Naughty Bedtime นิทานร้อนซ่อนรัก
EP 47 : I Never Knew I Could Feel This Way (1)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
EP 47 : I Never Knew I Could Feel This Way (1)

 

หลายอาทิตย์ต่อมา 

แชะ!  

เสียงชัตเตอร์ลั่นทำให้ฉันที่กำลังฉีกขนมปังให้อาหารปลาถึงกับสะดุ้งก่อนจะหันไปเห็นเลนส์กล้องในมือมาวินจ่อหน้าฉันอยู่  

“นี่แกทำอะไรเนี่ยยยย ถ่ายใกล้ขนาดนี้ไม่เอาทิ่มหน้าไปเลยล่ะ” ฉันยกขนมปังขึ้นมาบังหน้าตามสัญชาตญาณเวลาคนจะมาถ่ายรูปทีเผลอแบบโคลสอัพโดยไม่บอกล่วงหน้า พร้อมกับโบกมือกันไม่ให้เขาเข้ามาใกล้  

“ฮ่าๆ ทำไมล่ะ สวยดีออก” 

“รู้ได้ไงว่าสวย นั่นมันกล้องฟิล์มไม่ใช่เหรอยะ จะถ่ายทำไมให้มันเปลืองฟิล์มเนี่ย” ฉันชี้มือไปที่กล้องในมือหมอนี่ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มที่ฉันให้ในวันเกิดเขานั่นเอง มาวินยิ้มก่อนจะตอบกลับมาด้วยคำตอบที่น่าหมั่นไส้มากที่สุดในโลก  

“ก็เมื่อกี้หันมามองแล้วรู้สึกว่าน่ารักดี เลยอยากถ่ายเก็บไว้ไง”  

“...!?!” นะ...น่ารักงั้นเหรอ ปกติไม่มีหรอก ที่เขาจะมาชมอะไรฉันน่ะ ก่อนหน้านี้นอกจากจะไม่ถ่ายรูปให้ฉันแล้วยังด่าอย่างเหยียดหยามอีกด้วย อย่างตอนดูรูปถ่ายแบบที่แพตตี้ส่งมาให้ ยังจงใจพูดเลยว่าสวยทุกรูปยกเว้นรูปที่มีฉันไรงี้อ่ะ แล้วตอนนี้เป็นอะไรเนี่ย ผีเข้าหรือไง อยู่ดีๆ ก็… พูดจาหวานๆ แบบนี้ ฉันทำตัวไม่ถูกนะเว้ย  

“ภาพมันต้องสวยอยู่แล้วล่ะ ก็กล้องดีนี่นา แถมนางแบบยังสวยขนาดนี้” เพราะรู้สึกขัดเขินแปลกๆ เลยตัดสินใจเอาฮาไปเลยจะได้เปลี่ยนบรรยากาศ แต่ไอ้ผู้ชายหวานเลี่ยนดันตอบกลับมาว่า…  

“อืม นั่นสินะ สวยจริงๆ นั่นแหละ”  

“...!?!?!” ฉันตกใจจนตัวแข็งทื่อเมื่อคนตัวสูงยื่นมือมาจับผมฉันที่โดนลมพัดแรงจนปลิวไปมาเพื่อจะเอาไปทัดหูให้ หัวใจเผลอเต้นแรงขึ้นเหมือนถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัว แถมนัยน์ตาสีดำคู่สวยที่มองลงมายังดูอ่อนโยนกว่าทุกทีอีกต่างหาก…  

“...หมายถึงรูปหรือคน”  

ฉันเสหลบตา เพราะรู้สึกว่า ถ้ามองตาเขานานมากกว่านี้จะถลำลึกลงไปในอะไรบางอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจจะลงไป และคนตัวสูงก็ดูจะรู้เหตุผลนั้น ถึงได้มองตามมาไม่ยอมปล่อย แถมยังยื่นมืออีกข้างมาจับหน้าฉันให้หันกลับไปหาตัวเองอีกด้วย  

“สวยทั้งคู่ :)” 

เอาขนมปังแถวในมือฟาดเลยดีไหม หมั่นไส้เป็นที่สุด  

“รูปยังไม่ได้ล้าง รู้ได้ไงว่าสวย” 

