ด้ายแดง
ตอนที่ 19 ขอบคุณ
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 19 ขอบคุณ

 

 

เมื่อเข็มเวลาเปลี่ยนเป็นห้าโมงเย็น บรรดาเด็กปี1ที่กำลังสุมหัวกันย้ายหนียุงจากระเบียงหน้าบ้านเป็นห้องรับแขก พวกเขาดันโซฟาไปหลบอยู่อีกทางเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้ บ้างกลิ้งเกลือกอ่านหนังสือ บ้างขอนอนงีบ บ้างพักครึ่งเล่นโทรศัพท์

               

 

ภามเองก็เป็นอย่างหลัง เขาเพิ่งวางชีทเรียนแล้วหยิบมือถือขึ้นมากดส่งข้อความหาคนที่เพิ่งแยกกันมาได้ไม่นาน

               

 

“แหนะ ทำไร” มะนาวกระแซะพยายามแอบดูแต่ก็โดนหมอนอิงใบโตปาปิดหน้า

               

 

“เพิ่งผ่านไปยังไม่สองชั่วโมงดีเลย ต้องส่งข้อความหากันด้วย” ทีมเบียดอีกข้างทำตาแพรวพราวจนภามอยากเอานิ้วจิ้มตาแตก

               

 

“แค่รู้สึกเป็นห่วง” เด็กหนุ่มหน้านิ่ว เขาพิมพ์แล้วลบหลายรอบ สุดท้ายก็ส่งไปแค่คำสั้นๆ

               

 

“มีอะไรรึเปล่า” มะนาวจับแขนเพื่อน พอเห็นสีหน้ากังวลใจก็พลอยกังวลไปอีกคน

               

 

“เปล่าๆ เราคงคิดมากไปเอง”ภามหันไปยิ้มให้พลางถอนใจ มือข้างหนึ่งลูบอกตัวเองเบาๆ

               

 

ไม่รู้ทำไมถึงกังวลชอบกล

 

               

 

 

#Ph@m# :  สู้ๆครับ

               

 

ดีนยิ้มกับข้อความจากน้อง สงสัยจะพูดถึงเรื่องสอบเพราะเขาเองก็ต้องอ่านหนังสือหนักเหมือนกัน ชายหนุ่มทำท่าจะส่งข้อความตอบกลับแต่ก็ต้องล้มพับเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเมื่อรถเลี้ยวเข้าประตูบ้านหลังหนึ่ง

 

 

เพียงแค่เห็นชายคาร่างกายของเขาก็เย็นวาบไปทั้งตัว

 

 

ดวงตาสีเทาอมเขียวเบิกกว้างความทรงจำบางอย่างพรั่งพรูถึงจะเก่าและเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็แทบไม่ต่างไปจากเดิม

 

 

----

               

“พี่ส่งแค่หน้าบ้านก็พอ”

           

“แน่ใจนะ ให้เข้าไปไหว้ผู้ใหญ่ไหม”

           

“อย่าเลย..”อินส่ายหัว

           

“งั้น...ฝันดี”ก้มลงจูบหน้าผากเบาๆ อินเองก็ตอบรับด้วยการจูบที่ปลายคางเขา

           

“กลับดีๆนะครับ”

           

ร่างของอินทัชเดินหายเข้าไปในบ้านปูนสองชั้นสีขาว หน้าต่างบานเกล็ดสีเขียวอมฟ้าเปิดระบายอากาศเอาไว้ทั่วบ้าน หลังคาปั้นหยาติดไม้ฉลุหยดน้ำตามชายคา ลายละเอียดประณีตเห็นได้ชัดว่าเป็นบ้านเก่าที่สืบทอดกันมา

 

สวยงาม...แต่เยือกเย็น

 

สงบ...แต่ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า

 

-----

               

 

 

“พี่ดีน”

               

 

ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อน้องสาวกับน้องชายพากันสะกิดให้เขาลงจากรถ ดีนแค่นยิ้มกับตัวเองที่เกิดอาการหวั่นไหวขึ้นมา ความรู้สึกของกรณ์ต่อบ้านหลังนี้ค่อนข้างรุนแรงในทางที่ไม่ค่อยดีนัก

               

 

หน้าบ้านมีหญิงสาววัยกลางคนยืนต้อนรับอยู่ เดาได้ว่าน่าจะเป็นแม่บ้าน เธอทักทายดอนกับเดลอย่างคุ้นเคยแต่ดูทำตัวไม่ค่อยถูกเมื่อหันมาเจอหลานชายคนโตของเจ้าของบ้าน  ทั้งสามคนเดินตามแม่บ้านเข้าไปด้านใน การตกแต่งเรียบง่ายของน้อยชิ้น เฟอร์นิเจอร์และพื้นบ้านส่วนมากเป็นของเก่าทำจากไม้เนื้อดี ดีนมองไปรอบๆ อย่างสนใจจนกระทั่งพวกเขาเดินผ่านบานเฟี้ยมที่กั้นห้องเอาไว้ครึ่งหนึ่งภาพตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มรู้สึกพร่ามัวไปอึดใจ

               

 

ที่ห้องนั่งเล่นริมสวน มีร่างผอมบางสวมแว่นสายตานั่งเอนหลังอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ ผมที่เคยดำยาวเหยียดตรงตอนนี้แซมไปด้วยสีขาวตัดสั้นเพื่อการดูแลรักษาที่สะดวก ใบหน้ามีริ้วรอยตามวัยแต่ก็เห็นได้ชัดว่าอายุน่าจะเกิน60มาได้ไม่เท่าไหร่

               

 

“คุณยาย” เดลวิ่งทั่กๆเข้าไปกอด คุณยายวางหนังสือลงอย่างตกใจก่อนจะยิ้มกว้างกอดหลานสาวอย่างเอ็นดู ทั้งคู่หอมแก้มกันจนดอนเดินเข้าไปหอมแก้มบ้างด้วยความอิจฉา

               

 

“นึกยังไงถึงมาหายาย หืม”

               

 

“มีแขกพิเศษเขาอยากมาหายายครับ” ดอนยักคิ้วแล้วพยักพเยิดหน้าไปทางประตู ทำให้ยายต้องหันไปมองตาม

               

 

ร่างสูงใหญ่ผิวสีแทนยืนนิ่ง ดวงตาสีเทาอมเขียวจ้องมองตรงมาไม่ละสายตา ใบหน้าคมคายดูสับสนลังเลเหมือนไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี หญิงชราเบิกตากว้างเธอยกมือขึ้นทาบอกแล้วหันมามองหลานที่อยู่ข้างๆ ทั้งดอนและเดลยิ้มกว้างพยักหน้าเพื่อย้ำกับคุณยายว่าเป็นดังที่คิด

 

 

ดีนมองผู้หญิงที่เขาตั้งใจมาหาหัวใจเต้นแรง ถึงจะจำหน้าได้ไม่ชัดนักแต่ทว่าดวงตาคู่นั้น

 

 

แวววาว ใคร่รู้ เหมือนกับอิน..

