะ ตอนถัดไปก็จะมาเสิร์ฟให้ไวเช่นกัน****

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น