“เธอนี่พูดจากลับไปกลับมาจังนะ เมื่อกี้ยังบอกสวยแน่นอนอยู่เลย” มาวินหัวเราะก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยววันนี้ถ่ายหมดม้วนแล้วฉันจะเอาไปส่งล้างที่ร้านของพี่ที่รู้จักกัน”  

“โห สมัยนี้ก็ยังมีร้านล้างฟิล์มอยู่อีกเนาะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย” 

“มีสิ ช่วงหลังคนก็เริ่มหันมาเล่นกล้องฟิล์ม Back to classic กันมากขึ้น” 

“งี้แกก็ทุบห้องข้างหลังสตูดิโอแล้วทำเป็นห้องมืดไว้ล้างฟิล์มสิ”  

“หืม?” มาวินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะทำตาโต “เออ เข้าท่าแฮะ เดี๋ยวบอกช่างมาดูเลยดีกว่า”  

“เห็นมั้ยล่ะ ฉันไอเดียดีตลอดแหละ” ฉันยักคิ้วแบบกวนๆ ก่อนจะถอยห่างจากแววตาอันตรายมาหน่อยนึงและทำทีเป็นฉีกขนมปังให้อาหารปลาต่อ แล้วปลาก็กระโดดตีน้ำขึ้นมาแย่งขนมปังกันใหญ่จนน้ำกระเซ็นขึ้นมาโดนหน้าฉัน 

“ว้ายยยย ไอ้พวกปลา กินกันให้มันเรียบร้อยหน่อยสิยะ” ฉันแยกเขี้ยวใส่ปลา (?) ที่ก็ไม่น่าจะฟังเข้าใจ ก่อนจะเงื้อมือโยนขนมปังออกไปให้ไกลกว่าเดิม และ…  

แชะ! 

“หะ...นี่แกแอบถ่ายอีกแล้วเหรอออ”  

“ฮ่าๆ โทษที ก็ท่าทางเงื้อมือเมื่อกี้มันสุดยอดเลย ยังกับนักเบสบอลแน่ะ”  

“นี่ฉันซื้อกล้องฟิล์มมาให้แกถ่ายอะไรสวยๆ งามๆ นะยะ ไม่ใช่ให้มาแอบถ่ายมุมเผลอของยาหยี” 

“ก็เธอชอบงอแงไม่ใช่เหรอ ว่าฉันไม่ยอมถ่ายรูปให้เธอเลยสักทีน่ะ” มาวินหยิบกล้องขึ้นเล็งมาที่ฉัน และปลายนิ้วเรียวที่ขยับหมุนปรับโฟกัสที่ Rangefinder[1] ก็ดูเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก จนฉันเผลอใจเต้นตึกตักจะหันหน้าหนีก็รู้สึกว่าทำไม่ได้อีก “วันนี้ก็เลยจะให้เธอเป็นนางแบบของฉันคนเดียวทั้งวันเลยไง” 

“ไม่ต้องทำมาพูดดี โกหกว่าชอบถ่ายแต่ Landscape แต่พอเรียนจบมากลับเป็นช่างภาพสายแฟชั่นเนี่ยนะ แบบว่าไม่เนียนมากๆ” 

แชะ! 

ถ่ายอีกแล้ว… พอยืนนิ่งๆ ให้ถ่ายละก็เล็งใหญ่เลยแฮะ  

ฉันย่นจมูกใส่กล้องจนโดนเก็บภาพไปอีกรอบ ก่อนจะชะงักเมื่อเขาถามกลับมาบ้าง 

“ไม่เนียนเหรอ งั้นรู้มั้ยล่ะว่าทำไมฉันถึงต้องโกหก” 

“เอ๊ะ…” ฉันกะพริบตาปริบๆ “เอ่อ…”  

นั่นน่ะสิ ทำไมถึงต้องโกหกด้วยนะ? อยู่ดีๆ สมองฉันก็แบลงก์กะทันหัน เพราะไม่เคยคิดถึงเหตุผลมาก่อนเลย  

“ไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ” มาวินยิ้มจากนั้นจึงลดกล้องลงเล็กน้อย ทำให้ฉันมองเห็นแววตาของเขาที่เผยให้เห็นเหนือกล้อง และแววตานั้น...ก็เหมือนจะสะกดฉันให้ตกอยู่ในภวังค์ก็ไม่ปาน เพราะมันทั้งลึกซึ้ง...และเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจเสียเหลือเกิน  

“แล้วรู้รึเปล่า ว่าภาพที่ได้จะแตกต่างกันไปตามความรู้สึกและอารมณ์ของตากล้องที่ถ่ายภาพนั้น” 

“...” 

