ภาพฝันนิรันดร [END]
3. ของสำคัญ (1)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
3. ของสำคัญ (1)

 

           เปิดภาคเรียนมาเนิ่นนานหลายสัปดาห์

           การใช้ชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด เช่นเดียวกับตรีภพที่ต้องใช้เวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่อยู่พอสมควร ทั้งการเรียนที่หนักกว่าสมัยมัธยมอยู่ค่อนข้างมาก แถมกิจกรรมที่มีให้ทำอย่างไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนกันเลยทีเดียว

           แต่ถึงอย่างนั้นตรีภพกลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือกดดัน หน่ำซ้ำยังรู้สึกดีกว่าที่เคยคิดไว้เสียด้วยซ้ำ เพราะอะไรงั้นเหรอ?...ก็เพราะผู้ชายที่ชื่อภาสกรไง

           การพบกับภาสกรทำให้ความคิดของตรีภพเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น

           ภาสกรทำให้ตรีภพมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เขาทำให้รู้ว่าการมีตัวตนในสายตาคนอื่นนั้นรู้สึกดีขนาดไหน จากที่เคยท้อแท้และสิ้นหวัง ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยการหายใจทิ้งไปวัน ๆ แต่ตอนนี้ตรีภพก็รู้แล้วว่าเขาจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

           รู้แล้วว่า ‘ความรัก’ นั้นมีความหมายขนาดไหน

           รู้แล้วว่าการคงอยู่ด้วย ‘ความหวัง’ นั้นเป็นอย่างไร

           และรู้แล้วว่าเขายังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรักใครบางคน

 

           

           อย่างที่รู้ว่ากิจกรรมของน้องปีหนึ่งนั้นค่อนข้างเยอะ จบกิจกรรมหนึ่งไปไม่ทันไรก็มีกิจกรรมใหม่ต่อคิวให้ทำอยู่เสมอ แต่ถึงจะหนักหนาเพียงใดผู้คนส่วนใหญ่ก็พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่คิดท้อแท้ เพราะนอกจากจะเป็นการเก็บชั่วโมงเวลาเพื่อให้ครบตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังจะได้รับของเทคมากมายจากบรรดาพี่รหัสที่ทุ่มทุนซื้อมาเปย์ให้น้อง ๆ ของตัวเองอีกด้วย

           สำหรับเรื่องของเทคตรีภพไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือสนใจของพวกนั้นสักเท่าไหร่ เพราะเขาคือหนึ่งในไม่กี่คนของชั้นปีที่ไม่มีพี่รหัสเป็นตัวเป็นตน

           เนื่องด้วยคณะวิศวะเป็นคณะใหม่ของมหาวิทยาลัยที่จัดตั้งขึ้นมาได้ไม่นาน จำนวนนักศึกษาในแต่ละปีจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามหลักสูตรที่ทยอยเปิด อีกทั้งการดูแลระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องของคณะยังเป็นการดูแลผ่านทางสายรหัส ดังนั้นคนที่ได้รหัสใหม่จะไม่มีพี่รหัสแม้แต่คนเดียว ความหวังที่จะได้รับการดูแลจากรุ่นพี่มีเพียงทางเดียวคือเฝ้ารอใครสักคนมารับไปดูแลในฐานะน้องเทค

           ซึ่งตรีภพก็คือหนึ่งในนั้น

           เขาไม่เคยคาดหวังอะไรจากบรรดารุ่นพี่ในคณะอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากเสียเงินซื้อของให้คนที่ไม่มีอะไรดีอย่างเขาหรอก แต่ความคิดของตรีภพกลับผิดมหันต์เมื่อมีพี่คนหนึ่งที่รับเขาเป็นน้องเทคอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนี้ตรีภพยังไม่รู้ว่าพี่คนนั้นเป็นใคร แต่ทุกครั้งที่ตรีภพต้องทำกิจกรรมจนดึกดื่นก็มักจะได้รับขนมจำนวนมากพร้อมข้อความแทนความห่วงใยมอบให้เสมอ เช่นเดียวกับวันนี้ที่ตรีภพมีขนมถุงใหญ่หอบหิ้วกลับหอพักเต็มสองมือ พร้อมข้อความบนกระดาษโพสต์อิทใบเล็ก ๆ ที่แปะอยู่บนถุงให้ความรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย

           ‘กินเยอะ ๆ นะ จะได้ตัวโต ๆ’ 

