พลิกลิขิตฟ้า ท้าปฐพี
บทที่ 3 ยอดยุทธ์หัวซาน(1)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทที่ 3 ยอดยุทธ์หัวซาน(1)

บทที่ 3 ยอดยุทธ์หัวซาน(1) 

  

จ้าวปู๊เซิงเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าแดงระเรื่อ เขาดูตื่นเต้นดีใจ “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าทำการรวบรวมรายชื่อหนังสือและคัดแยกประเภทเรียบร้อยแล้ว” หลังจากพูดจบเขาก็ยื่นหนังสือในมือไปตรงหน้าเยว่ปู๊ซิน นี้เป็นบัญชีรายชื่อหนังสือที่แยกประเภทแล้ว 

เยว่ปู๊ซินรับมาพลิกดูเล็กน้อยแล้วพูดกับจ้าวปู๊เซิงว่า “เจ้าว่ามาซิ มีตำราแบบไหนบ้าง?” 

“ได้! หลังจากการคัดแยกและสรุปแล้ว มีหนังสือทั้งหมดหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยสิบแปดเล่ม ในหอคัมภีร์” 

“ในพวกนี้ทั้งหมดมีหนึ่งร้อยแปดสิบสองเล่มเป็นแบบฝึกหัดวรยุทธ์ มีสามสิบหกเล่มเป็นมรดกของสำนักเรา ส่วนที่เหลือเป็นแบบฝึกหัดที่ร่วมรวมจากที่ต่างๆ” 

“มีบันทึกประสบการณ์ฝึกฝนและปัญหาอีกสามร้อยยี่สิบเจ็ดเล่ม มีแบบฝึกหัดการฝึกฝนลมปรานทั้งหมดหนึ่งพันเจ็ดร้อยสี่สิบหกเล่ม” 

“ส่วนที่เหลือเป็นประสบการณ์จากบรรพบุรุษของเรา และบันทึกประสบการณ์จากผู้มีชื่อเสียงในอดีตอีกส่วนหนึ่ง” 

จ้าวปู๊เซิงหยุดชั่วคราวก่อนพูดต่อ “มีสุดยอดวิชาเพียงสิบสองเล่มและเป็นสมบัติตกทอดในสำนักสี่เล่ม นี้รวมถึงเคล็ดวิชาเป่าหยวนจินและเคล็ดหัวใจแห่งหัวซาน” 

“มีวิชาดาบมากที่สุด มีเจ็ดสิบสองเล่ม และมีแปดร้อยสามสิบหกเล่มเป็นกระบวนท่าเคลื่อนไหวและวิชาเท้า” 

เยว่ปู๊ซินโล่งใจ โชคดีที่เขาไม่เชื่อฟังคำสั่งของอาจารย์ ฝืนร่างกายที่เจ็บป่วยมาหยุดเจ้าสำนักหนิงไม่ให้เผาตำราที่เกี่ยวข้องกับนิกายดาบฉี 

“มีวิชาตัวเบาหกเล่ม วิชาดาบสิบหกชุด หมัดมวยสิบสามชุด วิชาฝ่ามือสิบสองชุด วิชาต่อสู้ระยะประชิดแปดชุด ท่าเท้าห้าชุด วิชากระบอกห้าชุด วิชากรงเล็กสี่ชุด วิชาแส้สี่ชุด ที่เหลือมีทั้งค้อน ตะขอ ขวานและอื่นๆ อีกยี่สิบห้าชุด” จ้าวปู๊เซิงยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เขาพูดใบหน้าก็แดงก่ำอย่างผิดปกติ  

เยว่ปู๊ซินเงยหน้าขึ้นเห็นว่าหลิวฉางกันเข้ามาในลานด้านหน้าพร้อมกับท่านหลี่ จึงพูดกับจ้าวปู๊เซิงอย่างอ่อนโยน “น้องชายทำได้ดีมาก หลายวันมานี้เจ้าทำงานหนักแล้ว การฟื้นฟูของสำนักหัวซานเริ่มต้นจากช่วงเวลานี้ พี่ชายขอบคุณเจ้ามาก” 

หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เขาก็พูดอีกครั้งว่า “ศิษย์น้อง เจ้าต้องพักสักหน่อยแล้ว” 

“ไม่ ไม่ พี่ชาย ตอนนี้ข้าสบายดี ข้าจะต้องเริ่มคัดลอกหนังสือแบบฝึกหัดและยังต้องจัดประเภทตำราเหล่านี้ใหม่ พี่ชาย ท่านต้องหาสถานที่เพื่อจัดเก็บตำราเหล่านี้โดยเร็วที่สุด...” จ้าวปู๊เซิงบอก 

