丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 9 ต้อนสุนัขอย่าให้จนตรอก

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ต้อนสุนัขอย่าให้จนตรอก

คำค้น : ฮัวหนิงเซียน, ฮูหยิน, นิยายจีนโบราณ, นิยายทุะลุมิติ, ย้อนยุค, การแก้แค้น

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.2k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2560 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 ต้อนสุนัขอย่าให้จนตรอก
แบบอักษร

“ข้าไม่ยักรู้ว่าฮูหยินมีวิธีที่ชาญฉลาดอย่างนี้ในการทดสอบโกหก...” บุรุษหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ทำไมไม่ลองจับน้องเหมยฟางพิสูจน์สัจจะดูเล่า”

สิ้นคำพูดของผู้ตรวจการฮัวเฟยอวี่ ร่างของเหมยฟางที่กำลังนั่งคุดคู้ของร้องบิดาของตนอยู่นั้นก็พลันเงียบเสียงด้วยความตกใจ สีหน้าของหล่อนราวกับว่าตัวเองกำลังถูกโทษประหารไปแล้ว ใบหน้าของนางซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากอ้าค้างดูน่าเวทนามือของนางสั่นระริก

ในขณะที่ใบหน้าของฮัวฮูหยินนั้นแดงก่ำราวกับกำลังจะระเบิดในอีกไม่กี่อึดใจ สายตาของนางแม้จะมีความหวาดกลัวอยู่แต่ก็มีความโกรธเคืองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สภาพของนางตอนนี้หากให้เธอเปรียบแล้วก็คงเป็นแม่สุนัขพิการที่พยายามปกป้องลูกของตนอย่างเต็มที่

...จะเปรียบนางงูพิษคนนี้กับสุนัขก็ยังอดรู้สึกสงสารสุนัขไม่ได้...

“เจ้า!! ถะ ใครจะไปเสียสติทำอะไรเช่นนั้น”

น้ำเสียงของฮัวฮูหยินราวกับกรีดร้องมันแหลมสูงจนเด็กสาวอดจะย่นคอด้วยความตกใจไม่ได้ ลมหายใจที่ช้าลงและชีพจรของบุรุษที่เธอแตะแขนอยู่นั้นเบาลงแล้ว ฮัวหนิงเซียนลอบมองพี่ชายคนโตของตัวเองจากหางตา แววตาโกรธขึงยังไม่คลายหายไปถึงแม้ว่าจะเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วก็ตาม

...เอาน่า อย่างน้อยก็ไม่ชี้ดาบใส่หน้าใครแล้ว...

“ฮูหยินอย่างไรเล่า ไม่ใช่ฮูหยินหรอกหรือที่จับหนิงเอ๋อร์ถ่วงน้ำอย่างนั้น” น้ำเสียงแข็งกร้าวของเฟยเทียนนั้นยังติดสั่นอยู่ไม่น้อย

ต้องยอมรับว่าตัวเธอไม่อาจเข้าใจจิตใจของพี่ชายที่เพิ่งรู้ว่าน้องตัวเองเกือบจะถูกฆ่าได้ทั้งหมด เะอสามารถรับรู้ได้เพียงสิ่งที่สะท้อนออกมาเท่านั้น มันมีทั้งความเศร้าโศก ขมขื่น และโกรธเกรี้ยว โดยที่เธอไม่อาจจะบอกได้ว่าความรู้สึกไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน แต่ความรู้สึกมวนท้องของตัวเธอเองตอนนี้เกิดจากความรู้สึกผิดที่มีต่อพี่ชายทั้งสอง

...ลืมไปเลยว่าสองคนนี้ก็จะเจ็บปวดถ้ารู้เรื่องนี้เข้า...

เพราะความตั้งใจที่จะเอาคืนฮัวฮูหยินกับลูกทั้งสองของนาง ทำให้เธอเรื่องลืมความรู้สึกของคนที่รักฮัวหนิงเซียนที่จะต้องมาเจ็บปวดถ้าหากรู้ว่าเธอโดนกระทำอะไรไปบาง สายตาของเด็กสาวอ่อนลงชั่วขณะที่มองร่างของชายสองคนที่ออกมายืนขวางหน้าเธอไว้ราวกับเป็นโล่เธอจากภัยอันตราย

“...อย่างไรเสีย หนิงเอ๋อร์ก็รอดมาแล้ว ขอพี่ใหญ่โปรดอย่าใส่ใจ” เธอรีบละล่ำละลักบอกกับคนตรงหน้า

เธอไม่ได้จะช่วยคนเหล่านั้น หากแต่เธอทำไปเพราะเธอไม่อยากให้พี่ชายทั้งสองที่รักฮัวหนิงเซียนจนสุดดวงใจต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องของเธอไปมากกว่านี้ ไม่ว่าด้วยเทพเซียนองค์ใดก็ตามที่ทำให้เธอมาอยู่ต่อลมหายใจของฮัวหนิงเซียนก็เถอะ อย่างไรเสียผลลัพธ์ก็คือร่างนี้ยังอยู่รอด ความผิดที่สุดก็เป็นแค่พยายามฆ่าเท่านั้น

“หนิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” ฝ่ามือของเฟยอวี่ที่วางลงบนศีรษะของเด็กสาวราวกับกดสวิทช์ให้เธอหยุดไม่ให้พูดอะไรไปมากกว่านี้

“อย่างที่เห็นหนิงเอ๋อร์ไม่ได้ทำความผิดจึงสามารถรอดจากการฆ่าถ่วงน้ำมาได้ ถ้าหากน้องเหมยฟางไม่ได้ทำผิดมีหรือจะไม่รอด...” น้ำเสียงเฟยอวี่คล้ายเย้ยหยัน “ถ้าน้องเหมยฟางกล่าวนั้นเป็นจริง แล้วขึ้นจากน้ำมาได้ โทษโบย 100 ไม้ ริบทรัพย์สิน และจับตัวไปขึ้นศาลก็จะถือว่าเป็นโมฆะ”

สมกับเป็นผู้ตรวจการความเยือกเย็นที่แสดงออกมาพร้อมกับความเด็ดขาดนั้นดูไม่ขัดตาเลยแม้แต่น้อย และทุกคำพูดก็ไม่อาจจะเถียงได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ สีหน้าฮัวผิงซูนั้นมืดครึ้มคล้ายกับพายุลูกใหญ่กำลังพัดอยู่ในสมองของเธอ ถ้าเหมยฟางยอมรับว่าทำจริงก็จะโดนโทษโบย ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องโดนถ่วงน้ำไม่ว่าอย่างไรเสียถ้าชั่งน้ำหนักในใจนางโทษโบยย่อมเบากว่าอยู่แล้ว แต่ทว่า...

