[END] รักวายวาย…ฉบับผู้ชาย SO HOT!
[รีไรท์] รักวายวาย…ฉบับผู้ชาย SO HOT! ตอนที่ 11
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
[รีไรท์] รักวายวาย…ฉบับผู้ชาย SO HOT! ตอนที่ 11

 

ตอนที่ 11 

 

               “ไอ้ปราชญ์ ไอ้ธนู พวกมึงเชิญไปสวีทรอกันที่ห้องได้เลย พวกกูสามคนจะไปซื้อพวกเครื่องดื่มเอง”  

               “ได้ นี่เงิน สองพันคงพอนะ” ไอ้ธนูยื่นเงินแบงค์พันสองใบไปให้ไอ้แจส นี่ไอ้ธนูกำลังมีแผนชั่วใช่ไหมถึงได้ยอมลงทุนเลี้ยงเหล้าเพื่อนผม เงินสองพันก็ไม่ใช่น้อยๆเลยนะ   

               “เกินพอเว้ย” ไอ้แจสรับเงินมาหน้าบาน ก่อนที่จะเดินลัลล๊าอย่างอารมณ์ดีไปกับไอ้มิกซ์ ไอ้ทิม ผมมองตามแผ่นหลังพวกมันไปอย่างหมั่นไส้ ส่วนแพรไหมหลังจากที่เรียนเสร็จก็ขอตัวกลับหอทันที เพราะว่าแพรไหมไม่กินเหล้าคงจะไปดื่มกับพวกเราไม่ได้ 

               “ไอ้ธนูทำไมมึงไม่บอกพวกมันไปวะว่ากูกับมึงไม่ได้เป็นอะไรกันอ่ะ!”  

               “บอกไปก็เท่านั้น เพื่อนมึงไม่มีใครคิดจะฟังหรอก ปล่อยไปแบบนี้แหละเดี๋ยวเรื่องก็เงียบเอง” ไอ้ธนูว่าด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนอะไรเหมือนผมเลย 

               “แต่กูเสียหายโว้ยยยย คนอื่นต้องมองกูเป็นเกย์ไปหมดแล้วแน่ๆ ไอ้ธนู! ต่อไปมึงกับกูต้องอยู่ห่างๆกันเอาไว้ เจอหน้ากันก็ไม่ต้องทัก ทำเหมือนแต่ก่อนที่กูกับมึงยังไม่รู้จักกันอ่ะ” ผมบอกด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทำไมชีวิตผมมันถึงได้มาพัวพันกับผู้ชายจังวะเนี่ย ทั้งเรื่องหมอดูทักว่ามีเนื้อคู่เป็นผู้ชาย ทั้งข่าวผมกับไอ้ธนูเป็นแฟนกันอีก โอ้ยยยยย! พารวยเครียด 

               “พี่ธนู พี่ปราชญ์ค่ะ” ในระหว่างที่ผมกำลังยืนคุยกับไอ้ธนูอยู่นั่นเสียงหวานๆของผู้หญิงกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้น 

               “ครับ น้องมีอะไรหรือเปล่า” ไอ้ธนูหันไปพูดกับกลุ่มน้องๆผู้หญิงปีหนึ่งด้วยความสุภาพ ทำเอาพวกเธอถึงกับม้วนตัวเขิน  

               “คือพวกหนูปลื้มพี่ๆ มากเลยค่ะ พวกหนูขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ”  

               “ได้สิครับ”  

             ไอ้บ้าเอ้ย! นี่มันไม่คิดจะปฏิเสธเลยหรือไง ถ้าผมไม่ยอมให้ถ่ายก็คงจะดูใจร้ายเกินไปสินะ  

               “ขอบคุณพี่ธนูกับพี่ปราชญ์มากนะคะ พี่สองคนน่ารักแล้วก็เหมาะสมกันมากๆเลยค่ะ” น้องผู้หญิงแย้มยิ้มสดใส  

               “น้อง คือพี่กับไอ้ธนูเรา…” ผมกำลังจะอธิบายแต่ก็ถูกพวกน้องๆพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน 

               “พวกพี่คงจะรักกันมากเลยใช่ไหมคะ”  

               “เออ…” ผมถึงกับเอ๋อแดก ไปไม่เป็นเลยครับ นี่ไม่มีใครคิดจะฟังผมอธิบายเลยสินะ ส่วนไอ้ธนูมึงจะขำทำเชี่ยไร 

               “ยังไงก็ขอให้รักกันนานๆ นะคะ พวกหนูขอตัวก่อนน้า”  

             “ครับผม” ไอ้ธนูแย้มยิ้มพร้อมกับโบกมือลาน้องๆ  

            

Thanu Part. 

