丽月(ลี่เยว่)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่า ^^

ตอนที่ 2 ฮัวหนิงเซียน

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ฮัวหนิงเซียน

คำค้น : ทะลุมิติ, นิยายจีน, คุณหนู, ตาย, ฟื้น, ฮูหยิน, แม่เลี้ยง

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2560 22:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ฮัวหนิงเซียน
แบบอักษร

“ร้องไห้กันทำไม มีใครตายหรือไง? หรือร้องเพราะไม่มีใครตายกันแน่”

ร่างบางของฮัวหนิงเซียนถึงแม้ว่ากำลังสั่นเพราะความหนาวเย็นหากแต่สายตาและท่าทางของเด็กสาวนั้นมีแววข่มขู่อยู่ในที เธอกระชับเสื้อคลุมที่ได้มาจากบ่าวที่อยู่ใกล้ฝั่งเข้าหาตัวพยายามซ่อนอาการอ่อนล้าของร่างกายภายใต้สีหน้านิ่งขึง ฮัวหนิงเซียนสะบัดชายเสื้อที่เปียกน้ำไปโดนก้านธูปที่ใกล้มอดดับให้ดับลงทันที

ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินคนปัจจุบันของตระกูลฮัวบุตรสาวทั้งสองของหล่อนก็พากันตื่นตะลึงกับภาพที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น ร่างของฮัวหนิงเซียนตัวจริงกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเธอ!!

“เจ้า... เจ้าขึ้นมาได้อย่างไร..” เสียงของนางฮัวฮูหยินสั่นคล้ายกับเห็นผี

จะไม่ให้นางกลัวได้อย่างไร นางมั่นใจแล้วเชียวว่าแผนใส่ความลูกนอกไส้คนนี้จะได้ผลชะงัด นางจะสามารถสังหารฮัวหนิงเซียนโดยการป้ายความผิดเรื่องขโมยของระหว่างที่สามีไปปฏิบัติราชการที่เมืองหลวง พอกลับมานางก็จะรายงานสามีถึงพฤติกรรมอันฉาวโฉ่ของหนิงเซียนและความโชคร้ายของเด็กสาวที่โดนจับได้และตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีความผิดไป

แต่แล้วแผนการณ์ทั้งหมดก็พังครืนเมื่อจู่ๆ ฮัวหนิงเซียนที่ควรจะจมน้ำตายไปแล้วดันกลับมาจากธารน้ำลึกอย่างปาติหาริย์ไม่รู้ว่าเทพเซียนองไหนผีปิศาจตนใดที่มาช่วยชีวิตของหล่อนเอาไว้

“คุณหนูหนิงเซียนบริสุทธิ์จริง เทพเซียนแห่งสายน้ำช่วยคุณหนูเอาไว้”

สตรีร่างเล็กในชุดโบราณวิ่งมากอดเธอเอาไว้ ความทรงจำที่มาแบบขาดๆ หายๆ ของเจ้าของร่างบอกว่าสตรีผู้นี้คือหญิงรับใช้ที่คอยติดตามดูแลเธอมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยใบหน้าของหญิงสาวใช้เปรอะไปด้วยน้ำตาไม่เพียงเท่านั้นตัวของสาวใช้คนนี้ยังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทางยาวมากมาย

“เฆี่ยนจนกว่ามันจะสลบ!”

เสียงของสตรีน่าขยะแขยงดังขึ้นมาในความทรงจำของฮัวหนิงเซียนบ่งบอกถึงที่มารอยแผลของสาวใช้ผู้ภักดีกับเจ้าของร่าง เธอปรายตามองฮัวฮูหยินด้วยสายตาเย็นชากว่าเดิม เธอกล้าพนันด้วยห้องพักสุดหรูบนแกรนด์มาเก๊าพาเลซเลยว่าคนบงการเรื่องทั้งหมดนี้ต้องเป็นนางฮูหยินแป้งหนาคนนี้แน่ๆ

ฮัวฮูหยินหรือฮัวผิงซูเป็นภรรยาคนที่สองของฮัวอี้ฉินใบหน้าของนางจะเรียกว่างามก็ไม่อาจเอ่ยได้เต็มปากแต่หากจะบอกว่าอัปลักษณ์ก็ดูจะเกินจริงไปเสียมาก แต่ด้วยอุปนิสัยทะเยอทะยานของนางทำให้นางได้ตบแต่งเข้าตระกูลของคหบดีใหญ่อย่างนายฮัวได้สำเร็จทั้งที่นางเป็นเพียงลูกช่างทอเสื้อธรรมดาเท่านั้น

“ต้องเป็นเทพแห่งสายน้ำแน่ๆ คุณหนู..” สาวใช้พึมพำด้วยสีหน้าตื้นตันใจโดยที่ยังไม่ปล่อยมือจากชายเสื้อเธอ

...เทพแห่งสายน้ำบ้าบออะไร ให้เกียรติเหรียญทองว่ายน้ำมหาวิทยาลัยชิงหัวด้วย...

หยางสือในร่างของฮัวหนิงเซียนคิด ไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตามแต่ดูเหมือนเธอจะยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่เธอจำได้ว่าเธอเพิ่งจะตายไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ แถมการมีชีวิตอยู่ครั้งนี้ยังแปลกที่เธอไม่ได้อยู่ในร่างของตัวเอง หรือมาเกิดใหม่ในครรภ์ของสตรีนางใดนางหนึ่ง หากแต่เธอดันมาร่วมเจ็บร่วมปวดในร่างของเด็กสาวในยุคโบราณสักช่วงหนึ่งพร้อมกับความทรงจำของฟ่านหยางสืออย่างครบถ้วนกระบวนความ

...เกิดใหม่รึ หรือว่าเพิ่งฟื้น หรือเข้าสิงร่าง อย่างกับเจอจุดเซฟที่น้ำพุ...