“...โทษโบย ท่านแม่ ท่านแม่ต้องช่วยข้านะ” เสียงกระซิบของเหมยฟางราวกับสิ่งที่บีบรัดหัวใจเธออยู่

ระหว่างที่งิ้วบทโศกของทั้งสองแม่ลูกกำลังเล่นอยู่นั้น ฮัวหนิงเซียนลอบหันไปมองประมุขของตระกูลฮัว สีหน้าของชายชราดูมืดครึ้มหมดความหวังสายตาหลุบลงต่ำดูไร้สง่าราศีไปอย่างสิ้นเชิง บิดาที่เพิ่งจะค้นพบว่าบุตรสาวของตนเป็นหัวขโมย สามีที่เพิ่งพบว่าภรรยาของตนวางแผนฆาตกรรมคนทั้งยังทำไม่สำเร็จ ความรู้สึกนั้นคงหนักราวกับศิลาก้อนโตกดเอาความมั่นใจและความสุขในชีิวิตไปจนแทบไม่เหลือ...

“ท่านเฟยอวี่ อย่างไรเสียเราก็ครอบครัวเดียวกัน ท่านไม่น่าที่จะ...” ฮัวฮูหยินยังคงอุุทธรณ์หาทางออกให้กับลูกสาวคนโตของตนต่อไปโดยไม่ใส่ใจว่าเงาหัวของตัวเองจะหายไปอยู่รอมร่อ

น่าสงสารเหมยฟางคนเขลา น้องสาวที่ปรักปรำตนก็นั่งอยู่เคียงข้างแท้ๆ แต่นางกลับไม่เอ่ยอะไรออกไปแม้แต่น้อยเพื่อช่วยเจ้าเลยแม้แต่นิด ใจจริงเด็กสาวเองก็อยากให้ความยุติธรรมมันเกิดขึ้นกับสถานการณ์ตรงหน้าเช่นกัน คนผิดไม่ใช่คนคนเดียวหากแต่ตอนนี้คนรับโทษนั้นเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่ฮัวหนิงเซียนจำเป็นต้องรับบทเจ้าทุกข์ผู้เสียหาย จะให้มาตะโกนบอกรายชื่อคนร้ายมันก็ออกจะผิดคิวไปเสียหน่อยจึงได้แต่ต้องปล่อยให้มันเป็นไปเท่านั้น

“ครอบครัวเดียวกัน น่าแปลกที่ฮูหยินรองพูดออกมาเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ท่านทำกับหนิงเอ๋อร์เล่า” แม่ทัพเฟยเทียนกัดฟันกรอดขณะพูด

“ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบแห้งของประมุขใหญ่ของบ้านเอ่ยขึ้นมาในที่สุด “เจ้าทำจริงๆ รึ?”

“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ทำสักนิด”

แทนที่จะเป็นฮูหยินผู้ถูกเรียกชื่อเป็นผู้ตอบแต่กลับเป็นฮัวเหมยฟางผู้กลัวความผิดและพยายามหาที่พึ่งกลายเป็นคนตอบแทรกขึ้นมาเสียก่อน ใบหน้าของผู้เป็นพ่อเจือกระแสเย็นชายามเมื่อมองลูกรักของตัวเอง แต่กลับมืดครึ้มยิ่งกว่ายามเมื่อผินหน้าไปที่สตรีคนรัก

สีหน้าแบบคนที่ถูกหักหลังจากคนที่ตัวเองรักและไว้ใจนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน เปลือกตาบนตกลู่ ดวงตาลอยขึ้นเล็กน้อย มุมปากตกไม่มากไปกว่าเส้นตรงปลายโค้ง สีหน้ามนุษย์เป็นสิ่งที่บอกความรู้จริงได้ชัดยิ่งกว่าเครื่องจับเท็จ

“ฮูหยิน... เจ้าจับหนิงเอ๋อร์ถ่วงน้ำจริงๆ รึ” แม้แต่ผู้เคยเสียงดังฉะฉานเมื่อจิตใจแหลกสลายเสียงนั้นก็อาจจะดังได้ไม่เกินเสียงกระซิบ

“..ผิงซู”

เมื่อเห็นใบหน้าของสามีตนมีหรือฮัวผิงซูจะดูไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ริมฝีปากของนางสั่นระริก น้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตารีเรียวทั้งสองข้าง ความหมดหวังทุกอย่างที่แสดงออกได้ในโลกใบนี้บัดนี้ได้มารวมกันอยู่ที่ท่าทางของฮูหยินรองหมดแล้ว นางแม่เลี้ยงทรุดตัวลงเอาหัวซบพื้นสะอื้นไห้อย่างน่าอนาถ ท่าทางนั้นเป็นคำตอบให้กับประมุขของบ้านได้เป็นอย่างดี

“เจ้ากล้าดีอย่างไร!!!” แม้จะตั้งใจตวาดแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่ต่างจากเสียงพูดธรรมดาเท่านั้น ชายคนนี้หมดสิ้นเรี่ยวแรงไปแล้ว

เสียงร้องไห้โหยหวนของสองแม่ลูกดังสนั่นไปทั่วเรือน ทำให้บรรยากาศตรงหน้าหนักอึ้งเข้าไปอีก สีหน้าของเฟยเทียนและเฟยอวี่นั้นเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ แต่ตอนนี้ทั้งสองบุรุษจำต้องอยู่นิ่งๆ เพราะบิดากำลังเป็นผู้ออกหน้าอยู่

“เจ้าตั้งใจฆ่าหนิงเอ๋อร์ หนิงเอ๋อร์อย่างไรเสียก็เป็นลูกข้า เจ้านี่มันน่าส่งไปบั่นหัวนัก” แม้ถ้อยคำที่ออกมากจากปากของฮัวอี้ฉินเต็มไปด้วยการต่อว่าอย่างโกรธเกรี้ยวแต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง “เจ้าทำอย่างนี้มาตลอดหรือ เจ้ารักแกลูกของข้าลับหลังข้างั้นหรือ...”

“เจ้านี่มัน ...ข้าอุตส่าห์วางใจ” น้ำเสียงนั้นเบาหวิวแต่ใจคนพูดคงจะโหวงยิ่งกว่า

ฮัวหนิงเซียนไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นี้...