           พี่เขาเป็นใครกันนะ

           ตรีภพคิดทบทวนเพื่อหาคำตอบพลางก้าวเท้าตรงไปยังห้องพัก ทว่าความคิดของเขามีอันต้องแตกกระเจิงเมื่อเขาไปชนเข้ากับใครบางคนโดยไม่รู้ตัว

           มัวแต่ใช้ความคิดมากไปจนไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนยืนขวางทางอยู่

           “ขอ…โทษ” เสียงนั้นติดสั่น เมื่อนัยน์ตาที่มองลอดผ่านแว่นหนาเห็นผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ระ เราไม่ได้ตั้งใจ” ใบหน้าเรียบเฉยที่มองกลับมาทำให้ตรีภพตกใจกลัวมากไปกว่าเก่า

           ไม่รู้ทำไมตรีภพถึงรู้สึกกลัวผู้ชายคนนี้เป็นพิเศษ ปกติแค่เห็นเขาไกล ๆ ก็ไม่กล้าจะสบตาอยู่แล้ว แต่นี่กลับเดินซุ่มซ่ามจนชนเขาเข้าอย่างจัง แบบนี้สิบทิศต้องโกรธเขาเป็นฝืนเป็นไฟแน่ ๆ

           “จะไปไหน?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม

           “…”

           “กูถามว่ามึงจะไปไหน?”

           “ระ เราจะกลับห้อง” เพราะไม่มีคำต่อว่าหรือดุด่าอย่างที่คาดคิด แต่กลับเป็นคำถามที่เปล่งออกมาผ่านน้ำเสียงราบเรียบ ตรีภพจึงได้แต่ยืนแน่นิ่งจนเกือบลืมตอบคำถามของสิบทิศ

           “มึงอยู่ห้องนี้?”

           “อือ” ส่งเสียงตอบรับในลำคอพร้อมพยักหน้า เมื่อเห็นเรียวนิ้วของสิบทิศชี้ไปที่ห้องของเขา ที่อยู่ถัดไปจากหน้าห้องที่กำลังยืนอยู่

           “แล้วเป็นอะไร ทำไมเวลาพูดไม่มองหน้ากู”

           “…”

           “มึงนี่ยังไงกัน ทำไมต้องให้กูถามย้ำหลายรอบด้วย” เสียงจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ทำให้ตรีภพรีบเงยหน้าขึ้น เตรียมจะอ้าปากตอบเมื่อรู้ว่าตัวเขากำลังทำให้สิบทิศอารมณ์เสีย ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยตอบ เจ้าของคำถามกลับเป็นคนตอบเสียเอง “มึงกลัวกู”

           ตรีภพรีบพยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบ หน้าดุขนาดนี้ใครบ้างที่ไม่กลัว

           “กูน่ากลัวตรงไหน?” คิ้วหนาขมวดขดเป็นปม ใบหน้าคมยื่นเข้าใกล้จนตรีภพต้องก้าวเท้าถอยออกห่าง เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นว่าสิบทิศจะทำอะไรเขาหรือเปล่า แต่เพียงชั่วครู่ร่างสูงก็ถอยตัวกลับ ยกมือลูบใบหน้าของตัวเองพลางขบเม้มริมฝีปากอย่างครุ่นคิด “ถามจริง กูหล่อขนาดนี้มึงยังกลัวอีกเหรอวะ?”

           “…” เดี๋ยวก่อน ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คำพูดที่ฟังดูขี้เล่นและหลงตัวเองแบบนั้นออกมาจากปากคนเคร่งขรึมอย่างสิบทิศอย่างงั้นเหรอ

           ตรีภพได้แต่ยืนอึ้ง จ้องมองไปยังร่างสูงที่มีรอยยิ้มบาง ๆ เปื้อนบนใบหน้า เขาดูภาคภูมิใจกับความหล่อเหลาของตัวเองอยู่ไม่น้อย

           ยอมรับนะว่าสิบทิศเป็นคนที่มีใบหน้าหล่อเหลาระดับหนึ่ง ถึงแม้สีผิวที่ขาวผ่องจะบ่งชัดว่ามีเชื้อสายจีน แต่ดวงตาของเขากลับคมโตราวกับลูกผสม คิ้วหนาดกดำเฉียงรับกับรูปหน้าเป็นจุดเด่นที่ทรงเสน่ห์ รูปร่างสูงใหญ่ในแบบฉบับนักกีฬายิ่งทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาชายหญิงในคณะอยู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่พบเจอในตอนนี้ได้ทำลายภาพผู้ชายเคร่งขรึมที่เคยมีในหัวสมองของตรีภพไปจนหมดสิ้น