 

 

“ดีน...”เสียงสั่นเครือดังแผ่วจากผู้เป็นยาย

 

 

“ดีน...ดีนใช่ไหม” หญิงชราร้องเรียกซ้ำๆ พร้อมกับสองมือที่กางออกมายังหลานชายคนโต ใบหน้าของคุณยายกำลังชื้นด้วยน้ำตา

 

 

ดีนก้าวพรวดไม่กี่ก้าวก็ถึงตัว เขาก้มลงสวมกอดร่างผอมบอบบางเอาไว้แนบแน่น ลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านปลอบโยน

 

 

“มาหายายแล้วเหรอลูก” สองมือกอดลูบหลานด้วยความคะนึงหา “ คิดถึง คิดถึงเหลือเกิน” ขยับตัวออกลูบหน้าลูบตาหลานชายที่ไม่ได้เจอตัวจริงมาสิบกว่าปี “โตขนาดนี้แล้ว..” เสียงพูดปนสะอื้นเสียดแทงหัวใจคนฟัง

 

 

ดีนขบกรามแน่นอดกลั้นความเศร้าที่เต็มอก เขาขยับตัวเองออกแล้วนั่งลงกับพื้นก่อนจะก้มลงกราบเท้าคุณยายเนิ่นนาน

 

 

“ผมขอโทษ...ขอโทษที่ไม่ได้มาหาเลย”

 

 

ชายหนุ่มจับข้อเท้าเล็กๆ เอาไว้ สัมผัสของความชรายิ่งทำให้ร้อนผ่าวที่ขอบตา แล้วความอดทนทุกอย่างก็แทบพังทลายเมื่อมือของคุณยายลูบหัวของเขาอย่างอ่อนโยน

 

 

“ไม่เป็นไรลูก....ไม่เป็นไร” น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าพรั่งพรู ผู้เป็นยายสัมผัสหลานชายด้วยมือสั่นเทา

 

 

ห้องนั่งเล่นตอนนี้เหลือเพียงความเงียบและเสียงสะอื้น หญิงชราเจ้าของบ้านเช็ดน้ำตาจนผ้าเช็ดหน้าชุ่มไปหมด เธอยังคงลูบศีรษะหลานชายซ้ำๆ ในขณะที่เด็กสาวหันไปกอดพี่ชายแล้วร้องไห้ออกมา ดอนกล้ำกลืนความเศร้าพยายามเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนตาแดงๆของตัวเอง

 

 

“ยายเข้าใจ ยายไม่โกรธ” เธอเอื้อมมือเช็ดน้ำตาที่ขอบตาหลานชายแล้วยิ้มให้             และนั่นยิ่งทำให้หัวใจของกรณ์ที่อยู่ข้างในสั่นไหวทรมาน

 

 

ขอโทษ ขอโทษ ผมขอโทษพี่อัน

 

 

ดีนมองยายด้วยความสับสน แล้วเขาจะบอกยังไง แล้วเขาจะทำยังไง เขาจะทำลายหัวใจผู้หญิงคนนี้ซ้ำอีกครั้งอย่างนั้นหรือ

 

 

               

 

สู้ๆนะครับ

               

 

ข้อความในมือถือแวบขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มสดใสละลายความกังวลใจเขาช้าๆ

               

 

ไม่เป็นไร...

               

 

“ผมมีเรื่องคุยกับคุณยายเยอะมาก” ดีนจับมือของคุณยายเอาไว้แน่น  

               

 

“ยายก็มีเรื่องจะคุยกับดีนเยอะมาก” เธอตบหลังมือหลานเบาๆ “ขึ้นมานั่งลูก กินน้ำกินท่ากันก่อน” รอให้หลานชายลุกขึ้นมานั่งข้างๆ เธอหัวเราะขำเช็ดหน้าเช็ดตากันทั้งยายหลาน ต่างคนต่างอายกับสภาพไม่น่าดู

               

 

ดอนและเดลขอตัวออกไปรอข้างนอก พวกเขาบอกว่าวันนี้เป็นวันของพี่ชายคนโตที่จะได้คุยกับยายอย่างเต็มที่เลยปล่อยให้คุยกันเพียงสองคน

               

 

ใบหน้าหญิงชราวัย60เศษเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอเล่าเรื่องราวมากมายให้ชายหนุ่มฟัง เรื่องตอนที่เขายังเล็กและได้มาคลุกคลีกับทางนี้บ้างก่อนย่าจะเอาตัวไปเลี้ยงและไม่เคยกลับมาเจอกันอีกเลย

               

 

“ยายเข้าใจนะที่ทางคุณย่าไม่ชอบใจแม่เรา” พูดพลางลูบหน้าลูบตาหลานชายไปด้วย “ก็แม่เราแก่แดดท้องตั้งแต่เรียนไม่จบม.ปลาย ตอนนั้นคุณทวดโมโหมากเกือบให้ตำรวจจับพ่อเราข้อหาพรากผู้เยาว์”

               

 

ดีนทำหน้าเก้อ เขาเคยได้ยินย่าทะเลาะกับพ่อว่าแม่จงใจปล่อยท้องเพื่อจับพ่อแต่เขาไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจและนั่นเป็นครั้งเดียวที่เขาได้ยินย่าพูดไม่ดีเกี่ยวกับแม่

               

 

“สุดท้ายเห็นแก่หลานที่เกิดมาเลยยอมให้แต่งงานกัน ยายดีใจนะที่ย่าเขารักหลาน”

               

 

ชายหนุ่มขยับรอยยิ้มเล็กน้อย เลื่อนน้ำให้เมื่อเห็นคุณยายเริ่มพูดจนเหนื่อย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องพลาสติกที่พกติดตัวมาด้วย เลยหยิบขึ้นมาเปิดออกแล้วส่งให้

               

 

“ขนมครับ”

               

 

กลิ่นหอมของกลีบบัวและใบเตยกรุ่นกำจาย คุณยายมองขนมห่อน้อยที่เรียงในกล่องแล้วทำตาโตแปลกใจ ยิ่งเมื่อแกะห่อขนมออกก็ยิ่งคลี่ยิ้มกว้าง

               

 

