丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 3 เงินไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีเงิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 เงินไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีเงิน

คำค้น : ขายของ, ผ้าปัก, นิยายจีน, นิยายจีนโบราณ, ย้อนยุค, คุณหนู, เงิน

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2560 14:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 เงินไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีเงิน
แบบอักษร

**ตอนที่ 3 เงินไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีเงิน​ **


จวนสกุลฮัวถือว่าค่อนข้างจะอยู่ห่างจากตัวเมืองฝูซุนพอสมควร สองนายบ่าวค่อยเดินชมนกชมไม้ก่อนจะหยุดพักเป็นบางครั้งเมื่อฮัวหนิงเซียนรู้สึกเหนื่อย ร่างกายของเด็กสาวคนนี้อ่อนแอกว่าที่เธอคาดไว้มาก แค่เดินไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อยหอบบางครั้งเพียงแค่ออกแดดที่จ้าในฤดูหนาวเช่นนี้ก็ทำให้ร่างกายของฮัวหนิงเซียนเย็นและวูบง่ายกว่าปกติ

“คุณหนู ดื่มน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีเปิดกระบอกน้ำอุ่นส่งให้เธอ

มือเล็กๆ ของฮัวหนิงเซียนยกกระบอกน้ำนั้นมาจิบช้าๆ เมื่อใคร่ครวญถึงความสามารถและกำลังของตนเองแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ฮัวหนิงเซียนเป็นสตรีที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนทั้งยังมีกำลังกายอ่อนแอ ถูกกีดกันจากการศึกษา หนังสือหนังหาไม่เคยได้ร่ำเรียน รู้หนังสือก็เพียงงูๆ ปลาๆ เท่านั้น จึงไม่แปลกที่เธอจะไม่กล้ามีปากเสียงหรือแม้กระทั่งปกป้องตัวเองจากแม่เลี้ยงใจร้าย

...คนที่ไม่มีอะไรเลยมักจะถูกเอาเปรียบ...

“เสี่ยวซี อีกไกลมั้ยกว่าจะถึงในเมือง”

“ไม่ไกลเจ้าค่ะคุณหนู พ้นระแวกนี้ไปอีกนิดก็ถึงแล้ว” สาวใช้ส่งยิ้มให้กำลังใจคุณหนูของเธอ

“งั้นก็เดินต่อกันเถอะ” ฮัวหนิงเซียนแข็งใจลุกขึ้นปัดกระโปรงตัวเองก่อนจะพยายามเดินต่อ

เรี่ยวแรงของฮัวหนิงเซียนที่เพิ่งจะฟื้นไข้นั้นน้อยจนน่าเวทนา เธอที่เคยเป็นถึงนักกีฬาของคณะพอมาอยู่ในร่างกายที่อ่อนแอแบบนี้ก็อดจะหงุดหงิดใจไม่ได้ มือไม้ของเด็กสาวเมื่อต้องอากาศหนาวเพียงนิดก็เย็นเยียบ ด้วยร่างกายแบบนี้ทำให้เธอซาบซึ้งสัจธรรมที่ว่ากล่าวกันว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐขึ้นมาทันที

…อย่าว่าแต่ให้แข็งแรงเลย แค่ทำร่างกายให้ปกติยังยาก…

ไม่นานเกินสองก้านธูปทั้งคู่ก็เดินมาถึงบริเวณกลางเมืองฝูซุน เมืองฝูซุนถือเป็นเมืองชั้นในของอาณาจักรเฉียนเถียนจากความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดในหัวของคุณหนูหนิงเซียน จากเมืองนี้เดินทาง 130 ลี้ก็จะถึงเมืองหลวง ปกติ 130 ลี้(ประมาณ 65 กิโลเมตร) ในสมัยเธอก็คงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถ้าเหยียบคันเร่งหน่อย แต่สมัยนี้ใช้ม้าและการเดินเท้าเป็นหลักจึงทำให้ใช้เวลานานกว่านั้น

บรรยากาศในเมืองนั้นเต็มไปด้วยร้านรวงสลับกับบ้านเรือนของผู้คนเรียงติดกัน ไม่ถึงกับจะเรียกว่าเป็นเมืองที่ครึกครื้นหากแต่จำนวนประชากรก็พอจะเรียกได้ว่าหนาแน่นอยู่เช่นกัน เท่าที่เธอสังเกตคือการวางผังเมืองของที่นี่เป็นแบบกริดเพราะฉะนั้นต่อให้ไม่เคยรู้ทางมาก่อนหากเลี้ยวแบบเดิมสี่ครั้งก็จะวนกลับมาที่จุดแรกได้โดยง่าย จึงทำให้เด็กสาวสามารถเดินได้อย่างไม่ต้องกลัวหลงทาง

จะว่าไปที่นางฮัวฮูหยินกล่าวก็ไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย รูปลักษณ์ของฮัวหนิงเซียนทำให้เกิดความแตกตื่นจริงๆ เมื่อเธอออกมาข้างนอก แต่มิได้เป็นเพราะเธออัปลักษณ์หากแต่เป็นเพราะใบหน้าที่งามสะดุดตาของเด็กหนิงเซียนต่างหากที่เป็นสาเหตุ ตั้งแต่เดินเข้ามาในเมืองกันผู้คนก็พากันหันมองบ้างก็หันไปซุบซิบกันราวกับเห็นหมีป่าเลียไอศกรีม จนสนุกความในการเดินเที่ยวชมเมืองของเธอลดลงจนแทบเป็นศูนย์

...สรุปนี่มาเดินชมเมือง รึมาเดินให้คนในเมืองชมกันแน่เนี่ยเรา...