“ข้าขึ้นมาก่อนหนึ่งเค่อ นั่นถือว่าข้าไม่ได้ทำผิดใช่หรือไม่...” เด็กสาวเอ่ยปากของเธอสั่นจากความหนาวเหน็บ

แม้ว่าฟ่านหยางสือจะยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของตัวเธอเองได้ แต่เธอจำเป็นต้องจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าของฮัวหนิงเซียนให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เด็กสาวมองไปที่สีหน้าที่ซีดเผือดสลับเขียวคล้ำของฮัวฮูหยินด้วยสายตานิ่งเฉย

“เจ้า!!!”

ใบหน้าของฮัวฮูหยินแข็งขึงคิ้วทั้งสองของนางขมวดจนแทบจะติดกัน ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เส้นเลือดที่ขมับทั้งสองข้างสูบฉีดอย่างรุนแรงจนเห็นเป็นแนวการกระตุกของเส้นเลือด หากแต่ในท่าทีโกรธเกรี้ยวนั้นไม่อาจจะซ่อนความหวาดกลัวได้มิดเมื่อเด็กสาวดันสังเกตเห็นรูม่านตาที่เปิดกว้างของฮูหยินเสียก่อน

ชั่วชีวิตของฟ่านหยางสือเรียนรู้มาว่าหากจะฆ่าใครแล้วต้องฆ่าให้ตาย ถ้าหากอีกฝ่ายเกิดรอดขึ้นมาคนที่จะต้องตายจะกลับกลายเป็นตัวเราแทน น่าเสียดายที่นางฮัวผิงซูไม่ได้รับบทเรียนนี้มาก่อนจะลงมือถ่วงเด็กสาวลงน้ำ แต่ไม่เป็นไรเธอก็ไม่ใช่คนแล้งน้ำใจอะไร เธอจะสอนบทเรียนนั้นให้กับคนพวกนี้เอง

“...ไม่นะ ทำไมเจ้าถึงยังไม่ตาย”

เสียงของเหมยฟางบุตรสาวคนโตสั่นด้วยความกลัวเรียกความสนใจของเธอได้เป็นอย่างดี สีหน้าของบุตรีทั้งสองของนางฮัวผิงซูมองเธอเหมือนกับเห็นผี ก็คงไม่แปลกนักทั้งสองพี่น้องเชื่อมารดาของตัวเองร่วมกันใส่ความแอบเอาของใช้ส่วนตัวของตัวเองไปวางไว้ที่ห้องของฮัวหนิงเซียนแล้วแกล้งทำเป็นว่าเพิ่งไปพบ

ตามแผนพอหนิงเซียนปฏิเสธ มารดาก็จะท้าให้เทพเซียนเป็นคนตัดสินโดยการลงไปแช่ในน้ำ ถ้าหากเด็กสาวไม่พ้นจากน้ำภายในหนึ่งเค่อก็ถือว่าฮัวหนิงเซียนผิดจริงและได้ไปชดใช้ความผิดในนรกภูมิแล้ว มารดาของเธอให้บ่าวในเรือนถ่วงหินไว้ที่ขาของหล่อนไม่มีทางเลยที่เทพเซียนองค์ไหนจะช่วยหล่อนได้

...แล้วเหตุใดหล่อนจึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้...

“เจ้าอยากรู้รึ?” ฮัวหนิงเซียนหรี่ตามองผู้มีศักดิ์เป็นพี่สาวต่างมารดาของตนเองด้วยสีหน้าชั่วร้าย

ร่างบางของเด็กสาวย่างสามขุมไปใกล้คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฮัวใบหน้าซีดเซียวจากความหนาวของฮัวหนิงเซียนช่วยทำให้เธอดูเหมือนผีพรายมากกว่าจะเป็นมนุษย์ บุตรสาวทั้งสองของคหบดีฮัวมองหน้าพี่น้องต่างมารดาอย่างตระหนก ไอความตายแผ่ออกมาจากทุกๆ คำพูดของเด็กสาวที่ยังเปียกปอนตรงหน้า ความกดดันของบรรยากาศได้ขโมยลมหายใจของสามแม่ลูกไปชั่วอึดใจ

“แล้วเจ้าล่ะอยากรู้มั้ย...” หนิงเซียนหันไปถามเหมยซือคนน้องที่ยืนอยู่ไม่ห่างกัน

“...ข้ะ ข้า..” ธิดาคนเล็กของฮัวฮูหยินกลัวจนเอ่ยปากไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ

“...ถ้าเจ้าอยากรู้แล้วล่ะก็ ทำไมไม่ลองลงไปตรวจสอบดูเองเล่า”

สิ้นคำพูดมือของฮัวหนิงเซียนก็ผลักเด็กสาวสองคนตกธารน้ำไปทันที เธอสบัดกลับโดยไม่ใส่ใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปอีก เสียงของฮัวผิงซูตะโกนเรียกบ่าวในเรือนมาช่วยชีวิตลูกสาวตนดังลั่น เสียงร้องด้วยความตกใจของสองพี่น้องดังลั่นคุ้ง ยิ่งเห็นดังนั้นเสียงของฮูหยินฮัวก็ร้องลั่นปานจะขาดใจ

“...หมดเรื่องแล้ว เสี่ยวซีกลับจวน”

น้ำเสียงที่เอ่ยกับสาวใช้ส่วนตัวนั้นเบาหวิวจนน่าใจหาย สีหน้าและแววตาของฮัวหนิงเซียนเลื่อนลอยจนน่าตกใจ เสี่ยวซีได้แต่รับคำก่อนจะพยักหน้าให้กับบ่าวสองสามคนเดินตามมาทันที

ที่จริงแล้วเธอหนาวและขวัญเสียความทรงจำของเธอกับความทรงจำของฮัวหนิงเซียนพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเธอราวกับนิยายเรื่องยาวซึ่งเธอยังไม่สามารถปะติดปะต่อมันได้หมด เป็นไปได้เธออยากจะล้มตัวลงแล้วร้องไห้มันเสียตรงนี้เดี๋ยวนี้ แต่เธอทำได้เพียงรีบจ้ำอ้าวด้วยข้อเท้าที่ยังเจ็บตามเสี่ยวซีกลับจวนคหบดีอย่างไม่มีทางเลือก