               ห้องไอ้ปราชญ์ 

               “ไอ้ปราชญ์ กูว่ามึงค่อยๆดื่มดีกว่านะ นั่งดื่มอย่างกับน้ำเปล่าขนาดนี้ เดี๋ยวมึงก็เมาพอดี” ผมร้องห้ามเมื่อเห็นไอ้ปราชญ์มันกระดกแก้วเหล้าเข้าปากอย่างกับน้ำเปล่า 

               “เรื่องของกู!!” 

               “นี่พวกมึงไม่คิดจะห้ามมันหน่อยเหรอวะ” ผมหันไปพูดกับพวกเพื่อนๆของไอ้ปราชญ์ที่พากันนั่งดื่มเหล้าอย่างมีความสุข  

               “จะห้ามมันทำไม มันอยากดื่มก็ให้ดื่มไป เออนี่! ไอ้ธนูกูจะบอกอะไรให้นะว่าเวลาไอ้ปราชญ์มันเมา มันจะพูดความจริงออกมาหนึ่งอย่าง และดีไม่ดีคืนนี้มึงอาจจะได้แอ้มมันก็ได้นะ ฮ่าๆ” 

               “ไอ้เหี้ยแจส! เมื่อกี้กูได้ยินนะว่ามึงพูดอะไรกับไอ้ธนู” ไอ้ปราชญ์หันมาขึงตามองแรงใส่พวกเพื่อนๆ  

               “ก็เปล่าหนิ ไม่ได้พูดอะไร” ไอ้แจสปฏิเสธหน้าตาเฉยแล้วนั่งดื่มเหล้าต่อ  

               ผมนั่งมองคนพวกนี้ดื่มเหล้าไปเรื่อยๆ จนเริ่มเมามายกันบ้างแล้ว   

               “เอ้าชน!” 

               “คืนนี้ไม่เมา ไม่เลิก!” 

               เสียงชนแก้วดังขึ้นก่อนที่พวกมันจะกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวจนหมด ผมจ้องมองไปที่ไอ้ปราชญ์ที่กำลังเมาได้ที่ ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ ดวงตาปรือปรอยนิดๆ 

               “พวกมึงดวลเหล้าเพียวๆกันเปล่า ใครน็อคก่อนแปลว่าแพ้ และคนแพ้จะต้องเลี้ยงข้าวเพื่อนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์” ไอ้แจสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยานคาง 

               “กูไม่เล่นนะโว้ยยย ตอนนี้กูรู้สึกจะไม่ไหวล่ะ เอิ๊ก~” พูดจบประโยคไอ้ทิมมันก็คลานไปฟุบหน้านอนบนโซฟา 

               “แต่กูหวายยยย กูจาดวลเหล้ากับพวกมึงงงง” ไอ้ปราชญ์ชูแก้วขึ้น แต่ผมว่ามันนี่ท่าทางจะไม่ไหวสุดล่ะ ขนาดนั่งยังเซเลย 

               “งั้นจัดไปเลยเพื่อน ไอ้เหี้ยมิกซ์รินเหล้า เอาแบบเพียวๆเต็มแก้ว” ไอ้แจสหันไปบอกกับไอ้มิกซ์ 

               “ไอ้ธนูมึงจะเล่นกับพวกกูป่าววว” ไอ้มิกซ์หันมาถามผม 

               “ไม่ล่ะ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ 

               ไอ้มิกซ์เริ่มรินเหล้าเพียวๆใส่แก้วของไอ้ปราชญ์กับไอ้แจสจนเต็ม ก่อนจะรินใส่แก้วของตัวเอง จากนั้นพวกมันก็พากันชูแก้วเหล้าขึ้นมา 

               “เอ้า! ชนแก้วโว้ยยยย” 

               อึกๆ 

               “กูหมดแก้วแล้ว เอิ๊กกก~” ไอ้แจสวางแก้วลง จากนั้นมันก็ล้มพับลงไปนอนกองบนพื้นทันที  

               “กูก็หมดแก้วแล้ว” จบคำไอ้มิกซ์ก็สลบเหมือดไปอีกคน ทีนี้ก็เหลือแต่ไอ้ปราชญ์ที่ยังคงเหลือเหล้าในแก้วอยู่ ผมว่าถ้ามันดื่มหมดแก้วนี่ก็คงจะสลบเหมือดเหมือนไอ้แจสกับไอ้มิกซ์แน่ๆ ผมเลยต้องเข้าไปดึงแก้วเหล้าในมือมันมาถือไว้ 

               “อื้ออ ไอ้เหี้ยยย เอาแก้วเหล้ากูคืนมา” ไอ้ปราชญ์หันมาโวยวายใส่ผม 

               “พอแล้ว นี่มึงเมามากแล้วนะ”  

               “กูยังไม่เมา~ เอาคืนมา” ไอ้ปราชญ์จะเข้ามาแย่งแก้วเหล้าในมือผม แต่มันคงจะเมามาก แค่ขยับตัวนิดเดียวร่างกายมันก็เซถลาเข้ามาปะทะหน้าอกแกร่งของผม ส่วนผมก็เสียหลักล้มลงไปนอนกองกับพื้นโดยมีไอ้ปราชญ์คร่อมตัวผมเอาไว้อยู่ 

