丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 8 ปรักปรำ

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ปรักปรำ

คำค้น : ฮัวหนิงเซียน, ฮูหยิน, นิยายจีนโบราณ, นิยายทุะลุมิติ, ย้อนยุค, การแก้แค้น

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.9k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2560 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ปรักปรำ
แบบอักษร

ร่างของสาวใช้ตัวน้อยที่เดินมาหยุดอยู่หน้าสะพานข้ามเก๋งนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนได้ดี โดยเฉพาะคนที่กำลังร้อนตัว ฮัวหนิงเซียนวางตะเกียบของตัวเองลงด้วยท่าทีบรรจง ก่อนจะหันไปหาเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ คุณหนูห้าพยักหน้าเบาๆ ให้กับสาวใช้ของตน

“คงได้เรื่องแล้วสินะ” เฟยอวี่เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

ฮูหยินฮัวหรี่ตาลงขณะมองบุตรสาวของสามี ในหัวของนางนั้นพร้อมไปด้วยข้อแก้ตัวและข้อแก้ต่างมากมายที่จะนำมาใช้งัดกับเด็กสาวตรงหน้า ถ้าเธอไม่ยอมรับเสียอย่างใครจะทำอะไรเธอได้

ฮัวหนิงเซียนมองฮูหยินคนปัจจุบันที่มีสีหน้ามั่นอกมั่นใจด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาที่เป็นประกายพราวของฮูหยินบ่งบอกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนางก็สามารถแก้สถานการณ์ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับเธอ ฮัวฮูหยินเป็นคนที่พลิกผิดเป็นถูกกล่าวจริงเป็นเท็จได้เก่งเสียยิ่งกว่าใครๆ ไม่เช่นนั้นฮัวหนิงเซียนจะกลายเป็นหมาหัวเน่าหรือ

“เรียนคุณหนูเมื่อครู่ข้าน้อยถูกตามให้ไปยืนยันว่าใช่ชุดของคุณหนูแน่หรือไม่...” เสี่ยวซีเริ่มรายงานสถานการณ์ก่อน

“...หมายความว่าเจอชุดในจวนรึ?” ฮัวหนิงเซียนแกล้งถามในสิ่งที่ตนเองมั่นใจอยู่แล้ว

...เกลียดความเสแสร้งของตัวเองเหมือนกัน...

“ใช่เจ้าค่ะ เจอชุดของคุณหนูแล้ว” เสี่ยวซีก้มหน้าลอบยิ้มให้กับความฉลาดของคุณหนูของเธอ

“ไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนในจวน” เด็กสาวส่ายศีรษะช้าๆ ราวกับผิดหวังเสียเต็มประดา

คิ้วของคหบดีฮัวขมวดเป็นปมในขณะที่สีหน้าของเหมยฝางและเหมยซือจืดยิ่งกว่าตัวปี้หู่ แม่ทัพเฟยเทียนวางตะเกียบลงด้วยท่าทีสง่างามสีหน้าไร้ความแปลกใจใดๆ ในขณะที่ประมุขของจวนกำลังจะเอ่ยถามชื่อคนร้ายฮัวหนิงเซียนก็เลือกตัดบทขึ้นมาก่อน

...คนร้ายไม่สำคัญเท่าบทลงโทษ...

“เรียนท่านพ่อ หนิงเอ๋อร์เจอของแล้วและพบว่าไม่ใช่เรื่องของคนนอก เรื่องซ่อมแซมเรือนคงไม่จำเป็น...” ฮัวหนิงเซียนเลือกเล่นบทของสาวน้อยผู้ใจดีก่อน ไม่ใช่เพราะอยากเรียกคะแนนสงสารแต่เธอต้องการกดดันให้ประมุขของบ้านตัดสินโทษอย่างไม่ลำเอียงต่างหาก

“ไม่ได้หรอก การมาขโมยของกันในเรือนคหบดีต่อให้เป็นคนในก็ต้องถูกลงโทษ ทำอย่างนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ” ใบหน้าของฮัวอี้ฉินแดงก่ำคล้ายผลผิงกั่ว

“แต่ว่าโทษนั้นอาจจะหนักไป เราคนกันเองหนักนิดเบาหน่อยคงไม่เป็นไร...” แม้จะพูดแบบนั้นแต่สายตาท้าทายของฮัวหนิงเซียนที่มองไปยังสองสาวว่าที่ผู้ต้องหานั้นโชนแสงหาใดเปรียบ

“ไม่ได้!!!” เสียงตวาดของประมุขบ้านเป็นอันจบข้อต่อรองเรื่องโทษ

ใบหน้าของคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของเรือนนั้นราวกับโลกทั้งใบกำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้าพวกนาง สีหน้าของเหมยฟางผู้พี่นั้นดูตลกพิกลดวงตาของนางเบิกกว้างเท่าไข่ห่านริมฝีปากของนางเม้มสนิทจนเป็นเส้นตรง ในขณะที่เหมยซือนั้นหลุบตาลงหากแต่ยังสามารถเห็นการเคลื่อนไหวไปมาของนัยน์ตาที่กำลังไหววูบได้ชัดเจน

“...เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” ฮัวหนิงเซียนก้มลงคำนับ

“...ท่าน..”