บิดาที่ตนก็ไม่ได้ผูกพันนักและเขาก็ไม่ได้รักลูกคนนี้เสียเท่าไหร่ที่กำลังเสียใจและผิดหวังกับลูกรักเมียหลงของตน

สตรีแพศยาที่คิดจะฆ่าเธอตั้งแต่เธอมาเริ่มชีวิตใหม่ในร่างนี้ที่เพิ่งเสียความไว้ใจของสามีและอาจกำลังจะต้องเสียลูกไป

เด็กโลภมากอยากได้อยากดีเพราะโดนแม่เสี้ยมสอนมาให้เป็นแบบนั้นที่สิ้นสติไปราวกับรู้วันตายของตัวเองแล้ว

และเด็กที่ทรยศได้แม้กระทั่งพี่น้องท้องเดียวกัน

ภาพของฮัวผิงซูที่ร้องไห้อย่างหมดหวังกับใบหน้าหวาดกลัวถึงขีดสุดของฮัวเหมยฟางรวมถึงความผิดหวังจากก้นบึ้งของจิตใจฮัวอี้ฉินนั้นเป็นถือสัญญาณหยุดเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้แล้วสำหรับเธอ เธอต้อนคนที่เข้ามาเล่นสกปรกในคาสิโนให้จนมุมมานับไม่ถ้วนแล้ว บ้างก็ต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิตบ้างก็ต้องตกไปเป็นอาหารฉลามในอ่าวมาเก๊า และเธอรู้ได้ทันทีหลังจากเห็นสีหน้าของคนพวกนั้น

...มันจบแล้ว...

ไม่ว่าจะต้อนไปอย่างไรต่อก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว คุณอาจจะสามารถทวงเงินเอากับคนที่ไม่มีเงินได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่คุณไม่สามารถจะเรียกร้องเอาอะไรไปจากคนที่ไม่เหลืออะไรแล้วได้เลยนอกจากชีวิต คนพวกนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว

...และไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่เคยคิดจะต้อนสุนัขให้จนตรอก...

“ท่านพ่อ ท่านพี่ใหญ่ ท่านพี่รอง ...เรื่องวันนี้ แท้จริงแล้วแค่ต้องการหาคนที่ขโมยของของหนิงเอ๋อร์เท่านั้น” ประตูบานปลายตรอกเล็กๆ ค่อยถูกชี้จากคนที่วิ่งต้อนสุนัขทั้งสองตัวมาด้วยตัวเอง

“หนิงเอ๋อร์!!!” เสียงของเฟยอวี่ดังลั่นขึ้นราวกับรู้ว่าเธอกำลังจะเอ่ยอะไรต่อไป

“หากว่าคนทำผิดสารภาพแล้ว โทษก็จะเป็นไปตามกฏของบ้าน ไม่ต้องมีการพิสูจน์โดยการถ่วงน้ำใช่หรือไม่ท่านพ่อ”

ฮัวหนิงเซียนกลั้นใจมองข้ามสายตาของพี่ชายทั้งสองไปมองเพียงแค่ฮัวอี้ฉินเท่านั้น สองคนนั้นไม่คิดจะปล่อยให้คนที่พยายามฆ่าน้องตัวเองรอดมือไปแน่นอนการต้อนสุนัขให้จนตรอกก็คงหนีไม่พ้นทำให้มันแว้งกลับมากัดเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องส่งไม้ต่อให้กับผู้เป็นประมุขของบ้านจัดการเรื่องนี้

“...ใช่แล้ว” ทั้งน้ำเสียงและสายตาที่ทอดมาแก่บุตรสาวคนเล็กเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ใบหน้าเศร้าหมองของฮัวอี้ฉินเผยให้เห็นแววตาเมตตาที่ไม่เคยจะมีให้บุตรสาวคนนี้เลยทั้งชีวิต หากแต่ความเมตตานั้นคงเกิดขึ้นเพียงเพราะรู้สึกผิดเท่านั้น...

“ถ้าเช่นนั้นถือเสียว่าเป็นเรื่องของข้าน้อย ข้าน้อยขอร้องให้ผู้ทำผิดสารภาพเถิด ข้าน้อยจะไม่เอาความใดๆ” ประตูปลายตรอกนั้นถูกแง้มออกทีละนิด

ฮัวหนิงเซียนมองไปที่สองแม่ลูกด้วยสายตาเวทนา ในใจเธอนั้นหวังเหลือเกินว่าผู้กระทำความผิดอีกคนจะออกมารับสารภาพร่วมผิดร่วมโทษไปด้วยกัน มันอาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เธอได้มอบให้กับฮัวเหมยซือในการยอมรับผิดครั้งนี้ และถ้านางยังไม่ยอมรับมันออกมา เธอเองก็คงไม่อาจจะทำอะไรได้อีกต่อไป

“...หนิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรจะ!!”

เฟยเทียนพยายามห้ามน้องสาวของตนแต่เมื่อเห็นสายตาของฮัวหนิงเซียนก็ได้แต่เงียบไปเท่านั้น ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ของเด็กสาว กริยาที่เลี่ยงจะสบตาอย่างนั้นบ่งบอกสัญญาณไม่ใคร่จะเจรจาต่ออย่างชัดเจน

...หนิงเอ๋อร์ ทำสีหน้าแบบนั้นเป็นตั้งแต่เมื่อใด...

แม่ทัพฮัวได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจก่อนเพราะไม่ว่าอย่างไรสถานการณ์ตอนนี้คือน้องสาวที่เกือบถูกฆ่าตายกำลังจะปล่อยคนร้ายให้ลอยนวล แต่ยังไม่ทันจะได้ทักท้วงอะไรฮัวอี้ฉินก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน...

“น้ำใจลูกหนิงเอ๋อร์ช่างประเสริฐนัก...” ฮัวอี้ฉินมองเด็กสาวตัวน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน “พวกเจ้ายังไม่รีบสารภาพอีกรึ...”