               ไอ้ปราชญ์จ้องหน้าผมนิ่ง ส่วนผมก็จ้องหน้ามันกลับเหมือนกัน 

               “ไอ้ปราชญ์มึง…” ผมเรียกชื่อไอ้ปราชญ์ด้วยความตกใจเมื่อใบหน้าของมันค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าผมมากขึ้น สายตาของมันจับจ้องมาที่ริมฝีปากของผมเขม็งก่อนที่ริมฝีปากนิ่มๆจะประกบลงมา ทันทีริมฝีปากของเราสัมผัสกัน หัวใจของผมก็เต้นเร็วแรงจนแทบจะระเบิดออกมานอกอก นี่เป็นครั้งแรกที่ไอ้ปราชญ์มันจูบผมก่อน 

               ผมค่อยๆหลับตาพริ้มลง จูบตอบไอ้ปราชญ์ด้วยความวาบหวาม ผมรู้สึกว่าจูบครั้งนี้มันหวานเป็นพิเศษ หวานซะจนผมไม่อยากจะถอนริมฝีปากออกเลยแหละ ผมอยากจะจูบมันอยู่อย่างนี้ทั้งคืนเสียจริงๆ 

Thanu Part End. 

 

           “กูรักมึงนะไอ้ปราชญ์ รักมานานแล้วด้วย” เสียงเข้มดังขึ้นที่ข้างหู และก็ทำให้ผมรู้สึกเขินมากๆ 

ร่างสูงมองมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะขยับใบหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับประกบริมฝีปากจูบผมอย่างดูดดื่ม จากนั้นเราสองคนก็ล้มตัวลงไปนอนนัวเนียกันต่อบนเตียงกว้าง 

               เฮือกกกกกกกกกกกกกกกก! 

               แล้วอยู่ๆผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมมองสำรวจไปรอบๆห้องก็ปรากฏว่านี่เป็นห้องของผมเอง แล้วเมื่อกี้ผมฝันบ้าอะไรวะ พอนึกไปถึงความฝันก่อนหน้านี้ก็ทำเอาผมรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้า 

               อ๊ากกกกกกกกกกกกกก! ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ฝันไปได้ไงวะ แม่ง! ฝันร้ายสุดๆ 

               “ฝันบ้าอะไรวะเนี่ย โคตรสยองเลย” ผมสบถกับตัวเอง ส่ายหน้าไปมาเพื่อสลัดเอาความฝันออกไปจากหัวซะ แต่เหมือนว่าความฝันบ้าๆนี่มันจะไม่ยอมหลุดออกไปจากหัวผมง่ายๆ ผมเลยตัดสินใจเดินลงจากเตียงเพื่อไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้สร่างนอน เผื่อผมจะได้หยุดคิดฟุ้งซ่านเรื่องความฝันบ้าบอนี่สักที  

               พอได้ล้างหน้าล้างตาแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังมีอาการมึนๆหัวอยู่บ้างเพราะเมื่อคืนผมดื่มหนักไปหน่อย ตื่นมาเลยมีอาการแฮงค์ 

               หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จผมก็ลากสังขารของตัวเองออกมาจากห้องน้ำตรงไปยังห้องนั่งเล่น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสภาพห้องนั่งเล่นของตัวเองสะอาดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขวดเหล้าที่กองระเกะระกะเมื่อคืนถูกเก็บไปทิ้งจนหมด  

               “ตื่นแล้วเหรอวะ” อยู่ๆเสียงเข้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง ผมจึงรีบหันพรึ่บไปมอง 

               “ไอ้ธนู!” พอเห็นหน้าไอ้ธนู ความฝันบ้าๆก็แล่นเข้ามาในหัวทันที และยิ่งได้สบสายตาหัวใจของผมก็เต้นตึกตักขึ้นมา ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมดและยิ่งนึกไปถึงความฝันผมก็ยิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาไอ้ธนู ฮือออ~ ฝันร้ายมันกำลังตามมาหลอกหลอนผม 

               “ไอ้ปราชญ์มึงเป็นไรวะ ไม่สบายเหรอ” ไอ้ธนูถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น ส่วนผมก็รีบเดินถอยหลังหนีทันที 

               “กะ กู ไม่ได้เป็นไร”  

               “ไม่เป็นไรทำไมหน้ามึงแดงแจ้ดขนาดนี้” ไอ้ธนูจ้องมองมาที่ใบหน้าผมเขม็ง มือหนายื่นมาจะจับที่ปลายคาง แต่ผมก็รีบสะบัดหน้าหนี  

               “กูบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรไง มึงกลับห้องมึงไปได้แล้ว!” ผมบอกโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปสบตากับมัน 

               “กูไม่กลับ จนกว่ามึงจะกินโจ๊กที่กูซื้อมาให้หมดซะก่อน” ว่าแล้วไอ้ธนูก็ชูถุงโจ๊กในมือมันขึ้นมาตรงหน้าผม 

               “แต่กูไม่หิว!” 