ฮัวฮูหยินพยายามจะเอ่ยอะไรออกมาเพื่อแก้สถานการณ์ หากแต่ทำได้แค่อ้าปากและหุบปากลงไปเท่านั้น นางจ้องมองไปที่เด็กสาวในชุดสีกลีบบัวเก่าๆ ด้วยสายตาสับสน นางไม่เข้าใจว่าฮัวหนิงเซียนจะขอลดโทษให้คนทำผิดเพื่ออะไรแต่อีกไม่กี่อึดใจต่อมานางก็เข้าใจอย่างถ่องแท้

“หนิงเอ๋อร์แสนโง่เขลา ไม่ทราบว่าการลงโทษของผู้ที่ขโมยของจะต้องโดนอะไรบ้างหรือเจ้าคะฮูหยิน”

...นางเด็กนรกจงใจโยนคำถามมาที่นาง!!!...

หากตอบไม่ตรงความจริงก็จะโดนสามีที่กำลังนั่งฉุนเฉียวด้วยคิดว่าโดนสุนัขเลี้ยงไม่เชื่องคาบเนื้อไปตำหนิเอา หากตอบไปตามตรงโทษนั้นก็ต้องไปตกอยู่กับลูกของนาง สายตาอ้อนวอนของบุตรสาวทั้งสองทำเอานางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก รวมถึงสีหน้าสงสัยที่นางกล้าสาบานว่านางเห็นแววเยาะเย้ยออกมาจากเด็กหนิงเซียนเต็มๆ ตา

“...โบยห้าสิบที ริบทรัพย์สินส่วนตัว..” คำตอบนั้นดูท่าจะยังไม่ถูกใจเด็กสาวเท่าไหร่ เธอโค้งตัวลงเล็กน้อยก่อนจะเริ่มต้อนฮูหยินของบ้านต่อ

“โทษขโมยของในเรือน กับโทษขโมยของของบุตรภรรยาหลวงในเรือนต่างกันหรือไม่เจ้าคะ?”

เมื่อคำถามนี้หลุดออกไปเฟยอวี่ยกน้ำชาขึ้นจิบเพื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเองทันทีแทบจะในจังหวะเดียวกับที่เสี่ยวซีลอบก้มหน้ายิ้มแก้มปริ เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะมองไปที่น้องคนเล็กของตน แม่ทัพหนุ่มได้แต่แปลกใจว่าหนิงเอ๋อร์ของเขากลายเป็นคนที่ฉลาดเจรจาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด

“..ต่าง” เสียงรอดไรฟันของฮูหยินว่าน่าพอใจแล้ว หากแต่ประโยคต่อไปของประมุขของบ้านนั้นทำเอาเธอแทบจะกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่

“เจ้านี่น่าโดนสั่งคัดระเบียบบ้านสักสามจบ! บทลงโทษของผู้ที่ขโมยของบุตรภรรยาหลวงของบ้านคือการโบยร้อยไม้ ริบทรัพย์สิน และส่งศาลเมืองให้รับโทษประจาน หัดไปท่องจำเสียบ้าง!!!” น้ำเสียงของฮัวอี้ฉินดุกระชาก

ทำให้ฮัวหนิงเซียนได้โอกาสก้มลงกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นอีกครั้ง ปากของเธอก็พร่ำขอโทษราวกับเป็นลูกนกลูกกาขอความเมตตาหากแต่ใบหน้าของเธอตอนนี้ไม่สามารถให้ใครเห็นได้เด็ดขาด

...ตายแล้ว โทษสมัยนี้มันแรงดีจริงๆ...

“หนิงเอ๋อร์ต้องขอโทษท่านพ่อที่ทำให้อับอาย หนิงเอ๋อร์จะไปท่องจำบทลงโทษเหล่านี้ให้ขึ้นใจ”

เสี่ยวซีได้แต่ก้มหน้าตามคุณหนูของตนเพราะไม่อยากจะแสดงสีหน้าออกไปให้โดนเพ่งเล็ง สาวใช้ตัวน้อยได้แต่นึกนับถือคุณหนูของเธอที่คาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้แม่นยำราวกับนักทำนาย

**“เสี่ยวซี เจ้าปิดเรือนเล็กให้แน่นหนาทันทีที่ข้าออกไปแล้ว ให้คนที่ไว้ใจได้เฝ้ายามไว้ห้ามให้ใครเข้าเรือน และห้ามรับของอะไรเข้าเรือนเด็ดขาดแม้ว่าจะเป็นของของข้าก็ตาม...”