“เค้าถึงมีคนบอกว่า ช่างภาพบางคนอาจจะเผลอบอกความในใจผ่านภาพนางแบบที่เขาถ่ายออกมาก็ได้ อะไรแบบนี้ไง”  

ความในใจงั้นเหรอ… นี่เขากำลังจะบอกว่า…  

“แต่ตอนนี้ไม่ต้องปิดบังแล้ว ถึงจะโดนจับได้ว่าฉันถ่ายรูปเธอออกมาด้วยความรู้สึกแบบไหน มันก็ไม่เป็นไรแล้วไง”  

“อะ…” 

“เตรียมใจไว้เถอะนะ เพราะจากนี้ไปฉันจะถ่ายรูปเธอทุกวันจนเบื่อไปเลย”  

“นี่แกเป็นโรคจิตหรือไง” 

“เปล่าสักหน่อย”  

“ไม่รู้ล่ะ แกอยู่กับปลาไปนะ ฉันจะไปปั่นจักรยานต่อแล้ว!” ฉันโยนขนมปังก้อนสุดท้ายลงน้ำก่อนจะเดินหนีกลับไปยังจักรยานเช่าที่จอดทิ้งไว้ข้างหลัง และมาวินก็หัวเราะไล่หลังมาเหมือนจะเยาะเย้ยที่เขาทำให้ฉันเขินจนต้องถอยทัพได้แบบนี้  

“ไม่ถ่ายก็ว่า พอจะถ่ายก็หนี เธอนี่เอาใจยากจังนะ ฮ่าๆๆ”  

“หนวกหูน่า” ฉันบ่นงึมงำก่อนจะโดดขึ้นจักรยานแล้วปั่นหนีด้วยความเร็วสูง ได้ยินเสียงมาวินตะโกนตามมา  

“หยี อย่าซิ่งมาก ล้อจักรยานเธอมันเบี้ยวอยู่นิดนึงนะอย่าลืมสิ เดี๋ยวรถก็ล้มหรอก”  

ฉันก้มมองจักรยานเช่าที่น่าจะเก่าและแก่กว่าฉันสักสามรอบดูจากสภาพเหมือนผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองมาแล้ว แต่มันก็ปั่นได้ดีจนถึงตอนนี้ไม่ใช่หรือไง ไม่เป็นไรหรอก 

“เฮ้ย หยีระวัง!” 

“หา? อ๊ะ!” ฉันเงยหน้ากลับขึ้นมาก็เห็นเด็กน้อยปั่นจักรยานโผล่พรวดออกมาจากซอยลึกลับ ก็เลยตั้งใจจะเบรก แต่ด้วยความเก่าแก่ของสายเบรกต่างๆ ทำให้เบรกไม่อยู่เลย และถ้าฉันพุ่งลงเนินไปชนเด็กเข้าล่ะก็ต้องเจ็บหนักแน่  

เอาวะ แค่อย่าให้หน้ากระแทกก็พอล่ะมั้ง  

 

[1] กล้องแบบ Rangefinders ใช้วิธีการโฟกัสที่แตกต่างกันซึ่งเรียกว่าการหา rangefinder ที่เหมาะสม แทนที่จะมองผ่านเลนส์โดยตรงผ่านกระจกช่องมองภาพของเรนจ์ไฟน์เรนจ์เป็นระบบภาพแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงติดตั้งให้ใกล้กับเลนส์มากที่สุด ผู้ใช้จะมองเห็นวัตถุมีสองภาพซ้อนกัน และต้องปรับโฟกัสด้วยมือด้วยการหมุนปรับโฟกัสเลนส์จนภาพมาซ้อนทับกันพอดี ด้วยการจัดแนวภาพคุณสามารถคำนวณระยะทางหรือช่วงของวัตถุได้ (ด้วยเอฟเฟกต์พารัลแลกซ์) และคุณสามารถโฟกัสเลนส์ได้.

 

กลับหน้าเรื่อง
ขออภัยที่หายหน้าหายตาไปนาน กลับมาแล้วค่า คราวนี้อัปต่อยาวๆ จนจบเลย ฝากเอาใจช่วยยาหยีกับมาวินต่อด้วยนะคะ
แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น