เธอก็อยากจะคิดในแง่ดีว่าฮัวฮูหยินอาจจะห่วงเธอจากใจจริงกลัวเธอได้รับอันตรายเลยเก็บเธอไว้แต่ในจวน แต่เธอไม่อยากจะเป็นคนที่สามารถโกหกได้แม้กระทั่งตัวเอง จึงจำต้องลบความคิดนั้นออกจากสมองไปโดยสิ้นเชิง

“คุณหนูอย่าเดินห่างข้าเกินสองคืบนะเจ้าคะ...” เสี่ยวซีกระซิบกับเธอ นางคงสังเกตได้ถึงสายตาผู้อื่นเช่นกัน

ฮัวหนิงเซียนเดินเข้าไปชิดสาวใช้คนสนิทของตัวเองมากขึ้น เธอไม่ได้โง่ด้วยร่างกายฮัวหนิงเซียนคนนี้ถ้าหากเกิดเหตุอะไรขึ้นอย่าว่าแต่สู้กลับเลย แค่วิ่งหนีก็ยังไม่แน่ว่าจะพ้น

“เสี่ยวซี นั่นอะไร?” มือน้อยชี้ไปที่ตรงที่มีคนมุงอยู่

“นั่นคือกระดานประกาศของเมืองเจ้าค่ะคุณหนู เวลามีราชโองการหรือว่ามีประกาศสำคัญก็จะเอามาติดไว้ตรงนี้”

เสี่ยวซีถือว่าเป็นผู้รอบรู้คนหนึ่งเพราะเธอเคยได้ออกมาที่กลางเมืองเพื่อจับจ่ายซื้อของกลับจวนอยู่บ้างแม้จะไม่บ่อยก็ตาม

ฮัวหนิงเซียนพยักหน้ารับก่อนจะย่างเท้าเข้าไปดูใกล้ๆ โดยไม่พลาดที่จะจูงเสี่ยวซีคนสนิทไปด้วย เมื่อเด็กสาวเดินเข้าไปใกล้หมู่คนที่กำลังยืนดูประกาศกันอยู่ไม่ทราบด้วยกลิ่นกายที่หอมจรุงของเด็กสาวหรือว่าหน้าตาที่สะดุดตาของเธอกันแน่ ยามเมื่อดรุณีน้อยย่างก้าวเข้าไปจึงทำให้ผู้คนพร้อมกันหลีกทางให้เด็กสาวโดยง่าย

กระดานประกาศนั้นทำด้วยไม้ขัดอย่างดีมีแผ่นกระดาษรองด้วยผ้าชั้นดีเขียนตัวอักษรจีนโบราณติดกันเป็นพรืด เธออ่านได้ใจความคร่าวๆ เพียงว่าจะมีการแต่งตั้งใครสักคนใหม่ ส่วนอีกแผ่นเป็นเพียงกระดาษประกาศหาคนไปร่วมรวมชายแดนฮัวหนิงเซียนไล่สายตาไปตามป้ายต่างๆ ด้วยความสนอกสนในดวงตาของเด็กสาวที่เปล่งประกายสนใจใคร่รู้ดูน่าพิศสำหรับผู้ที่มาพบเห็น

...อย่างน้อยก็เป็นยุคที่มีกระดาษกับตัวอักษรแล้ว...

ฮังหนิงเซียนตัดยุคก่อนที่จะมีตัวอักษรกับกระดาษทิ้งไปจากหัว หากแต่ชื่อเมืองต่างๆ ที่เธออ่านผ่านตานั้นก็ยังคงไม่ค่อยจะคุ้นหูอยู่ดี เธอนึกขอโทษอาจารย์เหรินตูที่สอนประวัติศาสตร์เธอสมัยมัธยมอย่างสุดซึ้ง

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูอ่านอะไรอยู่หรือ”

เสี่ยวซีถามขึ้น เธอไม่แน่ใจนักว่าคุณหนูของเธออ่านหนังสือได้แตกฉานแค่ไหน เพราะเธอไม่ค่อยได้เห็นคุณหนูของเธอเรียนตัวอักษรเสียเท่าไหร่ แท้จริงแล้วตัวเสี่ยวซีเองก็ไม่ค่อยจะรู้อักษรมากมายนัก

“ประกาศน่ะ.. แต่งตั้งสุ่ยกุ้ยเหริน?มันคืออะไรรึเสี่ยวซี?” ฮัวหนิงเซียนอ่านอย่างไม่แน่ใจนัก เธอไม่รู้ว่าตัวอักษรยุ่งยากบางตัวนั้นคืออะไรด้วยซ้ำ เด็กสาวเดินออกมาจากป้ายประกาศด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กๆ

“กุ้ยเหรินคือตำแหน่งในวังเจ้าค่ะ คงจะหมายถึงธิดาตระกูลสุ่ยที่เข้าไปถวายตัวเป็นสนมเมื่อสองปีก่อน” เสี่ยวซีอธิบายให้กับคุณหนูน้อยตัวเอง

“สองปีก่อน...” ฮัวหนิงเซียนพึมพำ

เธอไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งกุ้ยเหรินกุ้ยช่ายนั่นมันยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คงจะใหญ่พอตัวเพราะต้องใช้เวลาตั้งสองปีกว่าจะขึ้นไปเป็นได้ ฮัวหนิงเซียนโคลงหัวเบาๆ เชิงไม่ใคร่ใส่ใจนัก

ประกาศที่ติดอยู่ที่ป้ายในเมืองนั้นถึงแม้จะมีประโยชน์ในการได้ทราบข่าวสารหลัก หากแต่ป้ายนั้นเป็นของส่วนกลางย่อมมีแต่ประกาศที่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องราชการเท่านั้น แต่เรื่องที่คนหลงยุคอย่างเธอต้องการรู้กลับไม่มี ฮัวหนิงเซียนพยายามระดมความคิดของตัวเองในการหาข่าวสารที่ตนต้องการทราบในยุคที่ไม่มีอาจารย์กูเกิ้ลนั้นดูเหมือนการหาข่าวสารหรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปที่เกิดขึ้นรอบตัวจะไม่ง่ายอย่างใจคิด

...คิดถึงอินเตอร์เน็ตเหลือเกิน...

ถ้าหากจะหาต้นต่อของข่าวสารในยุคนี้ ก็จำต้องคิดแบบคนในยุคนี้ ฮัวหนิงเซียนพยายามเค้นความคิดแบบคนสมัยโบราณให้ได้มากที่สุด

...ห้องสมุด? สภากาแฟ? หอสมาคม ไม่สิต้องเก่ากว่านั้นนั่นมันยุคสำเภาทองแล้ว...