               “ไม่หิวก็ต้องกิน กูอุตส่าห์เดินไปซื้อมาให้” 

               สุดท้ายผมก็ต้องนั่งกินโจ๊กที่ไอ้ธนูซื้อมาให้อย่างเสียไม่ได้ ผมนั่งกินไปอย่างเงียบๆไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาหรือพูดคุยกับมันเลย 

               “ไอ้ปราชญ์มึงโกรธอะไรกูหรือเปล่า” เมื่อเห็นท่าทางเงียบผิดปกติของผมไอ้ธนูจึงได้เอ่ยถาม สายตาคมจ้องมองมาที่ผมแทบไม่วางตา  

               “เปล่า” ความจริงผมก็ไม่ได้โกรธอะไรมันหรอกนะ แต่พอเห็นหน้ามันแล้วผมก็เผลอนึกไปถึงความฝันบ้าๆนั่นทุกที และเมื่อนึกถึงหัวใจผมมันก็เต้นแรงขึ้นมาเสียอย่างนั่น 

               “ถ้าเป็นเรื่องเมื่อคืนมึงเริ่มก่อนเองนะ มึงไม่มีสิทธิ์มาโกรธกู” ไอ้ธนูว่า นั่นทำเอาผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย 

               “เรื่องเมื่อคืน”  

               “มึงจำไม่ได้เหรอ”  

               “ฮึ! จำไม่ได้” 

               “มึงจำไม่ได้อ่ะดีแล้ว กินโจ๊กต่อเถอะนะ แหะๆ” ไอ้ธนูยิ้มเก้อเขิน นั่นยิ่งทำให้ผมสงสัยมากยิ่งขึ้นว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 

               “ไอ้ธนูบอกกูมานะว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น!”  

               “ก็ไม่มีอะไร กูว่ากูกลับห้องดีกว่า” ว่าแล้วไอ้ธนูก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะรีบเดินหุนหันออกไปจากห้องผมทันที 

               “ไอ้ธนู เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น มึงบอกกูมาก่อนดิวะ อย่าพึ่งไป!” ผมร้องตามหลังมันไป แต่ไม่ทันเพราะมันเดินออกไปจากห้องผมเรียบร้อยแล้ว 

               ท่าทางของมันแม่งมีพิรุธ ว่าแต่เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมผมจำอะไรไม่ได้เลย 

 

               หลังจากกลับเข้าห้องตัวเองธนูก็ทำท่าโล่งอกที่ปราชญ์จำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ ก็เมื่อคืนเขาเผลอบอกรักปราชญ์ไปน่ะสิ แถมยังเกือบจะมีอะไรเกินเลยมากกว่าจูบด้วยซ้ำ แต่ดีที่เขายับยั้งตัวเองไว้ได้ทัน ไม่งั้นเขาคงต้องรู้สึกผิดแน่ๆที่คิดจะทำเรื่องอย่างว่าโดยที่อีกฝ่ายกำลังเมา นี่ถ้าเขาเผลอทำเรื่องอย่างว่าลงไปจริงๆปราชญ์จะต้องโกรธและเกลียดเขาไปตลอดชีวิตแน่นอน ซึ่งเขาคงทนไม่ได้ที่เห็นปราชญ์ต้องโกรธต้องเกลียดเขา 

 

               มหาวิทยาลัย XXX 

               “แม่ง! เมื่อคืนกูไม่น่าดื่มเยอะเลยวะ ตื่นมาปวดหัวชิบหาย” ไอ้แจสบ่นอุบก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะม้าหินอ่อนข้างๆผม 

               “พวกมึง ว่าแต่พวกมึงทำความสะอาดห้องนั่งเล่นให้กูเหรอ” ผมตัดสินใจถามออกไป หลังจากนั่งครุ่นคิดอยู่นาน  

               “ห้องมึงรกจะตายพวกกูคงจะไม่เป็นบ้าไปทำความสะอาดให้หรอก” ก็จริงของไอ้มิกซ์ ห้องผมรกออกขนาดนั้น คนขี้เกียจอย่างไอ้พวกนี้คงไม่น้ำใจงามมาทำความสะอาดห้องให้หรอก  

               “อ้าว! แล้วใครเป็นคนทำวะ” 

               “ผัวมึง” 

               “ห่ะ”  

               “ไอ้ธนูเป็นคนทำ กูตื่นมาก็เห็นมันกำลังทำความสะอาดห้องให้มึงอยู่” ในขณะที่ผมกำลังทำหน้าเอ๋อ ไอ้ทิมจึงได้พูดขึ้น  