“ข้า...! ฮึกๆ โฮ...” ไม่ทันได้พูดจบประโยคฮัวเหมยฟางก็ร้องไห้ออกมาเสียก่อนจนฟังจับใจความแทบไม่ได้

สายตาของฮัวหนิงเซียนยังคงจ้องไปที่ฮัวเหมยซือที่ก้มหน้าทำหน้าเศร้าหากแต่ไม่มีท่าทีจะออกมายอมรับกับสิ่งที่ตัวเองทำไปเลยแม้แต่น้อย หากเรียกว่าความผิดหวังก็คงจะดูมากไปหน่อยคงต้องเรียกความรู้สึกของเธอที่มีต่อฮัวเหมยซือว่าความรังเกียจขยะแขยงเสียมากกว่า เธอเกิดมาสองชาติยังไม่เคยเห็นใครใจดำได้แม้กับพี่น้องแท้ๆ อย่างนี้มาก่อนเลย

“เป็นความผิดของข้าเอง.. ข้ายุยงให้ลูกข้าไปริดรอนเอาของมาจากหนิงเซียน” น้ำเสียงของฮูหยินแหบแห้งปลายเสียงของนางเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน

ด้วยความเป็นแม่ที่ต้องปกป้องลูกนั้น ไม่ว่าอย่างไรเสียฮัวฮูหยินก็ต้องออกมารับหน้าแทนอยู่แล้วรวมถึงการไม่ยอมเอ่ยออกมาว่าเป็นลูกทั้งสองคนก็ทำไม่ทำให้เธอประหลาดใจนัก เพราะสำหรับเธอการที่นางฮัวรู้ดีแก่ใจว่าใครทำผิดบ้าง แล้วได้แต่ผิดหวังในตัวของลูกอีกคน มันก็มากเกินพอแล้วสำหรับความหนักหนาที่แม่ต้องเห็นลูกคนหนึ่งถูกลงโทษแทนลูกทรยศอีกคนหนึ่ง

“หนิงเอ๋อร์... แม่อยากให้เจ้าอภัยให้พี่ของเจ้า แล้วลงโทษข้าแทน” น้ำเสียงของฮัวฮูหยินอ้อนวอนทั้งศีรษะก้มลงจนติดพื้น

นางคงไม่กล้าจะหันไปอ้อนวอนสามีของตัวเองอีกต่อไปเรื่องจึงมาตกอยู่ที่เธออย่างนี้ ฮัวหนิงเซียนมองตรงไปที่ผู้เป็นพ่อด้วยความลำบากใจ อย่างไรเสียเธอก็ไม่อยากเป็นคนเอ่ยอภัยหรือเอ่ยลงโทษด้วตัวเอง เธอจำเป็นต้องส่งบทให้กับใครสักคนมารับไปและคนคนนั้นย่อมไม่ใช่คนที่พร้อมจะเอาดาบบั่นหัวคนอื่นอย่างพี่ชายทั้งสองของเธอแน่

“ไม่บังอาจฮูหยิน เพียงแค่ได้ของคืนมาข้าน้อยก็พอใจแล้ว” ฮัวหนิงเซียนโค้งตัวลง “ที่เหลือก็ต้องแล้วแต่ท่านพ่อ...”

ไม้ถูกส่งต่อให้ประมุขของบ้านที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอถอยหลังมาอยู่กับพี่ชายทั้งสองและเสี่ยวซี ความรู้เย็นยะเยือกจากปลายนิ้วแล่นขึ้นมาอีกครั้ง หูทั้งสองข้างของเธอเริ่มอื้อ ฮัวหนิงเซียนได้แต่เก็บอาการนั้นไว้มือหนึ่งของเธอคว้าชายแขนเสื้อของเฟยอวี่ไว้เป็นที่พึ่งพิง

“ฟางเอ๋อร์...” แม้แต่เสียงเรียกลูกรักของตนยังแผ่วเบา “เจ้าขโมยของหนิงเอ๋อร์ โทษโบย 100 ไม้ริบทรัพย์สินคืน... แล้วไปอยู่เรือนหลังเก่าเสีย”

ความเจ็บปวดและทรมาณใจของผู้เป็นพ่อที่ต้องสั่งทำโทษลูกรักนั้น เธอเองไม่มีวันเข้าถึงได้ แต่จากสายตาสั่นระริกจมูกแดงก่ำคล้ายกำลังกลั้นน้ำตาของฮัวอี้ฉินนั้นทำให้เธอพอจะเห็นภาพขึ้นมาบ้าง ฮัวหนิงเซียนผู้เกลียดละครโศกผินหน้าหนีซ่อนตัวอยู่หลังร่างของพี่ชายทั้งสองอย่างมิดชิด

...บทกรีดหัวใจอย่างนี้ พอถึงชีวิตจริงก็กด skip ไม่ได้อีก...

“ผิงซู... เจ้ากระทำการชั่วลับหลังข้า สั่งสอนให้ลูกรังแกกันเอง แถมยังพยายามฆ่าลูกของข้าอีก” การวรรคเสียงกับเสียงถอนใจอย่างหนักหน่วงนั้นบ่งบอกถึงความหนักใจอย่างแสนสาหัสของผู้พูด “...ข้าจะหย่า”

“อย่านะเจ้าคะ ท่านพี่ได้โปรด ผิงซูรักท่านพี่นะเจ้าคะ ที่ผิงซูทำไปเป็นความโง่เขลาชั่ววูบเท่านั้นเอง...” เสียงของฮูหยินร่ำร้องโหยหวนน่าสงสาร

...คิดถูกแล้วที่ไม่ดูภาพ...

ฮัวหนิงเซียนตัดสินใจหันหลังทันที เธอจ้องมองไปที่เสี่ยวซีที่กำลังก้มหน้าก้มตาสีหน้าลำบากใจอยู่ไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่นัก แขนของเฟยเทียนดันเธอให้อยู่ย้ายมาอยู่ด้านหลังของเขาราวกับรับรู้ถึงความลำบากใจของเธอ

“เจ้ายังจะกล้าขอความเมตตารึ สิ่งที่เจ้าทำกับหนิงเอ๋อร์ ทำกับข้า ลับหลังข้า” ฮัวอี้ฉินจะต้องเสียใจสุดๆ เป็นแน่ น้ำเสียงสั่นเครือกระชากกระชั้นเป็นตัวฟ้องที่ดี

“ให้โบยผิงซูร้อยทีพันทีก็ได้ แต่ได้โปรดอย่า...” น้ำเสียงสะอื้นราวจะขาดใจของฮัวฮูหยินบาดลึกไปถึงจิตใจด้านอ่อนไหวของฮัวหนิงเซียน

“โทษฐานสั่งสอนบุตรให้รังแกกัน...” เธอสาบานว่าได้ยินเสียงกัดฟันของผู้พูดดังอย่างชัดเจน “โบยจนกว่าจะสลบ”

ความเจ็บปวดที่ต้องทำโทษสตรีที่รักกับความเจ็บปวดที่ต้องโดนคนรักทำโทษ ไม่ว่าอย่างไหนก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันมากนัก กลายเป็นเธอเองที่ตอนนี้แทบจะขาอ่อนทรุดลงไปเพราะทนรับอารมณ์ความกดดันเหล่านี้ไม่ไหวเสียเอง มือเล็กๆ ของฮัวหนิงเซียนยึดชายเสื้อของพี่ชายที่เปรียบเสมือนโล่ไว้แน่น ใจหนึ่งก็อยากหายไปจากตรงนี้ อีกใจก็อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

...นี่คงเป็นกรรมของคนที่อยากรู้เรื่องชาวบ้าน แต่ดันรับความกดดันไม่ไหวแน่ๆ...

