丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 7 บุตรสาวที่แสนดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 บุตรสาวที่แสนดี

คำค้น : ฮัวหนิงเซียน, ฮูหยิน, นิยายจีนโบราณ, นิยายทุะลุมิติ, ย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2560 16:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 บุตรสาวที่แสนดี
แบบอักษร

"เซียนเอ๋อร์ เจ้าฝื้นแล้วรึ ทำไมไม่บอกแม่..."

ฮูหยินฮัวเดินกรีดกรายเข้ามาในเรือนหลังเล็กของเด็กสาวด้วยเครื่องแต่งกายสีสันงดงามเป็นพิเศษ สายตาของนางกวาดไปทั่วบริเวณท่าทางหยิ่งยะโสราวกับนางพญาดูสมกับเป็นฮูหยินจวนคหบดี หากแต่สิ่งที่เจ้าของเรือนหลังน้อยคนนี้เกลียดนอกจากภาพของขนมขบเคี้ยวที่ตกลงไปในน้ำจนอืด แล้วก็มีคนโอหังหน้าไหว้หลังหลอกพรรค์นี้แหล่ะที่เธอเห็นทีไรก็ขนลุกทุกที

“คารวะฮูหยิน” เสี่ยวซีบ่าวผู้น้อยเป็นเพียงคนเดียวที่ให้ความเคารพสตรีที่เพิ่งย่างกรายเข้ามา

รอยยิ้มเสแสร้งของฮูหยินคนงามนั้นปราดมาที่สามพี่น้องที่กำลังกอดกันกลมอยู่ที่เก้าอี้ตัวเก่าในเรือน คิ้วของนางย่นเข้าหากันเพียงครู่ก่อนจะคลายออกริิมฝีปากที่ยกยิ้มหากแต่หางตาไม่แม้แต่มีการขยับ นับเป็นโชคดีของเธอเหลือเกินที่คนในยุคนี้ไม่มีโบท๊อกซ์เลยทำให้การซ่อนสีหน้านั้นทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม

ฮัวหนิงเซียนที่เพิ่งจะซาบซึ้งกับความโชคดีของตัวเองที่ได้มีชีวิตอยู่กลับต้องมาเผชิญหน้ากับคนที่มุ่งมาดจะพรากชีวิตของเธอในชาตินี้ไปนั้น หัวสมองของเด็กสาวแล่นเร็วจี๋ทบทวนการวางหมากเกมการเมืองในบ้านอย่างรวดเร็วในหัวก่อนจะรีบผละตัวออกจากพี่ชายทั้งสองของตน

ร่างเล็กของฮัวหนิงเซียนรีบก้มลงคารวะฮูหยินแห่งจวนคหบดีฮัวเนื้อตัวของเธอสั่นเทิ่มคล้ายหวาดกลัว ศีรษะน้อยๆ ก้มลงจนติดกับพื้นส่วนหนึ่งก็เพื่อเพิ่มความสมจริงกับบทบาทอีกส่วนก็เพื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเธอเอง ตั้งแต่ฟื้นมาในร่างฮัวหนิงเซียนเธอก็ได้รับรู้ถึงความอาฆาตที่รุนแรงระดับเอาชีวิตของฮูหยินคนปัจจุบัน ตัวเธอก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องจัดคืนให้สาสมสักครั้ง

...แต่ไม่คาดคิดว่าโอกาสจะมาเร็วขนาดนี้...

“คารวะฮูหยิน หนิงเอ๋อร์เพิ่งฟื้นก็ได้พบท่านพี่.. เอ่อ ข้าน้อยหมายถึงคุณชายทั้งสอง ทำให้ยังไม่สามารถไปคารวะฮูหยิน เป็นความผิดข้าน้อย” สรรพนามแทนตัวเองและบุคคลที่ถูกกล่าวถึงถูกสลับสับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทท่าทางนอบน้อมหวาดกลัวของเธอเป็นอย่างดี

ต่อให้คนตาบอดตามัวมาเห็นหรือได้ยินก็ยังรู้ว่าฮัวหนิงเซียนนั้นหวาดกลัวฮัวฮูหยินแค่ไหน เธอจงใจวางตัวเสมอคนรับใช้อย่างที่ฮูหยินชอบกดและบังคับให้ฮัวหนิงเซียนคนก่อนกระทำเมื่อบิดาและพี่ชายทั้งสองของเธอไม่อยู่บ้าน

“เซียนเอ๋อร์ ทำไมทำตัวอย่างนั้นเล่า ลุกขึ้นมาก่อนลูกแม่ แม่เพียงแต่ห่วงเจ้าได้ข่าวมาว่าเจ้าล้มป่วยจึงรีบมาเยี่ยมดูอาการเจ้าเท่านั้น”

ฮูหยินฮัวรีบลนเข้ามาประคองร่างเล็กที่ลงไปก้มหัวคำนับทันที ในระหว่างที่กำลังเข้าไปประคองนั้นก็มิวายหยิกแขนเด็กสาวเต็มแรงเพื่อไม่ให้เธอเล่นนอกบทไปมากกว่านี้

ด้วยพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกของฮัวฮูหยินพอสามีและบุตรชายที่เป็นผู้ค้ำจุนบ้านกลับมา นางก็จะทำตัวรักและเอ็นดูหนิงเซียนประดุจลูกแท้ๆ เล่นบทแม่เลี้ยงผู้ยุติธรรม และนั่นทำให้เธอได้ความไว้ใจจากคหบดีฮัวให้จัดการเรื่องในบ้านยามที่ต้องออกราชการ

“ข้าน้อยต่ำต้อยนัก ฮัวฮูหยินไม่จำเป็นต้องมาแตะตัวข้าน้อยหรอกเจ้าค่ะ” คำพูดคำจาของฮัวหนิงเซียนจงใจยอกย้อนสิ่งที่นางเคยพูดและปฏิบัติต่อเธอมาทั้งหมด ฮัวหนิงเซียนรีบชักแขนออกให้ไกลจากการโดนทำร้ายทันที

...ยัยป้ามหาภัย...

ฮัวหนิงเซียนหลุบตาเก็บอารมณ์ไว้อย่างแนบเนียน เด็กสาวลอบมองปฏิกริยาของเฟยเทียนและเฟยอวี่เพียงชั่วพริบตา เมื่อเห็นว่าใบหน้าของทั้งสองมีแววเคลือบแคลงแล้วก็ทำให้เธอกล้าที่จะดำเนินแผนการณ์ต่อไป เธอร่นตัวออกจากวงแขนของฮูหยินถอยมายืนอยู่กับเสี่ยวซี ใบหน้าก้มต่ำ

ท้องของเธอเริ่มจะร้องหาอาหารแล้วด้วย แต่หากเธอได้เล่นฮูหยินก่อนเสียงหนึ่งยกก็น่าจะทำให้เธอพอจะอิ่มอกอิ่มใจรอเสี่ยวซีข้าวหุงสุกได้อีกสักหน่อย...