“ทำไมหรือเจ้าคะ?” สาวใช้ตัวน้อยถามอย่างไม่เข้าใจ

“เอาเถอะทำตามนี้ไปก่อน อ่อ.. ระวังอย่าให้คนในเรือนเรารับฝากของของข้าจากใครด้วย เอาเป็นว่าถ้ามีบ่าวหรือว่าคุณหนูหรือแม้กระทั่งฮูหยินเอาพวกชุดเครื่องประดับข้ามาคืน ก็อย่ารับเด็ดขาดให้จับมันไว้แล้วรีบมาแจ้งข้าทันที! ข้าจะจับโจรแบบคาหนังคาเขา..."

คำสั่งแปลกประหลาดของฮัวหนิงเซียนสร้างความประหลาดใจให้เธอไม่น้อย แต่สาวใช้ตัวน้อยก็ปฏิบัติตามคำพูดนั้นอย่างเคร่งครัด...

...เป็นอย่างนี้นี่เอง จับโจรแบบคาหนังคาเขาที่คุณหนูว่า...

**“แล้ว เจอที่ใดเล่า ข้าวของของน้องเล็ก” คำถามของแม่ทัพเฟยเทียนถูกส่งมาที่เธอ

“...บ่าว ไม่กล้าพูด” เสี่ยวซีหลุบตาลง เธอเริ่มเข้าถึงบทของฮัวหนิงเซียนบ้างแล้ว

“เจ้ากลัวอะไรกันเล่า แค่แจ้งชื่อมาอย่ามัวแต่ทำเรื่องเสียเวลา” คหบดีใหญ่แห่งจวนดูท่าจะหมดความอดทนลงในทุกชั่วขณะหายใจ

ใบหน้าของเหมยฟางนั้นซีดเซียวคล้ายจะเป็นลมหากแต่ใบหน้าของเหมยซือแม้จะนิ่งเฉยหากแต่ยังมีแววกังวล ฮัวหนิงเซียนหรี่ตาลงพลางประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในใจ เหมยฟางเป็นคนร้ายแบบโง่ๆ นางน่าจะยังเก็บของทั้งหมดไว้ที่ห้องของตัวเอง ส่วนเหมยซือไม่แน่ว่าจะลอบเอาของไปไว้ที่จวนเธอ...

...ต้องแอบถามเสี่ยวซี...

“เจ้าคงลำบากใจจะเอ่ย เช่นนั้นนำข้าไปเถิดเสี่ยวซี” เธอออกตัวคล้ายว่าจะจัดการเรื่องนี้เองอันจะเป็นการแสดงน้ำใจครั้งสุดท้ายต่อสามแม่ลูก

“ไม่จำเป็น ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่าใครกันที่กล้าเหยียบจมูกข้าถึงในเรือน” คหบดีฮัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

...อุ๊ปส์ เราพยายามช่วยพวกเธอแล้วนะ...

สีหน้าของสามแม่ลูกซีดเผือดราวกับกำลังจะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ แววตาเคียดแค้นของฮัวฮูหยินกับบุตรทั้งสองที่ส่งมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับไฟโลกันต์ ด้วยร่างกายที่หนาวง่ายของฮัวหนิงเซียนแล้วไฟแค่นี้ถือว่ายังเบา...

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันหมดดีกว่า ท่านแม่รองเองเป็นผู้มีหน้าที่คุมคนในจวนน่าจะไปดูด้วยกัน” เฟยอวี่เอ่ยชักชวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นพิเศษ

“ถ้าท่านเฟยอวี่กล่าวเช่นนั้น” ฮูหยินตอบรับสีหน้าคล้ายกลืนกบไปครึ่งตัว

เสี่ยวซีเดินนำไปก่อนตามด้วยฮัวหนิงเซียน ก่อนที่เหล่าครอบครัวฮัวจะเดินตามมาโดยมีฮูหยินเดินรั้งท้าย สายตาของฮูหยินที่มองไปที่เด็กสาวนั้นราวกับจะฉีกร่างหล่อนเป็นชิ้นๆ เหมยฟางนั้นเดินลงฝีเท้าเบาโซเซคล้ายจะเป็นลมในทุกย่างก้าวทำให้ผู้เป็นน้องต้องคอยประคองไว้ไม่ห่าง ฮูหยินนั้นทั้งอาทรลูกทั้งกลัวสามีแต่ตอนนี้นางยังพอมีข้อแก้ตัวให้กับบุตรทั้งสองของนางอยู่บ้าง

“ฟางเอ๋อร์ ซือเอ๋อร์ ไม่ต้องตกใจไป ประเดี๋ยวแม่จะจัดการให้” ฮัวฮูหยินกล่าวขณะเดินไปใกล้บุตรทั้งสอง

เด็กสาวสองคนพยักหน้ารับหากแต่สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวลใจ เหมยฟางนั้นหูอื้อราวกับว่าทั้งโลกกำลังจะถล่มลงมาใส่หัวของเธอ ในขณะที่เหมยซือก็ไม่ต่างกันมากนักหากแต่เด็กสาวยังประคองสติได้มากกว่า...

“ถึงแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีเอ่ยขณะที่มาหยุดอยู่ที่ห้องหนึ่ง

“นี่มัน...” น้ำเสียงคล้ายยากจะเชื่อของฮัวอี้ฉินดังขึ้นเมื่อพบว่าคือห้องของบุตรสาวของตน

ฮัวหนิงเซียนแกล้งถอยหลังก่อนจะหันมามองหน้าของสองพี่น้องด้วยสายตายากจะเชื่อ ใบหน้าของเด็กสาวนั้นดูตกใจอย่างสมจริงหากแต่เธอไม่สามารถซ่อนนัยน์ตาพราวระยับได้อีกต่อไป

“...คงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ”

ฮัวหนิงเซียนไม่ได้ช่วยแก้ตัว เด็กสาวกำลังหย่อนเชือกช่วยชีวิตลงไปให้หุบเหวแห่งความสิ้นหวังของสองพี่น้องอย่างตั้งใจเพื่อที่จะทำการบางอย่าง

“ชุดนี้เจ้าค่ะ”

เหล่าอาภรณ์สวยงามต่างๆ ถูกนำมาจัดเรียงอย่างต่อหน้าทุกคนในครอบครัว นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ฮัวหนิงเซียนเห็นเสื้อผ้าของตัวเอง แม้แต่ในความทรงจำของเธอยังมีภาพของสิ่งของพวกนี้อย่างเจือจางจนเธอเองก็ยังเกือบจะลืมไปแล้วว่ามีของพวกนี้ ฮัวหนิงเซียนมองเหล่าเครื่องประดับด้วยแววตาประเมินค่า

...ของเยอะมาก นี่ต้องใช้เวลายักยอกนานเท่าไหร่...

“ใช่ชุดของเจ้าหรือไม่หนิงเอ๋อร์” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดายังคงตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้าอยู่ แม่ทัพเฟยเทียนจึงตั้งตนเป็นผู้สอบสวนแทน

“ใช่แล้วท่านพี่ใหญ่” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยด้วยสีหน้าสงบหากแต่ดวงตาของเธอมีแววอาลัยปรากฏเพียงวูบก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

“นี่ปิ่นที่ข้าให้หนิงเอ๋อร์..” เฟยอวี่เดินไปหยิบปิ่นชิ้นหนึ่งขึ้นมา “ข้าถึงไม่เคยเห็นหนิงเอ๋อร์ใส่มันเลย ที่แท้..”

สีหน้าของผู้ตรวจการเต็มไปด้วยความโกรธเคือง ยามเมื่อมองไปที่บุตรีของแม่เลี้ยงที่ทรุดตัวลงนั่งหน้าซีดปากสั่นอยู่ตรงพื้น ฮัวหนิงเซียนเหลือบตาไปมองเหยมฟางด้วยความสงสารก่อนจะมองไปที่เหมยซือด้วยสายตาอ่านยาก เธอไม่เคยเกลียดใครจนทำให้รู้สึกอึดอัดจนแม้กระทั่งจะยืนหายใจร่วมห้องขนาดนี้มาตั้งนานแล้ว

...เป็นคนที่โหดเหี้ยมจริงๆ...

“ช่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ...” เธอเอ่ยความรู้สึกที่สัตย์จริงจากใจออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาเหยียบเรือนนี้

ข้าวของทั้งหมดของเธอถูกขนมาอยู่ที่ห้องของเหมยฟางเพียงคนเดียว ตอนแรกที่เธอกำชับเสี่ยวซีไว้เพราะเธอรู้ว่าเหมยซือที่ฉลาดกว่าอาจจะหาทางเอาข้าวของมาคืนโดยการสั่งบ่าวสักคน หรือแม้กระทั่งลอบเอาของมาแอบไว้ในเรือนของเธอ แต่เธอคิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะกล้าเอาของมาวางไว้ที่ห้องพี่สาวแท้ๆ ของตนเอง

ความอกตัญญูอย่างโหดเหี้ยมแทงข้างหลังได้แม้กระทั่งพี่น้องท้องเดียวกันของฮัวเหมยซือเป็นเรื่องที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสรรพางค์กาย สายตาของฮัวหนิงเซียนมืดครึ้มขึ้นกว่าตอนแรก ความสนุกสนานลดลงไปมากเหลือทิ้งไว้แต่ความขยะแขยง

“ฟางเอ๋อร์ไม่ได้ทำแน่ ต้องมีใครใส่ความ” ฮัวฮูหยินที่กอดลูกสาวคนโตของนางไว้แน่นเอ่ยขึ้น

“ฮัวเหมยฟาง...” ฮัวอี้ฉินเอ่ยเสียงเข้ม

“..ท่านพ่อ มันไม่ใช่ข้านะ ข้าถูกนังแพศยาหนิงเซียนใส่ความ ต้องเป็นนางแน่ๆ นางให้คนใช้เอาของของนางมาไว้ในห้องของข้า ใช่หรือไม่!!!” เสียงหวีดของฮัวเหมยฟางเรียกได้เพียงแต่สีหน้าสมเพชจากเด็กสาวที่โดนชี้หน้าอยู่เท่านั้น