ความกลัวความโกรธความสับสนงุนงงเข้าจู่โจมเธอไม่หยุดหย่อน เธอเพิ่งโดนกระสุนนับโหลอัดทะลวงร่างกายจนตกอ่าวมาเก๊ายังไม่ทันได้ลิ้มรสความตายจากกระสุนปืนได้อิ่มหนำดีตัวเธอก็ดันมาลอยคว้างขวางกระแสน้ำโดยมีหินก้อนโตอยู่เป็นเพื่อนเป็นตาย ชีวิตเธอเพิ่งจะผ่านพ้นความตายมาสองครั้งติดๆ หากจะให้เธอเข้มแข็งต่อแม้แต่วินาทีก็คงจะเป็นการคาดหวังกันมากเกินไป

...ในโลกนี้จะมีใครตายได้ถี่ขนาดนี้บ้าง...

“ฮัชชิ่ว”

ฮัวหนิงเซียนจามทั้งที่ปากยังสั่นกระทบกันกึกๆ นั่นทำให้เธอเผลอกับริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว เด็กสาวร้องโอดโอยอากาศหนาวเย็นภายนอกยิ่งทำให้แผลแตกที่ปากเจ็บเข้าไปใหญ่ รอยแผลเพียงเล็กน้อยตอนนี้ก็สามารถทำให้ฟางเส้นสุดท้ายที่เธอรั้งตัวเธอกับความเข้มแข็งที่มีเอาไว้ขาดสะบั้นลง

เด็กสาวร่างกายเปียกปอนทรุดตัวลงร้องไห้กลางถนนหลังจวนทันทีดวงตาของเธอแดงก่ำ ความแค้นที่มีต่อดาซิม ความอาลัยที่มีต่อลู่หรงนายใหญ่ความหวาดกลัวและน้อยเนื้อต่ำใจของฮัวหนิงเซียนผู้เป็นเจ้าของร่างพรั่งพรูออกมาเป็นหยาดน้ำตาที่หยดลงมาไม่ขาดสาย รอยแผลต่างๆ ตามร่างกายของเธอก็เริ่มแสบเพราะอากาศหนาวเย็นเริ่มกัดปากแผล

“คุณหนู... คุณหนูเป็นอะไรไปคะ” เสี่ยวซีรีบร้อนมาประคองเธอทันทีใจของบ่าวตัวน้อยสั่นระรัวด้วยความกลัว

“เจ็บ..” เสียงของฮัวหนิงเซียนครวญคราง

รอยแดงรอบข้อเท้าบ่งบอกว่าหินที่ถ่วงเธอลงนั้นทำพิษหนักมากแค่ไหนความอ่อนแอร้าวระบบอาการมึนหัวคล้ายจะหมดแรงจู่โจมร่างกายของฮัวหนิงเซียนโดยที่เธอไม่มีโอกาสปฏิเสธมันเลยสักนิด

ร่างของฮัวหนิงเซียนเย็นเชียบหากแต่น้ำตายังคงพรูลงมาทั้งที่นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอหลับสนิทแล้ว มือทั้งสองของคุณหนูตกลงข้างตัวบ่งบอกว่าสติของคุณหนูนั้นดับไปเสียแล้ว

“ช่วยด้วย!!!!!”


“ที่ข้าให้เจ้าปักน่ะเสร็จรึยัง!” เสียงตะหวาดดังขึ้นหน้าห้องของเธอ

“ข้าใช้ให้เจ้าทำ ไม่ใช่ให้นางบ่าวคนนี้ทำ”

แม่เลี้ยงใจร้ายกับพี่น้องต่างมารดากำลังยืนทำหน้าถมึงทึงมองเธออยู่จากหน้าเรือนเก่าๆ เสียงตวาดแว้ดๆ ของฮัวผิงซูดังไม่หยุดหย่อน เธอสั่งใช้งานผู้ที่มีศักดิ์เป็นบุตรสาวคนเล็กของจวนคหบดีราวกลับเป็นสาวใช้คนหนึ่ง ข้าวของต่างๆ ที่เป็นของที่เธอได้จากพี่ชายทั้งสองถูกเหมยฟางและเหมยซือหยิบฉวยไปใช้ตามใจตัวเองเสมอ

มารดาของเธอเสียชีวิตเมื่อตอนเธอเกิดนั่นทำให้บิดาหรือนายฮัวอี้ฉินรังเกียจเธอคิดว่าเธอเป็นตัวที่พรากคนรักไปจากเขา ฮัวอี้ฉินทำงานเป็นคหบดีต้องเข้าไปรับราชการในเมืองหลวงบ่อยๆแต่การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของเขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไร เพราะทุกครั้งที่ฮูหยินจะทำโทษเธอบิดาก็ได้แต่ทำตัวเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เท่านั้น

“นางเด็กอัปลักษณ์”

“ของพวกนี้ไม่เหมาะกับเจ้าสักนิด งั้นข้าจะเอาไปใช้แทนแล้วกันนะ”

“เจ้าจะมานั่งร้องไห้เรียกร้องความสงสารอะไร!! น่ารำคาญเสียจริง เอาไม้เรียวมา”

การเฆี่ยนตีทำโทษนับครั้งไม่ถ้วนที่เธอโดนบางครั้งก็โดนจนสลบไปไม่มีใครในเรือนกล้ามาช่วยเธอด้วยกลัวบารมีของฮูหยินกับบุตรีทั้งสอง

“เจ้าจะต้องอยู่ในจวนนี้ไปจนตาย...”

