丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 6 ฟ่านหยางสือและฮัวหนิงเซียน

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ฟ่านหยางสือและฮัวหนิงเซียน

คำค้น : ฮัวหนิงเซียน, เซียนพนัน, นิยายจีนโบราณ, นิยายทุะลุมิติ, ย้อนยุค, เสี่ยวซี

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2560 22:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ฟ่านหยางสือและฮัวหนิงเซียน
แบบอักษร

“...งั้นรึ ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่าก็มีเรื่องต้องจัดการกันอีกเยอะ”

**“ท่านพี่ เรื่องหนิงเอ๋อร์...”

“ใช่เรื่องนั้น เจ้าบอกว่าคุณชายมู่งั้นรึเฟยอวี่”

“ใช่แล้วพี่ใหญ่ คุณชายมู่เป็นคนไปเจอหนิงเอ๋อร์”

“หนิงเอ๋อร์ไม่เคยไปไหนเลยตั้งแต่เด็ก... แล้วท่าทีของฝ่ายนั้น...”

เสียงคุยของคนสองคนปลุกเด็กสาวขึ้นจากนิทราแพรขนตาหนาที่ซึมชื้นไปด้วยน้ำตาของฮัวหนิงเซียนค่อยๆ เผยอขึ้นมา ภาพแรกที่เธอเห็นคือใบหน้าของเสี่ยวซีที่นั่งอยู่ไม่ห่างเธอนัก กับกลิ่นหอมประหลาดลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ สมองอันชาญฉลาดของเธอพยายามลำดับเหตุการณ์ในหัวให้ได้มากที่สุด

...มันเกิดอะไรขึ้น...

ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ก่อนหมดสติไปคือใบหน้าของใครบางคนที่คว้าตัวเธอไว้ เด็กสาวพยายามลำดับเหตุการณ์ที่ตัวเองเพิ่งไปประสบมาช้าๆ เธอไปตลาดฝูซุนกับเสี่ยวซี ขายผ้าให้ชายร้านผ้าแล้วเธอก็เล่นเขย่าหน้าโป... ไม่สิก่อนหน้านั้นเธอเล่นโปปั่น แล้วก็เถ้าแก่ตง...

...อ่า นึกออกแล้ว...

ภาพเหตุการณ์เดิมในวันนั้นกลับมาฉายซ้ำในหัวของเด็กสาวอย่างชัดเจนอีกครั้ง ตั้งแต่ภาพที่เธอเริ่มย่างเท้าเข้าไปหลังม่านลูกปัด ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเสี่ยวซี ภาพกระดานโปปั่น และภาพของ...

**“หนิงเอ๋อร์!!!”

เสียงเรียกดังลั่นจากชายที่เพิ่งหันมาเห็นเธอ สองขาของเขาก้าวยาวเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงเมื่อเห็นคนที่กำลังยืนขวางอยู่ระหว่างเขากับเธอ บุรุษร่างสูงในชุดสีขาวแถบทองจ้องมองหน้าของเด็กสาวด้วยสายตาสงสัยแฝงความห่วงใยแต่ก่อนที่ลู่หรงในภพนี้จะได้พดอะไรออกมา บุรุษที่ยืนขวางเธอไว้ก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียก่อน...

“พวกเจ้ารู้จักกันรึ?” เสียงทุ้มของบุรุษที่ถูกเรียกว่าคุณชายมู่ดังขึ้นแทรก

“พะย.. เอ่อ ขอรับ” น้ำเสียงที่คุ้นหูเด็กสาวตอบรับ

ภาพตรงหน้าของเธอเริ่มฝ้าเบลอด้วยน้ำตา ดวงตาของเด็กสาวสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่หยาดน้ำใสที่เอ่อขังอยู่ในดวงตาพลันกลั่นลงมาเป็นหยดน้ำตาพรั่งพรูลงมาอาบสองแก้ม ขาทั้งสองข้างของเด็กสาวอ่อนแรงจนทรุดลงหากแต่วงแขนแข็งแกร่งของคนที่อยู่ใกล้เธอที่สุดกลับคว้าเธอไว้ก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเสื้อสีครามเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอได้เห็นก่อนที่สติของเด็กสาวจะดับวูบไป

“หนิงเอ๋อร์!!”

“แม่นาง”

“คุณหนู!!!”

**...ลู่หรง...

ฟ่านลู่หรงกับฟ่านหยางสือหาได้เป็นพี่น้องกันโดยสายเลือดไม่หากแต่ผูกพันกันยิ่งกว่าผู้สืบสายเลือด ภาพในความทรงจำของเจ้าของร่างที่เธอได้เห็นตอนที่เธอหมดสติไปนั้นฉายให้เห็นภาพของใครบางคนที่ดูคุ้นตาสำหรับเธอ ริมฝีปากเล็กยกยิ้มเย้ยตัวเองในขณะที่สายตายังทอดมองไปที่เพดานของเตียงสี่เสา

...บางครั้งโชคชะตาก็ทำให้เรากลายเป็นตัวตลก...