“ทำไมเจ้าพูดจาห่างเหินเช่นนั้นเซียนเอ๋อร์” ถ้อยคำของฮูหยินคล้ายห่วงใยแต่กลับมีแววหงุดหงิดแฝงมากับน้ำเสียง

“ข้าน้อยมิกล้า..” ฮัวหนิงเซียนเอ่ย “ฮูหยินได้สอนไว้ว่าอย่าตีตนเสมอท่าน... หากทำอีกจะถูก..”

“เซียนเอ๋อร์!!!” น่าเสียดายที่ฮูหยินฮัวรีบตัดบทเสียก่อนที่เธอจะได้กล่าวบทลงโทษออกไป

“คารวะท่านแม่รอง พวกข้าเองต้องขออภัยที่ไม่ได้ไปทำความเคารพท่านก่อนเช่นกัน”

แม่ทัพฮัวเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาก่อนเขาหันไปมองท่าทีของน้องสาวคนเล็กด้วยความประหลาดใจอย่างไม่ปิดบัง เท่าที่เฟยเทียนรู้มานั้นฮูหยินฮัวดูแลเอาใจใส่น้องเล็กดียิ่งกว่าใครๆ แม้น้องเล็กจะเคยมีกริยากริ่งเกรงบ้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะอุปนิสัยขี้เกรงใจเท่านั้น หากแต่วันนี้ปฏิกริยาของฮัวหนิงเซียนเกินความเกรงใจไปอยู่มากจนเรียกได้ว่าเข้าขั้นหวั่นเกรง

“ไม่ต้องมากพิธีหรอกแม่ทัพเฟยเทียน ท่านทั้งสองเพิ่งกลับจวน ทราบข่าวว่าเซียนเอ๋อร์แอบออกไปเที่ยวเล่นจนล้มป่วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องมาดูแลคนป่วยก่อน..."

ถ้อยคำอ่อนหวานใจกว้างนั้นคล้ายจะตำหนิและรีบกล่าวหาเธอว่าหนีเที่ยวจนป่วยกลายๆ ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มเพียงเสี้ยววินาที เธอรู้แล้วว่าวันนี้ฮัวฮูหยินกำลังจะเอาเรื่องอะไรมาทำโทษเธอ...

"..." ฮัวหนิงเซียนร่นตัวไปยืนชิดเสี่ยวซีหากแต่ยังไม่โต้ตอบอะไรออกไป เธอกำลังรอให้ฮัวฮูหยินปล่อยไก่มาให้หมดเล้าก่อน...

"ไม่ใช่เพราะหนิงเอ๋อร์หรอก ข้าผิดเองที่เสียมารยาท" เฟยอวี่เอ่ยขึ้นมาบ้าง

"แหม่ อย่ามัวเคร่งเรื่องมารยาทเลย พวกเราก็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ตอนนี้สำรับได้จัดพร้อมแล้วที่เรือนใหญ่ของเชิญท่านทั้งสองไปร่วมสำรับ” ฮัวฮูหยินแย้มยิ้มให้กับบุตรชายของสามี

...แหมครอบครัวเดียวกันแต่เชิญสองคนนะคะ...

“ลำบากท่านแม่รองแล้ว” ฮัวเฟยเทียนตอบสีหน้าเงียบขรึม

“ขอเชิญ...” ฮัวฮูหยินโค้งตัวลงอย่างชดช้อยแก่บุรุษทั้งสอง

“หนิงเอ๋อร์ เจ้าไปกับพวกพี่เถิด ตั้งแต่ฟื้นมายังไม่ได้ทานอะไรเลย” เฟยอวี่หันมาชวนน้องสาวของตน

ฮัวหนิงเซียนลอบยิ้มโอกาสชงมาขนาดนี้จะไม่ตบก็เดี๋ยวจะเสียน้ำใจ เด็กสาวสั่นศีรษะรัวเร็วก่อนจะยกมือทั้งสองประสานขณะพูดแบบเดียวกับสาวใช้ เธอเลียนแบบเสี่ยวซีมาได้เป๊ะๆ ราวกับก๊อปปี้โชว์ขนาดนี้ ถ้าไม่ได้รางวัลนักแสดงเจ้าบทบาทคราวนี้ก็ไม่รู้จะได้รับการเสนอชื่ออีกเมื่อไหร่

“เรียนพี่.. เอ่อ คุณชายรอง หนิง... ไม่สิ ข้าน้อยไม่รบกวน ข้าน้อยขอทานอาหารอยู่ในเรือนตนเองก็พอแล้ว” เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางก้มหน้าลง

...เริ่มเกลียดตัวเองนิดๆ เหมือนกันนะ...

“หนิงเอ๋อร์ ทำไมอยู่ๆ ก็พูดจาห่างเหินอย่างนั้นเล่า” เฟยอวี่เอ่ยออกมาด้วยความแปลกใจ

“…เรียนพี่… ไม่สิคุณชายรอง ข้าน้อยไม่อาจจะพูดจาตีตนเสมอท่านได้”

น้ำเสียงของหนิงเซียนซื่อสัตย์จริงใจพร้อมด้วยสีหน้ากริ่งเกรงที่แสดงออกมาอย่างแนบเนียนจนเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้แต่ลอบมองด้วยความสงสัย ปกติคุณหนูของเธอแม้จะหวาดกลัวฮูหยินแต่ก็ไม่เคยแสดงออกมาต่อหน้าของคุณชายทั้งสองเพราะถูกกำชับไว้ แต่ทำไมคราวนี้...

“ตีตนเสมอท่านอะไรกันหนิงเอ๋อร์ เมื่อกี้เจ้ายังเรียกข้าว่าพี่รองอยู่เลย”

มือขาวดุจหยกของฮัวเฟยอวี่ช้อนใบหน้าของน้องสาวตนขึ้นมามองหน้าตัวเอง สีหน้าของเขาเป็นกังวลและสงสัย

"เมื่อครู่ข้าน้อย... ต้องขออภัย ข้าน้อยไม่ได้มีเจตนาเรียกคุณชายรอง.." ฮัวหนิงเซียนรีบละล่ำละลักพลางหันไปมองที่ฮูหยินราวกับเป็นการบอกใบ้ว่าเป็นใครที่ทำให้เธอใช้สรรพนามแบบนั้น

กริยาของน้องสาวที่เมื่อครู่ก็เอาแต่ร่ำไห้งอแงพอฮูหยินเข้ามากลับมีท่าทีหน้าหวาดกลัว สมองอันชาญฉลาดของฮัวเฟยอวี่ตริตรองแล้วก็ไม่พ้นว่าสิ่งที่ทำให้เด็กน้อยของเขาเปลี่ยนไปจะต้องเป็นแม่รองไม่ผิดแน่...

“หนิงเอ๋อร์ เจ้ามีอะไรอยากบอกพี่หรือไม่…” และเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เคลือบแคลงเช่นกันถามขึ้น

“..ข้าน้อย..”