ภาพชีวิตอันน่าเวทนาของฮัวหนิงเซียนฉายซ้ำไปมาในความฝันของเจ้าของร่าง น้ำตาของเธอไหลหยดลงมาแม้ไม่รู้สึกตัว ฟ่านหยางสือในร่างของฮัวหนิงเซียนดิ้นทุรนทุรายทรมานคล้ายฝันร้ายทั้งที่ยังไม่ได้สติมาแล้วสามคืน เหล่าคนของฮูหยินคนเก่าได้แต่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแอบดูแลเท่าที่จะพอทำได้ เพราะไม่อาจจะทำอะไรมากไปกว่านี้ได้เนื่องจากกลัวโดนโทษทัณฑ์จากฮูหยินของจวน

“คุณหนู...” เสี่ยวซีนั่งร้องไห้อยู่ไม่ห่างเตียง

เธอเติบโตมากับคุณหนูตั้งแต่เด็ก เธอทั้งสองเกิดไล่ปีกันเพียงแต่เธอเป็นลูกของบ่าวในเรือนเท่านั้นเธอทั้งรักและผูกพันกับคุณหนูยิ่งกว่าบ่าวคนใดในเรือน พอได้เห็นคุณหนูของเธอซีดเซียวล้มป่วยเจียนตายเช่นนี้ดวงใจเธอเหมือนจะขาดรอนตายตามไปเสียให้ได้

“ลู่...” เสียงแหบพร่าดังขึ้นไม่ห่าง เสี่ยวซีหันมองหาเจ้าของเสียง“..แม่.. นาย..ท่าน...” ริมฝีปากของฮัวหนิงเซียนเอ่ยบางสิ่งออกมา เสี่ยวซีพยายามจะขยับตัวไปใกล้ๆ เพื่อฟังสิ่งที่ผู้เป็นนายพูดได้ชัดๆ แต่ก็ไม่สามารถจับความได้เป็นประโยค แต่ความตื่นเต้นและดีใจที่คุณหนูของเธอกำลังจะฟื้นคืนสติทำให้เด็กสาวร่างเล็กรีบวิ่งออกไปแจ้งข่าวกับบ่าวที่สามารถแอบออกนอกเรือนได้อย่างรวดเร็ว

“คุณหนู คุณหนูกำลังจะได้สติไปตามท่านหมอเร็ว..” เสียงของเสี่ยวซีกระซิบกระซาบกับบ่าวอีกคน

“โอ้ย...” เสียงร้องของฮัวหนิงเซียนเรียกให้เสี่ยวซีวิ่งกลับเข้าไปในเรือนอีกครั้ง...

หลังจากท่านหมอประจำเมืองจับชีพจรตรวจอาการของคุณหนูห้าแห่งจวนคหบดีฮัวแล้วก็เขียนใบสั่งยาที่ยาวเกือบสองม้วนส่งให้กับบ่าวในเรือน หยางสือหรือตอนนี้เธอก็คือฮัวหนิงเซียนมองใบสั่งยานั้นด้วยสีหน้าระทมอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ใช่คนกินยายากแต่เมื่อชาติก่อนเธอกินยาแคปซูลเป็นส่วนใหญ่ไม่ใช่ยาต้มแบบนี้ เพียงแค่นึกว่าต้องกลืนยาพวกนั้นลงคอเธอก็รู้สึกขนลุกไปหมด

ตอนนี้เธอพอจะยอมรับความจริงที่เธอเข้ามาหยิบยืมร่างของฮัวหนิงเซียนในการใช้ชีวิตต่อได้บ้างแล้ว แต่จะเรียกว่าใช้ชีวิตต่อมันก็ไม่ถูกนัก เธอเมื่อชาติที่แล้วอายุปาไปตั้ง 26 แล้วแต่พอมายืมร่างนี้ใช้เธอดันย้อนกลับไปที่ 14 แทน กว่าจะใช้ชีวิตมาได้ถึง 26 มันก็เหนื่อยอยู่ ค่าประสบการณ์ในชีวิตก็เสียไปไม่ใช่น้อย แต่ก็คงต้องโทษตัวเธอเองที่อาจจะลืมกดเซฟชีวิตตอนวันเกิดอายุยี่สิบหกที่ผ่านมา

ทว่าความจริงเธอก็ยังรู้สึกถึงความไม่ถูกต้องบางอย่าง เจ้าของร่างนั้นจะว่าไปก็คือหมดอายุขัยไปแล้วมันจะดีจริงหรือที่เธอมาอยู่ในร่างนี้ต่อโดยที่ครอบครัวของเจ้าตัวไม่รู้สักนิดว่าฮัวหนิงเซียนที่พวกเขาเฝ้าทะนุถนอมมานานปีได้ไปสู่ภพหน้าภูมิไหนแล้ว และลูกสาวคนปัจจุบันนี้ก็เป็นอดีตอาชญากรทางเศรษฐกิจคนหนึ่งเสียอีกต่างหาก แต่จากการปฏิบัติของแม่เลี้ยงใจร้ายแล้ว เธอก็เลือกจะโยนความรู้สึกผิดเหล่านั้นทิ้งไปเสีย

…ช่างมันปะไร ฮัวหนิงเซียนจะตายหรือจะอยู่คนบ้านนี้ก็คงไม่ใคร่ใส่ใจนักหรอก…

ไหนๆ เธอก็ได้โอกาสที่จะรีเซ็ทชีวิตห่วยๆ ของเซียนพนันที่ทำแต่ความชั่วของเธอเองแล้ว เธอก็ควรจะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อที่ตัวเธอจะไม่ต้องมาเสียดายตอนตายและเพื่อฮัวหนิงเซียนผู้น่าสงสารด้วย ปกติเธอไม่ค่อยจะอินความน่าสงสารเท่าไหร่เพราะชีวิตเธอก่อนมาเจอนายใหญ่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าฮัวหนิงเซียนนัก แต่ตอนนี้เธอใช้ร่างของฮัวหนิงเซียนอยู่