“ข้าน้อยเองก็ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”

ฮัวหนิงเซียนเอ่ยโดยไม่หลบตา สายตาเธอมองไปที่ฮัวเหมยซืออย่างตรงไปตรงมา มือเล็กๆ ของเธอกำเข้าหากันแน่น เธอกำลังสะกดความขยะแขยงความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองไว้อย่างล้ำลึก เด็กสาวหลับตาลงเพียงครู่เพื่อดึงสมาธิของตัวเองกลับมาสู่สถานการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด

...หย่อนเชือกไปแล้ว ไม่ว่าเกิดอะไรก็ต้องราดน้ำมัน...

“...เจ้า เจ้าใส่ความลูกข้า!”

เพี้ยะ!!!!

ฮัวฮูหยินพุ่งตรงมาที่เธอก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนแก้มของเธออย่างรุนแรง ร่างของฮัวหนิงเซียนล้มลงทันทีโดยที่แม้แต่สองพี่ชายก็ยังไม่ทันคาดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ความเจ็บแปลบที่ข้างแก้มสำหรับเธอแล้วนั่นไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อย สายตาของเด็กสาวกลับกลายเป็นเย็นชาสีหน้าของเธอไม่เหลือบทบาทของฮัวหนิงเซียนอีกต่อไป

“เจ้า!!!” เฟยเทียนเข้ามาประคองร่างเล็กทันที ดัชนีของชายหนุ่มชี้ไปที่ฮูหยินของบ้านด้วยความเกรี้ยวกราด

“หนิงเอ๋อร์ไม่เป็นไร...” เธอกระซิบพี่ชายของเธอด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

“ท่านพ่อ.. ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ” น้ำเสียงฟูมฟายปนหวาดกลัวของฮัวเหมยฟางนั้นน่าสงสารจนเธอไม่อาจจะทนฟังต่อไปได้

“ท่านพี่ต้องให้ความยุติธรรมต่อเหมยฟางนะเจ้าคะ ลูกข้าไม่ได้ทำ”

ร่างของสองแม่ลูกที่วิ่งไปกอดแข้งกอดขาของคหบดีฮัวนั้นเป็นภาพี่น่าสลดสำหรับเธอเป็นอย่างมาก ฮัวหนิงเซียนไม่ได้เสียดายแค่ภาพนี้ไม่ใช่สามแม่ลูกหากแต่ในจิตใจของเธอแล้ว คนที่สามารถทรยศได้แม้กระทั่งพี่น้องนั้นไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังไม่อาจทำใจได้ง่ายกับการยอมรับครั้งนี้จริงๆ

“...ข้าน้อยไม่เคยปรักปรำใคร หลักฐานประจักษ์แก่สายตาแล้ว” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยเสียงเรียบ

เฟยอวี่ทรุดตัวลงข้างน้องสาวของตนถึงแม้เขาจะพอรู้จากสัญญาณต่างๆ ของหนิงเอ๋อร์มาบ้างว่าจะต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้นแน่นอน แต่ทำไมเมื่อจับได้แล้วน้องสาวของเขายังคงมีสีหน้าทุกข์ใจอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ท่านผู้ตรวจการใหญ่ไม่อาจมองข้ามได้...

"หนิงเอ๋อร์ไม่ปรักปรำใครหรอก ไม่มีใครว่าเจ้าอย่างนั้น" เฟยอวี่โอบกอดน้องของตนไว้

“ท่านพ่อ น้องเล็กเป็นผู้เสียหายโปรดปฏิบัติตามกฏของจวนด้วย” แม่ทัพเฟยเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา

ในชั่ววูบแรกแม่ทัพใหญ่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องทะเลาะกันของเด็กๆ ทั่วไปเท่านั้นแต่พอได้เห็นปริมาณของเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ฮัวหนิงเซียนถูกยักยอกเอามาแล้ว ต่อให้เป็นการประเมินด้วยสายตาก็พอจะกะเอาได้ว่ามันแทบจะเป็นเสื้อผ้าและข้าวของทั้งหมดที่หนิงเอ๋อร์มี

ปิ่นอันน้อยที่เขาสั่งให้ช่างเจียรไนเมืองหลวงทำเป็นพิเศษเพื่อพิธีปักปิ่นของน้องสาวตัวเล็กนั้นกลับถูกบรรจุอยู่ในกล่องเครื่องประดับของสตรีคนอื่น สายตาของแม่ทัพเฟยเทียนเริ่มมีริ้วความโกรธฉายมาเป็นระยะ