“จ่ามงกุฎ ยายไม่เห็นมานานแล้ว ยิ่งใช้กลีบบัวห่อแบบนี้ยิ่งหายาก” แตะนิ้วไล้ที่กลีบบัวเบาๆสัมผัสละมุนชวนความรู้สึกเก่าๆหวนคืนให้คิดถึง “เมื่อก่อนยายก็ทำขนม ใช้กลีบบัวห่อแบบนี้แหละมีคนชอบ..” เธอหลับตาลงคิดคำนึงถึงน้องชายขี้อ้อนตัวดี

           

 

พี่อัน อินอยากกินขนมห่อด้วยกลีบบัว

           

ฮื้อ ยุ่งยากจัง

           

ก็มันหอม อินชอบ

               

 

อันทิกาสะท้อนใจเล็กน้อย เธอหยิบขนมขึ้นกินอิ่มใจกับรสชาติที่ไม่ได้เจอมานาน   มากกว่าความอร่อยคือความใส่ใจที่ส่งมาถึงคนกิน

               

 

“ซื้อมาจากไหนลูก คนทำมีฝีมือนะหอมอร่อยเชียว”

               

 

ดีนคลี่ยิ้ม เขาบีบมือคุณยายเบาๆ

               

 

“แฟนผมเป็นคนทำ”

               

 

“อุ้ย ดีนมีแฟนแล้วเหรอ” คุณยายทำท่าตื่นเต้นออกหน้าออกตา “เก่งจังนานๆจะเจอเด็กรุ่นใหม่ทำขนมไทย ไว้พามาหายายบ้างสิ” หยิบขนมขึ้นมาพิจารณา เห็นได้ว่าแม้แต่การห่อก็พิถีพิถันจนน่าแปลกใจ

               

 

“คุณยาย...” ดวงตาสีสวยมองใบหน้าหญิงชราจริงจัง

 

 

“แฟนผม...เป็นผู้ชาย”

               

 

อันทิกาชะงักกึก มือที่ถือขนมเอาไว้สั่นระริก ใบหน้าเลือนรางของน้องชายแวบเข้ามาในความทรงจำ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะออดอ้อน คำสัญญาว่าจะกลับมากินของอร่อยที่เธอเตรียมไว้ให้ ทุกอย่างแตกสลายเมื่อได้รับโทรศัพท์จากพ่อในวันที่ฝนตกหนัก

 

 

 

น้องตายแล้ว..

 

 

 

หูโทรศัพท์ร่วงหล่นพร้อมเธอที่ทรุดลงพร้อมน้ำตา

 

 

น้องชายแสนรักของเธอฆ่าตัวตายเพราะโดนขัดขวางความรัก

 

 

ความรักของเพศเดียวกัน

 

 

 

 

“ผมจะรีบกลับมา”

           

“รักพี่นะ..”

 

 

 

 

“ดีน....ยาย” เสียงของเธอสั่นและเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก ความกลัวแล่นพล่านสองมือไขว่คว้ากอดหลานชายเอาไว้แน่น น้ำตาเริ่มไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำอะไรนะดีน ยายขอร้องนะลูก ยาย...ขอร้อง” อันทิกาขอร้องหลานราวกับจะขาดใจ เธอคงทำใจไม่ได้ถ้าต้องเสียคนสำคัญไปอีก

               

 

เธอไม่ไหวแล้วจริงๆ

               

 

 

ดีนขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสัน ดวงตาแดงก่ำกลั้นความอึดอัดเอาไว้ไม่ให้ปะทุออกมา

 

 

“ไม่ต้องกลัว เชื่อใจผม” น้ำเสียงของชายหนุ่มแข็งกร้าว “..ผมจะไม่ฆ่าตัวตาย” จับไหล่สองข้างของคุณยายดันออกให้มองสบตา “คราวนี้ผมจะปกป้องน้องให้ได้ จะไม่มีใครตาย ต่อให้พ่อห้ามก็ไม่มีทางเหมือนวันนั้น!

 

 

“ดีน...” อันทิกาเริ่มได้สติ คำพูดของหลานชายมีอะไรที่ไม่ถูกต้อง “หมาย..หมายความว่ายังไง”

               

 

ดวงตาคู่สวยทอแสงอ่อนไหว ดีนผละตัวออกแล้วลงไปนั่งที่พื้นอีกครั้งคราวนี้เขานั่งหลังตรงก่อนจะก้มลงกราบเท้าผู้เป็นยายซ้ำหากคราวนี้ไม่ใช่ในฐานะหลานแต่เป็น กรณ์ คนรักของน้องชายผู้หญิงคนนี้

               

 

“ผมขอโทษที่ปกป้องเขาไม่ได้” เสียงที่เอ่ยถึงจะสั่นพร่าแต่มีความชัดเจนในเนื้อเสียง

 

 

“ผมขอโทษที่ทำให้อินทัชต้องตาย”

 

 

“ผมขอโทษที่พรากน้องคนสำคัญของพี่ไป”

 

 

“ดีน ยาย..ยายไม่เข้าใจ” อันทิกามือไม้สั่นไปหมด หัวใจของเธอเต้นรัวแรง “หลานพูดเหมือน...”

 

 

 ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าคุณยายเขม็งเมื่อดวงตาสบกันแววตานั้นแทนคำตอบทุกอย่าง อันทิกาก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลมสายตาแบบนี้เธอเคยเห็นนานแสนนานมาแล้ว เพียงครั้งเดียวที่น้องชายพามาพบหน้า

 

 

เจ้าของดวงตาสีเข้มใบหน้าเรียบนิ่งไม่ไยดีสิ่งรอบตัวนอกจากน้องชายของเธอ

 

 

กรณ์..

 

 

“ไม่..จริง....เธอ..กรณ์”

 

 

มือใหญ่เอื้อมขึ้นจับมือของหญิงชรามาสัมผัสที่แผ่นอกเหนือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ

 

 

“เขาอยู่ในนี้ครับ เขาฝากบอกว่า “ผมขอโทษ” ”

               

 

อันทิการู้สึกวูบไปชั่วขณะร่างเอนเอียงทรงตัวไม่อยู่

 

 

“คุณยาย! ดีนรีบลุกขึ้นประคองหญิงชราเอาไว้แล้วทำท่าจะตะโกนเรียกให้ใครมาช่วย แต่เขาต้องชะงักเมื่อมือสั่นระริกของยายบีบต้นแขนเขานิ่ง

 

 

“ไม่..ไม่ต้อง ยายไม่เป็นไร”

 

 

“...คุณยาย” ชายหนุ่มรู้สึกหมดแรง บางครั้งการดันทุรังที่จะตามหาเรื่องในอดีตมันก็ทำร้ายคนรอบตัวเขามากเกินไป มากเกินไปแล้ว

