พลิกลิขิตฟ้า ท้าปฐพี
บทที่ 1 อยู่ๆ ก็กลายเป็นเยว่ปู๊ซิน(2)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทที่ 1 อยู่ๆ ก็กลายเป็นเยว่ปู๊ซิน(2)

บทที่ 1 อยู่ๆ ก็กลายเป็นเยว่ปู๊ซิน(2) 

 

เยว่ปู๊ซินสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยใบหน้าเหยเกจากความเจ็บปวด หลังจากนอนทบทวนความทรงจำในช่วงไม่กี่วันหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

“ศิษย์พี่ ท่านตื่นแล้วหรือยัง” แม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จะหมดสติ หนิงจงเซ่อก็จะเคาะประตูเบาๆ ทุกครั้งที่เข้ามา 

เยว่ปู๊ซินก่อนผ้าห่มอย่างไม่อาจตัดใจ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วส่งเสียงตอบ “ข้าตื่นแล้ว” 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านตื่นแล้ว?” 

ใบหน้าของหนิงจงเซ่อแสดงความดีใจออกมา และเข้ามาพร้อมกับถาดที่มีน้ำบ้วนปาก ผ้าขนหนู และน้ำอุ่น 

เยว่ปู๊ซินจัดการธุระของตนเอง บ้วนปาก ล้างหน้า ก่อนใช้ผ้าร้อนที่หนิงจงเซ่อบิดหมาดๆ ส่งให้เช็ดหน้า สูดไอร้อนและถูใบหน้าของตนแรงๆ เรียกความสดชื่น 

ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหนิงจงเซ่อยังคงมีความโศกเศร้าและสับสน นางจ้องไปที่เยว่ปู๊ซินก่อนน้ำตาจะไหลรินเงียบๆ อดที่จะถามไม่ได้ว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ หัวซานของพวกเราจะดีขึ้นใช่หรือไม่?” 

เยว่ปู๊ซินตกตะลึงเมื่อเห็นน้ำตาของเด็กน้อย ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ ส่งให้เด็กสาวเช็ดน้ำตา เขาพูดอย่างหนักแน่นว่า “หัวซานจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน!” 

หลังจากปลอบโยนศิษย์น้องหญิงอยู่หลายประโยคทั้งสองก็พากันไปทานอาหารเข้าด้วยกัน  

แต่เมื่อเยว่ปู๊ซินเห็นว่าหนิงจงเซ่อยังคงดูไม่มีความสุข เขาเอื้อมมือไปจับมือเล็กของเด็กน้อยแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ผู้ตายคือผู้หลุดพ้นแล้ว คนเราก็เป็นเช่นนี้ น้องสาวอย่าได้คิดมาก เจ้ายังต้องไว้ทุกข์ให้อาจารย์อยู่ อย่าได้ทำร้ายตนเองจนล้มป่วย” 

ใบหน้าเล็กๆ ของหนิงจงเซ่อดูไม่เป้นธรรมชาติเล็กน้อย นางก้มศีรษะลงและพูดว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้ว” 

เยว่ปู๊ซินตบหลังหนิงจงเซ่อเบาๆ “ดีแล้ว เจ้าไปแจ้งลุงเฉียนและป้าจางให้มาพบข้าที่โถงหลัก ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับพวกเขา” 

หนิงจงเซ่อตอบรับแล้วหันหลังจากไป 

เยว่ปู๊ซินเองก็เดินออกไปด้านนอกเช่นกัน เขามองดูหิมะขาวที่ปกคลุมทุกหนทุกแห่ง เพียงชั่วข้ามคืนหิมะขาวโพลนก็กลบฝังทุกสรรพสิ่งไว้สิ้น มองไม่เห็นแม้แต่ถนนที่ผู้คนใช้กัน 

ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เมื่อเดินผ่านลานประลองนี้ไปแล้วเลี้ยวตรงมุมภูเขานั้น มาถึงหุบเขาเล็กๆ มีเรือนนอนหลายสิบหลังในหุบเขาเล็กๆ แห่งนี้ เป็นที่ที่ศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักหัวซานอาศัยอยู่ แต่ในเรือนนอนเหล่านั้นตอนนี้กับเงียบสงบ ไร้ชีวิตดังเช่นอดีต 

เยว่ปู๊ซินไปที่ห้องครัวก่อน เขาขอให้พ่อครัวเตรียมโจ๊กร้อนๆ นำใส่กล่องอาหารไปที่ห้องของจ้าวปู๊เซิง 

เขายืนอยู่หน้าห้องนอนห้องหนึ่ง ด้านในมีเสียงกรอบแกรบแล้วก็เงียบไป 

เยว่ปู๊ซินผลักประตูเบาๆ เมื่อเห็นว่าประตูถูกเปิดออกเขามองสำรวจภายในห้อง มีเตียงสองเตียงอยู่ฝั่งซ้ายและขวา ตรงกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดสี่คนนั่ง ตรงมุมห้องมีหีบไม้สองสามใบ เตียงทางด้านขวามีคนนอนคลุมโปงอยู่  

เขาวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะกลางห้อง เดินไปนั่งที่ขอบเตียง ใช้มือตบผ้าห่มแล้วพูดเบาๆ ว่า “ลุกได้แล้ว!” 

ใบหน้าอ่อนเยาว์ขาวซีดถูกเปิดออก ใต้ตาของจ้าวปู๊เซิงหมองคล้ำ เขาจ้องไปที่เยว่ปู๊ซินเนินนานคล้ายรับรู้คล้ายเหม่อลอยก่อนที่จะตะโกนออกมา “ศิษย์พี่ใหญ่!” 

ใบหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาไร้แววทั้งอ้างว้างและโดดเดียว ราวกับโลกทั้งใบได้พังทลายลง และสิ่งที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงซากศพที่เดินได้ ไร้ชีวิตไร้จิตใจ 

เยว่ปู๊ซินถอนหายใจเล็กน้อย บางทีอาจเป็นอย่างนั้น เจ้าของร่างเดิมที่เขาเข้ามาครอบครองก็มิใช่เป็นเช่นนี้หรือ เจ้าของร่างคนนั้นก็เหี่ยวเฉาไปพร้อมความรุ่งโรจน์ของหัวซานและละลายไปพร้อมกับหิมะในคืนนั้น 

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ลุกขึ้นมากินข้าวก่อน” 

จ้าวปู๊เซิงค่อยๆ ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าของเขา ก่อนเดินตามเยว่ปู๊ซินไปที่โต๊ะ เขาหยิบชามโจ๊กส่งให้ มองจ้าวปู๊เซิงจับช้อนขึ้นตักโจ๊กดื่มด้วยท่าทางแข็งทื่อ 

หลังจากอาหารร้อนๆ ลงท้องไปแล้ว ใบหน้าของจ้าวปู๊เซิงก็ดูมีสีสันขึ้นเล็กน้อย แต่เขาเอาแต่ก้มศีรษะดื่มโจ๊กไม่พูดไม่คุย ผมยุ่งๆ ของเขาไม่ได้สระมาหลายวันแล้ว ทำให้มีกลิ่นตุๆ 

เยว่ปู๊ซินไม่ได้รังเกียจ เขายกมือขึ้นลูบหัวจ้าวปู๊เซิงเบาๆ พลางพูดเบา ๆ “ตอนนี้ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว พี่ใหญ่มีเรื่องให้เจ้าทำ” 

จ้าวปู๊เซิงค่อยเงยหน้าขึ้นมองเยว่ปู๊ซิน แววตาของเขาไหววูบ ใบหน้าที่เริ่มมีสีสันกับเปลี่ยนเป็นซีดขาว เขาก้มหัวลง “น้องชายไม่เก่งอะไรเลย ศิลปะการต่อสู้ของเขาต่ำต้อย ข้าไม่สามารถช่วยอะไรศิษย์พี่ได้” 

“เจ้าช่วยได้!” น้ำเสียงเยว่ปู๊ซินเผยให้เห็นถึงความยืนกรานไม่อาจปฏิเสธ 

“ข้าเพิ่งรังตำแหน่งเจ้าสำนัก และพบว่ามีอันตรายซ่อนเร้นอยู่ในสำนักของเรา ซึ่งเกี่ยวพันถึงชีวิตและความเป็นตายของสำนักหัวซาน ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยข้าได้” 

จ้าวปู๊เซิงเงยหน้าขึ้นมองเขา อ้าปากคล้ายจะพูดแต่พูดไม่ออก 

เยว่ปู๊ซินคว้าไหล่ของจ้าวปู๊เซินด้วยสีหน้าจริงจัง “ศิษย์น้อง นี้เป็นปัญหาใหญ่ของมรดกของสำนักเรา หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น มรดกของสำนักเราอาจถูกกำจัดสิ้น” 

“น้องชาย ข้าหวังว่าเจ้าจะกลายเป้นนักเทศน์ของสำนักหัวซาน รับผิดชอบหอคัมภีร์ทั้งหมด จัดระเบียบและคัดลอกตำราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชา แบบฝึกหัด ชีวประวัติ หรือปกิณกะ และบันทึกต่างๆ ในสำนัก ทำการรวบรวม คัดลอกและเก็บสำรองไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัย” 

จ้าวปู๊เซิงจองมองเยว่ปู๊ซินอย่างว่างเปล่า ในที่สุดก็กลับมามีสติรับรู้อีกครั้ง เขาพูดตะกุกตะกัก “ข้ายังคงฝึกฝนวิชาหัวใจหัวซาน(วิชาฝึกปรานภายใน)ระดับพื้นฐานและวิชาดาบหัวซานขั้นต้นเท่านั้น ข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะอ่านแบบฝึกหัดขั้นสูงของสำนักได้” 

เยว่ปู๊ซินกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าเป็นเจ้าสำนัก เจ้าเป็นน้องชายคนเดียวของข้า ข้าบอกว่าเจ้ามีคุณสมบัติ เจ้าก็มีคุณสมบัติ” 

ดวงตาที่กระจัดกระจายของจ้าวปู๊เซิงจดจ่ออยู่ที่ดวงตาของเยว่ปู๊ซิน ก่อนจะค่อยๆ ฉายแววความหวัง ใบหน้าของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยใจเต้นระทึก หลังจากคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่งเขาก็ผุดลุกขึ้น “พี่ชาย ข้าจะไปหอคัมภีร์!” 

เยว่ปู๊ซินรีบคว้าตัวเขาไว้ ดุว่า “ไม่ใช้ตอนนี้ ไม่ต้องกังวลไป เจ้าไปอาบน้ำให้สะอาดก่อน เรื่องนี้เราต้องวางแผนอย่างรอบคอบ” 

จ้าวปู๊เซิงเหยียดมือออกและเกาหัวอายๆ “ใช่แล้ว ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ!” 

เขาเอื้อมมือไปสางผมยุ่งๆ บนหัว ใบหน้าของจ้าวปู๊เซิงเปลี่ยนไป และพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ “พี่ใหญ่ ข้าต้องไปอาบน้ำก่อน” 

“อืม เจ้าไปจัดการตัวเองเถอะ ระวังอย่าให้เป็นหวัดล่ะ เช้านี้ก็ปรับลมหายใจให้มั่นคงก่อน แล้วมาหาข้าตอนบ่าย” 

จ้าวปู๊เซิงรีบรับปากก่อนจะสาวเท้าออกไปทันที 

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น