…จะอินหน่อยก็ไม่เสียหาย…

“คุณหนู อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าคะ” เสียงของเสี่ยวซีผู้เปรียบเสมือนเพื่อนรู้ใจของเจ้าของร่างดังขึ้น

…เอ สมัยนี้มันมีกาแฟรึยังนะ…

“มีอะไรก็ยกมาเถอะ ข้าหิว” เสียงของเด็กสาวแผ่วเบาเกินกว่าที่คาดไว้

อาจจะเป็นเพราะร่างกายอ่อนแรง แน่นอนว่าเธอไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากน้ำราสเบอร์รี่ก่อนตายจากชาติก่อนเรียกว่าอดอยากข้ามชาติข้ามภพขนาดนี้ให้กินช้างกินม้าก็ไม่น่าจะเหลือซาก

เสี่ยวซีเมื่อได้ยินดังนั้นก็กุลีกุจอสาวเท้าออกจากห้องของเธอไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เด็กสาวกำลังทำใจที่จะต้องยอมรับความจริงอีกอย่างสำหรับชีวิตใหม่ของเธอที่นี่ไม่มีกาแฟ แน่นอนว่าไม่ต้องหวังถึงทาร์ตไข่ และไอศกรีม ความสุขในชีวิตไม่กี่อย่างของหยางสือได้ถูกทิ้งให้จมไปพร้อมๆ กับร่างกายพรุนกระสุนที่อ่าวมาเก๊าไปแล้ว

…จะว่าไปความตายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากเหมือนกัน…

ฮัวหนิงเซียนหยิบอาภรณ์ที่วางอยู่ไม่ห่างตัวนักขึ้นมาสวมทับไว้ลวกๆ ไม่ใช่เพราะเธอขี้เกียจแต่เพราะเธอเหลือเรี่ยวแรงน้อยและไม่พร้อมจะทำตัวซับซ้อนตามเสื้อผ้าของสตรียุคโบราณ เธอต้องประหยัดเรี่ยวแรงไว้ถือตะเกียบคีบอาหารเข้าปากอีก เธอไม่ได้ขี้เกียจจริงๆ เชื่อสิ

“เจ้าฟื้นแล้วรึ!”

เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าห้องของเธอพร้อมกับเสียงฝีเท้าของเหมยฟางและเหมยซือ สองพี่น้องถือวิสาสะเดินเข้ามาในเรือนของเธอทันที ทั้งคู่เบ้ปากย่นจมูกคล้ายมองสิ่งเหม็นเน่า ดวงหน้าของสองพี่น้องงอง้ำเป็นจวักวิดน้ำ ดูเหมือนว่าความตั้งใจที่จะประหยัดพลังงานของเธอจะถูกทำลายเสียแล้ว

“...” ฮัวหนิงเซียนไม่ตอบอะไรออกไป เธอหิวไม่อยากประมือกับใครโดยเฉพาะเด็กๆ พวกนี้

อุปนิสัยชาติก่อนของเธอไม่ใช่พวกที่จะรบราฝีปากกับใครเท่าไหร่แถมไม่ค่อยจะมีเรื่องพวกนี้มาให้กวนสมองเสียด้วย งานหลักๆ ของเธอคือการชนะพนัน เธอสนุกกับการใช้สมองอ่านการกระทำผู้คนมากกว่ามาชนะกันด้วยวาจา เพราะอย่างไรก็ดีสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกนี้ก็คือวาจามนุษย์นี่ล่ะ

“ไม่มีปากรึไรพี่ข้าถามทำไมไม่ตอบ” เสียงของเหมยซือดังขึ้นเป็นลูกคู่ ทำให้เธออดจะนึกถึงพี่น้องตัวโกงตลกๆ ในละครตอนเย็นไม่ได้ หนิงเซียนพยายามกลั้นยิ้มก่อนจะตอบกลับไปอย่างเสียมิได้

“...แล้วพี่ของเจ้ามีตารึไม่” เล่นตามบทไปหน่อยจะเป็นไรไป

“นี่เจ้า!” นิ้วของเหมยฟางชี้มาที่เธอสีหน้าแดงเข้มโกรธจัด “ข้าจะไปบอกท่านแม่ว่าเจ้าลองดีกับข้า”

ท่าทางว่าเธอจะสลบนานไปหน่อยสองพี่น้องนี้เลยลืมความหวาดกลัวที่เธอสามารถรอดพ้นจากก้อนหินถ่วงน้ำได้แถมยังได้ส่งพวกหล่อนลงน้ำตามไปหาเคล็ดลับการโกงความตายดู แต่แท้จริงแล้วเป็นที่เธอสลบนานไปหรือสองคนนี้สมองถั่วเธอเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก...

“ก็ไปสิ ถ้าหากแม่เจ้าหาวิธีจัดการกับข้าได้ดีกว่าเอาหินถ่วงข้าจม ก็เชิญ”

คำพูดของฮัวหนิงเซียนเป็นการเตือนคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของจวนถึงเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง สองพี่น้องหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ ก่อนที่เหมยฟางผู้เป็นพี่จะแสดงความกล้าหาญออกมามากกว่า

“เจ้า! กล้านักนะ ข้าจะ...”

ใบหน้าของเหมยฟางเต็มไปด้วยความกังวล เธอยกแขนทั้งสองขึ้นกอดอกในขณะที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยปากข่มขู่ต่อ

“... ข้าจะฟ้องท่านพ่อเรื่องที่เจ้าผลักพวกข้าตกน้ำ!”