ฮัวหนิงเซียนลอบมองฮูหยินฮัวที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยความสะใจ นางรู้ดีกว่าคุณชายทั้งสองนั้นรักและห่วงน้องสาวคนเล็กเพียงใด แถมคุณชายทั้งสองยังเป็นผู้มีสิทธิ์ถึงหกส่วนในบ้านเพราะฉะนั้นนางจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาภาพพจน์ของแม่เลี้ยงที่แสนดีของตัวเองต่อหน้าคุณชายทั้งสอง

“มิกล้า…” ชั้นเชิงการทอดสายตาไปที่ฮูหยินก่อนจะหลุบตาลงคล้ายหวาดกลัวให้พี่ชายทั้งสองของตนเห็นเต็มๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากทักษะชั่วข้ามคืน ก็บอกแล้วเธอไม่ได้เรียนมาเพื่อจับโกหกอย่างเดียว

“ท่านแม่รอง ระหว่างที่ข้าและท่านพ่อไม่อยู่มีอะไรเกิดขึ้นในเรือนหรือไม่” ฮัวเฟยเทียนถามขึ้นตรงประเด็น

“…แม่ทัพเฟยเทียน ถามอะไรเยี่ยงนั้น ข้าไม่…”

ฮูหยินถึงกับจนด้วยคำพูดเมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ฮัวหนิงเซียนแทบอยากจะกระโดดม้วนตัวสามรอบครึ่งให้กับสีหน้ากึ่งโมโหกึ่งเกรงกลัวของฮัวฮูหยินในตอนนี้ ความบันเทิงของเด็กสาวพุ่งถึงขีดสุดยิ่งกว่าดูภาพยนตร์ 4D เสียอีก แต่ยังหรอกนี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เธอต้องการ

…นี่แค่เรียกน้ำย่อยน่า…

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเจ้าค่ะ คุณชะ.. เอ่อ ไม่สิ ท่านพี่ทั้งสอง ท่านไปรับสำรับเถิดอย่าได้กังวลเรื่องข้าเลย...” ฮัวหนิงเซียนตัดบทด้วยการเพิ่มความสงสัยให้ถึงขีดสุด ก่อนจะก้มหน้าก้มตาโค้งส่งแขก

"ไม่ล่ะ ถ้าหนิงเอ๋อร์รับสำรับที่นี่ ข้าก็จะรับสำรับที่นี่" เฟยอวี่ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทันที

"...แต่ว่า.." สีหน้าของฮัวหนิงเซียนดูเป็นกังวล

"ข้าก็เช่นกัน ไม่รบกวนท่านแม่รอง เสี่ยวซี.." เฟยเทียนเองก็ยกยิ้มอ่อนๆ ขณะนั่งลงเขาโบกมือเรียกบ่าวในเรือนน้องสาวตัวเองทันทีราวกับว่าตัดสินใจแล้ว

"ท่านทั้งสอง แต่ว่าท่านพ่อท่านรออยู่ที่เรือนใหญ่..." ฮูหยินยังคงไม่ยอมแพ้

ถ้าลองฮูหยินไฟท์ขนาดนี้เพื่อให้พี่ชายทั้งสองของเธอไปเรือนใหญ่แล้วล่ะก็ ดูท่าคงจะต้องมีเหตุอะไรแฝงอยู่แน่ ฮัวหนิงเซียนคว้ามือของเสี่ยวซีที่กำลังจะไปเตรียมสำรับตามคำสั่งของเฟยเทียนไว้ก่อน ไม่ว่าอย่างไรแล้วเธอก็ยังอยากจะดูว่าฮูหยินมีแผนจะทำอะไรกันแน่

...ไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ...

"ต้องรบกวนท่านแม่รองเรียนท่านพ่อให้ทราบด้วย ว่าพวกข้าทั้งสองต้องการรับสำรับที่เรือนเล็ก" เฟยอวี่ประสานมือขณะพูดรบกวนฮูหยิน หากแต่สีหน้าของเขาเรียบเฉยสายตาของผู้ตรวจการจ้องมองสตรีตรงหน้าราวกับกำลังประเมินนักโทษ

"เซียนเอ๋อร์ ดูสิเจ้าทำให้พี่ของเจ้าลำบากเข้าแล้ว..." เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเล่นบุตรชายทั้งสองได้ จึงหันกลับมาเล่นเด็กสาวตัวน้อยแทน

"...ข้าน้อยมิกล้าขัดคำพูดใด" คำพูดนั้นออกมาจากปากเธอโดยไม่ตะขิดตะข่วงสักนิด เธอเหลือบมองใบหน้าที่แข็งขึงราวกับนางยักษ์ของฮัวฮูหยินแล้วก็ได้แต่นึกสะใจก่อนจะแกล้งทำสีหน้าหวั่นเกรงแล้วหันไปทำตามที่ได้รับการกดดันมาอย่างไม่มีอิดออด

"ขอท่านพี่ทั้งสองไปรับสำรับที่เรือนใหญ่เถิด ที่นี่มีแต่อาหารอ่อนสำหรับคนป่วยเท่านั้น คงไม่สะดวกต้อนรับ" ฮัวหนิงเซียนแม้จะเปลี่ยนคำสรรพนามแล้วหากแต่ยังใช้กริยาห่างเหินเช่นเดิม

"ข้าไม่ไป หนิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรกันแน่ ถ้าเจ้าไม่บอกพี่มาพี่ก็ไม่ไปไหน"

เฟยอวี่ดูเป็นกังวลอย่างมาก แต่ตอนนี้คงไม่มีใครจะกังวลไปมากกว่าฮูหยินฮัวไปได้แน่ดูจากสีหน้าที่นางแสดงออกมาแล้ว เธอกล้าสาบานเลยว่าตอนนี้เธออิ่มอกอิ่มใจกับสีหน้าของฮูหยินจนต่อให้ไม่ทานอะไรก็สามารถมีชีวิตต่อไปได้สบายๆ

"..ท่านพี่ โปรดอย่าให้หนิงเอ๋อร์ลำบากใจเลย" น้ำตาคลอหน่วยที่หลั่งมาเหมือนสั่งได้ช่วยให้การแสดงเธอดูสมจริงสมจังกว่าเดิมมาก

"ถ้าเช่นนั้นก็ไปพร้อมกันหมดทั้งสามคน สั่งให้คนยกอาหารอ่อนไปให้ที่เรือนใหญ่ด้วย พี่จะไม่ปล่อยให้เจ้าทานคนเดียวที่เรือนนี้"

น้ำเสียงเฉียบขาดของแม่ทัพฮัวเป็นการปิดกรณีพิพาทรวมถึงมหรสพเรียกน้ำย่อยก่อนมื้อเที่ยงได้ดี

**ฮัวหนิงเซียนแสร้งขอเวลาแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนที่จะตามทั้งสองไป เนื่องจากตอนนี้ยังเป็นยามจี๋ซีอยู่จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมาก

“คุณหนูเจ้าคะ ทำไมถึงไม่อยากไปรับสำรับที่เรือนใหญ่เล่าเจ้าคะ” เสี่ยวซีถามนายของตนขณะกำลังหวีผมให้

“ทำไมน่ะหรือ...” ฮัวหนิงเซียนทวนคำถามขณะเปิดดูข้าวของในลิ้นชักของตน “ข้าอยากกินอาหารอ่อนๆ ก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คงเป็นเรื่องของฮูหยิน”