               “นั่นไงพอพูดถึงผัวมึงก็โผล่หน้าหล่อๆมาพอดี” ไอ้แจสเสมองไปยังร่างสูงของไอ้ธนูที่กำลังเดินตรงมาทางพวกเรา 

               “สัส! มันไม่ใช่ผัวกูสักหน่อย” ผมหันไปแหวอย่างอารมณ์เสีย คนยิ่งอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่  

               “เป็นไงพวกมึง ไหวป่ะเนี่ย ท่าทางจะเมาค้างนะ” เมื่อเดินมาถึงไอ้ธนูก็พูดทักเพื่อนๆผมด้วยท่าทางสนิทสนม  

               “ก็เมาค้างอ่ะดิวะ ปวดหัวชิบหายเลยเนี่ย” ไอ้มิกซ์เงยหน้าขึ้นไปตอบไอ้ธนู  

               “อาจารย์ก็นะ จะนัดสอบวันนี้ทำไมก็ไม่รู้” ไอ้แจสว่าบ้าง ส่วนผมก็นอนเงียบฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ ไอ้ธนูล่ะสายตาจากพวกเพื่อนผมแล้วหันมามองที่ผมแทน แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจมัน 

               “พวกมึง นี่ใกล้เวลาเรียนแล้ว ขึ้นเรียนกันเถอะ” ไอ้ทิมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะหันมาพูดกับพวกผม 

               “งั้นก็ขึ้นเรียนกัน” 

               จากนั้นพวกเราทั้งหมดก็พากันเดินไปยังห้องเรียนที่อยู่ชั้นสามโดยมีผมเดินรั้งท้าย 

               “ไอ้ธนู” ผมตัดสินใจเรียกไอ้ธนูที่เดินนำหน้าผมไปได้นิดเดียว 

               “มีไรเหรอ” มันหันมามองที่ผม 

               “ขอบคุณนะที่ทำความสะอาดห้องให้กูน่ะ” ไหนๆก็ขอบคุณความมีน้ำใจของมันหน่อยล่ะกัน  

               “อืม” ไอ้ธนูพยักหน้าแล้วส่งยิ้มตอบกลับมาให้  

               “แล้วข้อมือมึงเป็นไงบ้างอ่ะ” ผมก้มลงไปมองยังข้อมือของไอ้ธนูที่ยังคงมีผ้าพันแผลพันเอาไว้อยู่ 

               “ก็ดีขึ้นมากแล้วแหละ” 

               “ดีขึ้นก็ดีแล้ว” 

               “ที่ถามนี่เป็นห่วงกูเหรอ” ไอ้ธนูยิ้มกว้าง 

               “เหอะ! กูจะห่วงมึงทำไมกัน” ผมเบะปากด้วยความหมั่นไส้ ผมเนี่ยนะจะเป็นห่วงมัน ฝันไปเถอะ! 

 

               วันต่อมา… 

               “ธนู ปราชญ์ช่วยไรแพรหน่อยดิ” แพรพูดขึ้น ในขณะที่ผมกับไอ้ธนูกำลังตักข้าวเข้าปาก ซึ่งตอนนี้พวกเราสามคนกำลังนั่งกินข้าวที่โรงอาหารของมหาลัย ความจริงผมควรจะได้นั่งกินกับแพรไหมสองคนด้วยซ้ำ แต่ไอ้ธนูน่ะสิโผล่หัวมาจากที่ไหนก็ไม่รู้  

               “ช่วยอะไรเหรอแพร” ผมเงยหน้าถาม  

               “คืองี้ แพรมีตั๋วหนังฟรีมาสองใบ แพรอยากให้ปราชญ์กับธนูช่วยไปดูแทนแพรหน่อยได้ไหมอ่ะ พอดีวันนี้แพรไม่ว่างคุณพ่อชวนไปเยี่ยมย่าที่ต่างจังหวัด” 

               “แพรก็เก็บไว้ดูกับปราชญ์วันหลังก็ได้หนิ”  

               “ไม่ได้อ่ะดิ มันจะหมดเขตวันนี้แล้วด้วย ถ้าไม่ได้ไปดูเสียดายแย่ อุตส่าห์ได้ตั๋วหนังฟรีมาทั้งที” แพรไหมก้มลงมองตั๋วหนังในมือพร้อมกับทำสีหน้าเสียดาย 

               “งั้นเดี๋ยวเราไปดูก็ได้” ไอ้ธนูที่นั่งเงียบอยู่นานพูดแทรกเข้ามา 

               “จริงนะธนู” 

               “อืม! ช่วงนี้เราก็ไม่ได้ซ้อมกีฬาด้วย ตอนเย็นว่างๆไม่รู้จะทำอะไร ไปดูหนังก็ดีเหมือนกัน” 