แม้คำพูดจะฟังดูมั่นใจหากแต่กริยาที่แสดงออกมานั้นบอกได้ถึงความลังเลในจิตใจของเด็กสาวเป็นอย่างดี หนิงเซียนมองกริยาเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย กริยาของคุณหนูที่ใช้ชีวิตไม่เกินขอบเขตเมืองบ้านเกิดนั้นอ่านง่ายเสียยิ่งกว่าคนในวงไพ่นักหนา

“ถ้าพวกเจ้าทั้งสองพูดเรื่องที่ข้าผลักเจ้าตกน้ำ...” ฮัวหนิงเซียนลากเสียงรอให้ทั้งสองคนตั้งใจฟังถ้อยคำต่อไปที่เธอกำลังจะพูด “...พวกเจ้าคงต้องอธิบายตั้งแต่ทำไมข้าถึงถูกก้อนหินมัดตกลงไปในน้ำสินะ”

คำพูดของเธอไม่ใช่เพียงขู่เพราะตอนนี้เธอถือไพ่เหนือกว่าจริงๆ แม้เด็กสองคนนี้อาจจะกล้าพูดเรื่องที่ถูกเธอผลักตกน้ำกับคหบดีฮัว แต่มารดาของทั้งสองคงจะห้ามไว้เป็นแน่มิฉะนั้นแผนการสังหารฮัวหนิงเซียนจะแดงขึ้นมาทันที

“ข้าจะเฝ้ารอท่านพี่ทั้งสองเอาเรื่องนี้ไปบอกบิดา...อย่างใจจดใจจ่อ” หนิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมล้อเลียน

จะว่าไปก็เหมือนเธอรังแกเด็ก เด็กพวกนี้อายุไม่เกินนักเรียนมัธยมปลายในยุคของเธอด้วยซ้ำ การดำเนินชีวิตอยู่แต่ในจวน วันๆ เรียนแต่ร่ายรำเย็บปักถักร้อยยิ่งทำให้เด็กพวกนี้ไม่ใช่คนที่เธอจะต้องไปใส่อารมณ์ให้เปลืองแรง พอดีเวลากับที่เสี่ยวซียกอาหารเข้ามาเหมือนระฆังลั่นหมดยก

ข้าวต้มพร้อมกับข้าวสามอย่างตั้งเรียงกันท่าทางดูน่าทาน เธอเคยคิดดูแคลนอาหารสมัยโบราณไว้อยู่ไม่ใช่น้อยแต่พอได้มาเห็นของจริงแล้วมันดีเกินกว่าที่เธอคาดไว้ เด็กสาวปรายตามองสองพี่น้องที่ยังไม่เดินออกไปไหนด้วยสายตาสงสัย

...เด็กพวกนี้จะเอาอะไรจากเธออีก เกิดมาเป็นมารคอหอยหรืออย่างไร...

“ท่านเดินกลับเรือนตัวเองไม่ถูก หรืออยากทานอาหารกับข้าล่ะ?” ฮัวหนิงเซียนยกตะเกียบขึ้นมาขณะถาม

“ข้า...” เหมยฟางได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหที่ไม่สามารถหาเรื่องให้หนิงเซียนถูกทำโทษได้ “เหมยซือกลับเรือน!”

เด็กสาวเรียกน้องตัวเองก่อนจะเดินสะบัดตัวนำออกไป เหมยซือรีบหันตัวตามพี่สาวของตนออกไปเช่นกันหากแต่ผู้อ่อนวัยกว่ายังมิวายหันมามองผู้ที่เพิ่งฟื้นไข้ด้วยสายตาสงสัย

ความจริงวันนี้เธอทั้งสองมาเพื่อตรวจดูว่าฮัวหนิงเซียนยังมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่ถ้าหากว่าโชคดีเธอฟื้นร่างกายเต็มที่แล้วก็กะจะหาเรื่องฟ้องท่านแม่ให้มาโบยสักสองสามไม้ส่งท้ายก่อนท่านพ่อจะกลับ

“พี่เหมยฟาง...” เหมยซือเอ่ยขึ้นก่อน

“อะไร!” เหมยฟางตวาดถามน้องสาวตัวเองทั้งที่ยังหงุดหงิด

“พี่ว่า หนิงเซียนนางดูแปลกไปมั้ย?” บุตรีที่สี่แห่งจวนฮัวเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

เหมยซือไม่อาจจะปฏิเสธความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในหัวของเธอยามเมื่อเจอฮัวหนิงเซียนได้ มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่ใช่ฮัวหนิงเซียนคนเดิม หากมองไม่เห็นรูปลักษณ์และร่างกายแล้วคงจะคิดว่านั่นไม่ใช่ฮัวหนิงเซียนแน่ๆ

“..จะไปใส่ใจอะไรนางนัก ก็แค่อวดดีกว่าเดิมเท่านั้น” เหมยฟางที่ยังไม่ละอารมณ์โกรธตอบเสียงดัง

“แต่ข้าว่านางแปลกไปจริงๆ นะ” เหมยซือพยายามจะย้ำความคิดตัวเองให้ผู้เป็นพี่ฟัง

“หนวกหูจริงเชียว! เจ้านี่น่าจะจมน้ำจนเลอะเลือน”

เหมยฟางไม่ได้ซื่อโง่บ้าจนไม่รู้ว่าฮัวหนิงเซียนเปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะเธอยังหงุดหงิดที่เธอไม่สามารถจัดการกับน้องสาวต่างมารดาได้หนำซ้ำยังโดนกล่าวราวกับไล่กลับเรือนอีก ความโมโหทำให้เด็กสาวหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ

“คุณหนู เดี๋ยวข้าช่วยแต่งตัวให้นะ” เสี่ยวซีมีสีหน้าสดใสขึ้นหลังจากที่เห็นเธอฟื้นและกินข้าวต้มไปสามชามโต

จริงๆ เธออยากกินเป็ดย่างภัตตาคารเฉาเหมิ่งและตามด้วยเฟรนฟรายจิ้มไอศกรีมวนิลาของแมคกับโคล่าแก้วโต ก่อนจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยสตาบัคแกรนเด้ แต่ว่าเท่าที่มีก็ไม่ถือว่าแย่อาหารจวนของคหบดีรสชาติจัดว่าเยี่ยม ทั้งผัดถั่วงอก เต้าหู้ทรงเครื่อง กับไก่หมักเหล้าแดงดูแล้วที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเหมาะกับข้าวต้มหอมๆ