 

 

ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางเต็มไปด้วยน้ำตา อันทิกามองหน้าหลานชายราวกับไม่เชื่อสายตา ภาพของชายหนุ่มคนรักของน้องผุดซ้อนจนเธอต้องเอื้อมมือไปสัมผัส

 

 

มันเป็นไปได้ยังไง อันทิกามองลึกเข้าไปในดวงตาของหลานชาย ความทรมาน สับสน เศร้าโศกฉายชัดจนเธอใจหาย คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันจนขึ้นรอย มือใหญ่สั่นเทาแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นไม่มั่นใจ

 

 

 

กลัวการไม่ให้อภัย

 

 

 

“เหนื่อยไหมลูก ทรมานไหม” หลานของเธอต้องอยู่กับความรู้สึกนี้มานานแค่ไหน

 

 

แตะไล้แก้มไล่ขึ้นไปถึงไรผม เธอสะอื้นฮั่กเมื่อเห็นรอยจางๆที่ขมับ “เจ็บมากไหม..ดีน”

 

 

“คุณ...” ดีนเรียกเสียงพร่า “ยาย..เชื่อ?

 

 

หญิงชราคลี่ยิ้ม “หลานของยายไม่ใช่คนโกหก ....”

 

 

“อึก...” ดีนเงยหน้าขึ้นบังคับไม่ให้น้ำใสๆที่ขอบตาไหลลงมา “ขอโทษครับ...........” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “ขอโทษที่ปกป้องไม่ได้”

 

 

“ขอโทษทำไม..มันเป็นทางที่อินเลือก ไม่ใช่ความผิดของกรณ์ ไม่ใช่เลย..” ลูบศีรษะอีกฝ่าย ปลอบโยนราวกับกล่อมน้องชายตัวน้อยของเธอ

 

 

 

ไม่ใช่ความผิดใคร...เพราะทุกอย่างน้องชายของเธอเป็นคนเลือกเอง

 

               

 

อันทิกาสูดยาดมเฮือกใหญ่ ไม่คิดไม่ฝันจะมาเจอเรื่องแบบนี้ในวัยเกิน60 เธอเหลือบมองหลานชายคนโตที่ยังมองมาด้วยความเป็นห่วงสงสัยจะกลัวเธอหัวใจวายไปเสียก่อน

               

 

“ดีน” เธอกวักมือให้หลานเข้ามาใกล้ๆ “สรุปว่าหลานมีความจำของกรณ์ติดมาด้วยใช่ไหม”

               

 

“ครับ ส่วนมากจะเป็นเรื่องของอินทัชและครอบครัว แต่เรื่องอื่นจำไม่ค่อยได้”

               

 

หญิงชราหลุบตาลงเล็กน้อยครุ่นคิด

               

 

“แล้ว....อิน...” อดสงสัยไม่ได้ ความเป็นไปได้ที่อินเองก็จะกลับมาเกิดใหม่เหมือนกรณ์ พอจะมีบ้างไหม

               

 

ดีนขยับรอยยิ้ม เขาหันไปหยิบขนมในกล่องมาใส่มือคุณยาย

               

 

“ถึงอินจะทำอาหารไม่เก่ง แต่เขาไม่เคยลืมฝีมือของพี่อัน

               

 

อันทิกามองขนมในมือ เธอไล้กลีบบัวเบาๆพร้อมริมฝีปากที่เริ่มคลี่ยิ้มกว้าง จ่ามงกุฎห่อน้อยเริ่มพร่ามัวไม่ชัดเจนจากน้ำตา

               

 

“ขอบคุณ” เธอใช้สองมือกอบกุมขนมเอาไว้แล้วก้มหน้าลงกับมือสะอื้นไห้

 

 

 

 “ขอบคุณที่ยังรักเขา ขอบคุณที่ตามหาจนเจอ ขอบคุณมากจริงๆ”

 

               

 

 

หัวใจของดีนอุ่นวาบ ห่วงโซ่ที่หนักอึ้งค่อยๆหลุดออกทีละชิ้นปลดปล่อยจากความรู้สึกทับถม ราวกับคนจมน้ำที่เห็นแสงสว่างเหนือผิวน้ำรำไร

               

 

ไม่ใช่ความผิดใครและขอบคุณที่ยังรักกัน..

 

               

 

ดีนมองคุณยายด้วยความรู้สึกมากมาย อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพบภามแล้วจะทำหน้ายังไง เขาลูบไหล่คุณยายพร้อมรอยยิ้มบางๆ

               

 

“น้องทำอาหารเก่งมาก ยิ้มตลอดเวลา คุณยายจะต้องรักน้องแน่”

               

 

อันทิกาหัวเราะทั้งน้ำตา เธอตีแขนหลานชายด้วยความหมั่นไส้

               

 

“ได้ทีอวดใหญ่เลยนะ น้องน่ารักไหม”เช็ดน้ำตาลวกๆแล้วมองหน้าหลานด้วยดวงตาแวววาวฉ่ำสุข

               

 

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟล์ภาพให้คุณยายดู เขามีเซฟรูปน้องไว้บ้างรวมถึงภาพที่เดลส่งมาให้อยู่เรื่อยๆ

               

 

หญิงชราเลื่อนภาพดูช้าๆ เธอแตะภาพเด็กหนุ่มที่มีใบหน้ายิ้มแย้มในจอทัชสกรีนแผ่วเบา น้องชายของเธอกลับมาเป็นคนที่มีความสุข รอยยิ้มและดวงตาสดใสน่าเอ็นดู

               

 

“ท่าทางขี้อ้อน อายุเท่าไหร่เนี่ย คบมานานหรือยัง”

               

 

“เพิ่ง19ครับ ส่วนคบกันก็น่าจะ3-4เดือนแล้ว” ถ้าให้เล่าเรื่องของภามเขาคงเล่าให้ยายฟังได้ทั้งวัน

               

 

“แล้วน้อง..จำได้ไหม” คนถามไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา

               

 

“...จำได้บ้างแต่ไม่มากเท่าผม...” ตบหลังมือคุณยายเบาๆ “ถ้าน้องพร้อมและอยากมาหา ผมจะพามานะครับ”

               

 

อันทิกาพยักหน้าหงึกหัวใจพองฟู ต่อให้ไม่ได้เจอกันแต่แค่รู้ว่าน้องชายเธอมีความสุขกับคนรักอีกครั้งเธอก็ไม่ขออะไรมากกว่านี้อีกแล้ว เธอเลื่อนภาพต่อไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลินก่อนจะชะงักกึกตาเบิกโพลง

               

 

“ดีนนนนน!!” เธอเรียกหลานเสียงเขียว ดีนขมวดคิ้วงุนงง เขาชะเง้อหน้ามองภาพในมือถือว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ต้องชะงักกับสิ่งที่เห็น

           

 

ภาพน้องตอนหลับในอ้อมแขนวันที่เขาไปค้างด้วย

               

 

ลืม!!! ลืมสนิทว่าแอบถ่ายไว้

               

 

“เอ่อ..”