           “มองอะไร ไม่เคยเห็นคนหล่อหรือไง?” เสียงทุ้มต่ำปลุกตรีภพให้ตื่นจากห้วงของความคิด พร้อมใบหน้าคมที่ยื่นมาใกล้ หรี่ตามองเขาอย่างสำรวจ

           “ระ เรากลับห้องก่อนนะ”

           “เดี๋ยวก่อน!” ตั้งใจจะตีมึนหนีกลับห้อง แต่เสียงที่ดังขัดพร้อมร่างสูงที่ขยับตัวมาขวางทำให้ตรีภพต้องหยุดชะงัก “ยังไม่ตอบกูเลยว่าทำไมถึงกลัวกู”

           “กะ กะ ก็…” ความลังเลก่อเกิดขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ ทว่าสายตากดดันที่จ้องมองทำให้ตรีภพตัดสินใจพูดออกไปตามความจริง “พวกนายชอบแกล้งเรา”

           “กูเคยแกล้งมึงตอนไหน?”

           “นายไม่แกล้ง แต่เพื่อนของนายแกล้ง” จริงอยู่ที่สิบทิศไม่ค่อยแกล้งตรีภพ แต่เขาก็ไม่เคยห้ามปรามเพื่อนในกลุ่มที่กลั่นแกล้งตรีภพอยู่เป็นประจำ เป็นเพื่อนกันยังไงก็ต้องเข้าข้างกันอยู่ดี

           “มึงก็ทำตัวให้มันแข็งแรงหน่อยดิวะ อ่อนแอแบบนี้ก็ต้องถูกคนอื่นแกล้งเป็นธรรมดา” สบโอกาสสิบทิศก็แย่งขนมไปจากมือของตรีภพโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ชูขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะอย่างมีความสุข

           “นะ นายทำอะไรอะ เอากลับมานะ”

           “ถ้าอยากได้คืนก็มาแย่งดิ”

           “ทำอะไรของนายอะ พี่เทคให้เรามานะ” สองเท้าขยับเข้าใกล้ สองมือกวัดแกว่งพยายามยื้อแย่งถุงขนมจากมือของสิบทิศที่เบี่ยงตัวหลบไม่ยอมให้กลับไปง่าย ๆ

           “นี่คือสู้กูแล้ว กลัว กลัว กลัวจังเลย” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฎทำให้ตรีภพได้แต่ตีสีหน้าบูดบึ้ง สุดท้ายสิบทิศก็มีนิสัยไม่ต่างอะไรกับเพื่อนของเขา

           เจ้าเล่ห์และชอบแกล้งคนอื่น

           “เลิกขี้แยให้ได้แล้วค่อยมาเอาคืน” สิบทิศพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหมุนตัวบิดกลอนประตู เดินเข้าไปในห้องที่พวกเขากำลังยืนอยู่ ปิดประตูใส่หน้าตรีภพอย่างไม่สนใจใยดี เหลือทิ้งไว้เพียงความเจ็บช้ำเหมือนที่คนอื่นชอบทำกับเขาเป็นประจำ

           ตรีภพผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ จะว่าไปเขาก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก ที่ผ่านมาเคยโดนแกล้งหนักกว่านี้หลายสิบเท่า อยากได้ก็เอาไป ถึงแม้จะเสียดายอยู่บ้างแต่ตรีภพก็ไม่อยากมีปัญหากับสิบทิศมากไปกว่านี้

           ทว่าหันมองไปยังประตูห้องที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ เปิดเทอมมาตั้งนานทำไมเขาไม่เคยรู้เลยว่าสิบทิศพักอยู่ใกล้กันแค่เพียงฝาผนังกั้น อย่างน้อยก็น่าจะเคยเจอะเจอหรือเดินสวนกันบ้างสิ แต่ช่างเถอะ สิบทิศจะอยู่ที่ไหนยังไงก็เรื่องของเขา ขอแค่ไม่ต้องเจอหน้ากันอีกก็เพียงพอแล้ว 

กลับหน้าเรื่อง
อย่าลืมกดเพิ่มเข้าชั้นนะครับจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ กดถูกใจ กดคอมเมนต์พูดคุย เป็นกำลังใจให้กันได้น้า จุ๊บๆ
แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น