“รบกวนด้วย” หนิงเซียนตอบอย่างสุภาพจนเสี่ยวซีแปลกใจ

เสื้อผ้าของหญิงโบราณไม่แปลกที่จะต้องมีคนช่วยแต่งตัวจะว่าวิจิตรงดงามก็จริงแต่จะเรียกว่ายุ่งยากก็ไม่ผิด ทั้งเสื้อตัวในผ้าพันทรงเสื้อชิ้นที่หนึ่งทับด้วยกระโปรงตัวใน กระโปรงผ้าสีข้างนอก เสื้อชิ้นที่เป็นแขน สายคาดเอวกว่าจะจบด้วยเสื้อคลุมทำเอาเธอมีอาการคล้ายเหน็บกินเอวเพราะต้องเกร็งตัวรอ ปกติฟ่านหยางสือไม่ใช่คนที่ชอบแต่งตัวมากมายนักชุดเสื้อผ้าเธอนอกจากเดรสเซ็กซี่เข้าบ่อนแล้วก็มีแค่ชุดนอนเท่านั้นจึงทำให้เธอค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับการแต่งตัวของคนยุคนี้ไม่ใช่น้อย

“นั่งเลยค่ะคุณหนู เดี๋ยวข้าจะทำผมให้”

ทรงผมก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าเสื้อผ้าแม้แต่น้อย แต่เมื่อเธอเห็นเสี่ยวซีมีสีหน้ามีความสุขตอนที่สางผมและแต่งแต้มเติมสีหน้าให้กับคุณหนูของเธอหยางสือจึงทำได้แค่ปล่อยเลยตามเลย เด็กสาวจึงอาศัยจังหวะที่เสี่ยวซีกำลังเพลิดเพลินในการสำรวจร่างกายใหม่ของตัวเองในกระจกที่มัวหน้าตาคล้ายถาดผัดหมี่ในภัตตาคารอาหารบุปเฟ่ต์

ฮัวหนิงเซียนจัดเป็นเด็กสาวที่สวยมากคนหนึ่ง หากโตขึ้นอีกนิดคงจะเรียกงามล่มเมืองได้โดยไม่มีข้อกังขา นัยน์ตาปลั่งสุกดั่งลูกกวางคิ้วเรียวเรียงเส้นสวยจมูกโด่งหากแต่เล็กรั้นตามธรรมชาติ ปากกระจับอิ่มสีดั่งลูกอิงเถา ผิวขาวเนียนแต่ติดจะซีดเซียวไปนิดก็ตาม ผมสีหมึกยาวตรงเลยสะโพกไปเกือบถึงบั้นท้าย

“เป็นอย่างไรบ้างคะ” เสี่ยวซีเอ่ยด้วยความภูมิใจกับสิ่งที่เธอสรรค์สร้างขึ้นมา

หญิงงามที่ส่งยิ้มมาจากถาดผัดหมี่ทำให้เธอไม่อาจจะเอ่ยคำใดออกมาได้มากนัก แม้ว่าเครื่องประดับจะมีเพียงแค่ปิ่นสีดำเล็กๆ เพียงอันเดียวเท่านั้นแต่เสี่ยวซีกลับสามารถสรรค์สร้างความงามให้กับเจ้านายของเธอได้ถึงขนาดนี้

...ถ้าเสี่ยวซีมาเกิดในยุคเธอ ต้องเป็นแฮร์สไตล์ลิสแห่งยุคแน่...

“ขอบใจมาก เสี่ยวซี” เสียงของหนิงเซียนเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง “เสี่ยวซี ข้าอยากออกไปเดินเล่น...”

คำพูดของคุณหนูทำให้สาวใช้ตกใจจนตาแทบถลนออกมาจากเบ้า แต่ไหนแต่ไรคุณหนูของเธอเอาแต่อยู่ในจวนไม่ยอมออกไปข้างนอกเพราะเชื่อคำพูดของฮูหยินว่าตัวเองเป็นคนอัปลักษณ์จึงทำให้ไม่กล้าออกไปไหน แต่ทำไมวันนี้คุณหนูถึง..

“คุณหนูอยากไปเดินเล่นงั้นหรือคะ...” เสี่ยวซีถามอยากแปลกใจ

“ใช่แล้ว” ฮัวหนิงเซียนพยักหน้ารับขณะกำลังเปิดตลับเก็บของสำรวจหาบางอย่าง

เธอแค่อยากจะลองเดินสำรวจตลาดบ้านเมืองวิถีชีวิตคนสมัยนี้ดูบ้างเท่านั้น น่าเสียดายที่ตอนเด็กๆ เธอไม่ได้ตั้งใจเรียนประวัติศาสตร์ให้ดีเลยทำให้เธอไม่สามารถบอกยุคสมัยได้จากการแต่งกาย แถมจะคิดพึ่งพาความรู้ของคุณหนูหนิงเซียน คุณหนูก็ดันเป็นคุณหนูอ่อนหวานอ่อนโยนหัวอ่อนเรียบร้อยที่แท้ทรูทำให้ไม่รู้เรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย ในหัวของคุณหนูหนิงเซียนมีแต่วิชาปักผ้า บรรเลงพิญ ร่ายรำ ชงชาและทำความสะอาดบ้านเท่านั้น

...เป็นการใช้ชีวิต 14 ปีที่ wasted your time มาก...