พลันสายตาของเด็กสาวก็ไปหยุดอยู่ที่อาคารสองขั้นที่ข้างล่างเปิดโล่งเขียนป้ายติดไว้ว่า โรงเตี๊ยมหยางเยี่ย เด็กสาวยกยิ้มอย่างถูกใจ เธอเคยดูในหนังกำลังภายในบ่อยๆ พวกจอมยุทธก็มักจะไปหาข่าวกันตามโรงเตี๊ยมอยู่เสมอโดยมักจะมีเสี่ยวเอ้อร์เป็น NPC ประจำโรงเตี๊ยมคอยบอกข่าวต่างๆ ขาเล็กๆ ของฮัวหนิงเซียนเตรียมจะก้าวเข้าโรงเตี๊ยมทันทีแต่แล้วความคิดหนึ่งที่พุ่งเข้ามาในหัวก็หยุดขาของเธอไว้เสียก่อน

“เสี่ยวซี พวกเรามีเงินเท่าไหร่..” ฮัวหนิงเซียนหันไปถามสตรีข้างกายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ...

“ก็เบี้ยที่ได้มาของเดือนนี้ทั้งหมดก็ 2 ก้วน 300 เหวินเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีตอบอย่างมั่นใจ

เมื่อได้ฟังจำนวนเงินดังกล่าวก็ทำให้ฮัวหนิงเซียนแทบจะลมจับ เงินน้อยขนาดนี้อย่าว่าแต่เดินเข้าโรงเตี๊ยมเลย เดินไปซื้อหมั่นโถวตรงหัวมุมถนนก็ยังไม่แน่ว่าจะอิ่มท้อง

“ไม่มีเงินเลยนี่...” ฮัวหนิงเซียนครางอย่างหมดอาลัยตายอยาก

เธออดไม่ได้ที่จะไพล่ไปนึกถึงกองเงินกองทองที่เธอทำได้จากโต๊ะโป๊กเกอร์ก่อนจะสิ้นใจ เงินที่เธอสามารถจะซื้อโรงเตี๊ยมชื่อดังในยุคนี้สักสิบโรงจากสิบแคว้นก็ยังเหลือไว้ซื้อชาอย่างดีอีกสักร้อยเกวียนเป็นอย่างน้อย

...ตายแล้วก็เอาอะไรติดมาไม่ได้สักอย่าง...

หยางสือในร่างฮัวหนิงเซียนคิดคำนึงถึงปรัชญาของชีวิตและการตายอย่างลึกซึ้งก็คราวนี้เอง

“ก็ปกติคุณหนูอยู่แต่ในจวน ไม่ต้องใช้เงินนี่เจ้าคะ...” เสี่ยวซีเอ่ยเสียงอ่อย

เธอเข้าใจเหตุผลนั้นดี คนอย่างฮัวหนิงเซียนเกิดมามีบุญยิ่งนัก วันๆ ไม่ต้องออกไปทำงานตรากตรำหาเงินก็มีข้าวกินมีที่ซุกหัวนอน ถึงจะโดนแม่เลี้ยงใจร้ายโขกสับลอบฆ่าอยู่บ้างแต่ก็ยังถือว่าเป็นชีวิตที่ไม่ตรากตรำมาก แถมยังมีกัลยามิตรที่จริงใจอย่างเสี่ยวซีอีก...แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

...เรื่องไม่มีเงินเป็นเรื่องที่ปล่อยผ่านไม่ได้...

“เสี่ยวซี ฟังข้าให้ดีนะ” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยเสียงเครียดตรงมุมถนน

“เจ้าคะ?”

“ถ้าตราบใดที่โลกนี้ยังใช้เงินตราเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนแล้วล่ะก็ ต่อให้วันๆ ไม่ต้องใช้เงินก็จำเป็นต้องมีเงิน”

น้ำเสียงของฮัวหนิงเซียนเปลี่ยนเป็นจริงจังทันทีที่พูดถึงเรื่องเงิน สายตาของเด็กสาวปราดมองไปทั่วตลาดเผื่อจะพอหาช่องทางแก้ปัญหาการเงินของตัวเอง ฮัวหนิงเซียนคนเดิมที่อยู่แต่ในจวนอาจจะไม่ต้องใช้เงินและไม่จำเป็นต้องมีเงินก็ตามช่างหล่อนปะไร แต่ฮัวหนิงเซียนจากยุคทุนนิยมอย่างเธอจะไม่ยอมจนเด็ดขาด คุณเกิดมาจนไม่ใช่ความผิด แต่ถ้าคุณตายไปทั้งที่ยังจนต่างหากที่ผิด ปรัชญาในยุคของเธอบอกไว้เช่นนั้นพลันสายตาของเด็กสาวก็ไปเจอกับแหล่งหาเงินจนได้

“เสี่ยวซี ตามข้ามา...”

สถานที่ที่เด็กสาวตัวน้อยเลือกเดินเข้าไปคือร้านขายผ้า แม้เสี่ยวซีจะยังไม่เข้าใจว่าคุณหนูที่มีเงินแค่สองก้วนเศษๆ จะเข้าไปทำอะไรในร้านผ้าได้ก็ตาม แต่เธอก็รีบเดินตามคุณหนูเข้าไปในร้านเพราะไม่อยากคลาดสายตาจากนายของตนเอง

เมื่อเดินเข้าร้านไปแล้วสายตาของเด็กสาวก็ไล่มองผ้าปักที่ประดับอยู่ตามชั้นด้วยสีหน้าท่าทางอกสนใจ ในหัวของฮัวหนิงเซียนตอนนี่มีแต่ตัวเลขวิ่งชนกันจนวุ่นวาย พอเธอเริ่มจะเข้าใจการตีราคาของผ้าในร้านนี้คร่าวๆ เธอไล่มองผ้าชิ้นต่างๆ ก่อนจะไพล่สายตาไปจนถึงภาพวาดฝาผนังชิ้นหนึ่งที่ติดประดับไว้เป็นภาพนกเยี่ยนจื่อกันนกเกอจื่อกำลังหยอกล้อกัน เด็กสาวยกยิ้มก่อนจะเดินไปหาบุรุษที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ข้างในร้านทันที

“คุณหนูเจ้าคะ เรามีเงินไม่พอซื้อผ้าชิ้นใดในร้านนี้นะเจ้าคะ” เสี่ยวซีรีบเดินมาประกบก่อนจะกระซิบกระซาบ