“เสี่ยวซี...” ร่างเล็กเรียกคนข้างกายเสียงแผ่วเบา

“คุณหนู!! คุณหนูฟื้นแล้ว” น้ำเสียงของเสี่ยวซีฟังดูดีใจจนความรู้สึกผิดจุกขึ้นมาในอกเธออีกครั้ง

ตั้งแต่เธออยู่ในร่างของฮัวหนิงเซียน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็มีเสี่ยวซีนี่แหละที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ไม่ว่าเธอจะสลบไปกี่ครั้งฟื้นมากี่ทีก็มีเสี่ยวซีคอยนั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่ข้างเธอมาเสมอ ความรู้สึกอบอุ่นใจนั้นทำให้ฮัวหนิงเซียนรู้ผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม

เมื่อสาวใช้ตัวน้อยส่งเสียงเช่นนั้นไม่นานเสียงโครมครามจากหน้าห้องก็ดังขึ้น ประตูเรือนถูกเปิดกระชากเสียงดังก่อนที่ร่างอันองอาจของสองบุรุษจะพรวดพราดเข้ามาในห้อง เสี่ยวซีรีบหยิบผ้าคลุมให้คุณหนูของเธอทันที ฮัวหนิงเซียนเพียงแต่รับมาห่มกอดไว้เท่านั้น ดวงตาของเด็กสาวจ้องไปที่ผู้มาเยือน

หยาดน้ำตาของฮัวหนิงเซียนพรั่งพรูลงมาอีกครั้งอย่างหยุดไม่อยู่ แม้ว่าภายในจิตใจจะยังสับสนแต่ร่างกายของเธอยังซื่อสัตย์เสมอ คนตรงหน้าของเธอนั้นทำให้ภาพความทรงจำไหลวนในสมองเธอดั่งน้ำเชี่ยวกราด

“หนิงเอ๋อร์...” ทั้งสองบุรุษกล่าวขึ้นพร้อมๆ กัน

“คารวะพี่ใหญ่ คารวะพี่รอง” น้ำเสียงของเด็กสาวแผ่วเบาจนแม้แต่ตัวเองก็ยังตกใจ

“เจ้ายังร้องไห้อยู่ ยังเจ็บตรงไหนรึเปล่า?” น้ำเสียงของบุรุษในชุดสีดำสนิทดังขึ้น

ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำทั้งยังท่าเดินที่องอาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสายตาคมกริบราวกับใบมีดที่กำลังมองตรงมาที่เธอ คิ้วทั้งสองข้างของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความกังวล หากจะกล่าวถึงความงดงามที่บุรุษพึงมีแล้วชายคนนี้นับว่าเก็บมาได้ครบถ้วนไม่มีขาดเหลือ ฮัวเฟยเทียน แม่ทัพปราบกบฏแห่งเฉียนฉิน บุตรชายคนโตแห่งตระกูลฮัว และพี่ชายอันเป็นที่รักของน้องสาว

“หนิงเอ๋อร์ เจ้าหมดสติไปนานทีเดียวพี่คิดว่าเจ้าจะตื่นไม่ทันวันปักปิ่นเสียแล้ว...”

เสียงอ่อนนุ่มคุ้นหูหากแต่วิธีการพูดจานั้นแตกต่างไปจากน้ำเสียงเดิมที่เธอเคยได้ยินมาก นัยน์ตารียาวมองเธอพร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่น บุรุษในชุดขาวปลอดใบหน้าที่ดูนุ่มนวลกว่าบุรุษคนแรกหากแต่ยังคงความองอาจเอาไว้ชัดเจนใบหน้าที่เธอแสนจะคุ้นเคยราวกับเห็นมันมาแล้วทั้งชีวิต หากแต่บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนที่เธอรู้จักเขาคือ ฮัวเฟยอวี่ บุตรคนรองแห่งตระกูลฮัว พี่ชายที่แสนจะขี้แกล้ง และผู้ตรวจการเมือง...

...ชาตินี้เป็นตำรวจผู้ซื่อสัตย์ อีกชาติเป็นหัวหน้านักเลงคาสิโน...

“...ขออภัยที่ทำให้พี่ทั้งสองเป็นห่วง” น้ำเสียงของฮัวหนิงเซียนแผ่วเบาพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่พร้อมจะระเบิดขึ้นมาทุกครั้งที่เห็นหน้าบางคน

“สีหน้าเจ้ายังดูไม่สบายนัก พี่ว่าตามท่านหมอดีกว่า.. เสี่ยวซี..” แม่ทัพฮัวรีบเรียกสาวใช้ตัวน้อยทันทีหลังจากที่เห็นว่าสีหน้าของฮัวหนิงเซียนยังไม่ดีขึ้น

แม่ทัพฮัวไม่ค่อยได้กลับจวนบ่อยนักเพราะติดภารกิจการรวมแผ่นดินเฉียนฉินที่ยังไม่เสถียรดี มือหนาของเขาแสนหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยบาดแผลหากแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อยามมือนั้นกำลังลูบศีรษะของดรุณีน้อย เด็กสาวที่พยายามกลั้นน้ำตาเพราะความอาวรณ์ตัวเองในอดีตชาตินั้นเลิกล้มความตั้งใจที่จะกลั้นทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้นทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น ร่างบอบบางของฮัวหนิงเซียนโผเข้ากอดพี่ชายคนโตก่อนจะพรั่งพรูน้ำตาออกมาไม่หยุด

เธอไม่เคยใช้ชีวิตอยู่กับฮัวเฟยเทียนก็จริงหากแต่ทั้งความทรงจำและความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ของเจ้าของร่างทำให้เธอรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและปลอดภัยของบุรุษตรงหน้า มือที่กร่ำศึกรวมแผ่นดินมาเนิ่นนานลูบหัวของเด็กสาวเบาๆ เป็นการปลอบโยนทิ้งให้พี่ชายอีกคนยืนมองด้วยสายตาเหมือนลูกสุนัขถูกทิ้ง

“หนิงเอ๋อร์ พี่ไปช่วยเจ้าออกมานะ ไม่เห็นมากอดพี่บ้าง...”