“โทษฐานรังแกบุตรภรรยาหลวง” เสียงของฮัวอี้ฉันดังขึ้นต่อ เธอไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของคนคนนั้นเป็นอย่างไร แต่สาบานได้เธอก็ไม่อยากรับรู้นักหรอก “ขับไล่ออกจากจวน รับโทษเสร็จแล้วก็ย้ายข้าวของไปอยู่ที่สุสานบรรพบุรุษเสีย แล้วอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”

ตอนนี้เธอแน่ใจแล้วว่าความเจ็บปวดจากการถูกทรยศคงจะมากกว่าความเจ็บปวดของการทำโทษคนที่รัก เสียงร่ำร้องขอความเห็นใจจากฮัวฮูหยินยังคงดังไม่หยุด ฮัวหนิงเซียนถอนหายใจยาวจนลมแทบหมดปอด

...จบแล้วสินะ...

“หากไม่มีอะไรแล้ว หนิงเอ๋อร์ต้องขอตัว”

เด็กสาวหันมาเผชิญหน้าทุกคนอีกครั้ง โดยพยายามหลบสายตาทุกคู่ที่เธอจะต้องไปบังเอิญสบตาเข้า เธอไม่ใช่พวกชอบจะเห็นคนอื่นเจ็บปวดแม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่ทำร้ายเธอก็ตาม

งิ้วฉากนี้แม้จะสนุกมากแต่ก็จบลงแล้ว สุนัขสองตัวที่เกือบจนตรอกยังพอหาลู่ทางหนีไปได้ ร่างของฮัวเหมยซือที่ทรุดลงนั่งไม่ไกลจากแม่ของตัวเองนักทำให้ความดราม่าของฉากก่อนหน้านี้หมดสิ้นไปทันที เธอไม่เคยคิดต้อนสุนัขจนตรอกก็จริง

...แต่งูพิษต้องตีให้ตาย....

**หลังจากหมดเรื่องราวที่เรือนใหญ่แล้วฮัวหนิงเซียนก็กลับมาพักผ่อนที่เรือนเล็กของตนจนถึงยามอิ้วซี จะเรียกว่าพักผ่อนก็คงจะให้ภาพลักษณ์ที่ผิดไปเสียหน่อย ถ้าอยากได้แบบชัดๆ ก็คือเธอกลับมานอนหลับตลอดบ่ายจรดเย็นมากกว่า

ฮัวหนิงเซียนบิดกายไปมาบนเตียงด้วยท่าทางแบบที่สตรียุคนี้ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายของเด็กสาวคนนี้น่ารำคาญยิ่งนักเดี๋ยวก็เหนื่อยเดี๋ยวก็ง่วงแผลงฤทธิ์ได้ไม่นานก็เพลีย ขืนเป็นแบบนี้ไปนานๆ เข้าเธอได้เสียสุขภาพจิตเอาแน่ เด็กสาวเบ้หน้าด้วยความขัดใจในสภาพร่างกายตัวเอง

“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ จะรับสำรับเลยหรือไม่เจ้าคะ” น้ำเสียงของเสี่ยวซีฟังดูสดชื่นที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมาตั้งแต่เธอกลายเป็นฮัวหนิงเซียน

“ยังไม่ค่อยหิวเลย” ฮัวหนิงเซียนตอบขณะที่ลุกขึ้นมาจากเตียงเธอยังคงโคลงศีรษะไปมาขณะเดินเพื่อให้หายจากอาการง่วงเหงาหาวนอน “มีเรื่องอะไรดีๆ หรือ”

“เอ๋ คุณหนูรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ไม่ได้หลับอยู่ตลอดหรอกหรือ?”

เสี่ยวซีถามอย่างตกใจ เธอเห็นว่าคุณหนูของเธอหลังจากกลับมาทีเรือนก็หลับสนิทแม้แต่ท่านแม่ทัพที่เข้ามาเรียกถึงสามครั้งก็ยังไม่รู้สึกตัวแต่พอตื่นมาก็กลับถามเธอราวกับว่ารู้เรื่องราวระหว่างที่หลับไปเสียอย่างนั้น

“หลับสิ แต่สีหน้าเจ้ามันชัดเจนขนาดนั้นว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น เล่ามาเถอะ”

มือบางของฮัวหนิงเซียนรินชาใส่จอกเล็กๆ ของตัวเอง แพขนตาหนายังคงกระพริบช้าๆ แบบคนยังไม่ตื่นดีนัก สีหน้าของดรุณีน้อยดูใสซื่อบริสุทธิ์อ่อนโยนราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อเช้าที่จวนใหญ่ เสี่ยวซีลอบมองดูใบหน้าของเจ้านายของตนด้วยความฉงน คุณหนูของเธอนั้นบางครั้งก็ดูฉลาดจนน่าตกใจแต่พอมองอีกทีก็กลับกลายเป็นเพียงเด็กสาวใสซื่อคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าคุณหนูจะเป็นแบบไหนเสี่ยวซีก็คิดไม่แปรพรรคอยู่แล้ว

...เธอจะติดตามคุณหนูของเธอจนตายกันไปข้างหนึ่งเลยล่ะ!!