“เรื่องฮูหยิน?” เสี่ยวซีทวนคำบ้าง

ฮัวหนิงเซียนแย้มยิ้มกว้างในขณะมองหน้าสาวใช้คนสนิทของตน เธอยังติดค้างเสี่ยวซีอยู่หลายเรื่องตั้งแต่วันแรกที่เธอผุดขึ้นจากน้ำจนกระทั่งวันนี้ยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนเลยสักครั้ง เพราะคิดเช่นนั้นเธอจึงอยากจะให้ของขวัญอะไรกับเสี่ยวซีบ้างแต่ข้าวของพวกนั้นกลับไม่มีอยู่กับเธอแม้แต่ชิ้นเดียว

"เสี่ยวซี ข้าไม่มีเครื่องประดับอื่นนอกจากปิ่นนี่เลยนี่นะ..." มือบางของเธอแตะที่ปิ่นสีดำเรียบๆ ที่เสียบอยู่บนหัวของเธอ

"ก็.." เสี่ยวซีขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะส่งรอยยิ้มซีดเซียวให้เธอผ่านเงาสะท้อน "คุณหนูเหมยฟางกับคุณหนูเหมยซือมาขนไปจนหมดนี่เจ้าคะ"

"งั้นหรือ..." ฮัวหนิงเซียนเพียงแต่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น

หลังแต่งตัวเสร็จฮัวหนิงเซียนก็เดินสำรวจข้าวของของตัวเองตามตู้และชั้นต่างๆ ด้วยสีหน้าแช่มชื่นแม้ว่าเสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านั้นจะมีเพียงแต่ชุดเก่าๆ สีสันจืดชืดกับเครื่องประดับเรียบๆ ราคาถูกๆ เท่านั้น นั่นแสดงว่าของที่เธอเคยได้รับจากพี่ชายเธอนั้นไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว

“คุณหนูเจ้าคะ กำลังหาอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” เสี่ยวซีเข้ามาขันอาสาเมื่อเห็นว่าคุณหนูของเธอกำลังเดินสำรวจอยู่

“...เมื่อเช้า ท่านพี่กล่าวเรื่องงานปักปิ่น” ฮัวหนิงเซียนหันมาคุยกับสาวใช้ผู้ควบตำแหน่งสาราณุกรมส่วนตัว

สมัยเธอพิธีปักปิ่นอะไรนั่นมีแค่ในชมรมวัฒนธรรมเท่านั้น ไม่มีใครมาปักปิ่นกันจริงจังโดยเฉพาะที่เกาะมาเก๊าแทบไม่มีสิ่งพวกนี้หลงเหลือแล้ว แถมในความทรงจำของฮัวหนิงเซียนคนเดิมก็จำได้แค่ว่าพิธีปักปิ่นนั้นเป็นของบุตรสาวฮูหยินซึ่งเธอไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม ซินเดอร์เอลล่าอย่างฮัวหนิงเซียนมีหน้าที่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้เหมยฟางและเหมยซือเท่านั้น

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ อีกไม่นานคุณหนูก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่น” เสี่ยวซียกยิ้มด้วยความภูมิใจ

“มันคืออะไรหรือ?” ฮัวหนิงเซียนรีบถามแทรกทันที เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไรแน่ชัดเพราะเธอไม่ขยันเรียนวิชาพวกนี้เมื่อชาติก่อนด้วยเป็นคนไม่เห็นความสำคัญของพิธีการและเรื่องประวัติศาสตร์เท่าไหร่จึงทำให้เธอละเลยสิ่งพวกนี้ไปโดยสิ้นเชิง

“...คุณหนูเจ้าคะ..” เสี่ยวซีเอ่ยด้วยเสียงสูงราวกับตกใจเต็มประดา ก่อนที่สีหน้าจะปรับเป็นเศร้าหมองอีกครั้ง “เพราะฮูหยินไม่เคยให้คุณหนูร่วมงานเลยสักครั้งคุณหนูจึงไม่รู้จักพิธีเหล่านี้เลยสินะเจ้าคะ...”

..โอโห ดราม่าไปอีก...

“พิธีปักปิ่นเป็นพิธีของหญิงสาวที่อายุครบสิบห้าจะต้องได้รับการประดับปิ่นเพื่อบ่องบอกว่าพร้อมจะมีครอบครัวเจ้าค่ะ คุณหนูเองก็จะถึงวันปักปิ่นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีปิ่นสวยๆ เลยสักอัน...” เสี่ยวซีรำพึงอย่างเสียดาย

“ต้องใช้ปิ่นสวยๆ ด้วยรึ?” ฮัวหนิงเซียนถามเพราะจริงๆ ปิ่นสีดำที่เสี่ยวซีใช้เก็บผมเธอประจำก็ดูสวยดีในสายตาเธอ

“ต้องใช้สิเจ้าคะ คุณหนูเป็นถึงคุณหนูของจวนคหบดีฮัว...” น้ำเสียงของเสี่ยวซีคล้ายเสียดายเต็มที่

“แล้วต้องใช้เสื้อผ้าสวยๆ ด้วยรึเปล่า?” เด็กสาวถามพลางยกยิ้มอย่างนึกสนุก

“ใช้สิเจ้าคะ ต้องสวมชุดมงคลหลังจกปักปิ่น” เสี่ยวซีวิเกียยังคงให้ข้อมูลเธอต่อ

...โอ้ มาย ก๊อด แดมพ์ อยู่ๆ บอลก็เข้าทางนะคะ ไม่อัดเต็มข้อก็เสียชาติศูนย์หน้าดาวยิงค่ะ...

โชคดีเหลือเกินที่พี่สาวนอกไส้ทั้งสองชอบที่จะมาขโมยชุดสวยๆ ของเธอไปบ่อยๆ ยิ่งเครื่องประดับหรือสิ่งของที่เธอเคยได้รับจากพี่ชายของตนนั้นไม่ต้องห่วงเรียกว่ากวาดไปเรียบเสียยิ่งกว่าพวกมาเฟียทวงหนี้ที่มายึดทรัพย์สินไปขัดดอก

เมื่อนึกถึงแผนการณ์ยิงปืนนัดเดียวเก็บสแปร์นกสามตัวแล้วใบหน้าของฮัวหนิงเซียนก็ยกยิ้มอย่างสดชื่น

“เสี่ยวซี... ข้าติดค้างเจ้าไว้หลายเรื่องก็จริงแต่คงต้องรบกวนเจ้าอีกสักหน่อย”

“เจ้าคะ?”