น้ำเสียงเง้างอนแบบที่เธอกล้าสาบานว่าฟ่านลู่หรงจะไม่ทำแน่นอน บัดนี้ชายตรงหน้ากลับทำมันเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดานั่นยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าชายตรงหน้าไม่ใช่ชายคนที่เธอรู้จักอย่างแน่นอน แม้จะมีใบหน้าที่เหมือนกันจนแยกไม่ออกแต่ความรู้สึกที่แตกต่างนั้นมากจนทำให้เด็กสาวอดจะใจหายไม่ได้

...ไม่ใช่อาลู่จริงๆ...

“พี่รอง...” ฮัวหนิงเซียนคนเก่าเรียกชายตรงหน้าแบบนี้เธอมั่นใจ...

“...” ชายตรงหน้าเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นให้รู้ว่าเขากำลังฟังอยู่

มือเล็กๆ ของฮัวหนิงเซียนปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างรวดเร็วทั้งที่ยังนั่งอยู่บนตักของฮัวเฟยเทียนที่ไม่มีท่าทีจะปล่อยเธอจนกว่าเธอจะหยุดธารน้ำตาของตัวเองสำเร็จ เด็กสาวพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เธอกดความรู้สึกของฟ่านหยางสือไปจนลึกสุดใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามฟ่านหยางสือนั้นจมอ่าวมาเก๊าไปแล้วคนที่ยังหายใจอยู่ตรงนี้คือฮัวหนิงเซียน และชายตรงหน้าเธอก็ย่อมไม่ใช่ฟ่านลู่หรงหากแต่เป็นฮัวเฟยอวี่พี่ชายผู้ตรวจการที่ซื่อสัตย์

“เรื่องที่โรงเตี๊ยม..” เสียงหวานของเด็กสาวเอ่ยคล้ายลังเล

ด้วยอารมณ์ที่ยังอาวรณ์ถึงผู้คนในชีวิตครั้งก่อนที่ยังตัดไม่หมดรวมอาการมึนเบลอของคนที่เพิ่งจะร้องไห้อย่างหนักแล้วเพิ่งตื่นนอนทำให้เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นประโยคเหล่านั้นอย่างไร

“เรื่องนั้น คนของศาลได้จับคนของเถ้าแก่ตงไปฝากขังไว้ที่ศาลฝูซุนหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง” เฟยอวี่ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ไม่คุ้นตา

“ว่าแต่หนิงเอ๋อร์ เจ้าไปทำอะไรที่นั่นหรือ...” อ้อมกอดของเฟยเทียนแน่นขึ้นเล็กหน่อยพอให้รับรู้ได้

“...ข้า”

สายตาของเด็กสาวทอดไปที่เสี่ยวซีเพียงครู่ ฮัวหนิงเซียนรวบรวมความกล้าของตัวเองก่อนที่จะเอ่ยอะไรออกไป แม้ในความทรงจำของฮัวหนิงเซียนนั้นเฟยเทียนเป็นพี่ชายแสนใจดีและตามใจหากแต่อ้อมแขนที่สามารถรัดเธอให้ตายได้ภายในสามวินาทีไม่ใช่สิ่งที่เธอควรจะลองดีด้วยนัก แขนเรียวเล็กของฮัวหนิงเซียนแกล้งวางพักไว้บนแขนของพี่ชายตัวเองทันที

...กันไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย...

“ข้าไปเที่ยวเล่นกับเสี่ยวซี แล้วก็...” เด็กสาวเลือกคำตอบที่ทั้งเธอและเสี่ยวซีจะรอดขึ้นมา “ข้าอยากได้หนังสือสักสองสามเล่ม แต่ร้านหนังสือนั้นไกลมาก เสี่ยวซีจึงอาสาไปเป็นธุระให้ข้า”

ฮัวหนิงเซียนผู้สำนึกบุญคุณของเสี่ยวซีอย่างสุดซึ้งรีบกันเด็กสาวใช้ตัวกระจ้อยออกจากการสืบสวนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะอย่างไรสองคนนี้ก็ยังรักและห่วงใยฮัวหนิงเซียนต่อให้เธอต้องโดนดุด่าหรือทำโทษก็คงจะไม่รุนแรงเท่ากับเสี่ยวซีโดนเป็นแน่

“ข้ารออยู่โรงเตี๊ยมสักพักได้ยินเสียงคนร้องเล่นสนุกสนานจึงเดินไปดู”

เดิมทีเธอก็เป็นคนกล้าทำกล้ารับอยู่แล้วเรื่องการรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองได้กระทำลงไปนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ หากแต่ตอนนี้ที่นั่งฟังคำสารภาพของเธออยู่คนหนึ่งเป็นแม่ทัพปราบกบฏผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและอีกรายหนึ่งก็เป็น 'หม่าต๋า' เธอสาบานกับสวรรค์เลยก็ได้เธอยังไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองอยู่ดีว่าจะได้เห็นภาพของชายตรงหน้าสวมเครื่องแบบของผู้รักษากฏหมาย

...จะว่าไปนี่คือการสารภาพความผิดกับตำรวจชัดๆ...

“หมายความว่าเจ้าเดินเข้าไปในห้องหลังม่านนั้นเองสินะ” น้ำเสียงของเฟยอวี่ฟังดูเคลือบแคลง

ใบหน้าของชายหนุ่มแสดงอาการสงสัยอย่างเห็นได้ชัด คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแววตาที่เคลือบแคลงกับคำพูดของเธอฉายชัด ฮัวหนิงเซียนไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าสงสัยอะไรต่อให้เป็นคุณหนูฮัวผู้อาภัพเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านก็ต้องมีอยากรู้อยากเห็นกันบ้างล่ะ การที่เธอเดินเข้าไปในห้องนั้นก็ไม่ได้น่าแปลกอะไร

“ใช่ หนิงเอ๋อร์เข้าไปเอง” เด็กสาวเริ่มแทนตัวด้วยชื่อเพื่อให้การสารภาพเรื่องต่อไปเบาลง “พอข้าได้ลองนั่งดูก็นึกสนุกอยากเล่นบ้าง...”