“...เจ้า...” น้ำเสียงของฮัวอี้ฉินแหบพร่าอย่างน่าตกใจ

จากสีหน้าซีดเผือดคล้ายจะเป็นลม สายตาผิดหวังที่ฉายชัดแววตารู้สึกผิดที่ส่งมาถึงเด็กสาวรวมถึงความโกรธเจือความห่วงใยที่มองสตรีทั้งสองที่กำลังอ้อนวอนอยู่นั้น การที่คหบดีฮัวอี้ฉินยังยืนอยู่ได้ก็ถือว่าเป็นทักษะที่แกร่งกล้าอย่างหนึ่งเช่นกัน

“...นางโกหกแน่ๆ นางต้องให้บ่าวของนางเอาของมาใส่ไว้ในห้องลูกฟางเอ๋อร์”

ถ้อยคำใส่ร้ายด้วยพฤติกรรมที่คุ้นเคยของฮัวฮูหยินตวัดสายตามาที่ฮัวหนิงเซียนอย่างมาดร้าย เด็กสาวหลุบตาลงเพียงเล็กน้อยเพื่อกดความสงสารที่เธอมีแก่ฮูหยินและเหมยฟางที่เพิ่งโดนทรยศ ก่อนจะเล่นต่อบทไปตามแผนการของตน

“ข้าน้อยไม่กล้าคิดการแบบนั้น...” ฮัวหนิงเซียนโค้งตัวคงกับพื้น

“เจ้าปรักปรำพี่ข้าแน่นอน ไม่เช่นนั้นเจ้าจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร”

เสียงของเหมยซือทำให้ริมฝีปากของฮัวหนิงเซียนกระตุกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเด็กสาวผู้เสียหายเย็นชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเสี่ยวซีที่อยู่ใกล้นั้นเธอแทบจะบอกได้เลยว่าเธอขนลุกแค่ไหนที่เห็นคุณหนูของเธอมีสีหน้าเช่นนั้น

...ข้าไม่ได้ปรักปรำพี่เจ้า เจ้านั่นแหละที่ทำ...

“ทุกคนหยุด!” คหบดีฮัวที่ในที่สุดก็สามารถครองสติของตนเองได้ส่งเสียงออกมา แม้เสียงนั้นจะแผ่วเบาก็ตาม

ฮัวหนิงเซียนหลุบตาลงเล็กน้อยเท่านั้น เธอนึกสงสัยว่าคนอย่างคหบดีที่ไม่เคยเห็นหัวใครอย่างชายคนนี้จะจัดการอย่างไรกับเรื่องตรงหน้า หากแต่เมื่อเธอเห็นแววตาผิดหวังและรู้สึกผิดในสายตาของชายวัยค่อนคนแล้วเธอก็ได้แต่ภาวนาให้ชายคนนี้มีสมองกับการจัดการเรื่องนี้อีกสักหน่อย เพราะไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าเธอไม่เกรงใจ

“ท่านพี่คะ” น้ำเสียงออดอ้อนของฮัวผิงซูที่กำลังพยายามอย่างหนักกับการยื้อฟางเส้นสุดท้ายของตน

นางฮูหยินพยายามอย่างเต็มที่ที่จะยื้อโอกาสสุดท้ายไว้ นางอ้อนวอนต่อหน้าสามีโดยไม่ได้สนใจคนที่ทำให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้โอกาสเพียงโอกาสเดียวที่จะทำให้บุตรสาวนางรอดจากโทษโบยร้อยไม้คือโอกาสนี้

"เซียนเอ๋อร์เพิ่งจะโดนข้าตำหนิเรื่องหนีเที่ยวมา นางเลยตั้งใจหาเรื่องพวกเราสามแม่ลูก..."

เรื่องโกหกที่ไม่น่าเชื่อที่สุดกำลังดังออกมาจากปากที่เคลือบสีชาดสอดของฮัวฮูหยิน ฮัวหนิงเซียนได้แต่พิจารณาภาพตรงหน้าด้วยสายตายากจะหยั่งความคิด ความเวทนาที่เธอเคยมีเมื่อยามที่รู้ว่านางต้องเห็นบุตรีโบ้ยความผิดให้กันนั้นเจือจางหายไป เธอนึกเสียดายสติปัญญาอันชาญฉลาดของฮัวฮูหยินที่ดันมาหายไปตอนที่นางกำลังกลัวสุดขีด

“...เจ้าเงียบไปผิงซู” คหบดีฮัวสั่งเสียงเฉียบ

ใบหน้าของชายที่เพิ่งรู้ว่าลูกรักขโมยของลูกชังนั้นดูไร้แววสง่าราศีโดยสิ้นเชิง ยิ่งเหมยฟางเป็นลูกที่เขาได้หมายมั่นปั้นมือไว้ให้หมั้นหมายกับคุณชายท่านต่างๆ ที่มีศักดิ์ศรีในเมืองหลวงแล้วด้วยนั้น โทษที่ว่าต้องส่งไปศาลคงจะต้องเป็นอันยกเลิก สมองของคหบดีใหญ่กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ให้บุตรรักของตนอย่างเต็มกำลัง

“หนิงเอ๋อร์ ฟางเอ๋อร์เป็นพี่เจ้า นางไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น...”