“ข้ารู้ ข้ามิได้จะซื้อผ้า” ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มหวานทันที

“ท่านเจ้าของ” เสียงหวานของเด็กสาวเรียกชายหัวล้านเลี่ยนที่กำลังตรวจสมุดบัญชีอยู่

ชายคนนี้อาจจะเป็นเจ้าของร้าน ผู้จัดการ หรือเพียงลูกจ้างก็ไม่ผิดนัก หากแต่เรียกท่านเจ้าของไปก่อนเธอก็สามารถซื้อใจคนตรงหน้าได้แล้ว ชายที่กำลังง่วนอยู่กับสมุดบัญชีเงยหน้าขึ้นมาแม้ตอนแรกเขาจะสีหน้าไม่สู้ดีเพราะถูกขัดจังหวะ แต่เมื่อเห็นว่าคนที่เรียกตนคือคุณหนูหน้าตางดงามหมดจดก็รีบเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน

“คุณหนู ขออภัยคุณหนูต้องการผ้าชิ้นไหนหรือขอรับ”

“ข้าเห็นว่าผ้าปักของท่านมีมากมายหลายแบบ...” ฮัวหนิงเซียนยังคงหยอดคำชื่นชมอย่างต่อเนื่อง

“ขอรับ” ชายชราก้มหัวลงอย่างสุภาพหากแต่ปิดรอยยิ้มภาคภูมิใจไว้ไม่มิด

“หากแต่ว่า...” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยอย่างแช่มช้า เธอแสร้งเอียงคอก่อนจะขมวดคิ้วคล้ายไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนจะกล่าวต่อไป และนั่นทำให้ชายเจ้าของร้านรีบถามขึ้นทันที

“...อะไรหรือขอรับ”

“ผ้าฝ้ายผืนนั้นเป็นลายนกเกอจื่อ ไว้ใช้ขายคู่กับลายนกเยี่ยนจื่อใช่หรือไม่...” นิ้วเรียวชี้ไปที่ผ้าที่อยู่มุมหนึ่งของร้าน

เจ้าของร้านได้แต่ปาดเหงื่อคิ้วป้อมที่เริ่มมีสีขาวแซมของเขาลู่ตกลงรูม่านตาหดลงเกือบเท่ารูเข็ม ริมฝีปากของเขาเหยียดขึงรูจมูกเปิดกว้าง ทุกสัญญาณบนใบหน้านั้นเป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าชายตรงหน้ากำลังมีเรื่องกังวลใจ ฮัวหนิงเซียนเดาถูกผ้าผืนนั้นน่าจะถูกบังคับให้ขายแยกหรือเกิดปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน

เมื่อเธอเห็นภาพนกคู่ภาพนั้นที่ติดอยู่กับฝาผนังร้านแล้วเธอได้มาเห็นภาพนกตัวนี้แยกอยู่ตัวเดียวจึงทำให้เด็กสาวทราบได้ทันทว่าภาพนั้นขาดหายไป และจากการที่ผ้าผืนนี้มาซ่อนอยู่ตรงมุมร้านนั่นก็แปลว่าไม่ใช่เจ้าของร้านเก็บผ้าผืนที่คู่กันไว้ แต่เป็นเพราะผ้าผืนนั้นอาจจะไม่อยู่ที่ร้านนี้แล้ว...

“...ใช่แล้วคุณหนูสายตาเฉียบคมนัก หากแต่ผ้านกเยี่ยนจื่อนั้นไม่มีที่ร้านข้าแล้ว ถ้าหากคุณหนูต้องการผ้าลายนกเกอจื่อ ข้าจะขายให้ถูกๆ เลย...”

ชายชรามีสีหน้าลำบากใจ นกเยี่ยนจื่อนั้นเป็นนกมงคลขายแยกผืนไปยังพอขายได้แต่นกเกอจื่อนี่สิหากให้ขายแยกก็คงจะไม่ได้ราคาเป็นแน่ เขาอาจจะต้องตัดใจขายไปในราคาไม่กี่ก้วนแม้จะเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับพ่อค้าอย่างเขาที่จะต้องยอมขาดทุนก็ตาม

สีหน้าและคำตอบของชายเจ้าของร้านทำให้ฮัวหนิงเซียนลอบยิ้มโดยไม่รู้ตัว เธอดึงผ้าเช็ดหน้าที่เธอเหน็บเอวเอาไว้ออกมาให้พ่อค้าดู โชคดีเหลือเกินที่คุณหนูฮัวนั้นมีฝีมือการปักที่ยอดเยี่ยมแถมยังมีงานอดิเรกในการปักผ้ามาประดับใช้เองอีกรวมถึงผ้าลายนกเยี่ยนจื่อผืนนี้ด้วย คราวนี้คุณหนูฟ่านคงจะต้องขอยืมฝีมือคุณหนูฮัวมาสร้างร้ายได้เสียหน่อย

สายตาของพ่อค้าเมื่อเห็นผ้าผืนนั้นเป็นที่น่าพอใจของฮัวหนิงเซียน สีหน้าดีใจที่ปิดไม่มิดตั้งแต่ริมฝีปากที่ยกขึ้นไปจนถึงรอยยกของหน้าผาก รูม่านตาพ่อค้าเปิดกว้างบ่งบอกถึงความตื่นเต้นและพอใจ

...ไม่แน่อาจจะได้ราคาสูงกว่าที่คิดไว้...

“ข้าเพิ่งจะทดลองปักดู ผืนนี้เป็นนกเยี่ยนจื่อ หากมันอยู่กับข้าคงเป็นแค่ผ้าตบแต่งเสื้อเท่านั้น แต่ถ้าผ้าผืนนี้ไปอยู่กับท่านให้ท่านได้ขายคู่กับนกเกอจื่อคงจะมีค่ามีราคามากกว่า...” น้ำเสียงและคำพูดของฮัวหนิงเซียนคล้ายกำลังร่ายมนต์สะกด

สีหน้าของเจ้าของร้านถ้าให้เธอประเมินตอนนี้คิดว่าน่าจะอยากซื้อผ้าของเธออยู่สัก 7 ส่วนได้ แต่อาจจะยังมีข้อแม้บางอย่างอยู่บ้าง แต่คนอย่างคุณหนูฟ่านไม่ชอบปล่อยให้คนอื่นเสียเวลาเจรจาหรือสร้างข้อแม้มากนัก

...ยิ่งยืดเวลาการตัดสินใจออกไปก็รังแต่จะสร้างข้อแม้ในข้อตกลงให้เยิ่นเย้อเท่านั้น ...