“อยากเล่น?” น้ำเสียงของเฟยเทียนที่ประคองกอดเธออยู่ดังขึ้นราวกับเธอเพิ่งจะพูดว่ามีต้นไม้รากชี้ฟ้า

“ใช่เจ้าค่ะ...” ใบหน้าของเธองุนงงน้ำเสียงตอบรับของเธอช่างแผ่วเบาลงราวกับเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังพูดออกไป

จะไม่ให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่เธอกำลังพูดความจริงอยู่นั้นกับได้รับการตอบรับด้วยสีหน้าคล้ายไม่เชื่อถือ ทั้งชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้นเรียกได้ว่านักโกหกมืออาชีพเมื่อใดที่เธอเอ่ยคำมดเท็จก็ไม่เคยโดนใครจับได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หากแต่ตอนนี้เวลานี้ เธอกำลังพูดความจริงทุกคำเหตุใดจึงมีแต่คนเคลือบแคลงกันเล่า

...หรือจะมีใครให้ข้อมูลเท็จไปก่อน...

เด็กสาวหันไปมองเสี่ยวซีที่นั่งพับขาก้มหน้าลงอยู่ปลายเตียงด้วยสายตาสงสัย คนอย่างเสี่ยวซีมีหรือจะกล้าพูดเท็จ เธอรู้ดีว่าเสี่ยวซีไม่กล้าบอกคุณชายทั้งสองแน่ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เท่าที่เธอสัมผัสเสี่ยวซีมา เสี่ยวซีไม่ใช่เด็กที่จะสามารถกุเรื่องโกหกมาทำให้ทั้งตัวเองและเจ้านายพ้นผิดได้แน่ๆ

...แล้วเป็นใครกัน...

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสนเท่ เธอมองผู้เป็นพี่ชายทั้งสองสลับไปมาก่อนจะตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่คาใจออกมาให้หมดเพื่อที่จะได้เข้าประเด็นที่เธอต้องการถามจริงๆ เสียที

“..หนิงเอ๋อร์พูดอะไรผิดไปรึท่านพี่?” คำถามของฮัวหนิงเซียนเรียกสีหน้าไม่เข้าใจของคุณชายทั้งสองเป็นอย่างดี

เฟยอวี่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่างก่อนจะมองมาที่น้องสาวของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม สีหน้าของเขาบ่งบอกได้ถึงความลำบากใจในการหาคำตอบมาตอบน้องสาว จะให้ไม่ลำบากใจได้อย่างไรในเมื่อข้อมูลที่เขาได้มามันไม่ใช่สิ่งที่น้องสาวตัวน้อยเขาได้กล่าวมาเลยสักนิด

**“เจ้าทั้งคู่รู้จักกันรึ?” สุรเสียงของผู้มีอำนาจที่กำลังอุ้มเด็กสาวอยู่ในอ้อมกอดถามขึ้น

“พะยะ.. อ่า ขอรับคุณชายมู่ นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของข้าน้อยเอง” ฮัวเฟยอวี่ตอบชายผู้นั้นไป

“น้องสาวแท้ๆ งั้นรึ...” น้ำเสียงใคร่ครวญของบุรุษร่างสูงดังขึ้น “ถ้าเช่นนั้นแม่นางน้อยคนนี้ก็แซ่ฮัว...”

“ใช่ขอรับ นางชื่อฮัวหนิงเซียน”

คำตอบของชายผู้อ้างตัวเป็นพี่สร้างความประหลาดใจให้กับบุรุษผู้สูงศักดิ์เพียงเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มน้อยๆ แทน ร่างของฮัวหนิงเซียนถูกส่งต่อให้ผู้เป็นพี่อย่างแช่มช้าราวกับผู้ที่อุ้มอยู่ก่อนยังไม่อยากจะปล่อยมือ สายตาของบุรุษในชุดสีครามยังทอดมองเด็กสาวที่หมดสติราวกับไม่คิดจะละไปไหน

“นางโดนล่อลวงให้เล่นเกมพนันโกง...จนเกือบไม่รอดชีวิต”

สิ้นถ้วยคำบอกกล่าวของบุรุษตรงหน้า สายตาอาฆาตของฮัวเฟยอวี่ก็ตวัดไปที่ชายชราที่กำลังถูกกดให้หมอบอยู่กับพื้นทันที แววตาเยียบเย็นนั้นแทบจะสังหารเถ้าแก่ตงได้ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาขึ้นศาลให้มากความ

“เจ้า อาจหาญมากที่กล้าล่อลวงน้องข้า!!!”

เสียงตวาดของเฟยอวี่ดังขึ้นเรียกสีหน้าซีดเผือดจากทั้งเถ้าแก่และผู้ที่ถูกจับกุมทุกคนได้เป็นอย่างดี เหงื่อของชายชราไหลอาบขมับเขาลอบมองเด็กสาวตัวแสบที่นอกจากจะล้มโต๊ะพนันของเขาเสียจนย่อยยับแล้วยังพาความพิบัติมาสู่ตัวเขาได้มากกว่าเดิมอีก ชายชรากัดฟันกรอดก่อนจะท้วงไปด้วยสุ่งเสียงโกรธแค้น

“นางอ้างว่านางแซ่ฟ่าน นางอยากมาเล่นเกมกับพวกข้าเองแล้วนางก็โกง...”