               “งั้นก็ดีเลย ไหนๆก็มีตั๋วสองใบแล้ว ปราชญ์ก็ช่วยไปดูเป็นเพื่อนธนูหน่อยก็แล้วกันนะ” 

               “แต่เราไม่อยากไปดูกับมันอ่ะ”  

               “เอานา ถือว่าไปดูแทนแพรก็แล้วกัน แล้วหนังเรื่องนี้เมื่อวันก่อนปราชญ์ยังบ่นอยากจะดูอยู่ไม่ใช่เหรอ มันจะออกโรงวันนี้แล้วนะ” มันก็จริงของแพรไหม แต่ประเด็นคือผมไม่อยากจะไปดูกับไอ้ธนูอ่ะดิ แม่ง! ช่วงนี้ผมกับมันยิ่งมีข่าวคราวว่าเป็นแฟนกันอยู่ด้วย ขืนคนอื่นรู้ว่าผมไปดูหนังกับมันนะมีหวังต้องเข้าใจผิดไปใหญ่กว่านี้แน่ ตั้งแต่มีข่าวว่าผมกับไอ้ธนูเป็นแฟนกันผมก็พยายามตีตัวห่างจากมัน แต่มันดันตามติดผมซะเป็นปลิงเลย ผมล่ะอยากจะบ้าตาย! 

               ไม่ว่าผมจะปฏิเสธยังไง สุดท้ายผมก็ได้มาดูหนังกับไอ้ธนูจนได้ 

               “ได้มาดูหนังกับกูทั้งทีทำหน้าตาให้มันดูมีชีวิตชีวาหน่อยดิวะ นี่มึงรู้ไหมว่ามีสาวๆอีกเป็นร้อยที่อยากจะมาดูหนังกับกู แต่ก็ไม่มีโอกาสอ่ะ” 

               “นี่กูควรจะดีใจใช่ไหมที่ได้มาดูหนังกับมึงเนี่ย!” 

               “ใช่” 

               “แต่เสียใจว่ะ กูไม่ดีใจเลยสักนิด” ผมว่าด้วยใบหน้าสุดเซ็ง ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินเข้าโรงหนังไป ตั๋วหนังที่แพรให้มาเป็นหนังรักโรแมนติก ซึ่งเป็นหนังแนวที่ผมชอบด้วย และที่ผมชอบหนังแนวรักโรแมนติกก็เพราะผมดูหนังแนวอื่นไม่ได้ยิ่งหนังบู๊เลือดสาดนี่ไม่ไหวเลยเพราะผมกลัวเลือด ส่วนหนังผียิ่งแล้วใหญ่ผมแทบไม่ดูเพราะเป็นคนที่กลัวผีขึ้นสมอง 

               “ฮือออ” ผมนั่งน้ำตาไหลรินออกมาเป็นสายในขณะที่ดวงตากำลังจับจ้องไปที่หน้าจอตรงหน้าที่กำลังฉายหนังตอนสำคัญอยู่ เป็นตอนที่พระเอกกับนางเอกต้องจากกัน ซึ่งมันทำให้ผมอินมากๆจนน้ำตาต้องไหลออกมา ภายในโรงหนังมืดขนาดนี้ผมก็หวังว่าไอ้ธนูมันคงจะไม่เห็นผมกำลังร้องไห้เพราะอินกับหนังนะ ไม่งั้นเสียฟอร์มแย่ 

             แต่มันดันตาดีนี่สิ! 

               “ไอ้ปราชญ์มึงเป็นไร”   

               “กูไม่ได้เป็นไร” ผมตอบแล้วรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองอย่างลวกๆ เดี๋ยวไอ้ธนูมันจะสังเกตเห็นว่าผมกำลังร้องไห้อยู่ 

               เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนหนังฉายไปจนจบเรื่อง ผมกับไอ้ธนูจึงได้เดินออกมาจากโรงหนังกัน และผมก็สังเกตเห็นหลายคนที่เดินออกมาก็พากันร้องไห้จนตาบวมไปหลายคน เพราะหนังเรื่องนี้ตอนจบมันเศร้ามาก 

               “หนังเรื่องนี้สนุกทุกอย่าง แต่เสียอย่างเดียวตอนจบพระเอกกับนางเอกไม่ได้คู่กัน พระเอกไม่น่าตายเลยวะ!” ไอ้ธนูชวนผมคุยเรื่องหนัง แต่ผมก็เอาแต่เงียบเพราะยังอารมณ์ค้างไม่หาย 

               “…” 

               “ไอ้ปราชญ์” 

               “…” ไอ้ธนูเรียกผมแต่ผมก็ไม่ได้รับรู้อะไรทั้งสิ้น 

               “ไอ้ปราชญ์มึงเป็นไรป่ะเนี่ย มึงร้องไห้เหรอ” เมื่อเห็นว่าผมไม่รู้สึกตัวไอ้ธนูก็ได้สะกิดเรียก 

               “ฮืออออ กูสงสารนางเอก” อยู่ๆผมก็ปล่อยโฮออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไอ้ธนูมองมาที่ผมด้วยสีหน้าตกใจก่อนจะดึงตัวผมเข้าไปกอดปลอบ 

               “นี่มึงอินกับหนังขนาดนี้เลยเหรอวะ!”  