“...ข้าต้องการให้งานฝีมือของข้ามีคุณค่ามากที่สุด” คล้ายคำรำพึงแต่นั่นเป็นประโยคเปิดการขาย

“คุณหนูอยากได้สักกี่ตำลึงเล่า...” และแล้วคำถามที่เธอต้องการได้ยินก็ออกมาจากปากของพ่อค้าจนได้

“นกเกอจื่อตัวนั้นท่านติดราคาเดิมที่สามตำลึงทอง หากขายคู่กับนกเยี่ยนจือก็น่าจะได้สองผืนสิบตำลึงทอง...”

ฮัวหนิงเซียนลองหยั่งถามทั้งที่รู้ราคาอยู่แล้ว ที่จริงเธอคิดว่าราคามันอาจจะพุ่งไปถึง 15 ตำลึงทองด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเธอแค่ต้องการเงินทุนเท่านั้น เธอตั้งราคาผ้าปักของตัวเองไว้ที่หกตำลึงทองหักทุนไหมกับผ้าที่เธอไม่ได้จ่ายแล้วเธอก็ได้หกตำลึงทองถ้วนอยู่ดี

“ก็น่าจะประมาณนั้น”

ชายชราตอบด้วยสีหน้าคล้ายสงสัยแต่หัวคิ้วทั้งสองที่เลิกขึ้นมากเกินกว่าสงสัยนั้นทำให้ฮัวหนิงเซียนจับทางได้ถึงความยินดีที่แฝงออกมา

...ราคาอาจจะไม่ใช่แค่นี้เสียแล้วสิ งั้นลองมาเล่นเกมกันหน่อยจะเป็นไรไป...

“ถ้าท่านขายแยกนกเกอจื่อนั่น ท่านจะขายแยกประมาณเท่าไหร่หรือ...” คำถามปั่นราคาของเธอเริ่มขึ้น

“ก็น่าจะสัก สองสามตำลึงเงิน...” ชายชราไม่ทันระวังตัวในการตอบเผลอตกหลุมที่เธอขุดขึ้นมาทันที

“จากภาพสามตำลึงทองเหลือสามตำลึงเงิน น่าเสียดายนัก” น้ำเสียงอ่อนโยนของฮัวหนิงเซียนทำให้คนอื่นคล้อยตามได้ไม่ยาก “หากไม่มีนกเยี่ยนจื่อภาพราคาตกขนาดนี้เชียวรึ...” ทุกคำพูดของเธอพูดออกไปเพื่อยกราคาผ้าปักของตนเอง

“....งั้นเจ้าอยากจะขายให้ข้าเท่าใดเล่า”

“ราคาผ้าผืนนี้ ข้าคิดว่าประมาณ 7 ตำลึงทองแต่ถ้าจะรวมการช่วยพยุงราคาตกของผ้าราคาสามตำลึงทองที่จะต้องเหลือสามตำลึงเงิน ปกติคงต้องคิด 9 หรือ 10 ตำลึงทอง ...แต่ข้าขอท่านแค่ 8 ตำลึงทองกับอีก 5 ก้วนเท่านั้น”

จริงๆ เธอจะขาย 9 หรือ 10 ตำลึงทองเลยก็ไม่เสียหาย หากแต่เธอไม่ได้ต้องการจบการขายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย สิ่งที่ดียิ่งกว่าการค้าขายสำเร็จคือการมีคู่ค้าที่เอื้ออาทรและมีผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวต่างหาก

“ดีเลยคุณหนู” สีหน้าและการตอบรับที่รวดเร็วของเจ้าของร้านทำให้เธอยกยิ้มอย่างยินดี

“งั้นราคาตามนี้นะท่านเจ้าของ”

...ปิดการขาย!...

หลังจากแลกเปลี่ยนสินค้าและเงินตรากันเรียบร้อยแล้ว ฮัวหนิงเซียนก็ไม่ลืมที่จะเสนอผลประโยชน์ที่เธอจงใจลดราคาไว้แต่แรกเพิ่มเติมทันที

“ถ้าหากว่าข้ามีงานปักดีๆ แล้วข้าจะขอนำมาฝากท่านขายได้หรือไม่...” น้ำเสียงคล้ายเกรงใจของเด็กสาวนั้นทำให้ชายชราหูผึ่งทันทีที่ได้รับข้อเสนอ

“ก็ดีสิคุณหนู ฝีมือคุณหนูดีไม่ใช่น้อยถ้าอย่างไร ข้าอยากจะขอรับซื้อไว้ก่อนจะดีกว่า...”

การเสนอของเจ้าของร้านนั้นเป็นไปตามที่ฮัวหนิงเซียนคาด ถ้าหากว่าเธอฝากขายคนที่ได้กำไรเต็มๆ ก็จะเป็นเธอส่วนเจ้าของร้านจะได้เพียงแค่ค่าฝากวาง แต่ถ้าเขารับงานปักของเธอมาแล้วเข้าจะเอากำไรเพิ่มอีกสักเท่าใดก็ย่อมได้ และมันเป็นทางเลือกที่ฮัวหนิงเซียนเล็งเอาไว้แต่แรกงานของเธอจะขายได้หรือไม่เธอไม่ต้องการมาแบกรับความเสี่ยงตรงนั้น เธอแค่อยากจะขายสินค้าออกไปเท่านั้น การที่พ่อค้ามารับซื้อไปก่อนแล้วแบกความเสี่ยงนั้นไว้เองก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ของเธอ

“นั่นเป็นความกรุณายิ่ง... ขอบคุณท่านเจ้าของ” ฮัวหนิงเซียนโค้งเคารพเจ้าของอย่างอ่อนน้อม