“เหลวไหล!!!” เสียงตวาดของผู้ตรวจการฮัวทำเอาเถ้าแก่ต้องยอมหุบปากด้วยกลัวหัวจะหลุดจากบ่าก่อนได้รับความยุติธรรมในศาล

“น้องสาวของข้าไม่เคยทำเรื่องเหลวไหลแบบนั้นเป็นแน่! หากเจ้ายังโกหกอีกแม้แต่ครึ่งคำข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย”

บุรุษที่ถูกเรียกว่าคุณชายมู่ลอบยกยิ้มอย่างถูกใจกับสถานการณ์นี้ เขามองไม่ผิดจริงๆ เด็กที่อ้างตัวว่าแซ่ฟ่านคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน นอกจากจะสามารถเจรจากับนักเลงบ่อนอย่างไม่มีความหวาดกลัวแล้วตอนนี้ยังมีผู้หนุนหลังเป็นถึงผู้ตรวจการแห่งเฉียนฉินอีก

...อย่างไรเสียชายนักเลงกลุ่มนี้ก็มีความผิด ช่วยสัมทับไปหน่อยจะเป็นอะไรไป...

“ข้านั่งอยู่ที่ชั้นสอง...” สุรเสียงของสุภาพบุรุษในชุดสีครามนั้นราวกับดังขึ้นเพื่อหยุดไฟแห่งโมหะที่กำลังโหมกระหน่ำ สายตาของเถ้าแก่ตงมองไปที่บุรุษผู้องอาจอย่างมีความหวังหากแต่...

“ข้าเห็นท่านเล่นนอกกติกากับนาง”

คำพูดของชายหนุ่มแม้จะไม่ใช่คำโกหกแต่ก็สามารถสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ฟังไม่ใช่น้อย ใบหน้าของเฟยอวี่ในขณะนั้นต่อให้ยักษ์ตาแดงมาเห็นก็คงจะเผ่นแนบไปให้ไกลที่สุด ลมหายใจถี่กระชั้นของฮัวเฟยอวี่สะท้อนถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่างถึงขีดสุด

“เสี่ยวซี...” น้ำเสียงรอดไรฟันของเฟยอวี่ที่เรียกนั้นทำเอาเจ้าของชื่อถึงกับขนลุก

“เจ้าคะ ท่านชายรอง..” เสี่ยวซีขานรับด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น

“มารับหนิงเอ๋อร์ไปก่อน...” ความเหี้ยมเกรียมที่ออกมาจากน้ำเสียงนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นรู้ได้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ร่างของเด็กสาวที่ถูกส่งต่ออย่างทะนุถนอมยังคงไม่รู้สึกตัว มือหนาของผู้ตรวจการหนุ่มคว้าเข้าที่กระบี่ของตัวเองฉับพลัน! หากแต่ก่อนที่กระบี่เล่นนั้นจะได้ลิ้มชิมเลือดของใครกระบี่อีกเล่มที่ยังไม่ได้เก็บเข้าฝักก็ขวางเอาไว้เสียก่อน

“...” เฟยอวี่มองผู้มาขวางด้วยสายตาตกใจ

“ข้าขอแนะนำให้เจ้าพาคนพวกนี้ไปไต่สวนที่ศาลจะดีกว่าท่านผู้ตรวจการ...” น้ำเสียงของบุรุษผู้นั้นเรียบสงบ “มิเช่นนั้นท่านอาจจะโดนครหาว่าทำตัวเป็นศาลเตี้ยได้...”

คำตักเตือนนั้นทำให้ชายหนุ่มเลือดร้อนยอมเก็บดาบเข้าฝักได้ ฮัวเฟยอวี่ยกมือเป็นสัญญาณให้เหล่าเจ้าหน้าที่ศาลพาตัวของผู้ต้องหาที่แสนโชคร้ายออกไป มือของเขากำแน่นด้วยความเจ็บใจหากแต่ไม่นานก็สามารถปรับอารมณ์กลับมาเป็นกลางได้ไม่ยากเย็นนัก

“ขอบคุณคุณชายมู่..”

**เฟยอวี่มองไปที่เด็กสาวตัวน้อยที่กำลังมองหน้าของเขาอย่างสงสัยด้วยสายตาอ่อนโยน เขาไม่มีทางเชื่อแน่นอนว่าหนิงเอ๋อร์ตัวน้อยของเขาจะโกงการพนันทั้งยังมีคำยืนยันหนักแน่นจากคุณชายมู่เป็นการการันตีอีกต่างหาก อย่างไรเสียน้องสาวขี้ใจอ่อนของเขาคงไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อนจึงได้พูดเรื่องแบบนั้นออกมาแน่

“เจ้าไม่จำเป็นต้องปกป้องคนเลวพวกนั้นหรอกนะหนิงเอ๋อร์” น้ำเสียงที่อ่อนโยนของเฟยอวี่สร้างความงุนงงให้กับฮัวหนิงเซียนเข้าไปใหญ่

...ปกป้อง อะไร? ใครปกป้องใคร?...

ใบหน้างุนงงของฮัวหนิงเซียนนั้นฉายชัดในสายตาของเสี่ยวซี สาวใช้ตัวน้อยผู้เข้าใจเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างดีแต่ไม่อาจจะกล่าวอะไรออกไปได้ ได้แต่นั่งภาวนาเพียงในใจให้คุณหนูของเธอยอมไหลไปตามสิ่งที่บุรุษรูปงามในคืนนั้นได้กล่าวเปิดทางเอาไว้เท่านั้น

“ข้าไม่ได้ปกป้องใคร...” ฮัวหนิงเซียนขมวดคิ้วจนเป็นปม

หัวสมองที่ยังไม่ค่อยปลอดโปร่งหลังจากตื่นนอนนั้นยังคงพยายามทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ แต่ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้เธอถูกคิดว่ากำลังโกหกเพื่อปกป้องคนเลวเหล่านั้นได้ อ้อมแขนของฮัวเฟยเทียนที่กระชับตัวเธอไม่ให้ไหลร่วงลงไปเรียกสติเธอกลับมาจากการปะติดปะต่อเรื่องราวอีกครั้ง

...ช่างเรื่องนี้ก่อน เราต้องถามเรื่องนั้น...