               “กูไม่อยากให้พระเอกตายยยยย” ผมยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นเด็กสามขวบ ไอ้ธนูจึงยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเพื่อปลอบโยน  

               “มึงหยุดร้องไห้ได้แล้ว มันก็แค่หนังไม่ใช่เรื่องจริงซะหน่อย” 

               “ฮือออ” ผมยังคงร้องไห้อยู่กับอกไอ้ธนูอยู่อย่างนั้นก่อนที่จะเริ่มรู้สึกตัวจึงรีบผละตัวออกจากอ้อมกอดมันอย่างรวดเร็ว และรีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ข้างแก้ม เชี้ยยยยยยยยย! แบบนี้ไอ้ธนูก็รู้หมดสิว่าผมร้องไห้กับหนังอ่ะ 

               “บ้าเอ้ยยย!” ผมสบถกับตัวเองด้วยอาการหัวเสียก่อนจะเดินหนีไอ้ธนูไปทันที แต่ไอ้ธนูมันก็เดินตามผมมาติดๆ 

               “มึงจะไปไหน” มันร้องถาม  

               “กูจะกลับหอ” 

               “อย่าพึ่งกลับดิ ไหนๆเราก็ได้มาห้างด้วยกันแล้ว เดินซื้อของหน่อยล่ะกัน” ไอ้ธนูรั้งแขนผมเอาไว้ 

               “แต่กูอยากกลับแล้ว” 

               “กูสัญญาว่ากูจะไม่เอาเรื่องที่มึงอินกับหนังจนร้องไห้ขี้มูกโป่งไปบอกใครหรอก” 

               “ลองมึงบอกดูดิ กูกระทืบมึงตายคาตีนแน่!” ผมว่าอย่างจริงจัง 

               “คร้าบบบบ ไม่บอกใครหรอกนา” 

               “ถ้ามึงบอก มึงตายแน่!” ผมขู่มันอีกรอบ ถ้าคนอื่นรู้ว่าผู้ชายมาดแมนอย่างผมอินกับหนังจนต้องร้องไห้ตาม มีหวังเขาต้องหัวเราะเยาะผมแน่ๆเลย 

               “เออๆไม่บอกใครหรอก แต่ว่าตอนนี้เราไปเดินซื้อของกันดีกว่า” ไอ้ธนูคลี่ยิ้มกว้างก่อนจะดึงมือผมไปจับ  

               “เดี๋ยว” 

               “อะไรอีกอ่ะ” 

               “กูเดินเองได้ ไม่ต้องมาจับมือ” ผมว่าและก้มลงมองมือหนาของไอ้ธนูที่จับมือผมเอาไว้ 

               “ไม่ปล่อยได้ไหม”  

               “ไม่ได้!”  

               “แต่กูไม่อยากปล่อย” 

               “จะปล่อยไม่ปล่อย!!” ผมทำเสียงเข้มขึ้น และจ้องมองหน้าไอ้ธนูนิ่ง 

               “เออ! กูยอมปล่อยก็ได้” สุดท้ายไอ้ธนูก็ยอมปล่อยมือผมให้เป็นอิสระแต่โดยดี 

               ผมกับไอ้ธนูพากันเดินเลือกซื้อของในห้างพักใหญ่ๆ จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว พอเหลือบตาดูนาฬิกาอีกทีก็ปาเข้าไปหนึ่งทุ่มจะสองทุ่มแล้ว 

               ระหว่างนั้น ท้องน้อยๆของผมก็ร้องขึ้นมาด้วยความหิว และมันก็คงจะเสียงดังพอที่จะทำให้ไอ้ธนูได้ยิน 

               “นี่มึงหิวเหรอ”  

               “เออ! หิวมากกกกกกกกกกกก” ผมลากเสียงยาวเพื่อบอกว่าตอนนี้ผมหิวมากแค่ไหน 

               “งั้นเราไปหาไรกินกัน ว่าแต่กินไรดีอ่ะ เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง” 

               “เลี้ยงจริงอ่ะ@ 

               “เออ! มึงจะกินไรล่ะ” 

               “กูจะเข้าร้านอาหารแพงๆ” ผมยิ้มกริ่ม ไหนๆไอ้ธนูมันจะเลี้ยงทั้งทีผมต้องถลุงเงินมันให้หมดตัวเลย และร้านอาหารที่ผมเลือกจะต้องเป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องราคาแพงหูฉี่เลยล่ะ 