“ไม่ต้องมากพิธี ถ้าอย่างไรคุณหนูรอสักครู่เถอะนะข้ามีของกำนัลจะให้ ว่าแต่คุยการค้ากันมาตั้งนาน ท่านเป็นคุณหนูตระกูลไหนรึ?” เจ้าของร้านถามขึ้นขณะกำลังเดินไปหยิบของบางอย่างจากชั้นด้านหลัง

“ข้าแซ่ฮัว”

ฮัวหนิงเซียนตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตนควรเผยสกุลหรือไม่คหบดีฮัวเป็นคนใหญ่คนโต ถ้าเธอเกิดทำอะไรที่ผิดต่อชื่อเสียงวงตระกูลขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน แต่ตัวเธอถือคติว่าหากดำเนินธุรกิจก็ต้องดำเนินด้วยความโปร่งใสจริงใจ

“คุณหนูถ้าอย่างไรรับนี่ไปด้วย” เจ้าของร้านยื่นห่อผ้าหนึ่งให้กับเธอ

“อะไรหรือท่านฉวู่...” ฮัวหนิงเซียนรับมาพร้อมกับเอ่ยแซ่ของชายเจ้าของร้านเป็นการแสดงว่าเธอเองก็ใส่ใจแซ่ของคู่ค้าเช่นกัน

“ไหมสีใหม่ของร้านเราถือว่าเป็นไมตรีของข้า ว่าแต่คุณหนูรู้สกุลข้าได้อย่างไร” ชายชราเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มก่อนจะผินหน้าไปทางป้ายสรรเสริญสกุลที่ติดอยู่ข้างหลังโต๊ะที่เขาเคยนั่งอยู่เมื่อครู่

“เป็นน้ำใจยิ่งท่านเจ้าของ” ฮัวหนิงเซียนย่อตัวลงอย่างอ่อนน้อมเป็นการลา

หลังจากที่สองนายบ่าวออกมายืนอยู่หน้าร้านแล้วเสี่ยวซีได้แต่มองคุณหนูของเธอด้วยสายตาประหลาดใจ เพียงเวลาไม่ถึงเค่อคุณหนูของเธอก็หาเงินมาได้เกือบสิบตำลึงทองโดยที่ไม่ได้เสียเงินไปเลยแม้แต่อีแปะเดียว

...เหตุใดคุณหนูที่ไม่เคยออกจากจวนไปไหนเหตุใดจึงสามารถทำการค้าได้เชี่ยวชาญเช่นนี้...

“เสี่ยวซี เป็นอะไรไปหรือ?” ฮัวหนิงเซียนหันไปถามสาวใช้ของตน

เธอเห็นเสี่ยวซีจ้องมองเธอมาตั้งแต่ในร้านแล้วแม้เธอจะพอเดาสาเหตุได้ก็ตาม แต่เธอก็เลือกที่จะถามก่อน เสี่ยวซีเพิ่งจะอายุ 15 และสิ่งที่เด็กอายุ 15 ควรมีคือความมั่นใจในการออกความเห็นหรือถามในสิ่งที่ตนสงสัย ไม่ใช่ติดอยู่กับระเบียบและความเป็นนายบ่าวกันแบบนี้

“ก็... คุณหนู...” สาวใช้ตัวน้อยไม่กล้าเอ่ยออกมาว่าเธอกำลังตกใจการเปลี่ยนไปของเจ้านาย

“...ข้าทำไมหรือ” ฮัวหนิงเซียนแกล้งถามต่อ

เธอหวังเหลือเกินว่าเสี่ยวซีจะกล้าพูดในสิ่งที่ตนคิดออกมาบ้าง การที่เธอต้องมาใช้ชีวิตในร่างของฮัวหนิงเซียนโดยโชคชะตาหรือคนบนฟ้าลิขิตนั้นเป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้ แต่การจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่เธอเลือกมันได้และมันคงจะดีกว่าถ้าเธอค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับคนที่อยู่รอบข้างฮัวหนิงเซียน โดยเฉพาะเสี่ยวซีที่ดูท่าจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน

“คุณหนู...รู้ได้อย่างไรว่าผ้าเหล่านั้นราคาเท่าไหร่...” เสี่ยวซีเลี่ยงที่จะถามถึงความเปลี่ยนแปลงแต่กลับถามเรื่องผ้าแทน

ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มด้วยถูกใจถามของสาวใช้คนสนิทเป็นอย่างยิ่ง คำถามที่ไม่ก้าวก่ายนายของตนและช่วยให้ตนเองสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้นในคราวเดียวกัน เสี่ยวซีคนนี้เป็นเด็กฉลาด

“อ๋อ... เรื่องนั้นน่ะหรือ” ฮัวหนิงเซียนส่งยิ้มสดใส “ข้ากะเอาจากราคาผ้าชิ้นอื่นน่ะ...”

เด็กสาวอธิบายวิธีการกะราคาง่ายๆ ให้กับหญิงคนสนิทฟัง เสี่ยวซีได้แต่พยักหน้ารับเป็นครั้งคราวก่อนจะมองคุณหนูของตนด้วยสีหน้ากึ่งประหลาดใจกึ่งนับถือ ตั้งแต่คุณหนูถูกจับถ่วงน้ำมาก็เปลี่ยนอย่างกับเป็นคนละคน หรือว่าอาจจะมีเทพเซียนองค์ใดมาสิงสถิตคุณหนูของเธอ

“คุณหนูรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร...” เสี่ยวซีรำพึงอย่างแปลกใจ วันๆ เธอไม่เคยเห็นคุณหนูของเธออ่านหนังสือหรือแม้กระทั่งออกมานอกจวน

“ข้าคงทำให้เจ้าแปลกใจสินะ...” ฮัวหนิงเซียนหลุบตาลง

การกระทำของเธอทำให้คนรอบตัวฮัวหนิงเซียนประหลาดใจนั่นเป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย แต่หากเธอยังเป็นฮัวหนิงเซียนคนเดิม เล่นงิ้วไปตามเรื่องตามราวทำตัวหูหนวกตาบอดเช่นเดิมไปแบบนั้นถ้าถ่วงน้ำฆ่าเธอไม่สำเร็จแล้วคราวถัดไปน่ากลัวจะเป็นการลุยไฟ...