               

 

“ตายแล้ว!!!! ทำไมทำกับน้องแบบนี้” ตีหลานดังเพี๊ยะทันที “น้องยังไม่ยี่สิบเลยนะ!” คุณยายเริ่มออกโรงปกป้องคนที่ยังไม่เคยเจอหน้า

               

 

“เดี๋ยวครับยาย คือ..” ประธานชมรมว่ายน้ำทำตัวไม่ถูก เขากระถดถอยหนีเมื่อเจอคุณยายออกงิ้วใส่

               

 

“ห้ามเลยนะ! ห้ามล่วงเกินน้องเด็ดขาด” อันทิกาลุกขึ้นยืนเท้าเอวจ้องหน้าหลานคนโตเขม็ง

               

 

ดีนชะงักกึก เขาครุ่นคิดสักพักแล้วยิ้มนิดๆคืนไปให้คุณยาย ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ แววตาแพรวพราวจนคนเป็นยายถึงกับเอามือทาบอก คิดไปร้อยแปดพันเก้าว่าเด็กน้อยในรูปจะเสียรู้หลานตัวดีของเธอไปขนาดไหนแล้วก็ไม่รู้

               

 

หรือว่าจริงๆ กรณ์ก็นิสัยแบบนี้?

               

 

“พอๆ ไม่พูดแล้ว เด็กสมัยนี้นะ” เธอบ่นอุบดมยาดมแก้เวียนหัว “เพลาๆมือกับน้องบ้างนะลูก” อดไม่ได้ที่จะเตือนไว้

               

 

“ครับๆ” คราวนี้ดีนยอมตอบรับแต่โดยดี สองคนยายหลานมองสบตากันสักพักก่อนจะเริ่มต้นหัวเราะออกมา หญิงชรากอดไหล่กว้างของชายหนุ่มลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆก่อนจะกระซิบแผ่ว

               

 

“ยินดีต้อนรับกลับมาจ้ะ”

               

 

ทั้งดีน

               

 

ทั้งกรณ์

               

 

 

               

ดีน ดอน เดล อยู่คุยกับคุณยายจนดึก บรรยากาศแห่งความสุขอบอวลบ้านที่ชายหนุ่มเคยคิดว่ามันเย็นชาตอนที่รถของพวกเขาเคลื่อนตัวออกจากบ้านคุณยายยังยืนส่งมองหลานๆจนลับตา      ดีนมองแหวนเก่าสีทองลงยาในมือ แหวนนามสกุล..คุณยายบอกว่าแหวนวงนี้ส่งต่อให้กับลูกชายคนโตมาตลอด แต่มาหยุดชะงักเมื่อเสียอินทัชไป คุณยายเลยเก็บเอาไว้และตั้งใจให้เขาซึ่งเป็นหลานชายคนโต          

               

 

ชายหนุ่มถอนใจเล็กน้อยเก็บแหวนใส่กระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูอีกครั้ง ข้อความจากน้องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

               

 

#Ph@m# : กลับบ้านแล้วครับ อ่านหนังสือจนสมองตื้อไปหมดเลย

               

 

ดีนหัวเราะหึในลำคอเขาพิมพ์ข้อความส่งกลับไปแล้วหลับตาลงปล่อยตัวเองดื่มด่ำกับความรู้สึกฟุ้งๆ ในอก

               

 

Dean:สู้ๆ ถ้าทำสอบได้พี่มีรางวัลให้

 

               

 

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่ภามก็ทำให้เขารู้สึกดีเสมอ

 

 

               

 

 

หลังจากพบคุณยายผ่านไปเป็นสัปดาห์ ดีนก็ยังไม่พูดอะไรเรื่องคุณยายกับน้อง เพราะเข้าช่วงสอบไฟนอลทำให้ทุกคนค่อนข้างเครียด หลังสอบเสร็จเขาเองก็มีแข่งว่ายน้ำต่ออีก เขาตั้งใจว่าเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วถึงจะบอกให้ภามรู้และให้น้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะพบคุณยายหรือไม่พบ

               

 

ภามเคยบอกว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้วถ้ารู้ไปไม่ให้ผลดีสู้ไม่รู้ดีกว่า สำหรับเขาการพบยายได้คุยได้เปิดใจคือเรื่องดี แต่สำหรับน้องเขาไม่มั่นใจ มันอาจกระตุ้นเรื่องเก่าๆ อาจทำให้รู้สึกแย่ แต่ไม่ว่าภามจะตัดสินใจอย่างไรเขาก็เคารพความคิดนั้น

               

 

ชายหนุ่มถอนใจ พลิกหนังสือในมือผ่านๆ ก่อนจะเงยหน้ามองตึกคณะเศรษฐศาสตร์ที่เงียบสนิท  เนื่องจากปัญหาติดขัดบางประการทำให้สอบไฟนอลตัวสุดท้ายของคณะเศรษฐศาสตร์มาจบเอาวันอาทิตย์ที่เป็นวันคริสต์มาสพอดี สำหรับประธานชมรมว่ายน้ำที่สอบเสร็จไปตั้งแต่สองวันก่อน เขาตั้งใจมารอน้องที่หน้าคณะโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า

 

 

เหล่านักศึกษาวางดินสอลงเมื่ออาจารย์บอกให้วางมือ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้วและพวกเขากำลังหิวโซ ทีมนั่งกุมขมับด้วยความสยองขวัญผลสอบ แต่ที่กลุ้มกว่านั้นคือการแข่งว่ายน้ำที่จะมีขึ้นในวันอังคารหน้า

               

 

“ทีมรีบกลับไปพักเถอะ” ภามเดินเข้ามาหาเมื่อเห็นเพื่อนนอนวิญญาณไหลออกจากร่าง

               

 

พวกเขาทั้งสามคนพากันเก็บของแล้วเดินตามเพื่อนๆออกมาจากห้อง ต่างคนต่างก็คุยกันเรื่องช่วงปีใหม่ว่าจะไปไหนดี แต่ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นตึกเสียงนักศึกษาก็เงียบกริบทำให้ภามต้องมองไปรอบๆว่าเกิดอะไรขึ้น