“นายท่านบอกว่าให้คุณหนูย้ายไปที่เรือนใหญ่ได้แล้วเจ้าค่ะ!” สีหน้าของเสี่ยวซีดูตื่นเต้นมากในขณะที่ฮัวหนิงเซียนกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยสักนิด

“แค่นั้นหรือ?” เด็กสาวถาม

“จริงๆ แล้วก็.. ตอนนี้ข้าวของของคุณหนูถูกขนไปไว้ในห้องตงเทียนในเรือนใหญ่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูจะย้ายไปเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

เสี่ยวซียังคงมีสีหน้าตื่นเต้นกับการย้ายห้องของเธอไม่หาย ฮัวหนิงเซียนได้แต่มองสีหน้าสดชื่นของเสี่ยวซีด้วยสายตาอ่อนโยน เธอไม่ได้ตื่นเต้นกับการย้ายเรือนเท่าไหร่นักจริงๆ เธอก็ชอบเรือนเล็กของตัวเองด้วย ให้เธอย้ายจากบ้านส่วนตัวไปอยู่ห้องในเรือนใหญ่ นี่หรือวิธีการตบหัวแล้วลูบหลังของคนยุคนี้

เหตุการณ์เมื่อเช้าคงทำให้ฮัวอี้ฉินรู้สึกผิดต่อเธอมากเอาการ การย้ายเธอกลับเข้าเรือนใหญ่แบบนี้คงจะเป็นความคิดเดียวที่คนแบบนั้นจะคิดได้ในการขอโทษบุตรสาวที่ถูกละเลย จนถึงตอนนี้สิ่งที่ติดอยู่ในใจของฮัวหนิงเซียนอีกอย่างคงจะหนีไม่พ้นความคาใจว่าคนแบบฮัวอี้ฉินนั้นทำอย่างไรถึงได้ขึ้นเป็นคหบดีได้

...เอาคนแบบนี้ทำงาน กลัวชาติไม่ล่มจมหรือไร...

“ข้าไม่เห็นอยากย้ายสักนิด”

เด็กสาวเอนหัวเท้าแขนกับโต๊ะตัวเตี้ยสีหน้าของเธอดูเบื่อหน่ายมากกว่าตื่นเต้น ด้วยสีหน้าแบบนั้นทำให้เสี่ยวซีได้แต่ทำหน้าม่อยหลุบตาลงด้วยความเสียดาย ฮัวหนิงเซียนเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของสาวใช้คนสนิทก็ได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง

“...เดี๋ยวดื่มชาเสร็จค่อยไปแล้วกัน” สิ้นประโยคเธอสาวใช้ตัวน้อยก็ยิ้มกระจ่างใสทันที

“เจ้าค่ะ!!” การรับคำอย่างกระตือรือร้นนั้นทำให้ฮัวหนิงเซียนเบาใจไปได้อีกหน่อย

เธอยังติดค้างเสี่ยวซีอยู่มากตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็มีแต่เสี่ยวซีที่คอยดูแลเธอมาเสมอ อย่างน้อยการย้ายเรือนของเธอก็คงช่วยให้สาวใช้คนนี้สบายขึ้นมาบ้าง ถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอพอจะทำให้กับเสี่ยวซีได้ในตอนนี้

“หนิงเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้วหรือ...” เสียงของเฟยอวี่ดังขึ้นหน้าเรือนของเธอ

เด็กสาวพยักหน้าให้กับเสี่ยวซี สาวใช้ตัวน้อยหายออกไปไม่กี่อึดใจก็เดินนำผู้ตรวจการใหญ่กลับเข้ามาในเรือน สีหน้าและแววตาของเฟยอวี่ดูอาทรและยังมีความรู้สึดผิดปะปนอยู่อย่างเห็นได้ชัด ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มให้กับผู้เป็นพี่ของเธอก่อนเพื่อให้เขาสบายใจขึ้น อย่างน้อยแม้แต่นิดเดียวก็ยังดี

"หนิงเอ๋อร์แค่นอนพักผ่อนเท่านั้น" เธอตอบไปตามตรง เธอไม่ได้สลบจะได้ใช้คำว่าฟื้นได้ เธอแค่นอนหลับสนิทเท่านั้นเอง

“หนิงเอ๋อร์ เจ้าอยู่บ้านหลังนี้ ลำบากมาตลอดเลยรึ?” น้ำเสียงของพี่รองดูหดหู่จนเธอไม่กล้าเล่นลิ้นอย่างที่ตั้งใจไว้

“ไม่...ขนาดนั้น”

เด็กสาวหลุบตาลง เธอไม่ได้โกหกเธอไม่ได้ลำบากขนาดนั้นจริงๆ หากแต่เป็นฮัวหนิงเซียนคนก่อนต่างหากที่ลำบาก ส่วนตัวเธอน่ะหรือเสเพลเล่นพนันอยู่ในอนาคตไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีนับจากวันนี้ แต่ด้วยน้ำเสียงความเป็นห่วงของคนตรงหน้าทำให้เธอไม่กล้าหักหาญน้ำใจไปมากกว่านี้

เสี่ยวซีถอนร่นออกไปนอกเรือนทันที เพื่อให้พี่น้องได้คุยกันเมื่อเห็นว่าหัวข้อนั้นเป็นเรื่องที่บ่าวอย่างเธอไม่ควรข้องเกี่ยว...

“ทำไมไม่บอกพี่สักคำว่าฮูหยิน ไม่สิ! นางคนนั้น รังแกเจ้า” เมื่อเห็นว่าสาวใช้ตัวน้อยพ้นเรือนไปแล้ว เฟยอวี่จึงเอ่ยสิ่งที่คาใจออกมา

“...” เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมฮัวหนิงเซียนคนก่อนถึงไม่บอกไปเหมือนกัน เด็กสาวได้แต่ก้มหน้าเงียบ

"หนิงเอ๋อร์ เจ้าเกือบจะโดนถ่วงน้ำตายเชียวนะ นี่ใช่มั้ยที่ทำให้เจ้าพูดมันออกมาวันนี้"

"..." อันที่จริงเธอไม่ได้เกือบหรอก เธอถูกถ่วงน้ำไปแล้วแต่เธอแค่ไม่ตายเท่านั้น

“พี่เป็นที่พึ่งของเจ้าไม่ได้เลยรึ?”

คำถามราวกับตัดพ้อของฮัวเฟยอวี่ทำเอาเธออยากจะล้มลงไปชักดิ้นชักงอตายไปเสียตอนนี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมฮัวหนิงเซียนคนนั้นถึงไม่ยอมฟ้องพี่ชายตัวเองว่าโดนรังแก แล้วตอนนี้เธอก็บอกแล้ว พูดแล้ว บอกไปหมดแล้ว.. มันไม่ใช่ความผิดเธอสักนิดแต่จะอธิบายแบบนั้นไปอีกฝ่ายก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี

...ไม่ใช่ความผิดข้าเลยไง ความผิดฮัวหนิงเซียนคนก่อนล้วนๆ เลย...