“แล้ว คนที่ช่วยหนิงเอ๋อร์เอาไว้...”

เด็กสาวตัวน้อยหมายถึงลู่เฟยเจ้ามือประจำบ่อนที่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตช่วยทอยเต๋าให้ออกแต้มสูงกว่าที่ควรเพื่อเปิดทางออกให้เธอชนะ เธอเหลือบตาไปมองเสี่ยวซีเพื่อขอความช่วยเหลือหากแต่ไร้ผลเพราะเสี่ยวซีเอาแต่ก้มหน้าก้มตาคล้ายกำลังบริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง

“เจ้าหมายถึงคุณชายมู่น่ะหรือ?” เฟยเทียนถามเด็กสาวบนตัก

“..มะ... อ่า...ท่านนั้นก็ด้วย”

เมื่อได้ยินชื่อของคุณชายมู่ในความหัวของเด็กสาวก็เรียกบุรุษหนุ่มรูปงามที่ดูมีสเน่ห์ราวกับปิศาจกลับเข้ามาในความทรงจำอีกครั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ จากชายผ้าสีครามวันนั้นยังคงติดจมูกของเธออยู่ราวกับถูกหลอกหลอน

...หรือว่าจะเป็นเจ้าคุณชายอะไรนี่ที่เป็นคนให้ข้อมูลเท็จกับเฟยอวี่...

“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นไปหรอกหนิงเอ๋อร์ จวนตระกูลฮัวจะเป็นผู้มอบของบรรณาการไปให้ท่านอ๋.. เอ่อ พี่หมายถึงคุณชายมู่..” เฟยอวี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มก่อนจะยื่นแขนทั้งสองข้างออกมา “มาให้พี่กอดหน่อยซี ใจคอจะอยู่แต่ตักของพี่ใหญ่รึ”

น้ำเสียงตัดพ้อนั้นทำให้เด็กสาวสามารถลบภาพของฟ่านลู่หรงออกจากตัวของเฟยอวี่ไปได้จนหมดสิ้น ฮัวหนิงเซียนไร้ความกังขาใดๆ อีกต่อไป ชายคนนี้คือพี่รองของฮัวหนิงเซียนแน่นอน ดวงใจที่ต้องตัดสายใยความผูกพันที่ยังหลงเหลือจากชาติก่อนนั้นเจ็บราวกับจะขาดรอน แขนเรียวเล็กของฮัวหนิงเซียนหันไปโอบกอดร่างโตชองแม่ทัพฮัวไว้แน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้ายในตอนนี้

...ขอโทษนะท่านเฟยอวี่ แต่ข้าหยางสือยังทำใจไม่ได้จริงๆ...

สีหน้าของแม่ทัพปราบกบฏผู้บ้าเห่อน้องสาวยกยิ้มอย่างถูกใจที่น้องสาวสุดที่รักเลือกจะอยู่กับตนเองมากกว่าออกไปหาพี่รองของเธอ มือหนาของแม่ทัพฮัวควานเข้าไปในแขนเสื้อตัวเองก่อนจะหยิบเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งออกมาเพื่อเอาใจคนบนตัก ในขณะที่เฟยอวี่หน้ามุ่ยเพราะไม่ได้ดั่งใจ

“หนิงเอ๋อร์ พี่มีของจะให้เจ้าด้วย” น้ำเสียงของฮัวเฟยเทียนนั้นฟังดูรื่นเริงเป็นพิเศษเมื่อได้รับความสนใจจากน้องสาว

...เจ้าแม่ทัพซิสค่อน...

ฮัวหนิงเซียนเพียงได้แต่คิดค่อนขอดอยู่ในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป ตอนนี้ฮัวเฟยเทียนถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ดีของเธอ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจอัวเฟยอวี่หากแต่บางเรื่องมันก็ยังทำใจได้ยากนักกับการแบกสองความทรงจำไว้ในร่างเดียวแบบนี้ ยิ่งร่างกายของเธอกำลังอ่อนแอแล้วด้วยครั้นจะให้เธอแสร้งสร้างสีหน้าท่าทางตอนนี้มันออกจะเกินความสามารถไปเสียหน่อย

สร้อยคอเส้นเล็กที่ถักทอด้วยวัตถุสีเงินยวงดูสวยดึงดูดสายตาถูกเผยโฉมออกมาจากถุงผ้าสีแดง แต่สิ่งที่สะดุดตาของเธอก็คือจี้หยกรูปทรงหยดน้ำชิ้นเท่าข้อนิ้วก้อยดูไปแล้วก็คล้ายหกทั่วไปหากเพียงแต่ริ้วแซมสีขาวที่อยู่ในหยกนั้นเป็นรูปร่างคล้ายเทพธิดากำลังร่ายรำ ช่างเป็นหยกที่สวยมหัศจรรย์ยิ่ง

...หยกนี่มัน...