               

 

“โห ไม่ค่อยเล๊ย” ทีมส่งเสียงพึมพำ เขาถองศอกใส่ภามที่ยังยืนงง

               

 

“เดี๋ยวๆ มีอะ--- พี่ดีน” ภาพอ้าปากค้าง ตรงโต๊ะม้าหินหน้าคณะมีร่างคุ้นตาในชุดไพรเวทนั่งอ่านหนังสืออยู่ ดวงตาสีเทาอมเขียวตวัดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขายิ้มเล็กน้อยปิดหนังสือแล้วเดินมาหาน้องที่ยังยืนอึ้งอยู่

               

 

“สอบเสร็จแล้วเหรอ” เสยผมยุ่งๆให้

               

 

“พี่...มาได้ไงครับ”

               

 

“พี่มารับไปเดินดูไฟคริสต์มาส” คนตอบพูดไปอีกอย่าง

               

 

โหยยยยยยยยยยยยยย

               

 

อิจฉาคนมีแฟน

               

 

ทำร้ายกันเกินไปแล้วนะ

               

 

เสียงโวยวายพร้อมเสียงโห่จากเพื่อนในคณะทำเอาภามหน้าแดงอยากมุดดินหนี เขาหันไปมองไอ้ทีมเพื่อนตัวดีที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการล้อตาขวาง ทีมยิ้มแหยรีบถอยหลังไปหลบหลังมะนาวอย่างไร้ซึ่งความอาย

               

 

“แต่..ผมอยู่ในชุดนักศึกษา” กระตุกชายเสื้อพี่แล้วมองตัวเองที่อยู่ในชุดถูกระเบียบเป๊ะหัวจรดเท้า

               

 

ดีนเดาะลิ้นแล้วเอียงหน้าลงมากระซิบ “เอาชุดมาให้เปลี่ยนแล้ว”

               

 

“หื้มมมมมมมมม” ภามเบิกตากว้าง เดี๋ยวนะเอามาให้เปลี่ยน? ยังไงครับพี่????

               

 

ถุงกระดาษถูกส่งมาให้ ในนั้นมีเสื้อผ้าพับใส่เอาไว้อยู่ ภามที่ยังงงๆรับมาถือก่อนจะโดนไล่ต้อนให้ไปเปลี่ยนในห้องน้ำ

               

 

พอภามไม่อยู่ทีมก็รีบไปกระแซะประธานชมรมว่ายน้ำทันที

               

 

“พี่ดีนครับ แข่งวันอังคารนะครับ”

               

 

ดีนเลิกคิ้วหรี่ตามองรุ่นน้องชมรมตัวยุ่งที่ทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย

               

 

“แล้ว?

               

 

“หูย ไม่พักผ่อนบ้างเดี๋ยวไม่มีแรงแข่---โอ๊ย” ทีมร้องลั่นกระโดดเหยงๆเอามือกุมหน้าผากเพราะโดดดีดเข้าให้เต็มแรง

               

 

“เรานั่นแหละกลับไปพักผ่อนไป ถ้าคึกมากอยากซ้อมก็บอกเดี๋ยวให้วินจัดให้”

               

 

ปีหนึ่งแห่งชมรมว่ายน้ำยกมือไหว้ท่วมหัวตาหูเหลือก

               

 

“ไม่เอาครับพี่ พี่วินแรงควายมากว่ายได้ตั้งหลายรอบ” ทีมทำท่าสยองขวัญ ในชมรมเคยแข่งว่ายพันเมตร แน่นอนว่าคนทำเวลาได้ดีที่สุดคือพี่วินแถมดูสบายไม่หอบแดกเหมือนพวกเขาสักคน

               

 

ชายหนุ่มส่ายหัวเหนื่อยใจ เขารับไหว้น้องๆ ที่ขอตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน นั่งรอภามสักพักน้องก็โผล่ออกมาเหมือนจงใจรอให้เพื่อนสลายตัวไปก่อน

               

 

“พี่ดีน นี่เสื้อผ้าผมจริงๆ พี่เอามาได้ไง” ภามมองเสื้อยืดตัวโปรดกับแจ็คเกตมีฮู้ทเข้าคู่แล้วก็กางเกงยีนส์ตัวเก่งอีกตัวอย่างงุนงง

               

 

ดีนหยิบกุญแจห้องออกมาแกว่งให้ดู

               

 

“เอ๊ะ!! พี่ไปที่ห้องผมมา!?

               

 

“มีคนอนุญาต” ดีนขยับรอยยิ้ม “ตอนเที่ยงคุณแม่ภามโทรมาหา พี่เลยขออนุญาตพาภามไปเที่ยว คุยไปคุยมาคุณแม่เลยบอกว่าให้ไปเอาเสื้อผ้าภามที่ห้องเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา แล้วชุดนี้คุณแม่กับภูมิเป็นคนเลือก”

               

 

“ภูมิเนี่ยนะครับ” เด็กหนุ่มยิ่งทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ก็น้องชายเขาดูเขม่นพี่ดีนจะตายไป

               

 

“อืม คงเห็นพี่กับคุณแม่ปรึกษากันนานเกินไปว่าจะเอาตัวไหนดี เลยทนไม่ไหวเลือกให้เอง” ยิ่งคิดถึงใบหน้ากระฟัดกระเฟียดของเจ้าเด็กขี้โมโหเขายิ่งขำ ปากก็บ่นแต่ก็เลือกเสื้อผ้าให้พี่ชายจริงจัง

               

 

“หืม...” ภามอมยิ้ม ฟังแบบนี้แล้วก็คิดถึงแม่กับน้องจัง

               

 

แม่กับน้อง...