**หลังจากที่ตระเตรียมแผนการเรียบร้อยแล้วฮัวหนิงเซียนพาตัวเองออกจากเรือนเพื่อไปยังเรือนใหญ่ แม้ว่าจวนคหบดีจะถูกตบแต่งอย่างสวยงามแต่เพราะร่างกายของฮัวหนิงเซียนนั้นอ่อนแอเกินไปทำให้แค่เดินระยะสั้นๆ ก็ทำให้เธอเหน็ดเหนื่อยเหลือคณาจนไม่มีเวลาสนใจทัศนียภาพโดยรอบ เสียงพิญดังแว่วมาจากเรือนใหญ่ฟังดูแปลกหูคงจะเป็นเหมยฟางไม่ก็เหมยซือที่กำลังบรรเลงอวดบิดาอยู่

“นางตัวดี เจ้าคิดจะทำอะไร มาแสร้งทำเป็นเกรงกลัวข้าต่อหน้าพี่ของเจ้ารึ!” มือของนางฮูหยินฮัวบิดเข้าที่แขนของฮัวหนิงเซียนทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าอาณาเขตเรือนใหญ่

...แหม~ มาต้อนรับกันถึงหน้าเรือนเชียว เรามันคนสำคัญจริงๆ...

ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มอ่อนหวานไร้สีหน้าอาการกลัวอย่างเสแสร้งแบบที่เคยทำต่อหน้าคนอื่น ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายสนุกสนานเมื่อมองสีหน้าของฮัวฮูหยินที่กำลังกลายร่างเป็นยักษ์ตาแดง

“ทำตัวเป็นลูกที่ดีของข้าเสีย ไม่เช่นนั้นพอพี่เจ้ากลับไปเจ้าได้โดนมากกว่านี้แน่”คำขู่ของฮูหยินฮัวรอดไรฟัน

“รับทราบเจ้าค่ะ เซียนเอ๋อร์จะเป็นลูกที่ดีและเชื่อฟังท่านแม่ไม่มีขาดตกแม้แต่เรื่องเดียว...

แววตาท้าทายของฮัวหนิงเซียนทำให้ฮัวฮูหยินอดจะระแวงไม่ได้ ความรู้สึกขนลุกไปทั้งสรรพางค์กายนั้นไม่อาจควบคุมได้ ฮัวฮูหยินมองตามร่างบางที่กำลังเดินละลิ่วไปที่เก๋งกลางน้ำด้วยสายตาเคลือบแคลง

สระน้ำกลางบ้านนั้นมีเก๋งหลังโตอยู่ตรงกลางน้ำ สระนี้ไม่แน่คงเป็นสระขุดร่างบางก้าวย่างผ่านสะพานโดยใช้สายตาสำรวจอาณาบริเวณไปด้วย เด็กสาวแย้มยิ้มอ่อนหวานแววตาเป็นประกายเมื่อเห็นสิ่งที่ตนเองต้องการ

...สนุกแน่..

ที่เก๋งกลางน้ำนั้นฮัวเหมยฟางกำลังดีดพิญในขณะที่ฮัวเหมยซือนั้นร่ายรำเป็นการแสดงต้อนรับการกลับมาของประมุขจวนที่นั่งจิบชาด้วยท่าทีสง่างาม ฮัวอี้ฉินเป็นชายวัยค่อนคนที่ดูสุขภาพดีเห็นได้จากใบหน้าของเขาอิ่มสีแดงสด เสียงหัวเราะที่ยังดังชัดเจนบ่งบอกถึงความเป็นคนอารมณ์ดีอยู่เสมอ

หากแต่เมื่อร่างบางเหยียบย่างเข้าไปในเก๋งเสียงหัวเราะนั้นก็หยุดลงคล้ายมีใครกดสับสวิทช์ ฮัวหนิงเซียนย่อตัวทำความเคารพประมุขของบ้านอย่างเรียบร้อยอ่อนหวานสีหน้าสายตาไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ

“หนิงเอ๋อร์ ผิงซูบอกว่าเจ้าไม่สบาย..” เสียงของคหบดีฮัวนั้นราบเรียบจนไม่อาจสัมผัสความรู้สึกใดๆ ได้ แม้แต่ความผูกพันของพ่อลูกก็ไม่มีแฝงออกมาแม้แต่น้อย

“เจ้าค่ะท่านพ่อ...” เธอตอบรับโดยไม่เงยหน้ามอง ฮัวหนิงเซียนหมุนตัวกลับไปนั่งตรงตำแหน่งของตนทันทีโดยไม่ใคร่จะต่อบทสนทนาใดต่อ

เธอไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวอะไรกับคหบดีฮัวอี้ฉินแถมฮัวหนิงเซียนคนเดิมเองก็รักใคร่บิดามาก แต่ความรักมักทำให้คนโง่งม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากฮูหยินยื่นคำขาดว่าต้องทำโทษเธอเพื่อความยุติธรรมแล้ว ฮัวอี้ฉินก็มักจะไม่ขัดอะไร ปล่อยให้บุตรของตัวเองโดนทำร้ายทารุณไม่มีที่สิ้นสุด

...ความชั่วไม่ได้ดำรงอยู่เพราะคนชั่วเพียงอย่างเดียว คนที่เพิกเฉยเองก็ผิด...

ถ้าไม่ใช่เพราะบิดาเธอปล่อยให้แม่เลี้ยงใจร้ายรังแกเธอในเรื่องเล็กๆ มาตลอดมีหรือแม่เลี้ยงคนนั้นจะกล้ากำเริบเสิบสานคิดฆ่าเธอ แม้ว่าฮัวหนิงเซียนคนเดิมจะเป็นคนหัวอ่อนกตัญญูแต่เธอรับรู้ได้ว่าตัวเจ้าของร่างเองก็รู้สึกน้อยใจบิดาของตนเช่นกัน เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าของร่างวันนี้เธอจะทบต้นทบดอกหนี้คนเหล่านี้ไปเลยทีเดียว...

“เซียนเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดมาเล่นดนตรีกับพวกข้าหรือ” เหมยฟางเอ่ยเสียงหวานเล่นบทพี่สาวที่แสนดีเหมือนที่ชอบทำเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น

“นั่นสิ ข้าอยากฟังเพลงขลุ่ยปางตี๋ของเจ้าจะแย่” เหมยซือเองก็เอ่ยสนับสนุน

“..ต้องขออภัยคุณหนูเหมยฟาง คุณหนูเหมยซือ ข้าน้อยร่างกายอ่อนแอมากไม่อาจจะบรรเลงไหว” สรรพนามที่เด็กสาวใช้แสดงออกถึงระยะห่างเท่ากับนายบ่าวของเธอกับพี่สาวทั้งสอง

คำตอบและท่าทีของฮัวหนิงเซียนทำเอาสองพี่น้องหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ปกติเมื่อเธอสองคนแสร้งทำดีด้วยฮัวหนิงเซียนมักจะรู้ตัวว่าถ้าไม่อยากโดนสั่งเฆี่ยนจนเนื้อลายก็จงเข้ามาร่วมแสดงงิ้วสามพี่น้องที่รักใคร่ให้บิดาชมเสีย แต่ทำไมคราวนี้หล่อนถึงปฏิเสธแล้วก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคล้ายหวาดกลัวแบบนั้น

เหมยฟางขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ หากแต่เหมยซือผู้น้องนั้นสังหรณ์ถึงสิ่งไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นได้...