...เจ้าโง่...

ความรู้สึกของพ่อที่รู้ว่าลูกตนเองเป็นขโมยนั้นอาจจะยังไม่เพียงพอให้คนอย่างเขาตาสว่างเสียแล้ว ในเมื่อคหบดีฮัวอยากให้เรื่องนี้กลายเป็นแค่เรื่องโกหกอุปโลกมาเท่านั้นเธอก็จัดให้

...ได้เวลาจุดไฟเผาเส้นเชือกชุบน้ำมันแล้ว...

“หนิงเอ๋อร์มีเพียงหลักฐานที่ว่าชุดของอยู่ที่ห้องของคุณหนูเหมยฟาง... ไม่อาจกล่าวได้ว่าใครเป็นคนย้ายของจากเรือนของหนิงเอ๋อร์ มาที่ห้องของคุณหนูเหมยฟาง...” เด็กสาวเอ่ยเสียงเรียบ

ความรู้สึกเย็นยะเยือกฉาบเข้าที่แผ่นหลังของสามแม่ลูกโดยพลัน ลางสังหรณ์ประหลาดกำลังบอกพวกเธอว่าเงามรณะได้คืบคลานพวกเธอแล้ว

“เพียงแต่ฮูหยินได้แคยสอนวิธีพิสูจน์คำโกหกที่ชาญฉลาดไว้...”

เพียงเท่านั้นใบหน้าของสามแม่ลูกก็ถอดสีทันที ฮัวหนิงเซียนหันไปมองเฟยเทียนและเฟยอวี่อีกครั้งเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าพี่ชายทั้งสองของเธออยู่ในระยะห่างพอที่จะไม่สวนดาบเข้าคอฮูหยินในฉับเดียวหรือไม่ เพราะเธอยังไม่อยากเห็นศพใครตอนนี้

“...วิธีพิสูจน์โกหกงั้นรึ?” แม้สัญชาติญาณจะเตือนคหบดีฮัวว่าไม่ควรถามต่อ แต่เขาก็เพิกเฉยสัญญาณนั้นไปเสียก่อนที่จะเริ่มถามต่อทันที “ทำอย่างไรรึ?”

สำหรับคหบดีฮัวสิ่งที่ลูกชังของเขาจะเอ่ยอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะดึงให้ลูกรักรอดพ้นและสามารถกู้ชื่อเสียงคุณหนูใหญ่ของจวนคหบดีมาได้ แต่สำหรับฮัวผิงซูและบุตรีทั้งสองแล้วคำพูดต่อไปนี้ราวกับเป็นตะปูตอกฝาโลงของพวกเธอ

“เรียนท่านพ่อ ฮูหยินเคยพยายามจับโกหกหนิงเอ๋อร์ครั้งหนึ่งในกรณีคล้ายเช่นนี้ หนิงเอ๋อร์เคยโดนคนนำของมาวางในเรือนแล้วปรักปรำเช่นที่คุณหนูเหมยฟางกำลังโดนอยู่...”

ฮัวฮูหยินหน้าไร้สีเลือดดวงตาทั้งสองของนางเบิกกว้างจนดูน่าขัน ฮัวหนิงเซียนหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ เธอไม่ใคร่อยากทำร้ายใครนักหากแต่ถ้าจะทำก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นครั้งหน้าอาจจะเป็นเธอที่จะโดนเสียเอง...

“เจ้าโดนปรักปรำมาก่อนงั้นหรือ” เสียงของฮัวเฟยเทียนคล้ายตวาด การควบคุมอารมณ์ของแม่ทัพเฟยเทียดูจะต่ำลงทุกที

“...ขอท่านพี่ทั้งสองโปรดใจเย็น” ฮัวหนิงเซียนรีบหยุดพี่ชายทั้งสองของตัวเองไว้ก่อน

...ใจเย็นก่อน ปรักปรำน่ะเรื่องเล็กไปเลยถ้าเทียบเรื่องนี้...

"ข้าน้อยขออนุญาติอธิบายต่อ..." ฮัวหนิงเซียนเอ่ยกับฮัวอี้ฉิน

สีหน้าของคหบดีผู้ยิ่งใหญ่ตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน คิ้วของชายชราย่นเข้าหากันดวงตาดูราวกับใกล้จะหมดแสงลงทุกที ใบหน้าของฮัวอี้ฉินยามนี้ดูชราลงกว่าตอนก่อนรับประทานอาหารสักสองสามปีได้ สายตาของฮัวอี้ฉินจับจ้องไปที่ภรรยาผู้เป็นคู่ชีวิตคนปัจจุบันของตัวเองนั้นแสนจะหม่นหมอง

“ครั้งนั้นฮูหยินได้นำหินมาผูกไว้ที่ขาของข้า ก่อนจะให้บ่าวโยนตัวข้าลงน้ำไป ฮูหยินบอกว่าถ้าหากหนิงเอ๋อร์ไม่ได้โกหก หนิงเอ๋อร์จะพ้นมาจากน้ำเองภายในหนึ่งเค่อ แต่ถ้าหากโกหก...”