               

 

“ทะ ทำไมแม่ถึงโทรหาพี่ดีนได้..” เริ่มรู้สึกตัวว่ามีอะไรไม่ถูกต้องเสียแล้ว

               

 

ดีนยักคิ้วไม่ตอบแต่กลับก้าวเดินไปที่จอดรถของคณะเศรษฐศาสตร์ ยิ่งทำให้ภามตะครุบแขนเขาแน่น

               

 

“พี่ดีนนนนนนนนนนนน แล้วแม่รู้ได้ไงว่าพี่มีกุญแจห้อง” แก้มเริ่มแดงจัด “แล้วพี่ไปเรียกแม่ว่า “คุณแม่” ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

               

 

พอมาถึงรถชายหนุ่มก็แบมือของกุญแจรถจากน้องซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งให้แบบงงๆ

               

 

“อ้าว แล้วรถพี่..” เจ้าของรถขึ้นนั่งข้างคนขับ หน้าเต็มไปด้วยเควสชั่นมาร์กงุนงงจนคนมองอดใจไม่ไหว จูบขมับคนรักแรงๆไปเสียหนึ่งที

               

 

“อะ..ฮื้อ ยะ อย่าเปลี่ยนเรื่องสิครับ” ภามหน้าแดงจับตรงที่โดนจูบป้อยๆ นับวันชักจะโดนเอาเปรียบเยอะขึ้นเรื่อยๆ ชอบกล

               

 

“รถพี่จอดทิ้งไว้ที่คอนโดภาม ถ้าเอามารับก็ต้องแยกรถกันขับสิ” ดีนปรับที่นั่งเลื่อนออกไปอีก เล่นเอาภามเบะปาก ใช่สิเขาไม่ได้แขนขายาวแบบนั้นนี่นา

               

 

“ผมหมายถึงเรื่องแม่” บ่นอุบอิบแต่ภายในรถมันเงียบยังไงก็ได้ยิน

               

 

ดวงตาสีเทาอมเขียวเหลือบมองคนข้างๆ แววตาแพรวพราว

               

 

“หลักการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ ถ้าพี่บอกภามแล้วพี่จะได้อะไรกลับมาครับ”

               

 

พอเจอแบบนี้ภามยิ่งเหวอหนัก เขาเม้มปากทบทวนความเสี่ยงในการต่อปากต่อคำกับพี่ดีน เปอร์เซ็นชนะมันต่ำเตี้ยแต่ความอยากรู้ของเขาดันมากกว่าว่าแต่จะเอาอะไรไปแลกได้ล่ะ

               

 

“ขะ ขอใช้เครดิตก่อนครับ!เปิดเครดิตไลน์ทันที เพิ่งเรียนมาเขาจำได้!

               

 

ดีนเลิกคิ้ว “ระยะเวลาไถ่ถอนล่ะ”

               

 

“ขอเป็นเครดิตระยะยาวครับ”ภามพยายามนึกที่เพิ่งสอบไป โดยลืมไปเสียสนิทว่าอีกฝ่ายเรียนบริหารปีสามเข้าไปแล้ว

               

 

คนพี่เดาะลิ้นพลางหมุนพวงมาลัยรถไปตามทาง “ระยะยาวความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้สูญ จะใช้อะไรค้ำประกันครับ”

               

 

คนโดนไล่ต้อนเริ่มอึกอัก ภามเหลือบมองพี่ดีนที่อมยิ้มน้อยๆ ทำให้เดาทางไม่ค่อยจะถูกแก้มขาวเริ่มแดงขึ้นร้อนขึ้น

               

 

“ชะ...ใช้ ตำแหน่งแฟนค้ำครับ”

               

 

ดีนถึงกับชะงักกึก เขากัดริมฝีปากเล็กน้อยอดทนไม่จับน้องฟัดกลางถนนสุขุมวิท นับวันภามชักจะร้ายขึ้นทุกที

               

 

“โอเค หลักประกันเชื่อถือได้ งั้นพี่เป็นเจ้าหนี้ภามเป็นลูกหนี้” รถติดทำให้เขาสะดวกที่จะหันมาสบตากับน้องได้สบายๆ“เครดิตระยะยาวไม่จำกัดระยะเวลา แต่ให้ผ่อนชำระทุกเดือนพร้อมดอกเบี้ย ดีลนะ”

               

 

เด็กหนุ่มเหวอสนิท ไปๆมาๆทำไมกลายเป็นลูกหนี้แถมต้องผ่อนชำระทุกเดือนพร้อมดอกเบี้ย

               

 

“ไม่โอเค? งั้นเอาใหม่ ให้ผ่อนชำระทุกอาทิตย์พร้อมดอกเบี้ย ดีลไหม”

               

 

ภามสะดุ้งโหยงรีบโวยวายเพราะชักเสียเปรียบ “ทุกเดือนสิครับ ไม่เอาทุกอาทิตย์”

               

 

ชายหนุ่มอมยิ้มน้อยๆ เขาเอื้อมมือมาขยี้หัวทุยของน้องอย่างหมั่นเขี้ยว

               

 

“ทุกเดือนนะ โอเคดีล”

               

 

ภามพยักหน้าหงึกๆแล้วชะงัก อ้าปากค้าง “พี่ดีนนนนนนนนนนนน”

               

 

เขาโดนมัดมือชกอีกแล้ว!!

               

               

 

 

 

ท้องฟ้าตอนนี้มืดสนิท ไลท์อัพหน้าห้างราชประสงค์ส่องสว่างสวยงามและเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย กว่าพวกเขาจะหาที่จอดรถได้ก็เล่นเอาเสียเวลาเป็นชั่วโมง ภามเลือกที่จะกินอะไรง่ายๆแล้วชักชวนพี่ดีนลงไปดูไฟสีเหลืองทองประดับประดาเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ แต่พอเจอฝูงมหาชนเข้าให้ก็เป๋กลับมาไม่ท่า

               

 

“คนเยอะมาก” ดีนโอบไหล่น้องเอาไว้ไม่ให้โดนชนจนพลัดหลงกัน ไฟก็สวยดีหรอกแต่คลื่นมหาชนนี่ไม่ไหว เขาสองคนเดินลัดเลาะเรื่อยจนหลุดมาติดแหงกในอุโมงค์ที่คนหยุดเดินเพื่อถ่ายรูปกัน

               

 

ดีนหันมามองคนข้างๆเมื่อเสื้อโดนกระตุก ภามพยายามดึงแขนเขาจนได้มุมแล้วเจ้าตัวก็หยิบมือถือออกมาชักชวนให้ถ่ายรูปกัน

               

 

“พี่ถ่ายให้” คนแขนยาวกว่าเอามือถือจากมือน้องมาจัดการเอง เขาเอนหัวเข้าใกล้ซึ่งบรรยากาศความสนุกสนานคงทำให้น้องลืมตัวไปเลยเอนหัวเข้ามาหาเขาเหมือนกัน

               

 

ดวงตาสดใสมองกล้องสายตาเป็นประกาย ฉากหลังพวกเขาเป็นไฟสีเหลืองสวยงาม ดีนมองสบตาน้องในจอมือถือ ตอนแรกภามยังไม่รู้ตัวแต่แค่แปลกใจว่าทำไมพี่ดีนยังไม่ถ่ายสักที จนประสานสายตากับอีกฝ่ายในจอหัวใจของเด็กหนุ่มก็สั่นไหวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

               

 

หัวใจของภามเต้นเร็วขึ้น สูบฉีดเลือดให้พุ่งขึ้นหน้า

               

 