“คุณหนูงั้นหรือ... หนิงเอ๋อร์เจ้าเรียกพี่สาวของตนว่าคุณหนูตั้งแต่เมื่อไหร่” เฟยเทียนถามเสียงเข้ม

แม่ทัพใหญ่ยังจำท่าทีที่ดูหวาดกลัวของฮัวหนิงเซียนที่มีต่อฮูหยินรวมถึงคำเรียกที่ห่างเหินราวกับตัวเองเป็นบ่าวไพร่ นี่ยังมาเรียกเหมยฟางหับเหมยซือว่าคุณหนูอีกงั้นหรือ ปฏิกริยาของฮัวหนิงเซียนนั้นน่าสงสัยเกินไป

เด็กสาวแสร้งเอามือปิดปากคล้ายกับว่าตนเองได้เผลอหลุดอะไรออกไป ในขณะที่ฮัวฮูหยินกำลังเดินเข้ามาพอดี เด็กสาวย่นคอลงคล้ายกำลังกลัวเกรงบางสิ่งก่อนจะก้มหน้าจนคางชิดอก

“คุยอะไรกันอยู่รึเจ้าคะ?” เสียงของฮัวฮูหยินที่ทอดตัวลงข้างสามีตนนั้นช่างอ่อนหวาน

“หนิงเอ๋อร์น่ะ อยู่ๆ ก็เรียกเหมยฟางกับเหมยซือว่าคุณหนู” คหบดีฮัวเอ่ยคล้ายไม่ใคร่ใส่ใจนัก

แต่เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าของฮัวฮูหยินก็พลันเกรี้ยวกราดขึ้นทันที เธอถลึงตามองเด็กสาวที่ก้มหน้าจนคางชิดอก ด้วยสายตาอาฆาตเพียงแวบเดียว

...นางเด็กนี่ ไม่ยอมเลิกราสินะ...

ท่าทีของนางตอนก่อนจะเดินเข้ามาในเรือนใหญ่นี้ทั้งตอนที่โดนเธอบิดจนเนื้อเขียวนั้นหาได้มีแววเกรงกลัวไม่ เหตุใดเมื่อมาอยู่ต่อหน้าคนอื่นถึงแสร้งทำเป็นกลัวเธอกับลูกอีกเล่า ฮัวฮูหยินอ่านแผนการณ์ของฮัวหนิงเซียนออกทันทีที่เห็นท่าทีแสร้งกลัวนั่น ฮัวฮูหยินยกยิ้มรู้ทันขณะมองไปทางฮัวหนิงเซียน

...คงจะแกล้งทำให้น่าสงสารเพื่อจะฟ้องบิดาของตนสินะ แผนโง่ๆ...

“นางคงยังมึนเบลอกับพิษไข้” ฮัวฮูหยินบอกปัดเหตุนั้นไปอย่างง่ายดาย

“ฮูหยินกล่าวถูกแล้ว” ฮัวหนิงเซียนแกล้งไอรับคำ “เพราะข้าน้อยยังคงมีไข้อยู่ จึงเผลอเรียกคุณหนู.. อ่าไม่สิ ท่านพี่หญิงไปด้วยความเคยชิน...”

ใบหน้าบิดเบี้ยวของฮัวฮูหยินทำเอาเธอแทบจะเก็บอาการสะใจไว้ไม่อยู่ นางอุตส่าห์บอกเหตุผลที่จะดูคล้ายนางไม่ได้ข่มขู่กดชั้นวรรณะเธอหากเป็นเพราะฮัวหนิงเซียนต่างหากที่เพ้อเพราะพิษไข้ แต่เธอก็แก้ลำกลับได้ทันทีเช่นกัน พอเป็นแบบนั้นสีหน้าของฮัวผิงซูก็สับเปลี่ยนกลายเป็นทมึงทึงทันที

“..น้องหนิงเอ๋อร์ เจ้าพูดราวกับว่าพวกพี่บังคับให้เจ้าเรียกพี่ว่าคุณหนูอย่างนั้นแหล่ะ” เหมยฟางพยายามช่วยมารดาตัวเองกลับคำ

“มิกล้า...” ฮัวหนิงเซียนถือโอกาสนี้ก้มคำนับขอโทษทันที

โทษทีเถอะนะเธอเกือบจะหลุดหัวเราะอยู่แล้วตอนเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของเหล่าสตรีที่กำลังกลัวความลับจะแตก เด็กสาวกลั้นขำจนหลังสั่นหากไม่รู้ก็จะนึกว่าเธอสะอื้นไห้อยู่ มืออบอุ่นของใครคนหนึ่งวางลงบนหลังของเธอทำให้เธอต้องหายใจช้าๆ โดยยังไม่เงยหน้าตอนนี้ไม่ใช่ไม่กล้าแต่เป็นเพราะยังซ่อนยิ้มไม่เสร็จต่างหาก

“หนิงเอ๋อร์ เงยหน้าขึ้นเถอะ” เสียงของเฟยอวี่ที่อยู่ใกล้เธอที่สุดดังขึ้น

“..ค่ะ ท่านพี่รอง” เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นในขณะที่สีหน้ารื่นเริงแปรกลับเป็นสีหน้าหม่นหมองอีกครั้ง

เหมยซือน่าจะถือเป็นคนที่มีสมองที่สุดในบรรดาสามแม่ลูกในขณะที่อีกสองคนกำลังโกรธนั้น เธอกลับยังนิ่งและไม่เปิดเผยอารมณ์ใดออกมามากนัก เมื่อเห็นว่าแม่และพี่สาวของตัวเองไม่ได้ขัดอะไรขึ้นมาเธอจึงจำใจต้องดึงเข้าแผนการของมารดาเสียเอง

“ได้ยินว่าเมื่อวานน้องเซียนเอ๋อร์ไปเที่ยวตลาดในเมืองมา สนุกหรือไม่”

คำถามของเหมยซือทำให้ฮัวหนิงเซียนเกือบจะเผลอหลุดผิวปากออกไปอยู่แล้ว หากแต่เธอยังคงรักษากริยานิ่งสงบไว้อย่างเดิม ไม่ใช่แค่เธอที่เตรียมแผนการณ์มากุดหัวสามแม่ลูก สามแม่ลูกเองก็เตรียมแผนมากุดหัวเธอเช่นกันสินะ

การเดินเที่ยวของเธอเมื่อวานนั้นในหลักของคุณหนูสมัยโบราณคงจะเป็นเรื่องฉาวโฉ่มาก แถมเธอยังเกือบโดนบ่อนเถื่อนจับไปขายอีก... สามแม่ลูกคงไปได้เรื่องได้ราวมาจากไหนแน่ๆ แล้วก็คงคิดจะเล่นเธอด้วยเรื่องนี้ สีหน้าเป็นกังวลของเฟยอวี่และเฟยเทียนนั้นชี้ชัดว่าคงเป็นเรื่องที่จะทำให้คหบดีฮัวไม่พอใจแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างคุณหนูฮัวหนิงเซียนจะกังวลอยู่แล้ว

...มวยคนละรุ่นกระดูกคนละเบอร์...