“ไม่หรอกคุณหนู... ข้า..” เสี่ยวซีละล่ำละลักเอ่ยเมื่อเห็นคุณหนูของเธอก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเศร้าๆ

“ข้าเพิ่งรู้ตัวตอนใกล้จะสิ้นใจ... ว่าข้าไม่ควรจะใช้ชีวิตเช่นที่แล้วมา...”

ฮัวหนิงเซียนอธิบายเสียงอ่อยขณะเดินไปตามแนวถนน เธอไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อยตัวตนของฟ่านหยางสือนั้นเป็นคนของผู้มีอิทธิพลใหญ่ทำตัววางอำนาจบาตรใหญไปทั่ว ทั้งยังเกลื่อกกลั้วอบายมุขเห็นชีวิตคนเป็นเพียงผักปลา เธอไม่ควรใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ แล้วคุณหนูฮัวเองก็เช่นกันเกิดมาทั้งทีก็ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่เพื่อก้มหัวให้ใครโขกสับเช่นกัน

“ถ้าคุณหนูกล่าวเช่นนั้น ข้าก็ดีใจ” เสี่ยวซีคว้ามือของคุณหนูเธอมากุมแน่น

น้ำตาแห่งความปิติของเสี่ยวซีไหลออกมา แววตาจริงใจของเด็กสาวทำเอาฟ่านหยางสือในร่างฮัวหนิงเซียนถึงกับตกตะลึง ในชีวิตของฟ่านหยางสือไม่ค่อยมีเพื่อนที่จริงใจนัก ยิ่งเพื่อนที่จะมายินดีเมื่อเธอคิดจะทำในสิ่งที่ถูกยิ่งไม่เคยมี (อันที่จริงเธอไม่แน่ใจว่าเธอไม่มีเพื่อนแบบนั้นหรือเธอไม่เคยทำในสิ่งถูกกันแน่...) แต่พอมาได้รับการปฏิบัติแบบจริงใจเช่นนี้ก็พาลทำให้อดจะซาบซึ้งไปกับน้ำใจของเสี่ยวซีแทนฮัวหนิงเซียนตัวจริงไม่ได้

...เธอเป็นคนโชคดีมากนะคุณหนูฮัว คนที่อ่อนแออย่างเธอกลับมีคนที่ดีกับเธอขนาดนี้...

“ช่างเรื่องข้าก่อนเถอะนะ ว่าแต่เจ้าอยากได้อะไรมั้ยเสี่ยวซี...”

ฮัวหนิงเซียนรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยเกรงว่าเธอจะอินกับความแสนดีของเสี่ยวซีไปมากกว่านี้ เธอไม่ชอบเรื่องอ่อนไหวแถมยังเกลียดอารมณ์ดราม่าเข้าไส้ พอจะเกิดสถานการณ์แบบนั้นมันก็อดไม่ได้ที่จะต้องขัดขึ้นมาก่อน

“ไม่หรอกเจ้าค่ะ เมื่อกี้คุณหนูจะเข้าโรงเตี๊ยมไม่ใช่หรือคะ...” เสี่ยวซีเตือนความจำเธอสะบัดหน้าไปมามือบางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าตนเองป้อยๆ

“จริงด้วยสิ...” ฮัวหนิงเซียนเพิ่งนึกได้ถึงจุดประสงค์ของการออกมานอกจวนคราวนี้

“งั้นไปกันเถอะ ข้าอยากพักพอดี” ร่างกายของฮัวหนิงเซียนเองก็ประท้วงกับอากาศหนาวเย็นภายนอกแล้วด้วย

เมื่อเข้านั่งที่โรงเตี๊ยมที่ใกล้ที่สุด สองนายบ่าวก็สั่งน้ำชากับขนมมาสองสามอย่างตอนแรกเสี่ยวซีปฏิเสธจะเป็นจะตายไม่ยอมที่จะมานั่งทานขนมดื่มชากับเธอแต่เมื่อเธอเอ่ยอ้างเรื่องที่ถ้าหากเธอนั่งคนเดียวจะเป็นอันตรายแล้ว เสี่ยวซีก็จำต้องยอมนั่งกับเธอจนได้

ขนมสองสามอย่างนั้นล้วนแล้วแต่มีรสชาติกลางๆ หากแต่ชาร้านนี้หอมชื่นใจเป็นอย่างมาก แม้พวกนิยมกาแฟอย่างเธอยังอดที่จะยกชาเพิ่มไม่ได้ กลิ่นหอมอบอวลของน้ำชาร้อนๆ กับบรรยากาศหนาวเย็นข้างนอกชวนให้เธออยากอยู่ข้างในร้านต่ออีกสักนิด

“ชานี่หอมมาก...” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยชมซื่อๆ

“หอมสิเจ้าคะ ร้านนี้นำชามาจากเมืองกู่เซียนเลยนะคะ” การให้ความรู้ของเสี่ยวซีนั้นดีพอตัว

“กู่เซียนงั้นรึ...” ฮัวหนิงเซียนรับคำ เธอไม่รู้หรอกว่ากู่เซียนนั้นมันไกลแค่ไหนแต่คงต้องเป็นเมืองที่ดังเรื่องชามากแน่ๆ ดูไปแล้วเสี่ยวซีเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างมีความรู้รอบตัวมากพอดู ตอนแรกเธอคิดว่าจะมาถามเอาข้อมูลจากในโรงเตี๊ยมหากแต่สายตาบุรุษแต่ละโต๊ะที่มองมาแล้ว ทำให้เธอต้องล้มเลิกความคิดนั้นไปโดยสิ้นเชิง

...ถ้าถามคนไม่ได้ ก็ถามหนังสือแล้วกัน...

“นี่เสี่ยวซีเจ้ารู้จักร้านหนังสือดีๆ บ้างหรือไม่” หนิงเซียนลองเสี่ยงถามไป

“รู้สิเจ้าคะ ร้านฉิงเต๋า แต่อยู่ค่อนข้างไกลเสียหน่อย ถ้าคุณหนูอยากซื้อหนังสืออะไรข้าจะไปดูมาให้...”

“ข้าอยากไป..”