**“อาหยาง อั๊วมีของจะให้..” น้ำเสียงห้วนๆ ของชายในชุดสูทดังขึ้น

ฟ่านหยางสือที่กำลังตรวจนับจำนวนเงินในกระเป๋าของตัวเองอยู่เพียงปรายตาไปมองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเท่านั้นมือของเธอยังคงกรีดกรายผ่านปึกธนบัตรในมืออยู่

“สนใจกันหน่อยสิเว้ย!” เสียงของลู่หรงติดจะหงุดหงิด แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่เขาจะหงุดหงิดจริงเลยสักครั้ง

“อะไรล่ะ?” ฟ่านหยางสือเงยหน้าจากกองธนบัตรมามองผู้ที่เป็นทั้งพี่ชายและเจ้านายด้วยความลำบากใจ

“นี่!!”

น้ำเสียงดูโอ้อวดของเขาดังขึ้นพร้อมๆ กับการชูสร้อยคอเส้นหนึ่งขึ้นตรงหน้าของฮัวหนิงเซียน ตัวสร้อยคอทำจากทองคำขาวของร้านเมิ่งไป่เจียวแน่นอนดูได้จากสัญลักษณ์ของร้านที่ติดอยู่ตรงขอ ตัวจี้นั้นเป็นหยกทรงคล้ายหยดน้ำหากแต่ว่ามีรอยบิ่นไม่น้อย ตรงขั้วหยกก็มีรอยแสดงให้เห็นว่ามีการเจาะใหม่ตัวหยกเป็นหินสีเข้มสวยงามส่องประกายล้ำค่า

“ฉันไม่ชอบเครื่องประดับ” ฟ่านหยางสือตอบเรียบๆ

“นี่ ดูดีๆ อาหยาง หยกนี่มีรูปนางฟ้าด้วยนะ” ลู่หรงยังคงไม่ละเลิกความพยายามที่จะพรีเซ้นท์ของขวัญของตัวเองกับน้องสาว เขายื่นหยกชิ้นนั้นไปใกล้ๆ สายตาของเด็กสาว

ฟ่านหยางสือนึกรำคาญจึงรับหยกนั้นมาพิจารณาดูอีกที แว่นตาสำหรับส่องเพชรที่วางอยู่ไม่ห่างถูกจับมาสวมไว้ ไฟที่โต๊ะเปิดสว่างเพื่อพิจารณาหยกนั้นใกล้ๆ

ริ้วสีขาวที่แทรกอยู่ตามเนื้อหยกนั้นซ้อนทับกันดูคล้ายภาพเทพธิดากำลังร่ายรำอยู่ไม่ผิด ยิ่งพื้นหยกมีสีเข้มแล้วก็ยิ่งทำให้ภาพของเทพธิดาชัดเข้าไปใหญ่ การที่ริ้วซ้อนทับของหินที่เกิดโดยธรรมชาติจะมีรูปร่างที่สวยงามขนาดนี้นั้นหาได้ยาก ถ้านับเป็นความบังเอิญก็ต้องถือเป็นหนึ่งในสิบล้าน ฟ่านหยางสือจ้องมองหยกนั้นคล้ายต้องมนต์สะกด

“อั๊วไปได้มาจากพวกโจรสุสาน มันเอามาฝากประมูลเลยจิ๊กมาก่อน...” ลู่หรงเล่าที่มาขณะกำลังเปิดสุราที่เคาน์เตอร์ในห้องดื่ม

“สวย...” ฟ่านหยางสือเอ่ยคล้ายคนต้องมนต์

“เดี๋ยวนะ อั๊วหาโพยข้อมูลสินค้าแป๊บ” มือของชายหนุ่มตบไปตามกระเป๋าก่อนจะหยิบกระดาษที่สภาพดูแย่กว่าฉลากยาที่ติดมาในกล่องอาหารเสริมก่อนจะเริ่มอ่าน

“...ขุดได้จากสุสานของพระชายา อ่านว่าไรเนี่ย ช่างตำแหน่งมันเถอะ เอาเป็นว่าเป็นเครื่องรางรอดตาย นางคนนี้ที่เป็นเจ้าของสร้อยเนี่ยไม่ว่าจะโดนถ่วงน้ำ เดินลุยไฟ หรือแม้กระทั่งยาพิษก็ทำอะไรไม่ได้... ไว้พกเป็นเครื่องรางกันภัย”

“เดี๋ยวนะ นั่นพระชายาหรือทหารกองหน้ากันแน่เนี่ย..” ฟ่านหยางสือเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อข้อมูลนั้น

“เขาเขียนมาแบบนั้น เอ้านี่ ภาพถ่ายหน้าหลุม” ภาพถ่ายใบหนึ่งริวมาตรงหน้าเธอ

**ฮัวหนิงเซียนจ้องหยกตรงหน้าราวกับกลัวมันจะหายไปกับธาตุอากาศ ไม่ผิดแน่ถึงแม้ว่าสีของหยกชิ้นนี้จะจางกว่าชิ้นที่เธอเคยได้รับในชาติก่อนแต่เธอมั่นใจว่าไม่ผิดอันแน่ หยกเทพธิดาเส้นนี้เองที่เป็นกุญแจ...

มือน้อยๆ ของฮัวหนิงเซียนประคองหยกตรงหน้าราวกับว่ามันช่างบอบบาง สายตาของเด็กสาวอ่อนลงจนทำให้คนรอบข้างวางใจ เฟยเทียนยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าน้องสาวชอบขวงขวัญที่ตนให้

“หนิงเอ๋อร์ เจ้าชอบรึ” เสียงของเฟยเทียนถามขึ้นฮัวหนิงเซียนเพียงพยักหน้ารับเท่านั้น