แต่ไม่อาจจะตำหนิได้ชีวิตของสาวสมัยก่อนจะไปมีอะไรมากไปกว่านี้ทักษะชีวิตพวกเธอไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากไปกว่าการบ้านการเรือน อะไรก็ตามที่ทำให้สามีพอใจก็ถือว่าดีเหมาะสมและเพียงพอแล้วต่อการมีชีวิตอยู่ ส่วนเรื่องอื่นนั้นเป็นเรื่องของบุรุษ

“แต่คุณหนูไม่กลัวจะ...” เสี่ยวซียังคงกังวล

“...กลัวจะทำให้คนแตกตื่นน่ะหรือ” ฮัวหนิงเซียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ

เมื่อก่อนฮัวหนิงเซียนเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเพราะถูกแม่เลี้ยงใจร้ายพรอบพากันด้าว่าตัวเธอนั้นเป็นคนอัปลักษณ์หากออกไปข้างนอกจะสร้างความแตกตื่นให้คนในเมือง แม้คำโกหกนั้นจะดูบ้องตื้นเมื่อเด็กสาวสามารถเห็นตัวเองในกระจก แต่ถ้าหากคุณโกหกในเรื่องที่ใหญ่มากพอและทำมันซ้ำๆ นานๆ เข้าก็สามารถทำให้คนเชื่อได้ เพราะฉะนั้นฮัวหนิงเซียนจึงเป็นคนที่มีนิยามของหน้าตาตัวเองในหัวว่าขี้เหร่

แต่ขอโทษเถอะนะแม้ว่ากระจกที่นี่จะมัวเสียยิ่งกว่าถาดหมี่ผัดก็ตามแต่เธอแน่ใจว่าถ้าอย่างฮัวหนิงเซียนเรียกว่าขี้เหร่แล้วฮัวฮูหยินกับลูกทั้งสองก็ต้องเรียกอัปลักษณ์จึงจะเหมาะ อุ๊ปส์...

“..คุณหนู...” เสี่ยวซีเอ่ยเสียงอ่อย เธอไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวเช่นนั้นเธอเพียงแต่แปลกใจเท่านั้น

แต่สีหน้าที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้มของฮัวหนิงเซียนนั้นทำเอาเธอหมดคำถามไปโดยปริยาย เสี่ยวซีย่อตัวลงก่อนจะรีบเตรียมข้าวของให้กับคุณหนูของเธอไม่ว่าสิ่งใดที่ทำให้คุณหนูยิ้มได้ เธอก็พร้อมจะหามาให้ทั้งนั้น

“นางเปลี่ยนไปจริงๆ นะคะท่านแม่” เสียงของเหมยซือกล่าวย้ำกับมารดาของตัวเอง

หลังจากทั้งสองออกมาจากเรือนเล็กขอฮัวหนิงเซียนแล้ว เธอทั้งสองก็รีบมารายงานเรื่องที่ได้พบกับมารดาทันที

“ข้ารู้แล้ว..” ไม่ใช่ว่าฮูหยินจะไม่สังเกตเห็น

ฮัวหนิงเซียนหลังจากรอดพ้นจากความตายมาคราวนั้นลูกเลี้ยงของนางก็เปลี่ยนไปจริงๆ จากเด็กสาวที่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดแทรกนางเพียงครึ่งคำกลับหาญกล้าผลักบุตรีของนางตกน้ำ ทั้งสายตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปในยามพูดจานั้นก็อีก แต่ถึงกระนั้นที่นางยังไม่ลงมือฉวยโอกาสทำอะไรตอนที่เด็กสาวยังคงสลบไปนั้นนางก็มีเหตุผล...

“ท่านแม่ไม่คิดจะจัดการนางหน่อยรึ” เหมยฟางถามอย่างแปลกใจ

ตั้งแต่จำความได้ทุกครั้งที่ท่านพ่อออกไปราชการที่เมืองหลวงเธอก็เห็นมารดาของเธอจะคอยหาเรื่องรังแกฮัวหนิงเซียนอยู่เสมอ ตั้งแต่การกลั่นแกล้งเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องถ่วงน้ำครั้งล่าสุด เธอเองก็พลอยสนุกกับการกลั่นแกล้งเด็กคนนั้นไปด้วย จนวันหนึ่งเมื่อไม่สามารถแกล้งได้อีกมันจึงทำให้เหมยฟางอดจะเจ็บใจไม่ได้

“ประเดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อเจ้าก็กลับมาแล้ว...ทำอะไรตอนนี้ก็คงไม่สะดวก”

ฮัวฮูหยินบอกเหตุผลของตนให้กับบุตรสาวทั้งสองรู้ ถึงแม้ว่าการกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ จะทำได้ต่อหน้าฮัวอี้ฉินแต่อย่างไรเสียหนิงเซียนก็ยังเป็นลูกของเขาอยู่ ถ้าหากเรื่องที่พวกนางหมายจะเอาชีวิตบุตรีคนสุดท้องของนายฮัวแดงขึ้นมาแล้วล่ะก็จะทำอะไรต่อไปก็คงจะลำบาก

ฮัวหนิงซือเป็นบุตรสาวของฮูหยินคนเดิมจะว่าเป็นหนามยอกใจก็ไม่ผิดนัก แต่ที่มากกว่านั้นก็คือเรื่องสินสมบัติและอำนาจการปกครองในบ้าน ส่วนหน้านั้นเป็นเรื่องของบุรุษนางไม่อาจแตะต้องแต่เรื่องในรั้วในเรือนอย่างไรเสียก็เป็นเรื่องของสตรี และนางไม่คิดจะเอ็นดูบุตรของคนที่เธอเกลียดแสนเกลียดนานนักหรอก

หากแต่แผนกำจัดฮัวหนิงเซียนที่คิดมาอย่างรอบคอบคราวที่แล้วกลับพลาดอย่างไม่น่าเชื่อแถมยังมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของเด็กคนนั้นอีก นางจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบขึ้นก่อนจะลงมือในครั้งต่อไป

...ไม่ว่าอย่างไรเสีย นางก็จะหาทางกำจัดฮัวหนิงเซียนอยู่ดี...

​จบแล้วกับตอนที่สาม เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? ไรท์จะพยายามมาอัพทุกวันนะคะ แต่ว่าแต่ละตอนก็ยาวจนหืดขึ้นคอเหมือนกัน อย่างไรก็ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วก็ขอกำลังใจด้วยค่ะ ^^


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น