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่...”

“หนิงเอ๋อร์!!”

ไม่ทันที่เด็กสาวจะได้แก้ความเข้าใจผิดของพี่คนรอง ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพเฟยเทียนก็หุนหันเข้ามาในเรือนของเธอเสียก่อน ฮัวหนิงเซียนยกจอกมารินชาให้กับบุรุษอีกคนโดยยังไม่เอ่ยอะไรต่อไปทั้งสิ้น ถ้าเดาไม่ผิดชายคนนี้ก็คงจามาด้วยเหตุเดียวกับคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วไม่ผิดแน่

“เจ้าตื่นแล้วรึ พี่แวะมาหาเจ้าตั้งหลายครั้งแต่เสี่ยวซีบอกว่าเจ้าหลับอยู่ เจ้าเป็นอะไรมากรึเปล่า... หรือยังมีอาการจากตอนโดนถ่วงน้ำ” น้ำเสียงอาทรของพี่คนโตยังติดจะกระชั้นอยู่เมื่อกล่าวถึงเรื่องถ่วงน้ำ

ไม่ต้องใช้มืออาชีพก็บอกได้ว่าทั้งสองคนยังคนโกรธเคืองฮูหยินกับน้องสาวต่างมารดาทั้งสองอยู่ สีหน้าของทั้งคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความหงุดหงิดทุกคราที่เอ่ยถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะทำให้พวกเขานึกถึงเรื่องนั้น หากแต่แววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ส่งมาที่เธอนั้นกลับสร้างความรู้สึกอบอุ่นให้กับเธอไม่น้อย

“หนิงเอ๋อร์สบายดี เพียงแค่เพลียนิดหน่อยเท่านั้น” เธอพยายามพาหัวข้อสนทนาออกให้ไกลจากสิ่งที่จะทำให้พวกเขาหงุดหงิด

“เพลียเท่านั้นรึ?” เฟยเทียนหรี่ตาอย่างไม่อยากเชื่อ

“แน่นอน”

“ก็น่าจะใช่อยู่เจ้าต้องเจอเหตุการณ์ร้ายๆ มามากคงจะเพลียเป็นธรรมดา” คำพูดของฮัวเฟยอวี่คล้ายจะช่วยหากแต่ประโยคถัดไปนั้นทำให้เธอมั่นใจได้ว่าสองพี่น้องนี้ยังไม่จบกับเรื่องแม่เลี้ยงจริงๆ “แถมเพลียแค่ไหนก็ยั้งต้องมานอนในเรือนเล็กอุดอู้แบบนี้ทุกๆ วัน ช่างน่าหดหู่ยิ่งนัก”

“ใช่แล้ว เพราะนางฮูหยินสินะที่ให้หนิงเอ๋อร์มาอยู่เรือนนี้”

“แค่ไปอยู่สุสานบรรพชนหรือ ท่านพ่อใจดีเกินไปแล้ว”

“คิดจะเอาชีวิตหนิงเอ๋อร์ นางสมควรลงไปอยู่ในน้ำแทน”

เด็กสาวอยากจะยกมือขึ้นขยี้หัวของตัวเองให้หายปวดหัวสักที บุรุษสองคนนี้ไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่เธอยอมจบไม่ติดใจเอาความสักนิด เธอทำส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้โดนแว้งกัด อีกส่วนก็เพราะเธอไม่อยากให้สองคนนี้ต้องลำบากใจไปมากกว่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าการให้อภัยของเธอดันไปทำให้สองคนนี้ยังเก็บมาคิดคับแค้นใจไม่หายอยู่อย่างนั้น...

การที่มีคนโกรธแค้นแทนกันมันก็รู้สึกอบอุ่นดีอยู่หรอก แต่มากไปก็จะพาลทำให้เสียหมากที่เธอวางไว้พอดี แต่จะให้ปฏิเสธความห่วงใยนี้มันก็ไม่ได้ เด็กสาวคิดจนหัวหมุนว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้พี่ชายทั้งสองเข้าใจเหตุผลของเธอดี

“ท่านพี่ทั้งสอง ได้โปรดปล่อยวางเรื่องฮูหยินกับคุณหนูเหมยฟางเถอะ ตอนนี้ทั้งคู่ก็โดนท่านพ่อลงโทษจนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว..." เธอจงใจวรรคเพื่อดูปฏิกริยาของทั้งสองคน เมื่อเห็นว่าสองบุรุษสงขึ้นแล้วจึงกล่าวต่อ

"ที่เหลือพอจะเกิดต่อไปได้ก็แค่พรากชีวิตพวกนางเท่านั้น ...หากหนิงเอ๋อร์กล่าวเช่นนี้แล้วพวกท่านยังจะดึงดันเอาชีวิตพวกนางอีกหรือไม่"

คำพูดของฮัวหนิงเซียนเรียกสติของสองบุรุษจากความเกรี้ยวกราดได้ในทันที สายตาของคนทั้งคู่อ่อนลงไปถึงสามส่วนหากแต่ยังมีความผิดหวังแฝงอยู่ ถึงแม้ว่าจะโกรธแค้นแค่ไหนแต่อีกฝ่ายก็ยังเคยผูกพันเป็นคนในครอบครัว อย่างไรเสียการเข่นฆ่าคนในครอบครัวนั้นก็คงจะเกินไปสำหรับทั้งคู่อยู่ดี

เมื่อเห็นสายตาที่อ่อนลงของทั้งคู่ก็ทำให้เธอเบาใจไปได้อีกหน่อย และรู้สึกชื่นชมทั้งคู่มากขึ้นอีกนิด แม้ว่าทั้งคู่จะทำงานที่ผ่านความเป็นความตายของผู้คน หากแต่ก็ยังมีจิตใจเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์อยู่มาก ต่างกับเธอเมื่อชาติก่อนราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว...

“หนิงเอ๋อร์”

วงแขนแข็งแกร่งของฮัวเฟยอวี่เข้ามาโอบล้อมร่างเธอไว้แนบแน่น เด็กสาวรับรู้ได้ถึงลมหายใจหนักๆ ของผู้เป็นพี่โดยไม่ต้องคาดเดาเธอก็รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังมีสีหน้าแบบไหน หนึ่งในสิบห้าสีหน้าพื้นฐานที่เธอเกลียดมันที่สุด

...ความรู้สึกผิด...