               “ปราชญ์ค่ะ นี่ใช่ปราชญ์หรือเปล่า” ในขณะที่ผมกำลังจะเดินไปยังร้านที่หมายตาเอาไว้ เสียงหวานๆของหญิงสาวคนหนึ่งก็ร้องทักผมขึ้น 

               “มะเหมี่ยว” 

               “ใช่ปราชญ์จริงๆด้วย” มะเหมี่ยวยิ้มดีใจที่ได้เจอผม 

               “ครับ” 

               “ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีรึเปล่าคะ” มะเหมี่ยวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส  

               “ก็สบายดีครับ แล้วมะเหมี่ยวล่ะ” ผมถามกลับไปตามมารยาท 

               “ก็สบายดีค่ะ เอ๊ะ! ว่าแต่นี่ใครคะ” แล้วสายตาของมะเหมี่ยวก็มาหยุดอยู่ที่ร่างสูงของไอ้ธนูที่ยืนอยู่ข้างๆผม 

               “ไอ้นี่ ไอ้ธนูเป็นเพื่อนปราชญ์เอง”  

               “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” มะเหมี่ยวพูดกับไอ้ธนูพร้อมกับส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มไปให้ 

               “ครับผม” ไอ้ธนูส่งยิ้มตอบกลับไปให้เธอ 

               “มะเหมี่ยว ปราชญ์ขอตัวก่อนนะครับ จะรีบไปกินข้าวอ่ะ หิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย” 

               “ค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ” จากนั้นผมกับมะเหมี่ยวเราจึงได้แยกย้ายกันไป 

               “ผู้หญิงคนนั้นใครหรอ” ไอ้ธนูถามขึ้นเมื่อเข้ามานั่งในร้านอาหารแล้ว 

               “แฟนเก่าสมัยมอห้าอ่ะ” ผมตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองไอ้ธนูเพราะตอนนี้สายตาของผมกำลังมองไปที่เมนูอาหารในมืออยู่ 

               “ไอ้ปราชญ์กูขอกูถามหน่อยดิ มึงเคยมีแฟนมากี่คนแล้ว”  

               “มึงจะอยากรู้ไปทำไม!” 

               “บอกกูมาเถอะนา” ไอ้ธนูยึดเมนูอาหารไปจากมือ มันจ้องมองด้วยสายตาจริงจัง 

               “ก็ประมาณสี่ห้าคนได้มั้ง กูเปลี่ยนแฟนทุกปี” 

               “แล้วปีนี้ล่ะ มึงมีแฟนรึยัง”  

               “ยังไม่มี แต่ก็มีคุยๆอยู่บ้าง” 

               “ไอ้ปราชญ์!” อยู่ๆไอ้ธนูมันก็เรียกผมเสียงเข้มซะจนผมรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สีหน้าและแววตาของมันก็ดูจะจริงจังเอามากๆ 

               “มีไร ทำไมต้องทำเสียงเข้มขนาดนี้ด้วย” 

               “ต่อจากนี้ไปมึงห้ามคบใครเป็นแฟนทั้งนั้น… 

 

           ‘นอกจากกู’… ประโยคนี้ธนูคิดในใจ 

 

TBC 

เป็นไงกันบ้างเอ่ย? 

อ่านแล้วเม้นโหวตเป็นกำลังใจให้ไรท์หน่อยนะคะ 

กลับหน้าเรื่อง

http://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/908077191.gifสวัสดีแฟนๆที่ติดตามนิยายของไรท์ทุกคนนะคะ

 

 

ถ้ามีอะไรจะพูดคุยหรือสอบถาม

สามารถทักเข้ามาคุยกันได้ที่เพจได้เลยน๊าาา 

เพจของไรท์มีชื่อว่า SuuGaa นะคะ

# 

 
#ผลงานทั้งหมดของไรท์ 
[ตีพิมพ์กับ สนพ.บ้านวายบุ๊ค] U&Me เป็นแฟนกับฉัน นี่คือคำสั่ง (แวมไพร์ & อิมเมจ) + (คลาสเตอร์ & แวร์วูฟ) [จบแล้ว]
[ตีพิมพ์กับ สนพ.Licht Publishing] รักวายวาย...ฉบับผู้ชาย SO HOT! (ธนู & ปราชญ์) [จบแล้ว]
[ตีพิมพ์กับ สนพ.Licht Publishing] Because you are my love เพราะคุณคือความรักของผม (ไททัช & คาราเมล)  [จบแล้ว]
[ตีพิมพ์กับ สนพ. Lavender Publishing] The merchants will love #พ่อค้าส้มตำหล่อ...บอกต่อให้รู้ว่ารัก (ปราณภพ & เนวา) [จบแล้ว]
It’s Love กว่าที่จะรู้ว่ารัก (ขอบคุณ & ภีมภัทร์) [ยังไม่จบ]
  
ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ http://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Kikucow00005.gif
 
 
แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น