“ไม่มีปัญหา เจ้ายุ่งมาครึ่งเดือนแล้ว และเจ้าต้องการพักผ่อน การฟื้นฟูหัวซานไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในวันเดียว เราต้องใช้เวลาทั้งชีวิต ฟังที่พี่ใหญ่บอก เจ้าควรพักสักสองวันก่อน เมื่อเจ้ามีร่างกายที่แข็งแกร่งดีแล้วเจ้าจึงจะสามารถช่วยหัวซานทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่านี้” เยว่ปู๊ซินกล่าวอย่างหนักแน่น 

“ข้า...” จ้าวปู๊เซิงยังคงต้องการจะเถียง แต่เมื่อเขาเห็นดวงตาที่แน่วแน่ของพี่ใหญ่  เขาก็ไม่ได้พูดต่อ 

จ้าวปู๊เซิงคิดในใจว่า ไม่เป็นไร หยุดสองสามวันแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ 

เมื่อคิดถึงการหยุดพัก ความรู้สึกเหนื่อยล้าลึกๆ ก็ไหลเข้าสู่หัวใจของจ้าวปู๊เซิง ดวงตาของเขาค่อยๆ พร่าเลือนก่อนจะดับมืด พลังในร่างกายของเขาพลันหายไปในทันที ร่างของเขาอ่อนยวบลง เอนกายไปด้านหลังและสลบไปทั้งยืน 

เยว่ปู๊ซินระวังอยู่ก่อนแล้วจึงก้าวเข้าไปคว้าตัวจ้าวปู๊เซิงไว้ได้ทันเวลา เขาหันไปทางผู้เฒ่าหลี่ที่เพิ่งเดินเข้ามา “ท่านผู้เฒ่า ต้องรบกวนท่านแล้ว” 

ท่านหลี่เดินเข้าไปจับชีพจรของจ้าวปู๊เซิงก่อนถอยหายใจ “เด็กคนนี้ เฮ้อ เขาได้รับความสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย หัวใจทำงานหนัก ลมปราณติดขัด ทำให้ร่างกายได้รับภาระหนัก สุดท้ายหลายวันมานี้ก็เหน็ดเหนื่อยไม่ยอมพักผ่อนดีๆ ทำให้หมดสติไป” 

“โชคดีที่เจ้าได้ใช้โสมเพื่อดูแลร่างกายของเขา ทำให้เขามีพลังชีวิตเพียงพอ ตอนนี้เขาเหนื่อยจนหมดสติไป เขาต้องทำใจให้สงบและเลิกกังวล มิฉะนั้นจะทำร้ายรากฐานของร่างกายเสียหาย และวันหน้าไม่อาจสำเร็จวรยุทธ์ในขอบเขตขั้นสูงได้” 

“ต้องรบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว ตอนนี้หัวซานไม่อาจทนรับความสูญเสียใดๆ ได้เลย” เยว่ปู๊ซินกล่าวพร้อมประสานมือคำนับ 

ท่านหลี่คำนับตอบ  “ท่านเจ้าสำนักอย่าได้มากมารยาท” 

หนิงจงเซ่อเดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้ในมือ มองดูสีหน้าหลับสนิทของจ้าวปู๊เซิงแล้วพูดด้วยความเป็นห่วง “พี่ใหญ่ พี่ชายจ้าวไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” 

“โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไร” เยว่ปู๊ซินปลอบ แล้วหยิบกล่องไม้ในมือนางหันกลับมายื่นให้ผู้เฒ่าหลี่ 

“นี่เป็นโสมอายุร้อยปี ข้าหวังว่าท่านผู้เฒ่าจะดูแลน้องชายเป็นอย่างดี หากต้องการอะไรเพียงเอ่ยปากเท่านั้น” 

“พวกท่านว่างใจ ข้าจะดูแลเขาเป็นอย่างดี” 

เมื่อเห็นว่าเยว่ปู๊ซินนำโอสถล้ำค่าออกมา ท่านหลี่ก็พยักหน้ารับ “ด้วยโสมนี้ ข้ารับรองกับเจ้าสำนักว่าคืนศิษย์น้องที่สมบูรณ์แข็งแรงให้กับท่านอย่างแน่นอน” 

หลังจากพูดค่อยกันสักพัก ท่านหลี่ก็ให้คนพาตัวจ้าวปู๊เซิงไปที่โรงแพทย์ 

ด้วยคำรับรองของผู้เฒ่าหลี่ เยว่ปู๊ซินก็โล่งใจไม่น้อย เขาเชื่อว่าจ้าวปู๊เซิงจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร 