“พี่รอง...” ริมฝีปากช่างเจรจาของเธอดูเหมือนจะไม่สามารถทำงานต่อได้อีกเมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ได้รับมา

“หนิงเอ๋อร์น้องพี่ เจ้าเป็นคนมีน้ำใจนัก” น้ำเสียงอาทรของเฟยเทียนดังขึ้นไม่ห่าง

“...”

เธอหมดคำจะพูดต่อกับทั้งสองบุรุษจริงๆ แค่ความห่วงใยที่เธอรู้สึกได้ตอนนี้ก็เกินพอแล้ว สำหรับการเกิดมาใหม่อีกครั้ง เพียงเท่านี้มันก็คุ้มค่าแล้วสำหรับคนอย่างเธอ มือเล็กๆ ของเธอโอบกระชับร่างของผู้ตรวจการเพียงชั่วขณะก่อนจะผละออก รอยยิ้มกระจ่างใสของฮัวหนิงเซียนนั้นช่วยปลอบปะโลมใจของสองบุรุษได้เป็นอย่างดี

“ว่าแต่ ท่านพี่ทั้งสองมาหาหนิงเอ๋อร์ มีเรื่องธุระอะไรรึเปล่าเจ้าคะ”

ฮัวหนิงเซียนยิงคำถามทันที ทั้งสองคนนี้ดูแล้วคงไม่ได้มาเยี่ยมเยียนน้องสาวที่เพิ่งจะเจอกันเมื่อมื้อเที่ยงแน่นอน หรือต่อให้มีเหตุผลคาใจอย่างไรเสียก็ค่อยไปคุยกับเธอเมื่อเข้าเรือนใหญ่ก็ย่อมได้ แต่ทั้งคู่กับระเห็จมาหาเธอที่เรือนเล็กก่อนอย่างนี้เห็นที่จะต้องเป็นเรื่องที่เร่งด่วนพอควร

เธอลอบสังเกตสีหน้าของทั้งคู่ก่อนจะตัดสินใจเลือกเรื่องเบาก่อน...

“พี่ใหญ่ ท่านมีอะไรรึ?”

เธอเลือกถามฮัวเฟยเทียนก่อนเพราะท่านแม่ทัพใหญ่มีเพียงความอาทรเท่านั้นในสีหน้า หาได้มีความลังเลใจอย่างเฟยอวี่ไม่ หลังจากที่เธอรับเรื่องหนักๆ มาตั้งแต่ฟื้นสติในช่วงเช้าตอนนี้ถ้ายังมีโอกาสเลือกได้แล้วล่ะก็ขอเรื่องเบาๆ บ้างเถิด

“พี่ถามเสี่ยวซีมาเห็นช่วงนี้นางบอกว่าหนิงเอ๋อร์เป็นลมบ่อย พี่เลยจะมาชวนให้หนิงเอ๋อร์เข้าไปตรวจกับหมอในเมืองหลวงกับพี่หลังจากพิธีปักปิ่น”

คำพูดของแม่ทัพใหญ่ทำให้เธอพยักหน้ารับเบาๆ การให้หมอมาตรวจก็ดีเหมือนกันเธอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจในร่างกายนี้เท่าไหร่ ถึงจะเป็นคนไม่ออกแรงไม่ออกไปไหนเลยแต่อาการของฮัวหนิงเซียนกลับเป็นมากกว่าคนไม่ออกกำลังกาย ตัวเด็กสาวทั้งเหนื่อยง่ายมือเท้าเย็นแถมยังเป็นลมบ่อยอีก เด็กอายุ 14 มีหรือจะเป็นแบบนี้ เธอเมื่อชาติก่อนก็เคยผ่านช่วง 14 มาก่อนมีหรือจะไม่รู้ว่าร่างกายของเด็ก 14 เป็นอย่างไร...

“รบกวนพี่ใหญ่แล้ว” เธอยกมือประสานคำนับขอบคุณ

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก” รอยยิ้มที่หาดูยากของแม่ทัพเฟยเทียนช่างกระจ่างจนตาเธอเกือบพร่ามัว

แม้ว่าชาติก่อนเธอจะเห็นหนุ่มหล่อมาไม่น้อยทั้งนายแบบนักร้องพระเอกชื่อดังก็ล้วนแล้วแต่เคยมาเที่ยวคาสิโนนายใหญ่ทั้งนั้น แต่ทว่าตั้งแต่เธอมาอยู่ในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพเฟยเทียน (ไม่ขอนับเฟยอวี่เพราะหน้าเมื่อนลู่หรงอย่างกับแกะ) หรือคุณชายประหลาดที่เจอที่โรงเตี๊ยมก็เถอะ ล้วนแล้วแต่เป็นพวกหน้าตาดีแบบหาตัวจับยากทั้งนั้น...

“แล้วพี่รองเล่า มีเรื่องใดรึ” เธอรีบถามเบี่ยงประเด็นก่อนจะเผลอไผลไปกับรอยยิ้มของแม่ทัพเฟยเทียนไปมากกว่านี้

“ข้ารึ...” สีหน้าของฮัวเฟยอวี่มีความลังเลเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมา “พี่อยากจะขอให้เจ้าไปช่วยให้การที่ศาลหน่อยน่ะ”

“ให้การ... ศาล...”

เพียงแค่ได้ยินสองคำต้องห้ามของเหล่ามิจฉาชีพขนหัวเด็กสาวก็ลุกทันที ดวงตาฮัวหนิงเซียนเบิกกว้างด้วยความตกใจ เดิมทีฮัวหนิงเซียนในสายตาพวกพี่ก็เป็นเด็กน้อยน่ารักอ่อนแอน่าสงสาร แล้วเหตุใดเล่าถึงมาทาบทามให้คนอย่างเธอไปให้การที่ศาล

"หนิงเอ๋อร์น่ะหรือ..." เสียงถามของเธอเบาหวิวจนน่าตกใจ

“ใช่แล้ว หนิงเอ๋อร์พูดจาฉะฉานเป็นเหตุผล วันนี้พี่ได้เห็นแล้ว เพียงอยากให้น้องช่วยเป็นพยานในเหตุการณ์ เท่านั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พี่ก็จะอยู่ด้วย”**

...จะบ้าหรือไรเอานักพนันไปขึ้นศาลแล้วบอกว่าไม่มีอะไรน่าห่วงรึ?...

​เอานักพนันไปขึ้นศาลงั้นรึ? จะรอดได้อย่างไร?

ความคิดเห็น