“ข้าน้อย.. เอ่อไม่สิ หนิงเอ๋อร์เพียงแต่ไปทำธุระเท่านั้น...” เธอยังคงใช้มุขสรรพนามอย่างต่อเนื่องเพื่อความ continue ของเรื่องราว การที่สามแม่ลูกอยากจะเปิดโปงเธอเรื่องไปตลาดนั้นก็ดี เธอเองก็จะได้ดึงเข้าเรื่องเธอง่ายขึ้นด้วย

“ธุระอะไรงั้นรึ?” เหมยฟางถามเสียงห้วน

“ข้าน้อยเอาผ้าปักไปขาย..” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยเสียงเบาพลางลอบมองฮัวฮูหยินเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเธอไม่กล้าจะพูดเพราะกำลังเกรงกลัวใครอยู่...

“ทำไมเจ้าถึงต้องเอาผ้าปักไปขายที่จวนเงินไม่พอหรือไร ทำอย่างนี้ก็เท่ากับข้าเลี้ยงเจ้าไม่ดี” น้ำเสียงของฮัวอี้ฉินติดจะฉุนนิดๆ กับคำตอบของเธอ

ฮัวหนิงเซียนปรายตามองบิดาตัวเองด้วยสายตาเย็นชาเพียงครู่ ก่อนจะหลุบตาลงเพื่อซ่อนสีหน้าไว้อย่างมิดชิดชายคนนี้ห่วงแต่หน้าตาและชื่อเสียงของตัวเองโดยไม่ให้ความสนใจแม้กระทั่งความเป็นอยู่ของลูกในไส้ ชาติก่อนเธอไม่มีพ่อแต่นายใหญ่ฟ่านที่ชุบเลี้ยงเธอมายังทำหน้าที่พ่อได้ดีกว่าชายคนนี้เสียอีก...

“ข้าน้อยมิกล้า ที่จวนเงินมหาศาลหากแต่เรือนเล็กของข้าน้อยต้องซ่อมแซมให้แน่นหนาขึ้น จึงทำให้ข้าน้อยต้องไปนำผ้าปักไปขายแลกเงิน...” ฮัวหนิงเซียนตอบด้วยถ้อยคำนอบน้อม

ตอนแรกจิตใจของเธอยังมีความอาทรเหลือแก่บิดาที่ไม่ค่อยจะเห็นหัวเธออยู่บ้างจึงกะจะจัดการแค่เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับการวางตัวภายในบ้าน แต่ในเมื่อบิดาผู้นี้ทำตัวไม่สมกับเป็นบิดาคนเสียเท่าไหร่ ก็ไม่จำเป็นจะต้องถนอมน้ำใจกันอีกต่อไป

“เรือนเล็กของเจ้ามีอะไรเสียหายงั้นรึ?” เฟยเทียนถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“เรียนพี่ใหญ่...” ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มซีดเซียว “เรือนเล็กของหนิงเอ๋อร์ไม่ได้มีอะไรเสียหาย แต่ยังแน่นหนาไม่พอจึงทำให้มีโจรเข้ามาขโมยของอยู่บ่อยครั้ง...”

....หนามยอกก็ย่อมต้องเอาหนามบ่ง...

“ขโมยงั้นรึ? มีใครกันกล้าเข้าจวนคหบดี เจ้าอย่ามาเหลวไหล” น้ำเสียงของคหบดีฮัวตวาดลั่นเรียกสายตาสะใจจากสามแม่ลูกได้เป็นอย่างดี

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เข้าแผนเธอพอดี ฮัวหนิงเซียนก้มตัวลงทำคำนับทันทีแสร้งเป็นกลัวสุดขีด ริมฝีปากเล็กๆ นั้นสั่นระรัวขณะเอ่ยคำขอโทษขอโพยบิดาตน หากแต่ตากลมโตของเธอนั้นฉายแววเย็นชาชัดเจนจนไม่อาจซ่อนได้

“ใจเย็นก่อนท่านพ่อ หนิงเอ๋อร์ไม่ใช่เด็กขี้โกหก อะไรของเจ้าหายงั้นหรือ...”

เฟยอวี่เมื่อเห็นน้องสาวเกือบจะร้องไห้อยู่รอมร่อก็รีบมาปลอบปะโลมทันที ในขณะที่เฟยเทียนเริ่มระแคะระคายบางอย่างสายตาของแม่ทัพปรากบฏมองไปที่สามแม่ลูกที่มีท่าทีดีใจเมื่อหนิงเซียนโดนดุด้วยสายตาอ่านยาก

“หนิงเอ๋อร์ไม่กล้าพูด...” เธอเกาะชายเสื้อของเฟยอวี่แน่นไม่ใช่กลัวความผิดหากแต่เธอกลัวจะกลั้นความตื่นเต้นของตัวเองไม่อยู่ต่างหาก

“พูดมาเถอะ พวกพี่จะได้ช่วยเจ้าหา” น้ำเสียงของเฟยเทียนนิ่งงัน เขาพอจะเดาเรื่องราวได้บ้างแล้วและถ้าเขาคิดไม่ผิดแล้วล่ะก็หนิงเอ๋อร์คงพยายามบอกอะไรบางอย่างเขาอยู่แน่

“...ชุดแดงมงคลที่พี่ใหญ่ส่งมา ปิ่นปักผมรูปผีเสื้อ กระจกของเหลียนเยว่ที่ท่านพี่รองให้เป็นของขวัญวันเกิด เสื้อผ้าของหนิงเอ๋อร์ก็หายไปหลายตัว... รวมถึง...” เด็กสาวจงใจเว้นวรรคก่อนจะเอ่ยถ้วยคำถัดไป “ไม่ต้องลำบากหรอกเจ้าค่ะท่านพี่ นั่นล้วนแล้วแต่เป็นของสิ้นเปลืองของสตรีทั้งนั้น หนิงเอ๋อร์ไม่ลำบาก หนิงเอ๋อร์เพียงแต่กังวลเรื่องความแน่นหนาของบ้าน...”

การที่เธอกล่าวว่าเป็นของสิ้นเปลืองของสตรีนั้นก็เป็นการชี้ตัวคนร้ายไปในตัวอยู่แล้ว หากจะหาตัวคนร้ายก็คงไม่ยากเธอคิดว่าเธอพูดไปชัดไม่น้อยแล้ว ถ้าให้ชัดกว่านี้ก็ให้เธอชี้นิ้วเลยเถอะ

สีหน้าของฮัวเหมยฟาง และฮัวเหมยซือชืดลงเรื่อยๆ ในทุกรายชื่อของสิ่งของที่เธอเอ่ยเพราะสิ่งของพวกนั้นอยู่ที่ห้องของพวงนาง แต่สีหน้าซีดเผือดของสองพี่น้องก็ยังไม่บันเทิงเท่าสีหน้าที่จะเรียกบิดเบี้ยวซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความโกรธของฮัวผิงซูนั้นไม่ได้เลย เธอกล้าเอาอะไรก็ได้มาพนันว่านี่คือช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา

“ของพวกนั้นไม่น่าเป็นของที่จะมาขโมยกัน...” เฟยอวี่เอ่ยขึ้น ชายหนุ่มเข้าใจในสิ่งที่น้องเล็กต้องการจะพูดได้ในที่สุด

“ของที่หายล้วนแล้วแต่เป็นของสตรีทั้งนั้น จวนเรามีการคุ้มกันแน่นหน้าไม่มีทางที่คนนอกจะเข้ามาได้” เฟยเทียนยกน้ำชาขึ้นจิบพลางลอบมองฮัวหนิงเซียนด้วยสายตาหยั่งรู้ ตอนนี้แม่ทัพหนุ่มรู้แล้วว่าสิ่งใดที่กำลังรบกวนจิตใจน้องสาวของเขาอยู่ และขอเพียงได้รู้ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากแค่ไหนเขาก็พร้อมจะจัดการ “ถ้าอย่างนั้นก็ลองค้นห้องสตรีในจวนดูเถิด..”