คนน้องหายใจลึกๆ ไม่กล้าหลบตา ได้แต่จ้องตอบไปแบบนั้น ภามนับหนึ่งถึงสิบวนไปวนมา จะตื่นเต้นทำไม จะเขินทำไม ก็คนที่มองเราอยู่คือพี่ดีน

               

 

พี่ดีนที่เป็นแฟนของเขา

               

 

แม่ง...โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

               

 

คนขี้อายเริ่มจะไม่ไหวมือไม้ชักวางไม่ถูกที่ แก้มแดงหูแดงไปหมด อยากกระโจนใส่หมอนก็ไม่มีหมอนแถวนี้ ไอ้จะบ้าจี้ซุกอกพี่ดีนยิ่งไม่ใช่ใหญ่ สุดท้ายเขาก็พยายามระงับอาการสั่นค่อยๆหันไปหาคนข้างกาย

               

 

“..พี่..ดีน?” ดวงตาสั่นไหวเพราะความอายช้อนมองอีกฝ่ายพร้อมแก้มแดงก่ำ

               

 

ความอดทนของชายหนุ่มเหมือนโดนกรรไกรตัดขาด เขาสบถเบาๆลืมสิ้นถึงคนมากมายและสถานที่ ใบหน้าคมคายโน้มลงแนบริมฝีปากประทับบนเรียวปากนุ่มแล้วบดคลึงเบาๆ

               

 

หอมหวานละมุนละไม อุ่นหัวใจพวกเขาสองคน

               

 

เสียงกรี๊ดเล็กๆกระชากคนลืมตัวให้ผละออกจากกัน  ภามยกมือขึ้นปิดปากร้อนไปทั้งตัว คราวนี้เขาเอาหน้าซุกหลังพี่ดีนจริงๆ ทั้งอายทั้งเขินตัวจะแตกตาย ดีนแอบขอโทษน้องในใจที่เขาอดทนไม่ไหว แล้วก้มหัวขอโทษคนรอบๆที่มองมาทางพวกเขาด้วยสีหน้าเขินๆ

               

 

“ภาม” ดีนพยายามเอี้ยวตัวจะคว้าน้อง แต่เด็กน้อยของเขาม้วนตัวหลบชุลมุนเอาหน้าซุกหลังเกาะเอวเขาเอาไว้แบบนั้น “น้องภามครับ” ชายหนุ่มเริ่มขบขัน จับน้องไม่ได้เพราะเจ้าตัวไม่ยอม สงสัยคราวนี้เขินมากจริงๆ

               

 

ช่วยไม่ได้

               

 

เขาถอนใจแล้วเปลี่ยนเป็นจับสองมือน้องแล้วดึงให้โอบรอบเอวตัวเอง กลายเป็นภามกำลังโอบกอดจากด้านหลังให้คนเห็นอมยิ้ม

               

 

“พี่ดีนนนนนนนนนนนนน” ภามร้องงอแง ถึงจะมองไม่เห็นแต่ดีนมั่นใจว่าน้องคงอายแทบจะมุดดินแล้ว

               

 

“เอาหน้าซุกหลังพี่ไว้สิ จะได้ไม่มีใครเห็นหน้า” เขาหัวเราะอารมณ์ดี กุมมือน้องเอาไว้แน่น

               

 

“งื้อออออ” ภามบ่นอุบแต่ก็ซุกหน้ากับหลังพี่ดีน ช่วงหลังมานี่พี่ดีนดูมีความสุข ยิ้มบ่อยจนเขารู้สึกได้ ภามปล่อยให้คนตัวโตพาเดินฝ่าเสียงหัวเราะเอ็นดูจากคนรอบตัว

               

 

“ภาม” เสียงทุ้มต่ำเรียกน้องอีกครั้งหลังจากหลุดพ้นอุโมงค์มหันตภัย

               

 

เด็กหนุ่มค่อยๆเอียงหน้าออกมาด้านข้างเงยมองใบหน้าของพี่ดีนที่กำลังก้มลงมองเขาอยู่ ดวงตาสีเทาอมเขียวเมื่อกระทบแสงไฟยามค่ำคืนสวยจนไม่อยากละสายตา พี่ดีนขยับรอยยิ้มอ่อนโยนจนเขาต้องยิ้มตอบ สัมผัสจากมือใหญ่ที่กระชับมือเขาไว้นั้นนุ่มนวล อบอุ่น ปลอดภัย

               

 

“สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ”

               

 

ภามพยายามกลั้นยิ้มแก้มแทบแตก “สุขสันต์วันคริสต์มาสเหมือนกันครับ”

               

 

“ปีใหม่ไปไหว้พระด้วยกันนะ”

               

 

เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ น่าเอ็นดู

               

 

“...ไปไหว้พ่อแม่พี่ด้วย”

               

 

ชายหนุ่มบีบมือเล็กที่กระตุกเล็กน้อยแน่นขึ้น ภามหลุบตาลงเงียบไปอึดใจก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาอีกครั้งด้วยดวงตาวับวาวคำตอบของน้องสดใสไม่มีความลังเล

               

 

“ครับ ไปไหว้พ่อแม่พี่ดีนด้วยกัน”

 

 

               

 

ขอบคุณที่กลับมา

 

 

 

 

ขอบคุณที่รักกัน

           

 

 

 

ขอบคุณที่ตามหากันจนเจอ

 

 

-------------


Talk

 

สุขสันต์วันคริสต์มาสค่ะ ไหนๆไทม์ไลน์ก็ตรงกับในเรื่องแล้ว เนียนไปเลยแล้วกัน 55 เอาเข้าจริงไฟหน้าห้างคนเยอะม๊ากกก เห็นรูปแล้วสยองขวัญ แต่เวลามีน้อยพี่ดีนเลยพาไปไหนไม่ได้ ไอ้จะนั่งรถเล่นกันสองคนก็..คนเขียนไม่ไว้ใจพี่ดีน—แค่ก

เรื่องนี้เขียนยากค่ะ ต้องคุมความหม่นไปพร้อมกับความหวาน ไม่อยากให้หม่นเกินไปเหมือนกัน อยากให้อ่านกันสนุกๆมากกว่า

ในส่วนของคุณยายตั้งใจให้ไม่เครียดนะ คุณยายอันน่ารัก ^^ เป็นกำลังใจของทั้งคู่จริงๆ

ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆค่ะ จะปีใหม่แล้วเน้อ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

ป.ล คนวาดเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ช่วงนี้ก็งดไปก่อนเนอะ

ป.ล แล้วภามก็ไม่รู้ว่าพี่ดีนกับแม่แอบมาคุยกันได้ยังไง

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น