แท้จริงแล้วเจ้าของหยกที่ลู่หรงให้เธอมันก็คือตัวเธอเอง เป็นฮัวหนิงเซียนที่เป็นเจ้าของหยกคนเก่าแล้วหยกชิ้นนั้นก็ถูกส่งให้กับฟ่านหยางสือราวกับปาติหาริย์ เหตุการณ์รอดจากการถ่วงน้ำนั้นเป็นเธอไม่ผิดตัวแน่นอน แท้จริงแล้วเธอคือเจ้าของหยกเส้นนั้นมาตลอดตั้งแต่ภพนี้ไปยังถึงอีกภพหนึ่ง ความรู้สึกผูกพันกับเครื่องประดับชิ้นจ้อยไม่มากเท่าความรู้สึกผูกพันธ์กับเจ้าของร่างที่เอ่อล้นเข้ามาในห้วงอารมณ์

ปริศนาการที่เธอได้มาเกิดใหม่ในร่างของฮัวหนิงเซียนที่สิ้นลมไปนั้นก็ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่เธอและฮัวหนิงเซียนมีสิ่งที่ผูกพันธ์กันอยู่

...ไม่ว่าจะหยกชิ้นนี้หรือว่า พี่ชาย...

ใบหน้างดงามของดรุณีน้อยผินไปมองเฟยอวี่ผู้เป็นพี่ชายของเธอในภพนี้ด้วยสายตาอ่อนโยน แม้ว่าเขาจะไม่ใช่พี่ชายนอกสายเลือดจอมเสเพลที่มักพาเธอไปเล่นสนุกอย่างลู่หรง หากแต่เขาเองก็เป็นพี่ชายที่แสนดีของฮัวหนิงเซียน ความคล้ายคลึงของชีวิตฟ่านหยางสือกับฮัวหนิงเซียนนั้นซ้อนทับกันจนเกือบจะเป็นภาพที่สมบูรณ์

ลู่หรงเป็นพี่ชายต่างสายเลือดที่มอบหยกชิ้นนี้ให้กับฟ่านหยางสือ เฟยเทียนเป็นผู้ที่ให้หยกเส้นนี้กับฮัวหนิงเซียนและเฟยอวี่เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของฮัวหนิงเซียน ในตอนนี้เขาทั้งคู่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นพี่ของฟ่านหยางสือเช่นกัน ปริศนาที่เหมือนเป็นน้ำขุ่นหมุนวนในใจมาเนิ่นนานบัดนี้ห้วงน้ำนั้นสงบลงแล้วความขุ่นมัวนั้นเหลือไว้เพียงตะกอนนอนก้นเท่านั้น

...ตอนนี้ฉันก็คือฮัวหนิงเซียนเต็มตัวแล้ว...

“ขอบคุณพี่ใหญ่ หนิงเอ๋อร์ชอบมาก” ฮัวหนิงเซียนเผยรอยยิ้มอ่อนหวานก่อนจะโอบกอดพี่ชายตัวโตเป็นการขอบคุณ

“ข้าก็มีนะ ...เดี๋ยวนะๆ.. อ๊ะ! นี่ไงๆ กำไลจากเมืองหลวง สาวๆ ในเมืองหลวงนิยมมากเลยนะ”

เฟยอวี่หยิบบางอย่างออกมาแต่ยังไม่ทันได้แสดงมันให้น้องสาวตัวเองดูเพื่อเอาใจน้องสาวตัวเล็กที่เหมือนจะไม่ยอมเข้าหาเขาเสียที ร่างเล็กของฮัวหนิงเซียนก็พุ่งไปกอดพี่ชายคนรองของตนแน่น น้ำตาพรั่งพรูออกมาจากดวงตากลมโตจนคนที่ถูกกอดก็ทำอะไรไม่ถูกไปด้วยได้แต่ยกมือขึ้นมาปลอบปะโลมน้องสาวคนเล็กของตนเองเท่านั้น

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคนดี...” น้ำเสียงอบอุ่นของเฟยอวี่ทำให้เด็กสาวร้องไห้หนักกว่าเดิมหากแต่เป็นการร้องไห้ที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้มและความปิติในสายตา

พี่ชายคนโตที่ยังไม่เข้าใจอะไรนักก็ลุกมาปลอบปะโลมด้วยเช่นกัน คุณชายทั้งสองแห่งจวนคหบดีฮัวได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวคนเล็กของเขาที่ทำให้ตั้งแต่เธอฟื้นขึ้นมาก็ร้องไห้ไม่หยุดอยู่อย่างนั้นไม่ว่าจะได้ของขวัญหรือได้รับการปลอบใจก็ยังคงร้องไห้ แม่ทัพปราบกบฏวางมือลงบนศีรษะเล็กๆ ของฮัวหนิงเซียน

“..หนิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรกันแน่ ทำไมเอาแต่ร้องไห้” สีหน้าเป็นกังวลของแม่ทัพปราบกบฏทำให้ฮัวหนิงเซียนรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ

ผู้ตรวจการใหญ่ลูบหลังน้องสาวตัวเองเบาๆ ก่อนจะคาดการณ์ไปถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้น้องสาวเขาเอาแต่ร้องไห้ หากแต่ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเสียทีจนตัวเองก็จนใจเช่นกันจึงเลือกจะเอ่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วง

“เจ้าเป็นอะไร มีใครรังแกเจ้ารึเปล่า...”

“มะ...” แต่ไม่ทันที่ฮัวหนิงเซียนจะได้ตอบอะไรไปก็มีเสียงหนึ่งดังจากหน้าเรือนเสียก่อน****


“เซียนเอ๋อร์ เจ้าฝื้นแล้วรึ ทำไมไม่บอกแม่...”


...พูดถึงคนรังแก คนรังแกก็มา...

พอดีไรท์มีธุระด่วนเลยมาดึกเลท

สำหรับใครที่รอการแก้แค้นของคนที่จับหนิงเซียนถ่วงน้ำแล้วล่ะก็ ตอนต่อไปห้ามพลาด**********

ความคิดเห็น