เมื่อทุกคนแยกย้ายกันแล้วเยว่ปู๊ซินก็กลับไปศึกษาตำราที่อาจารย์ของเขาทิ้งไว้ให้หลายเล่ม ตำราเหล่านี้เป็นตำรายุทธ์ล้ำค่าของหัวซาน มีถึงเจ็ดวิชา ได้แก่ เคล็ดวิชาเมฆม่วง เคล็ดซี่กงฮุนหยวน เพลงกระบี่เฉาหยาง เพลงกระบี่นางแอ่นหวนกลับ เพลงกระบี่ซียี่ เคล็ดวิชาหยกพิสุทธิ์ และวิชาฝ่ามือสลายหยก 

เยว่ปู๊ซินดูบัญชีแยกประเภทที่จ้าวปู๊เซิงทำขึ้นอย่างจริงจัง แน่นอนว่า วิชาเพลงกระบี่ชิงเฟิง และวิชาเพลงกระบี่มังกรท่องทะยานได้รับการจัดให้เป็นวิชาระดับสูงในการฝึกฝนกำลังภายใน และเป็นวิชาชั้นสูงของสำนักหัวซาน 

ทั้งเก้าวิชานี้จึงถือเป็นยอดวิชาของสำนักหัวซานของจริง 

เยว่ปู๊ซินเปิดอ่านเคล็ดวิชาซี่กงฮุนหยวนคราวๆ นี่เป็นวิธีการฝึกกำลังภายในที่ไม่ได้ด้อยไปว่าเคล็ดวิชาเมฆม่วงเลย หลังจากฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว ทุกการเคลื่อนไหวนั้นทรงพลังและเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง เป็นกลอุบายที่ล้ำลึกยากคาดเดาจริงๆ 

ตอนนี้ศิษย์น้องจ้าวและศิษย์น้องเล็ก(หนิงจงเซ่อ)ฝึกกำลังภายในอยู่ในขั้นห้าไม่ไกลจากขั้นหกของเคล็ดวิชายหัวใจแห่งหัวซาน พวกเขาสามารถเริ่มฝึกเคล็ดซี่กงฮุนหยวนได้ 

พวกเขาทั้งสองล้วนแต่ผ่านหายนะครั้งใหญ่ในหัวซานมาด้วยตนเอง ดังนั้นจึงมีความมุ่งมั่นมากกว่าคนหนุ่มสาวทั่วไป ด้วยความพยายามสิบปีพวกเขาจะต้องสามารฝึกฝนซี่กงฮุนหยวนได้ถึงขั้นที่สามแน่ ตอนนั้นวรยุทธ์ของพวกเขาก็น่าจะเข้าขั้นปรมาจารย์ขั้นนภา ถือเป็นปรมาจารย์ชั้นหนึ่งในด้านศิลปะการต่อสู้ของโลกยุทธภพแล้ว 

หากพวกเขาฝึกฝนอย่างพากเพียรโดยไม่หยุดเป็นเวลาสามสิบปีอาจจะมีความหวังที่จะไปถึงขอบเขตสวรรค์ในตำนานก็เป็นได้ ถึงเวลานั้นหัวซานจะไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดเลย 

เยว่ปู๊ซินดูบัญชีรายชื่อหนังสือพลางใช้ความคิด เคล็ดวิชาหัวใจแห่งหัวซานนั้นสามารถสร้างปรมาจารย์ขั้นปฐพีออกมาได้ หากก็เป็นเพียงปรมาจารย์ชั้นสองในยุทธภพเท่านั้น หากจะไปให้ถึงปรมาจารย์ชั้นหนึ่งต้องฝึกวิชาฝ่ามือสลายหยกร่วมด้วย แต่วิธีนี้ค่อนข้างจะยุ่งยาก และคุณสมบัติของผู้ฝึกวิชาฝ่ามือสลายหยกนั้นเคร่งครัดมาก หากคุณสมบัติไม่ตรงกับเคล็ดวิชาก็ยากจะฝึกฝนให้สำเร็จได้ 

ดูเหมือนว่าการฝึกฝนกำลังภายในของสำนักหัวซานจะยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก 

ดวงตาของเขากวาดไปทางเคล็ดวิชาหยกพิสุทธิ์ หัวใจของเยว่ปู๊ซินกระตุก เฮ้! เขาเกือกจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว! นี้ดูเหมือนช่วงเวลาของการสอบเกาเข่า[1]ในอดีตเลยจริงๆ! 

.................. 

 

[1] การสอบเกาเข่า เป็นการสอบเข้าระดับอุดมศึกษาแห่งชาติของจีน ถือว่าเป็นตัวกำหนดอนาคตของเด็กจีน 

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น