“ท่านแม่ทัพพูดเช่นนี้ราวกับกล่าวหาข้าและลูก...” ฮัวผิงซูตวัดเสียงก่อนจะหันไปแตะตัวผู้เป็นสามีของตน “ท่านพี่คะ ดูลูกท่านพี่พูดเข้าสิเจ้าคะ ช่างทำร้ายจิตใจข้าเหลือเกิน..”

ฮัวหนิงเซียนแทบจะกรอกตาไปจนเห็นเงาสมองตัวเองถ้าไม่ติดว่าต้องรักษาภาพลักษณ์สาวน้อยเรียบร้อยอ่อนหวานเอาไว้ เธอลอบมองไปที่พี่ชายทั้งสองที่ดูท่าจะรู้ในสิ่งที่เธอสื่อแล้วสายตามุ่งมาดจะหาตัวคนร้ายนั้นก็ดีอยู่ หากแต่แค่ความองอาจไม่อาจจะเอาชนะสตรีตลบแตลงได้หรอก...

“ขออภัยฮูหยิน ท่านต้องเข้าใจผิดท่านพี่ของข้าน้อยแน่ ท่านพี่ใหญ่ไม่ได้ปรักปรำฮูหยินและพี่สาวทั้งสองแต่อย่างใด หากเพียงแต่พี่ใหญ่... ท่านหมายถึง เอ่อ.. ท่านหมายถึงค้นห้องสตรีทุกคนใช่หรือไม่เจ้าคะ..” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยเสียงสั่น ก้มหัวหลายๆ ครั้งราวกบกลัวจะโดนฮูหยินพิโรธใส่

“...พี่ย่อมหมายความเช่นนั้นอยู่แล้วหนิงเอ๋อร์” เฟยเทียนหรี่ตาลงเขาแน่ใจว่าฮัวหนิงเซียนหมายถึงฮูหยินแน่ๆ แต่ทำไมเธอยังแก้ตัวให้กับสตรีผู้นั้นอีก มีอะไรที่ทำให้หนิงเอ๋อร์ของเขากลัวขนาดนั้น

“ถ้างั้นก็รีบค้นเถิดจะได้จบเรื่องไง” ฮัวอี้ฉินตัดบทราวกับไม่ใส่ใจนัก

ฮัวหนิงเซียนลอบสังเกตสีหน้าผู้เป็นบิดามาพักใหญ่ก็เริ่มจะเข้าใจสถานการณ์ขึ้น แท้จริงแล้วคหบดีฮัวนั้นหาได้หลงไหลฮูหยินจนกระทั่งไม่ใส่ใจฮัวหนิงเซียน แต่เขาไม่ใส่ใจอะไรในบ้านเลยต่างหาก

...เดี๋ยวได้ใส่ใจแน่...

“ขอบคุณท่านพ่อที่เมตตา..." ฮัวหนิงเซียนน้อมศีรษะลง

ฮัวผิงซูมองบุตรสาวของสามีตัวเองด้วยสีหน้าเครียดแค้น หล่อนจงใจที่จะทำแบบนี้แต่แรก ตอนนี้ฮูหยินของบ้านเข้าใจถึงรอยยิ้มของเด็กสาวตอนที่เธอเดินเข้ามาในเรือนใหญ่แล้ว ฮัวผิงซูได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นใจ

ตอนแรกเธอตั้งใจจะฟ้องสามีเรื่องที่บุตรสาวนอกไส้แอบไปเที่ยวในเมืองจนล้มป่วยกลับบ้านดึกทำให้จวนเสียชื่อ แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เรื่องราวถูกดึงกลับกลายไปเป็นพวกเธอกำลังโดนค้นห้องเสียอย่างนั้น แถมจะหาทางไม่ให้ค้นห้องตัวเองก็ไม่ได้เพราะสามีที่โง่เขลาของเธอดันเอ่ยปากออกมาแล้วว่าให้ค้นให้หมด

"ถ้าเช่นนั้นผิงซูจะไปช่วยดูการตรวจค้น เผื่อว่าจะเจออะไร" ฮูหยินออกตัวเสียงหวาน

ฮูหยินตัวแสบกำลังจะออกไปทำลายหลักฐาน ฮัวหนิงเซียนรู้ได้ทันทีแม้นางจะชั่วจนงูพิษยังต้องยอมศิโรราบแต่ปัญญาของนางก็ดีไม่ใช่น้อย ฮัวหนิงเซียนนึกชื่นชมอยู่ในใจ

...แต่ก็ยังน้อยกว่าเราไปนิดนึง...

"ไม่กล้าลำบากฮูหยิน ตอนนี้ก็ยามโง่วซีแล้ว..." ฮัวหนิงเวียนเพียงแค่เอ่ยเปิดเท่านั้น

"นั่นสิน้องผิงซู ทานอาหารร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียก่อน เรื่องตรวจค้นก็ปล่อยบ่าวไพร่ทำไป" ฮัวอี้ฉินเอ่ยรับ

...เสร็จโจร...

เธอบอกไม่ถูกจริงๆ ว่าสีหน้าฮัวฮูหยินตอนนี้เป็นอย่างไรเพราะมันบิดเบี้ยวสลับกับหดหู่จนไม่อาจจะหานิยามมาได้จริงๆ ส่วนบุตรสาวทั้งสองนั้นมีสีหน้าคล้ายจะเป็นลมอยู่รอมร่อ เห็นแล้วก็นึกเสียดายเหล่าอาหารอร่อยๆ ที่กำลังทยอยเข้ามา ดูแล้วพวกนางคงกินกันได้ไม่มากนัก...

"หนิงเอ๋อร์.. เจ้าทานเยอะๆ เถิดนะ ไม่ต้องห่วงถ้าจับโจรในจวนไม่ได้ เจ้าก็ย้ายเรือนเสียไปอยู่เรือนเล็กแบบนั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพเจ้าหรอก..." ฮัวเฟยอวี่เอ่ยเอาใจขณะคีบอาหารมาใส่ในถ้วยเธอ

"...ไม่กล้า" เธอตอบเพียงเท่านั้น เพราะกำลังเหลือบตามองเสี่ยวซีที่เพิ่งเดินโฉบเข้ามาในเรือนใหญ่****

...ดูท่าจะได้เรื่องแล้วสิ...


​อ๊าาาา อยากไปต่อให้สุด แต่จำนวนหน้ามันกึกแล้วไง T.T 

ตอนต่อไปจะมาให้เร็วเลยเจ้าค่ะ

ความคิดเห็น