ฮัวหนิงเซียนเอ่ยไม่ทันจบก็มีเสียงหนึ่งเรียกความสนใจของเด็กสาวเสียก่อน ดรุณีน้อยหันไปมองทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วขนทั่วกายเธอลุกชันราวเลือดสูบฉีดรุนแรงราวกับจะทำให้เธอตายด้วยหัวใจวายเสียอย่างนั้น

“ประตูสอง แทงอ๋อ 5 ก้วน”

“ประตูสองสาม แทงตั๋ว 8 ก้วน”

“ประตูสาม แทงอ๋อ 1 ตำลึง”

“ครบ อย่างละ 1 ตำลึง”

โปปั่นเกมหนึ่งกำลังดำเนินอยู่หลังม่านลูกปัด เธอมั่นใจว่าเป็นโปปั่นแน่ๆ หัวของฮัวหนิงเซียนหมุนคว้างอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน ดวงตาของเธอพราวประกายระยับจนแทบซ่อนไม่มิด เลือดนักพนันในกายของเธอสูบฉีดจนไม่อาจห้ามได้ ความผิดชอบชั่วดีที่อยู่ในหัวของเธอตีกันมั่ว เธออยากออกจากวงจรอุบาทว์ แต่เธอก็ยังอยากเล่นเกมนี้

...ไม่ได้ อุตส่าห์ได้โอกาสใช้ชีวิตใหม่ทั้งที...

...ตั้งแต่เกิดใหม่มาเนี่ย โดนถ่วงน้ำบ้างล่ะ โดนรังแกบ้างล่ะ ก็แค่เล่นคลายเครียดน่า...

...เดี๋ยวก็กลับไปเป็นแบบเดิมอีก...

...เกมเดียวไม่ถึงกับติดหรอกน่า...

...ไม่ควรนะ นี่มันร่างฮัวหนิงเซียน...

...จวนอยู่ไกลขนาดนี้ไม่มีทางติดหรอก เดินทางมาลำบากวันนี้วันเดียว เกมเดียวเท่านั้น...

“อา... เสี่ยวซีข้าปวดหัวนิดหน่อย ข้าอยากนั่งพักอีกสักนิด...” เสียงของฮัวหนิงเซียนฟังดูซีดเซียวเหลือคณา

“โถ คุณหนู งั้นก็นั่งต่ออีกสักหน่อยแล้วค่อยกลับจวนนะเจ้าคะ” เสี่ยวซีสรุป เธอมองคุณหนูที่นั่งก้มหน้าด้วยสีหน้าอาทร

“แต่ข้ายังอยากได้หนังสือ...” เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายลำบากใจ

“ร้านหนังสือไกลมากนะเจ้าคะ ถ้าอย่างไรให้ข้าไปแทนดีหรือไม่เจ้าคะ คุณหนู” เสี่ยวซีรีบเสนอเอาใจ

คุณหนูของเธอร่างกายอ่อนแอขืนปล่อยให้เดินกันต่อได้ล้มพับล้มพับไม่ถึงร้านหนังสือกันแน่ สู้ให้คุณหนูของเธอนั่งทานขนมจิบชาสักพักปล่อยให้งานพวกนี้เป็นหน้าที่ของสาวใช้อย่างเธอคงจะดีกว่า

“...จะดีหรือ” ฮัวหนิงเซียนแกล้งประวิงเวลาขณะที่หูของเธอกำลังลอบฟังเสียงการเขย่าโปอย่างตั้งใจ

“ดีสิเจ้าคะ คุณหนูอยากได้หนังสืออะไรบ้าง ข้าจะได้ไปหามาให้...” เสี่ยวซีรีบรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“งั้นต้องรบกวนเจ้าแล้ว ข้าอยากได้แผนที่แล้วก็บันทึกเกี่ยวกับเมืองสักเล่มสองเล่ม”

ฮัวหนิงเซียนคำนวนราคาในใจ เงินเธอน่าจะพอแค่นี้ถ้าหากอยากได้หนังสือมากกว่านี้คงต้องหลังเล่นเกมโปปั่นเสียยกหนึ่งไม่แน่ว่าเธออาจจะได้หนังสือทั้งร้านก็ไม่ถือว่ากล่าวเกินไปนัก

“ได้เจ้าค่ะ” เสี่ยวซีรับคำ

เด็กสาวส่งถุงตำลึงทองที่เธอเพิ่งได้มาให้เสี่ยวซีก่อนจะหยิบติดตัวไว้เพียงสามตำลึงกับสองก้วนเท่านั้น เธอไม่รู้ว่าค่าหนังสือมันจะมากน้อยเพียงใด แต่ค่าลงเดิมพันคงไม่มากไปกว่านี้หรอก

“คุณหนู เงินนี้มากมายเกินไป” เสี่ยวซีรีบบอก ดูเหมือนคุณหนูเธอจะไม่รู้ว่าตำราพวกนั้นราคาเท่าไหร่

“เอาติดไปเถิดเสี่ยวซี เจอของที่เจ้าชอบก็ซื้อกลับมาด้วย...” ฮัวหนิงเซียนยกยิ้มอีกครั้ง

เธอไม่ได้ยิ้มให้กำลังใจสาวใช้ หากแต่เธอยกยิ้มเพราะเธอเริ่มจับเสียงได้คร่าวๆ แล้วว่าเสียงเมื่อครู่ลิ้นโปจะออกประตูใด ดูเหมือนว่าเสียงจะคลาดจากยุคเธอไปไม่มากนัก...

“ไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ เงินคุณหนู” เสี่ยวซีกล่าว

“...รีบไปรีบกลับเถิดเสี่ยวซี ประเดี๋ยวจะกลับจวนดึก” ฮัวหนิงเซียนรีบตัดบท เธออยากลุกไปเล่นที่โต๊ะนั้นจะแย่อยู่แล้ว

“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปรีบกลับ ข้าสัญญาไม่เกินสามก้านธูป” เสี่ยวซีค้อมศีรษะก่อนจะเดินออกไป

...สามก้านธูป ต้องรีบหน่อยแล้ว...

​มาแล้ว จะอัพเมื่อคืนแต่ไม่ทัน ขอโทษที่ช้าจ้า... มาอ่านต่อกันได้ยาวๆ เลย ตอนหน้าหนิงเซียนจะโชว์สกิลพนันอีกแล้ว  มาลุ้นกันดีกว่าว่าจะได้สักกี่ตำลึง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น