“เหลวไหล!!!! เจ้ากล้าดีอย่างไร!!!!”

เสียงตวาดลั่นของแม่ทัพเฟยเทียนทำให้ฮูหยินรีบรุดไปหลบอยู่ข้างหลังผู้เป็นสามีตนเองอย่างรวดเร็ว ตัวของนางสั่นราวกับลูกนกตกน้ำสายตาขลาดเขลาใบหน้าเลอะไปด้วยน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาปากของนางขยับอ้าหุบเพื่อรับอากาศเข้าร่างกายราวกับว่าจมูกของนางไม่สามารถทำงานได้รวดเร็วเท่า สองพี่น้องนั้นได้แต่มองมาทางเธอตาค้างสีหน้าราวกับได้สิ้นใจไปแล้ว

...ได้ทบต้นทบดอกกันไปเสียที...

“ท่านพี่ใหญ่.. โปรดใจเย็น”

มือเล็กๆ ของเธอเอื้อมไปดึงแขนของพี่ชายคนโตที่กำลังชี้ดาบไปที่ฮัวฮูหยิน สีหน้าของแม่ทัพเฟยเทียนตอนนี้ดูน่ากลัวเป็นที่สุด ดวงตาของเขาเปิดกว้าง เขากัดฟันแน่นจนเห็นสันกรามชัดเจนลมหายใจถี่จัดรูม่านตาเปิดกว้าง ปลายคิ้วทั้งสองข้างยกสูง แขนของเขาเพียงแตะเธอก็สัมผัสได้ถึงเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ด้วยแรงอารมณ์แล้ว ด้วยสีหน้าแบบนี้ถ้าให้เธอประเมินต้องมีสักศพแน่ๆ

เดิมทีการพูดครั้งนี้เธอมีเป้าประสงค์แค่จะเอาคืนสามแม่ลูกไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับเธออีกเท่านั้น บวกกับความหมั่นไส้ฮัวอี้ฉินเล็กๆ ที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องในบ้านจนเกิดบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ไม่ได้ต้องการให้แม่ทัพใหญ่บั่นหัวใครต่อหน้าเธอ อย่างไรเสียเธอก็เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาไม่นาน ขอห่างจากภาพสยองก่อนจะดีกว่า

“พี่รองช่วยด้วย...” ฮัวหนิงเซียนหันไปของร้องเฟยอวี่ทันที

สีหน้าของพี่ชายคนรองสงบนิ่งหากแต่แววตาของเขาฉายแววอำมหิตชัดเจน แววตาแบบที่ฮัวหนิงเซียนรู้แล้วว่ากำลังคิดผิดเป็นที่สุดที่ขอให้เฟยอวี่ช่วย ริมฝีปากสวยของเขายกขึ้นเพียงวูบหนึ่งเท่านั้น หางตาแข็งตึงไหล่ผายไปด้านหลังเล็กน้อย ท่าทีแบบนี้ถ้าไม่เห็นในพวกคลั่งศาสนาที่กำลังพร้อมจะวิ่งเข้าไประเบิดพลีชีพในห้าง ก็ต้องเห็นในพวกพ่อแม่ของเหยื่อข่มขืนที่มีปืนอยู่ในมือเท่านั้น..

...ซวยกว่าเดิม...

“เจ้าคิดจะฆ่าหนิงเอ๋อร์...”น้ำเสียงอำมหิตของเฟยอวี่ทำเอาแม้แต่ตัวเธอยังอดขนลุกไม่ได้

“...พี่รองใจเย็นก่อน หนิงเอ๋อร์อยู่นี่ หนิงเอ๋อร์ยังไม่ตายเลยนะเจ้าคะ” เธอพยายามหยุดสถานการณ์ที่ตัวเองเพิ่งจะก่อขึ้นมา เธอไม่รู้ว่าวรยุทธของทั้งสองแกร่งกล้าแค่ไหน

“...ข้าใจเย็นอยู่แล้วหนิงเอ๋อร์..” รอยยิ้มหวานของเฟยอวี่ไม่สามารถตบตาคนที่อ่านคนมาทั้งชีวิตอย่างเธอได้

...เย็นกับผีน่ะสิ!!!...

“ข้าไม่ยักรู้ว่าฮูหยินมีวิธีที่ชาญฉลาดอย่างนี้ในการทดสอบโกหก....” การวรรคเสียงแบบนั้น เธอแทบจะไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าประโยคถัดไปคืออะไร “ทำไมไม่ลองจับน้องเหมยฟางพิสูจน์สัจจะดูเล่า...”****

...นั่นประไร...

​เป็นควมโหดร้ายกระต่ายบินพอสมควรสำหรับตอนนี้

ความคิดเห็น